D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต

D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต D.Tideให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตและการด?

ผิวแห้งและคัน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อย มีอาการบวมน้ำตามขาและเท้า ใต้ตาคล้ำ ปวดปัสสาวะบ่อย ไม่สบายตัวตลอดเวลา #ไตวาย #ไตอักเสบ #การทำงานของไตลดลง ชุดนี้ช่วยแก้อาการเหล่านี้ได้..สอบถาม/สั่งซื้อ โทร.

**ส่วนประกอบสำคัญ**
-สารสกัดจากเห็ดหลินจือ
-สารสกัดจากงาดำ
-สารสกัดจากหญ้าหางม้า
-สารสกัดจากแดนดิไลออน
-สารสกัดจากโหงวบี่จี
-สารสกัดจากกระเทียม
-สารสกัดจากโกจิเบอร์รี่
-ผงน้ำมันปลา

-สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล

เลขที่อย.ดีไทด์ 10-1-15456-5-0023
1 กล่อง บรรจุ 30 เม็ด ราคา 1,765 บาท
#เก็บเงินปลายทางจัดส่งฟรีทั่วประเทศ
สอบถาม/สั่งซื้อ โทร. 098-8276991 ชัยสิทธิ์(เจมส์)

02/12/2021

สังเกตไหมถ้าดื่มน้ำมากจนปัสสาวะใส ปัสสาวะบ่อยเรามักรู้สึกเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ

มาดื่มน้ำ และปัสสาวะอย่างคนมีความรู้กัน

By นพ.อิทธิฤทธิ์

ปัญหาคนยุคนี้ คือ ดื่มน้ำมากเกินไป เป็นเพราะการรณรงค์เรื่อง ดื่มน้ำมากๆ แต่ขาดความรู้ ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา

วันนี้ขอให้ความรู้กัน จะได้ดื่มน้ำ และปัสสาวะอย่างผู้มีความรู้

1. ปัสสาวะเป็นผลจากการกรองเลือดของไต เพื่อนำเอาของเสียหลักคือ ยูเรีย ออกจากเลือด รวมถึงปริมาณน้ำส่วนเกิน

2. ปกติการดื่มน้ำเข้าไป ร่างกายจะกำจัดทิ้งได้หมดประมาณ 4 ชม.

3. การดื่มน้ำที่เหมาะสม คือ ให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ถ้าได้น้อยไปจะเรียก dehydration

4. วิธีดูว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่ ต้องเอาปัสสาวะมาวัดความถ่วงจำเพาะ หรือ specific gravity ซึ่งในชีวิตประจำวันคงไม่สามารถทำได้

5. ดังนั้นการดูแบบอ้อมๆ (Indirect) คือ การดูสีปัสสาวะ ต้องไม่ใส (น้ำเยอะไป) หรือเหลืองเข้ม (ขาดน้ำ)

6. ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันแบบคร่าวๆ คือ น้ำหนักตัว คูณ 30 เช่น ถ้าหนัก 60 กก. น้ำควรได้ประมาณ 1,800 cc / วัน แปลว่า ถ้าคนน้ำหนักตัวเท่านี้ ดื่มน้ำเกินนี้ แปลว่าดื่มน้ำมากเกินไป

7. ถ้าออกกำลังกาย ต้องดื่มน้ำมากกว่านี้ ปริมาณเท่าไหร่? ให้ดูสีปัสสาวะเป็นหลัก

8. กลางคืน “ต้อง” ให้ไตได้พัก ไม่ใช่ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน ไตเป็นเหมือนเครื่องกรองน้ำ ถ้าเครื่องกรองน้ำทำงานหนัก ต้องเปลี่ยนไส้กรอง แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ไม่มีไส้กรองให้เปลี่ยน แปลว่า ไตจะแย่ลง

9. สีปัสสาวะตอนนี้ มันเป็นผลเมื่อ 3-4 ชม.ก่อน เช่น กลับบ้านเข้าห้องน้ำ เห็นปัสสาวะเข้มมาก แปลว่าเมื่อ 3-4 ชม. ก่อนดื่มน้ำน้อยไป

10. อย่าดื่มน้ำเกินครั้งละ 500 cc ต้องระวังปัญหาเกลือแร่โซเดียมในเลือดเสียสมดุล ซึ่งทำให้สมองบวม เกิดความมึนงง และถ้ามากเกินไปอาจตายได้

11. ถ้ารู้สึกว่าปัสสาวะเข้มแบบขาดน้ำ ใจเย็นๆ แก้ร่างกายขาดน้ำด้วยการ ให้ทยอยๆ ดื่มน้ำในช่วง 30 นาที อย่าอัดน้ำมากๆ ครั้งเดียว

12. ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการ คือ ประมาณ 60 cc / ชม.

13. แปลว่าตอนเช้า ควรต้องดื่มน้ำ 60 cc x 8 ชม. = 480 cc (หมายถึง ช่วงกลางคืนทั้งคืนที่ไม่ได้ดื่มน้ำ)

14. แต่... ตื่นเช้าแล้วอย่าดื่มรวดเดียว ให้ทยอยดื่มในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่ต้องรีบร้อน

15. ถ้าคิดจะไปไหน แล้วไม่อยากปวดปัสสาวะระหว่างเดินทาง คำนวณเวลาดื่มน้ำให้ดี

16. ก่อนนอน 3 - 3.5 ชม. ต้องแทบไม่ดื่มน้ำ เพื่อว่าให้ร่างกายได้เคลียร์น้ำรอบสุดท้ายก่อนนอนให้หมด กลางคืนจะได้หลับรวดทั้งคืน

17. ตย. ถ้าต้องการนอน 5 ทุ่ม ประมาณ 2 ทุ่ม สามารถดื่มน้ำเยอะหน่อยได้เป็นครั้งสุดท้าย

18. ระหว่าง 3 – 3 ชม.ครึ่ง ก่อนนอนนั้น ให้ดื่มน้ำไม่เกิน 100 cc

19. คนทั่วไปดื่มน้ำเยอะ หรือดื่มนมก่อนนอน ทำให้ต้องตื่นมาตอนตี 2 ตี 3 และกลับไปนอนต่ออีกครั้งยาก เพราะตาโพลงนอนไม่หลับ

20. กระเพาะปัสสาวะเมื่อมีความจุประมาณ 100 cc ก็จะเริ่มปวดปัสสาวะแล้ว เลยเป็นเหตุผลว่า ในช่วง 3 ชม. ก่อนนอน ดื่มน้ำได้นิดหน่อยเท่านั้น เพื่อจะได้หลับยาวทั้งคืน

21. ในผู้หญิง ท่อปัสสาวะมีความยาว 4 ซม. ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตามปกติสามารถเดินทางเข้าไปได้ง่าย

22. แปลว่า ทุก 3 - 4 ชม. ปวดปัสสาวะหรือไม่ ก็ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อเคลียร์ปัสสาวะทิ้ง ก่อนที่เชื้อโรคจะเติบโตมากเกินไป แล้วจะกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

23. วิธีดูง่ายๆ ว่า ดื่มน้ำพอไหม คือ ประมาณ 3 - 4 ชม. จะต้องปวดปัสสาวะ

24. ถ้าปัสสาวะเร็วกว่า 3 ชม. อาจดื่มน้ำมากไป หากเกิน 4 ชม. แล้วยังไม่ปวดปัสสาวะ น่าจะดื่มน้ำน้อยไป

25. ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องลดลง ถ้ากินอาหารที่มีน้ำๆ หรือผักผลไม้ฉ่ำน้ำ มิฉะนั้นจะได้รับน้ำมากเกินไป

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินช่วงลดน้ำหนักแม้ผลไม้จะมีประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลให้การ...
16/08/2021

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินช่วงลดน้ำหนัก
แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลให้การทำงานในร่างกายเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดจะเหมาะสำหรับกินในช่วงลดน้ำหนัก โดยต้องเลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย แต่ให้พลังงาน คุณค่าทางอาหาร และช่วยให้อิ่มท้องได้ สำหรับผลไม้ลดความอ้วนที่แนะนำ มีดังนี้

1. แก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่หลายคนเลือกกินแทนมื้อเย็น เนื่องจากมีแคลอรีต่ำ รสชาติไม่หวานมาก แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ มีกากใยสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แนะนำให้หั่นแก้วมังกรเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำแช่ตู้เย็นไว้ หิวเมื่อไรก็หยิบมากินแก้หิวได้เลย


2. อะโวคาโด
เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ ในผลอะโวคาโดประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี อีกทั้งยังมีกรดไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย อะโวคาโดจึงกลายเป็นผลไม้ในเมนูเพื่อสุขภาพ สลัด และอาหารคลีน


3. แอปเปิลเขียว
แอปเปิลเขียวเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่มีมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีแดง โดยแอปเปิลเขียว 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 52 แคลอรี มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย อุดมไปด้วยวิตามินซี ทำให้ผิวสวยแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อีกด้วย

4. แตงโม
หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่ทำให้อ้วน เนื่องจากมีรสหวานและฉ่ำน้ำ แต่จริงๆ แล้วแตงโมเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก แถมทำให้กินแล้วรู้สึกอิ่มเร็ว มีใยอาหารสูง แคลอรีต่ำ เนื้อแตงโมอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม เบตาแคโรทีน ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย และป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด



5. แคนตาลูป
ผลไม้ลดน้ำหนักที่จะลืมไม่ได้เลยคือแคนตาลูป มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ให้มีสุขภาพดี อีกทั้งยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง ต้านการอักเสบ ทำให้ร่างกายติดเชื้อยากขึ้น อีกทั้งโพแทสเซียมในเนื้อแคนตาลูปยังช่วยควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ

6. ฝรั่ง
การกินฝรั่งเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักด้วยผลไม้ เนื่องจากฝรั่งช่วยให้อิ่มง่าย รสชาติกรอบอร่อย อุดมไปด้วยวิตามินซี กินแก้หิวแทนขนมหวานได้ดี ประโยชน์ของฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นหวัดบ่อย


7. ส้ม
ส้มเป็นผลไม้ราคาไม่แพง หากินได้ง่าย ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากมีไฟเบอร์และใยอาหารสูง แคลเซียมและวิตามินจากส้มยังช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย ผลส้ม 100 กรัม มีพลังงานประมาณ 47 แคลอรีเท่านั้น หลายคนจึงเลือกกินส้มเป็นผลไม้ลดหุ่น รวมถึงนำไปทำน้ำส้มคั้นก็ดื่มอร่อยไม่แพ้กัน


อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกินผลไม้ลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว เพราะการจะมีหุ่นสวยควบคู่สุขภาพดีได้นั้น ควรกินอาหารประเภทอื่นๆ ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

15/08/2021

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีองค์ประกอบของน้ำ 50-70% ไม่ว่าจะเป็นภายในเซลล์ ตามอวัยวะต่างๆ ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด หรือเลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในทุกช่วงทุกวัย การดื่มน้ำบ่อยนั้นก็เป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่ก็ควรมีระยะเวลาในการดื่มน้ำ และวิธีดื่มน้ำตามที่ร่างกายของมนุษย์สมควรได้รับ



ดื่มน้ำอย่างไร ให้สุขภาพดี

- ตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องก็ได้ ควรดื่ม 1-3 แก้วให้ได้อย่างต่ำ 500-750 มิลลิลิตร ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายและเลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ และเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

- 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ดื่มน้ำรวมกันทั้งหมดไม่ควรเกินครึ่งแก้ว เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี

- ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

- ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2 – 3 อึก จิบบ่อยๆ ดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

- ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว ให้มากกว่า 250 มิลลิลิตร เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันเรื่องริ้วรอยและผิวแห้งกร้าน

2. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

3. ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

6. ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

7. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

8. ช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หัวใจ ไต เป็นต้น

9. ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคภัยต่างๆ เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพักผ่อน การทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แนวทางการดูแลไตให้แข็งแรง1. ลดน้ำหนักก่อนอื่นต้องเช็กดูว่าคุณมีน้ำหนักตัวเกินหรือไม่ โดยคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าคุณสูง 150 เ...
26/07/2021

แนวทางการดูแลไตให้แข็งแรง
1. ลดน้ำหนัก

ก่อนอื่นต้องเช็กดูว่าคุณมีน้ำหนักตัวเกินหรือไม่ โดยคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าคุณสูง 150 เซนติเมตร ควรมีน้ำหนักประมาณ 40-50 กิโลกรัม ถ้าสูง 160 เซนติเมตร ก็ควรหนัก 50-60 กิโลกรัม หากมีน้ำหนักเกินกว่าที่กล่าวไป ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่าคนอื่น หรือถ้าเป็นโรคไตอยู่แล้ว ก็จะส่งผลให้ไตเสื่อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากมีน้ำหนักเกิน ก็ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น เช่น สูง 150 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ควรลดน้ำหนักลงเหลือ 57 หรือ 54 กิโลกรัม เพื่อทำให้สุขภาพไตดีขึ้น

2. ลดความดันเลือดสูง

ค่าความดันเลือดของคนทั่วไป ค่าบนจะอยู่ที่ 90-120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนค่าล่างประมาณ 60-80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันค่าบนมากกว่า 140 และตัวล่างมากกว่า 90 จะจัดว่าความดันเลือดสูง

คนที่อายุมากกว่า 60 ปี ควรคุมให้ค่าบนน้อยกว่า 150 ส่วนค่าล่างน้อยกว่า 90

คนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี ควรคุมให้ค่าบนน้อยกว่า 140 ส่วนค่าล่างน้อยกว่า 90

ส่วนคนที่เป็นโรคไตควรต้องคุมความดันเลือดให้ต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่การพิจารณาของแพทย์โรคไตว่าจะต้องคุมความดันอยู่ที่เท่าไร

แนวทางการควบคุมความดันเลือด มีหลักการดังนี้

@ ลดน้ำหนัก พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม จะสามารถลดความดันเลือดได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท

@ ควบคุมอาหารเพื่อหยุดความดันเลือดสูง จานข้าวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ครึ่งหนึ่งของจานจะเป็นผักและผลไม้ คนไข้ที่เป็นโรคไต ควรกินผักมากกว่าผลไม้

- ¼ จานจะเป็นหมวดข้าวแป้ง เน้นเป็นพวกธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี ลูกเดือย ข้าวโพด กินข้าวขาวให้น้อยลง เพราะทำให้น้ำตาลขึ้นเร็ว
- ดื่มนม 1 แก้ว หรือกินเนื้อสัตว์ประมาณ 100 กรัม เช่น อกไก่ หมูไร้มัน อาหารทะเล หลีกเลี่ยงการกินสัตว์เนื้อแดง
- ถั่วเขียว ถั่วเปลือกแข็ง พิตาชิโอ ประมาณ 1 ส่วนต่อวัน
- น้ำมันประมาณ 1-2 ส่วนต่อวัน
- ขนมหวาน รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กินเป็นโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย น้ำตาล/น้ำเชื่อม/แยม 3 ช้อนชา/สัปดาห์
อาหารที่ช่วยให้ความดันเลือดลดลงคือ ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียม เช่น คะน้าสุก ผักโขมลวก แครอตสุก ผักกาดหอม มะเขือเทศ ฟักทอง บร็อคโคลี่ มะระจีนสุก ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ ขนุน แคนตาลูป แตงโม เป็นต้น

@ ลดเค็ม รับประทานโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชาต่อวัน (ซีอิ๊วหรือน้ำปลา ประมาณ 4 – 5 ช้อนชาต่อวัน)

ความเค็มมีอยู่ในอะไรบ้าง ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว ชีส เกลือ อาหารกระป๋อง ซุป เบคอน หมูแฮม ขนมกรอบๆ กะปิ ปลาร้า ของหมักของดองต่างๆ

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน รวม 150 นาทีต่อสัปดาห์

3.ลดน้ำตาล

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ค่าปกติอยู่ที่ 70-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

การที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ ควรเลือกกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งควรเลือกอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า 55 เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต นมสด นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไขมันต่ำ แครอต ข้าวโพดหวาน น้ำผึ้ง เป็นต้น

ผลไม้ที่ควรกินได้ ได้แก่ แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ ส้ม ลูกแพร แก้วมังกร ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะม่วง และองุ่น ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ แตงโม และอินทผลัม

หากทำได้ตามคำแนะนำที่กล่าวมา ก็จะทำให้คุณมีสุขภาพไตที่แข็งแรง และห่างไกลโรคไต

ที่อยู่

93/1 ม. 14 ต. คุ้งหยอม
Amphoe Ban Pong
70110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต:

แชร์