หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา เพจความรู้การดูแลเด็กทั่วไป ภูมิแพ้ในเด็กและผู้ใหญ่

 #ไข้เลือดออก2026 มีอะไรใหม่ๆบ้าง ป้าหมอได้มีโอกาสไปงานประชุมวิชาการโรคติดเชื้อในเด็ก ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาที่ถ่ายรูปกับ...
21/05/2026

#ไข้เลือดออก2026 มีอะไรใหม่ๆบ้าง ป้าหมอได้มีโอกาสไปงานประชุมวิชาการโรคติดเชื้อในเด็ก ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาที่ถ่ายรูปกับเจ้ายุงลายยักษ์ตัวน่ารัก แต่โรคไม่น่ารักค่ะ เลยอยากมาอัฟเดตข้อมูลโรคไข้เลือดออกที่ยังพบได้บ่อยๆในบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เข้าฤดูฝน ให้ฟังกันค่ะ

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 ถึงตอนนี้ อัตราการติดเชื้อไข้เลือดออกลดลง ประมาณ 1.8 เท่าจากปีที่แล้ว แต่พบอัตราการ #เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร และโดยมากมักเป็นผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคอ้วน กลุ่มผู้สูงอายุ และคนที่ใช้ยากลุ่ม แก้ปวดลดไข้สูงมาก่อน เช่น แอสไพริน ไอบูโพเฟน เป็นต้น

ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Hemorrhagic Fever — DHF) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากเชื้อ Dengue virus (DENV) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Flaviviridae สกุล Flavivirus มียุงลาย Aedes aegypti เป็นพาหะหลัก DENV มี 4 สายพันธุ์ (serotypes) คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 การติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งจะให้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตต่อสายพันธุ์นั้น แต่ให้ภูมิคุ้มกันข้ามสายพันธุ์เพียงชั่วคราว (2-3 เดือน) ที่สำคัญคือ การติดเชื้อครั้งที่ 2 ด้วยสายพันธุ์ต่างจากครั้งแรก (secondary heterotypic infection) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรงขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์ -Dependent Enhancement (ADE)

ในปี 2024-2026 การระบาดของเดงกีรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั่วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ทำให้ยุง Aedes aegypti ขยายพื้นที่ไปยังเขตอบอุ่นที่ไม่เคยพบเดงกีมาก่อน รวมถึงยุโรปตอนใต้ (อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน) และสหรัฐอเมริกาตอนใต้ (ฟลอริดา เท็กซัส) ปี 2024 เป็นปีที่มีรายงานผู้ป่วยเดงกีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยหลายประเทศในอเมริกาใต้ (บราซิล อาร์เจนตินา) รายงานจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากปีก่อนหน้า
#อาการไข้เลือดออก แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

#อาการไข้เดงกี (DF) เริ่มด้วยไข้สูงฉับพลัน 39-40°C (“breakbone fever”) ปวดศีรษะรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณหลังตา (retro-orbital pain) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นแดง (maculopapular rash) มักปรากฏวันที่ 3-5 และจุดเลือดออก (petechiae) ไข้มักสูง 2-7 วัน

#ไข้เลือดออกเดงกี (DHF) เริ่มจากอาการเหมือน DF แต่ในช่วง “Critical Phase” (วันที่ 3-7 หลังเริ่มมีอาการ เมื่อไข้เริ่มลด) จะมีอาการที่บ่งชี้ว่ารุนแรง ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา อาเจียนต่อเนื่อง มีของเหลวรั่วออกจากหลอดเลือด (plasma leakage) ทำให้เกิดท้องมาน น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) เลือดออกจากจมูก เหงือก ทางเดินอาหาร ตับโต กดเจ็บ เกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) และ hematocrit เพิ่มขึ้น

Shock Syndrome (DSS) เกิดเมื่อ plasma leakage รุนแรงจนเกิดภาวะช็อก ความดันโลหิตตก ชีพจรเบาเร็ว มือเท้าเย็น ผิวเป็นลาย (mottled skin) กระสับกระส่าย และหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อัตราเสียชีวิตสูงถึง 40-50% แต่ด้วยการรักษาที่เหมาะสม อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือ 1-2%

#สถาณการณ์ ในประเทศไทย ในขณะนี้มีการตรวจพบทั้ง DEN 1-4
แม้ไวรัสเดงกีจะแพร่หลักผ่านยุงลาย แต่ไวรัสสามารถอยู่รอดในเลือดและสารคัดหลั่งภายนอกร่างกายได้ ในเลือดที่อุณหภูมิห้อง: หลายชั่วโมงถึงวัน บนพื้นผิวที่ปนเปื้อนเลือด: ชั่วโมง ในอุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ: เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อทางเข็มฉีดยา ดังนั้น ในสถานพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเดงกีจำนวนมาก การฆ่าเชื้อพื้นผิวและอุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดเป็นสิ่งจำเป็น

#ป้องกันไข้เลือดออก
การป้องกันเดงกีต้องเน้นที่การควบคุมยุงพาหะเป็นหลัก กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย (ภาชนะขังน้ำ จานรองกระถาง ยางรถเก่า) ใช้ยาทากันยุง สวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ติดมุ้งลวด ใช้ยาจุดกันยุงหรือเครื่องไล่ยุง ในระดับชุมชน มีการพ่นหมอกควันฆ่ายุง ปล่อยยุง (เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดการแพร่เชื้อ) และโปรแกรมปล่อยยุงตัวผู้เป็นหมัน (Sterile Insect Technique)
#วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ครอบคลุมไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4สายพันธุ์ ( ที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้).ซึ่ง เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ป้องกันโรคได้มากกว่า 80%ลดอัตราการนอน รพ ได้ 90% โดยปัจจุบันสามารถเข้ารับวัคซีนได้ใน โรงพยาบาล และฉีดได้ ตั้งแต่อายุ 4ปี ขึ้นไปถึงวัยผู้ใหญ่ เพราะที่เน้นย้ำคือไข้เลือดออกสามารถเป็นได้ทุกอายุ ซึ่งจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
และสามารถฉีด หรือ รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้พร้อมกัน นอกจากนี้ในผู้ที่เพิ่งหายจากไข้เลือดออก ควรมารับวัคซีนหลังจากหายป่วยแล้ว 6เดือน เพื่อป้องกันไวรัสไข้เลือดออกสายพันธุ์ ที่เหลือ และได้ประสิทธิภาพของการป้องกันสูงสุดค่ะ
ที่มาข้อมูล กรมควบคุมโรค
#ป้องกันไข้เลือดออกด้วยวัคซีน
#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

 #ไวรัสฮันตา
06/05/2026

#ไวรัสฮันตา

 #ไวรัสฮันตา วันนี้ป้าหมอได้ฟังข่าวจากสื่อวิทยุตอนเช้า   ได้เล่าเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ ซึ่งชื่อไม่คุ้นหูนัก เลยไปหาข้อมูลม...
06/05/2026

#ไวรัสฮันตา

วันนี้ป้าหมอได้ฟังข่าวจากสื่อวิทยุตอนเช้า ได้เล่าเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ ซึ่งชื่อไม่คุ้นหูนัก เลยไปหาข้อมูลมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ตอนนี้กำลังระบาดบนเรือสำราญ "เอ็มวี ฮอนดิอุส" (MV Hondius) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้น้อยและมักเกิดขึ้นบนเรือหรูหรือพื้นที่จำกัด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้ติดเชื้อหรือต้องสงสัยอีก 7 ราย
ความรุนแรง: อัตราการเสียชีวิตสูงในทวีปอเมริกา (สูงสุด 50%) แต่เฉลี่ยต่ำกว่า (1-15%) ในเอเชียและยุโรป
#การแพร่เชื้อ: สูดดมละอองฝุ่นจากมูลหนู/ปัสสาวะหนูที่ติดเชื้อเป็นหลัก หรือสัมผัสเชื้อเข้าบาดแผล เชื้อนี้มีหนูเป็นพาหะหลัก แพร่สู่คนผ่านการสูดดมละอองมูลหนู หรือสัมผัสใกล้ชิด พบได้น้อยที่ติดต่อจากคนสู่คน ยังไม่มีวัคซีนรักษาเฉพาะ รักษาตามอาการ เน้นป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสัมผัสหนู

#อาการ: แบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักคือ ไตวาย (HFRS) หรือ กลุ่มอาการปอดรุนแรง (HPS)
ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามภูมิภาค
1.HPS / HCPS (Hantavirus Pulmonary Syndrome): พบใน #ทวีปอเมริกา โดยส่งผลต่อ "ระบบทางเดินหายใจ" ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หลังจากนั้นจะมีอาการหอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด และเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว กลุ่มอาการนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์
2.HFRS (Hemorrhagic Fever With Renal Syndrome): พบใน #ยุโรปและเอเชีย โดยส่งผลต่อ "ไต" มีอาการไข้ มีจุดเลือดออกตามตัว และอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

#ติดต่อผ่านทางไหน
มนุษย์สามารถรับเชื้อได้จากสัตว์ฟันแทะผ่านช่องทางดังนี้:


1.หายใจเอาละอองฝุ่นที่ปนเปื้อน ปัสสาวะ มูล หรือน้ำลาย ของหนูที่ติดเชื้อเข้าไป
2.สัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาแตะจมูก ปาก หรือดวงตา
3.สัมผัสเชื้อเข้าทางบาดแผล
4.ติดต่อผ่านน้ำลายโดยตรงจากหนู (พบได้น้อย)
5.สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แม้พบได้ยากมากและจำกัดเฉพาะสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้

#ระยะฟักตัวและการวินิจฉัย
โดยทั่วไปเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 8 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่มักแสดงอาการในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ อาการมักเริ่มแบบไม่เฉพาะเจาะจง คล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคระบบทางเดินหายใจอื่น แพทย์จึงต้องสังเกตและวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับโรค

#อาการ
ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (โดยเฉพาะที่หลังและขา)
มีอาการทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

#การรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะทาง ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์อย่างใกล้ชิด (Supportive Care) การลดโอกาสสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะจึงเป็นหลักการป้องกันที่ดีที่สุด



#จัดการสุขอนามัย:
1.เก็บอาหารให้มิดชิด จัดบ้านให้สะอาดเพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อ ไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนู
2.ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่น ในบริเวณที่มีมูลหนูเพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
3.ใช้สารฆ่าเชื้อ: ควรฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (สารฟอกขาวเจือจาง)ให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
4.ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ
5.ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง หรือมีการสัมผัสหนูแล้วมีไข้สูง หายใจลำบาก หรือปวดกล้ามเนื้อ ควรพบแพทย์ทันที

#สิ่งสำคัญเพิ่มเติมที่ป้าหมออยากแนะนำ มีดังนี้


1.หลีกเลี่ยงการพักแรมในพื้นที่ที่มีร่องรอยของหนู เช่น โรงนาหรือกระท่อมในป่าที่ปิดตายมานาน
2.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร
3.หากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือทำกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Ecotourism) และมีอาการไข้หรือหายใจลำบากภายใน 45 วัน หลังสิ้นสุดการเดินทาง ควรพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง

ข้อมูล :
-สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. องค์ความรู้ (Factsheet) เรื่อง โรคติดต่ออุบัติใหม่: โรคติดเชื้อไวรัสฮานตา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569
-ไทยรัฐออนไลน์. (2569, 4 พฤษภาคม). ไวรัสฮันตา คืออะไร ทำไมคร่าชีวิตคนบนเรือสำราญกลางมหาสมุทร. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569

#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

 #พาราอินฟลูเอนซ่าไวรัส
24/04/2026

#พาราอินฟลูเอนซ่าไวรัส

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) ช่วงนี้ป้าหมอเจอเคสนี้บ่อยเลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ฟังกันค่ะ เนื่องจากพ่อแม่เองอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก
#พาราอินฟลูเอนซ่า ไวรัส คือเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของกลุ่มอาการที่เรียกว่า #โรคครูป ือกล่องเสียงอักเสบ โดยเชื้อนี้เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการป่วยคล้ายไข้หวัดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ซึ่งเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์หลักๆ คือ HPIV-1, 2, 3, 4

#การแพร่เชื้อและช่องทางการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อกันได้อย่างไร ?

เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วนำมือมาสัมผัสจมูกหรือปาก สำหรับในประเทศไทยเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่ามีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยมักจะพบการระบาดชุกชุมที่สุดในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน - ตุลาคม ซึ่งมักจะตรงกับช่วงการเปิดภาคเรียนพอดี ทำให้เด็กๆ ที่อยู่รวมกันในห้องเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัสและแพร่เชื้อให้กันได้ง่ายขึ้น
#อาการของการติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการที่น่ากังวล ตามสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้อยู่ที่ 2-6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-1 และ HPIV-2
มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียงที่เรียกว่า ‘กลุ่มโรคครูป (Croup)’ หรือกลุ่มอาการไอเสียงก้อง โดยมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

มีไข้
ไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า เสียงแหบเมื่อพูดหรือร้องไห้ ซึ่งเป็นลักษณะอาการเด่นชัดของกลุ่มโรคครูป
หายใจลำบาก มีเสียงหวีดขณะหายใจเข้า
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-3
เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด โดยจะทำให้มีอาการ #หลอดลมฝอยและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

มีไข้สูง
หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด และหอบเหนื่อย
หายใจมีอกบุ๋ม หรือหายใจกระแทก
มีเสมหะปริมาณมาก
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-4
สายพันธุ์นี้จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น และมีอาการเพียงเล็กน้อย ดังนี้

น้ำมูกไหล
ไอ จาม
บางรายมีถ่ายเหลว ร่วมด้วย

#ความแตกต่างของเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า กับไข้หวัดใหญ่ และ RSV

แม้พาราอินฟลูเอนซ่าจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และ RSV แต่จุดสังเกตสำคัญที่มักทำให้แพทย์นึกถึงเชื้อตัวนี้ คือการเกิด ‘โรคครูป (Croup)’ ที่มีอาการ ‘ไอเสียงก้อง’ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สุด ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเด่นเรื่องไข้สูงและปวดเมื่อยตัวมากกว่า และ RSV มักเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม การแยกโรคที่แน่นอนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อเท่านั้น

#สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
หากลูกน้อยมีอาการไอเสียงก้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

เสียงแหบมาก
หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
หายใจเข้ามีเสียงดัง แม้ขณะพักหรือไม่ได้ร้องไห้
ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
ซึมลงมาก ไม่เล่น ไม่ยอมดื่มนม/น้ำ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
กลืนน้ำลายลำบาก หรือน้ำลายไหลตลอดเวลา

#การดูแลและรักษาเมื่อติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า จึงไม่มียารักษาจำเพาะและยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล การรักษาหลักคือการดูแลตามอาการ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นและปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว

พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ
หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้
หากหายใจไม่สะดวกหรือมีอาการครูปปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาและยาพ่นสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า เป็นสาเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะโรคครูปที่มีอาการไอเสียงก้องเป็นลักษณะเด่น แม้ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่บ้านได้แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าสังเกตสัญญาณอันตรายเพื่อไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที และเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง
#การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

หากไม่แน่ใจหรือสงสัยอาการของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษาหมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา คลินิคเด็กโรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีทีมบุคคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยประเมินและดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างตรงจุดค่ะ

#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

 #งานวิชาการสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และอาการไอ
24/04/2026

#งานวิชาการสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และอาการไอ

✨นับถอยหลังอีกเพียง 7 วัน ✨

เชิญ สมาชิก CPA และ เภสัชกรทุกท่าน ประชุมวิชาการออนไลน์ 🎥
🧬 From Symptom to Solution 2026 : การดูแลเด็กที่มีอาการไอและภูมิแพ้ในร้านขายยา พร้อมการเลือกใช้ยาตามแนวทางล่าสุด
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569
🕜 เวลา 13.00 - 15.30 น.
🧑‍⚕️ บรรยายโดย พญ. ฉัฐฐิมา เสาวภาคย์
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพระราม 9
🎯 รหัสกิจกรรม 2002-2-000-004-04-2569
🎓 ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 1.5 หน่วยกิต
** ด่วน **ลงทะเบียนได้ผ่าน QR code ด้านล่าง 📩

20/04/2026

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) ช่วงนี้ป้าหมอเจอเคสนี้บ่อยเลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ฟังกันค่ะ เนื่องจากพ่อแม่เองอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก
#พาราอินฟลูเอนซ่า ไวรัส คือเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของกลุ่มอาการที่เรียกว่า #โรคครูป ือกล่องเสียงอักเสบ โดยเชื้อนี้เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการป่วยคล้ายไข้หวัดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ซึ่งเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์หลักๆ คือ HPIV-1, 2, 3, 4

#การแพร่เชื้อและช่องทางการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อกันได้อย่างไร ?

เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วนำมือมาสัมผัสจมูกหรือปาก สำหรับในประเทศไทยเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่ามีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยมักจะพบการระบาดชุกชุมที่สุดในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน - ตุลาคม ซึ่งมักจะตรงกับช่วงการเปิดภาคเรียนพอดี ทำให้เด็กๆ ที่อยู่รวมกันในห้องเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัสและแพร่เชื้อให้กันได้ง่ายขึ้น
#อาการของการติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการที่น่ากังวล ตามสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้อยู่ที่ 2-6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-1 และ HPIV-2
มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียงที่เรียกว่า ‘กลุ่มโรคครูป (Croup)’ หรือกลุ่มอาการไอเสียงก้อง โดยมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

มีไข้
ไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า เสียงแหบเมื่อพูดหรือร้องไห้ ซึ่งเป็นลักษณะอาการเด่นชัดของกลุ่มโรคครูป
หายใจลำบาก มีเสียงหวีดขณะหายใจเข้า
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-3
เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด โดยจะทำให้มีอาการ #หลอดลมฝอยและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

มีไข้สูง
หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด และหอบเหนื่อย
หายใจมีอกบุ๋ม หรือหายใจกระแทก
มีเสมหะปริมาณมาก
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-4
สายพันธุ์นี้จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น และมีอาการเพียงเล็กน้อย ดังนี้

น้ำมูกไหล
ไอ จาม
บางรายมีถ่ายเหลว ร่วมด้วย

#ความแตกต่างของเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า กับไข้หวัดใหญ่ และ RSV

แม้พาราอินฟลูเอนซ่าจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และ RSV แต่จุดสังเกตสำคัญที่มักทำให้แพทย์นึกถึงเชื้อตัวนี้ คือการเกิด ‘โรคครูป (Croup)’ ที่มีอาการ ‘ไอเสียงก้อง’ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สุด ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเด่นเรื่องไข้สูงและปวดเมื่อยตัวมากกว่า และ RSV มักเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม การแยกโรคที่แน่นอนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อเท่านั้น

#สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
หากลูกน้อยมีอาการไอเสียงก้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

เสียงแหบมาก
หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
หายใจเข้ามีเสียงดัง แม้ขณะพักหรือไม่ได้ร้องไห้
ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
ซึมลงมาก ไม่เล่น ไม่ยอมดื่มนม/น้ำ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
กลืนน้ำลายลำบาก หรือน้ำลายไหลตลอดเวลา

#การดูแลและรักษาเมื่อติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า จึงไม่มียารักษาจำเพาะและยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล การรักษาหลักคือการดูแลตามอาการ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นและปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว

พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ
หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้
หากหายใจไม่สะดวกหรือมีอาการครูปปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาและยาพ่นสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า เป็นสาเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะโรคครูปที่มีอาการไอเสียงก้องเป็นลักษณะเด่น แม้ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่บ้านได้แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าสังเกตสัญญาณอันตรายเพื่อไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที และเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง
#การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

หากไม่แน่ใจหรือสงสัยอาการของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษาหมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา คลินิคเด็กโรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีทีมบุคคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยประเมินและดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างตรงจุดค่ะ

#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

 #ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) ช่วงนี้ป้าหมอเจอเคสนี้บ่อยเลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ฟังกันค่ะ เนื...
20/04/2026

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) ช่วงนี้ป้าหมอเจอเคสนี้บ่อยเลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ฟังกันค่ะ เนื่องจากพ่อแม่เองอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก
#พาราอินฟลูเอนซ่า ไวรัส คือเชื้อไวรัสที่พบบ่อยซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของกลุ่มอาการที่เรียกว่า #โรคครูป ือกล่องเสียงอักเสบ โดยเชื้อนี้เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการป่วยคล้ายไข้หวัดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ซึ่งเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์หลักๆ คือ HPIV-1, 2, 3, 4

#การแพร่เชื้อและช่องทางการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ติดต่อกันได้อย่างไร ?

เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วนำมือมาสัมผัสจมูกหรือปาก สำหรับในประเทศไทยเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่ามีการระบาดตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยมักจะพบการระบาดชุกชุมที่สุดในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน - ตุลาคม ซึ่งมักจะตรงกับช่วงการเปิดภาคเรียนพอดี ทำให้เด็กๆ ที่อยู่รวมกันในห้องเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก มีโอกาสสัมผัสและแพร่เชื้อให้กันได้ง่ายขึ้น
#อาการของการติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ ตั้งแต่คล้ายไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการที่น่ากังวล ตามสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ โดยระยะฟักตัวของโรคนี้อยู่ที่ 2-6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-1 และ HPIV-2
มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียงที่เรียกว่า ‘กลุ่มโรคครูป (Croup)’ หรือกลุ่มอาการไอเสียงก้อง โดยมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

มีไข้
ไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า เสียงแหบเมื่อพูดหรือร้องไห้ ซึ่งเป็นลักษณะอาการเด่นชัดของกลุ่มโรคครูป
หายใจลำบาก มีเสียงหวีดขณะหายใจเข้า
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-3
เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด โดยจะทำให้มีอาการ #หลอดลมฝอยและปอดอักเสบ ซึ่งสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

มีไข้สูง
หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด และหอบเหนื่อย
หายใจมีอกบุ๋ม หรือหายใจกระแทก
มีเสมหะปริมาณมาก
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
#อาการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า สายพันธุ์ HPIV-4
สายพันธุ์นี้จะก่อให้เกิดการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น และมีอาการเพียงเล็กน้อย ดังนี้

น้ำมูกไหล
ไอ จาม
บางรายมีถ่ายเหลว ร่วมด้วย

#ความแตกต่างของเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า กับไข้หวัดใหญ่ และ RSV

แม้พาราอินฟลูเอนซ่าจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และ RSV แต่จุดสังเกตสำคัญที่มักทำให้แพทย์นึกถึงเชื้อตัวนี้ คือการเกิด ‘โรคครูป (Croup)’ ที่มีอาการ ‘ไอเสียงก้อง’ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สุด ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการเด่นเรื่องไข้สูงและปวดเมื่อยตัวมากกว่า และ RSV มักเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม การแยกโรคที่แน่นอนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์และการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อเท่านั้น

#สัญญาณอันตราย! ที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
หากลูกน้อยมีอาการไอเสียงก้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

เสียงแหบมาก
หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
หายใจเข้ามีเสียงดัง แม้ขณะพักหรือไม่ได้ร้องไห้
ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
ซึมลงมาก ไม่เล่น ไม่ยอมดื่มนม/น้ำ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
กลืนน้ำลายลำบาก หรือน้ำลายไหลตลอดเวลา

#การดูแลและรักษาเมื่อติดเชื้อพาราอินฟลูเอนซ่า
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า จึงไม่มียารักษาจำเพาะและยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล การรักษาหลักคือการดูแลตามอาการ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายขึ้นและปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัว

พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอุ่นมากๆ
หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้
หากหายใจไม่สะดวกหรือมีอาการครูปปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาและยาพ่นสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของกล่องเสียงและหลอดลม

#ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า เป็นสาเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะโรคครูปที่มีอาการไอเสียงก้องเป็นลักษณะเด่น แม้ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่บ้านได้แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าสังเกตสัญญาณอันตรายเพื่อไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที และเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง
#การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พาเด็กไปในสถานที่แออัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

หากไม่แน่ใจหรือสงสัยอาการของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถปรึกษาหมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา คลินิคเด็กโรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีทีมบุคคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่จะช่วยประเมินและดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างตรงจุดค่ะ

#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

 #เลือดกำเดาไหล #ภูมิแพ้จมูก #ฝุ่นจิ๋ว .5
01/04/2026

#เลือดกำเดาไหล
#ภูมิแพ้จมูก
#ฝุ่นจิ๋ว
.5

ช่วงนี้มีภาพข่าวเด็กๆโดยเฉพาะทางภาคเหนือมี  #เลือดกำเดาไหล และ มีภาวะค่าฝุ่น PM2.5 สูง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ป้าหมอมา...
01/04/2026

ช่วงนี้มีภาพข่าวเด็กๆโดยเฉพาะทางภาคเหนือมี #เลือดกำเดาไหล และ มีภาวะค่าฝุ่น PM2.5 สูง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ป้าหมอมาเล่าให้ฟังค่ะ

.5 ทำอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างไร?

ฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงทำลายระบบทางเดินหายใจและสมอง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็งปอด ปอดติดเชื้อ โรคหอบหืดกำเริบ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้และโพรงจมูกอักเสบ
ไม่นานมานี้มี #งานวิจัยภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา #คณะแพทยศาสตร์มช. ได้ทำการศึกษาร่วมกับนักศึกษาแพทย์ หาความสัมพันธ์ระหว่างอุบัติการณ์ของการเกิดเลือดกำเดาไหลในผู้ป่วยนอกเเละห้องฉุกเฉินของ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กับค่าฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ในช่วงที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 พบว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการเลือดกำเดาไหลอย่างมีนัยสาคัญ ดังนั้นจึงยืนยันว่าฝุ่น PM2.5 มีความสัมพันธ์กับการเกิดเลือดกำเดาไหลโดยตรง

#ต้องได้รับฝุ่นเยอะขนาดไหน เลือดกำเดาถึงไหล?ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่โพรงจมูกได้โดยง่าย ส่งผลให้เยื่อบุโพรงจมูกเกิดการอักเสบ เส้นเลือดฝอยบริเวณดังกล่าวจึงเปราะบางและแตกได้ง่าย จนทำให้เกิดเลือดกำเดาไหล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับฝุ่น PM2.5 ในปริมาณสูงหรือแม้ได้รับฝุ่นในปริมาณไม่มากก็อาจกระตุ้นอาการได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีความไวต่อมลพิษสูงซึ่งค่า PM2.5 ที่ยอมรับได้ในเด็กทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวคือ #น้อยกว่า37.5 ไมโครกรัม/ลบ.มล.แต่ถ้าเป็นเด็กที่มีโรคประจำตัวเช่นภูมิแพ้ และหอบหืด ค่าที่ยอมรับได้ต้อง #น้อยกว่า25 ไมโครกรัม/ ลบ.มล.และยัง รวมถึงผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะนี้สูงเช่นกัน

#สาเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดจากเยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคืองจากอากาศที่มีฝุ่นสูง หรือพฤติกรรมแคะ แกะ เกาจมูกแรง ๆ จนเส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุจมูกแตกง่าย มักพบในเด็กอายุ 2–3 ปี ไปจนถึงวัยประถมต้น และมักมีแนวโน้มหายได้เองเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กบางรายอาจมีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้จมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแห้งหรือมีมลพิษทางอากาศสูง

#ในช่วงที่ค่าฝุ่นPM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ผู้ป่วยที่เป็นจมูกอักเสบภูมิแพ้ มักจะมีอาการแย่ลง ดังนั้นในช่วงที่ค่าฝุ่น PM 2.5 สูง ควรใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ , หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีฝุ่นเยอะ , ตรวจประเมิน ค่า และ .5 ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งเสมอและควรล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพราะจะช่วยล้างเศษฝุ่นละออง สะเก็ด หรือน้ำมูกออกมาได้

#เลือดกำเดาไหล ส่วนหนึ่งมาจากภูมิแพ้จมูกซึ่งมีความสัมพันธ์กับฝุ่นจิ๋ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุ มี่ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ ดังนั้น ถ้ามีสัญญาณเตือนภัย เช่น เลือดไหลปริมาณมาก ไหลบ่อย หยุดยาก ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุโดยตรงและ ทำการรักษาต่อไป

ที่มา : กรมอนามัย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#เลือดกำเดาไหล
.5
#ภูมิแพ้จมูก
#หอบหืด

 #วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น
23/03/2026

#วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น

#ไข้กาฬหลังแอ่น หลังจากข่าวการระบาดของโรคที่ประเทศอังกฤษซึ่งมีผู้ป่วยเสียชีวิต2 ราย และมีการเร่งให้ยาป้องกันและฉีดวัคซีนป้องกันในกลุ่มนักศึกษานั้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ จึงมีคำถามจากคุณพ่อคุณแม่มากมายเกี่ยวกับการป้องกันโรคโดยเฉพาะเรื่อง #วัคซีน ป้าหมอมาเล่าให้ฟังค่ะ

เชื้อไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่างๆ แตกต่างกันไป อุบัติการณ์ของโรคนี้จะพบมากในชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นในทวีปยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และพบการระบาดในแถบแอฟริกา ทำให้ในประเทศกลุ่มดังกล่าวมักมีการให้วัคซีนดังกล่าวในประชากร ถือเป็นวัคซีนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ แต่ในประเทศแถบเอเชียพบอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยมาก ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นให้เด็ก หรือคนทั่วไป รวมทั้งประเทศไทย

#วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ที่มีใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ

1.วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น แบบ 4 สายพันธุ์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Meningococcal Conjugated Vaccine (MCV4) ชื่อการค้าที่จดทะเบียนและมีใช้ในประเทศไทยขณะนี้คือ และ สามารถป้องกันโรคได้ 4 สายพันธุ์คือคือ A, C, Y, W-135 ฉีด 1 เข็ม ป้องกันได้ 3-5 ปี

2.วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น สายพันธุ์ B (MenB)ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย และในบางประเทศ วัคซีนนี้เป็นวัคซีนใหม่ เพิ่งมีใช้ได้ 1-2 ปี ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-6 เดือน

#คำถามคาใจ (FAQ)

1. จะไปเรียนที่อเมริกา ยุโรปจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นไหม
ตอบ จำเป็นในเด็กไทยค่ะเพราะเด็กไทยยังไม่เคยฉีดเนื่องจากไม่ใช่วัคซีนพื้นฐาน
ในทางปฏิบัติแพทย์มักจะดูข้อกำหนดของสถาบันก่อนค่ะ ว่าเป็นข้อบังคับของเขาหรือไม่ ถ้าเป็นวัคซีนบังคับ เช่นระบุว่า Required, Mandatory หรือแม้แต่เป็นวัคซีนแนะนำ (Recommended vaccine) ป้าหมอมักจะแนะนำให้ฉีดค่ะ เพราะประเทศหรือพื้นที่ที่จะไปคงเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีคนเป็นพาหะอยู่มาก

2.ควรฉีดวัคซีนป้องกันแบบ 4 สายพันธุ์หรือ แบบป้องกันสายพันธุ์ B ด้วยดี

ตอบ วัคซีนแรกที่แพทย์และสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่แนะนำให้ฉีด ยังเป็นแบบ 4 สายพันธุ์ค่ะ เพราะครอบคลุมจำนวนเชื้อได้มาก และหลากหลายกว่า อย่างไรก็ดีบางสถาบันหรือบางพื้นที่ จะแนะนำให้ฉีดสายพันธุ์ B หรือฉีดทั้ง 2 อย่างคือแบบ 4 สายพันธุ์ (ACYQW) และสายพันธุ์ B ซึ่งฉีดพร้อมกันได้ค่ะ ซึ่งรอบนี้ที่ เป็นสายพันธุ์บี (MenB)
ดังนั้นก็ต้องฉีดทั้ง2 ชนิดค่ะ

3.ในคนไทย และนักเรียนไทยที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ ต้องฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นไหม

ตอบ ประเทศไทยเราพบโรคนี้น้อยมาก ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ได้กำหนดให้เป็นวัคซีนพื้นฐานที่คนไทยควรได้รับ และไม่ได้แนะนำให้ใช้ในคนไทยทั่วไปค่ะ ซึ่งคำแนะนำนี้สอดคล้องกับคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568

4.วัคซีนมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

ตอบ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นทั้ง 2 ชนิด เป็นวัคซีนแบบเชื้อตาย มีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบได้เหมือนวัคซีนทั่วๆไป เช่น มีไข้ เจ็บปวด บริเวณที่ฉีด ส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก หายเองได้ในเวลา 1-2 วัน ประสิทธิภาพของวัคซีนสูงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อย่าลืมนะคะว่าวัคซีนทุกชนิด ไม่มีชนิดไหนป้องกันได้ 100 % และเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์อีกต่างหาก

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรสวม mask ถ้าเข้าไปในที่ชุมนุมชน เว้นระยะห่างที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด

หากต้องการรับวัคซีน หรือมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาได้ที่ #คลินิคเด็ก #หมอฉัฐฐิมา #โรงพยาบาลพระรามเก้า ค่ะ

ที่มา: สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พศ. 2568.
#หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา

ที่อยู่

คลินิคเด็ก รพ พระรามเก้า ออกตรวจ จ อ พ ศ อาทิตย์ 8-16 น. หยุด พฤหัสบดี และเสาร์
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00
อาทิตย์ 08:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หมอภูมิแพ้หมอฉัฐฐิมา:

แชร์