26/05/2026
วิเศษจริงหนอ! ผู้มีโชคเอ๋ย จงสดับฟัง
ความตื่นรู้อันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งบริสุทธิ์มาแต่แรกเดิมนั้น
พ้นไปจากความเป็นวัตถุแห่งการสร้างขึ้นโดยความคิดหลง
เพราะเทวะและปีศาจทั้งหลายมิใช่อื่นใดเลยนอกจากการสร้างสรรค์อันมายาของจิต
จงอย่าได้เพลิดเพลินไปกับความหวังและความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้น กุลบุตรเอ๋ย
ร่างกายของเธอ ซึ่งคือการจัดเรียงอันสว่างไสวของเทวะแห่งปัญญานั้น
ปราศจากลักษณะการดำรงอยู่อย่างแท้จริงแห่ง “ฉัน” และ “ตัวตน”
ในสภาวะอันสดใหม่ที่ซึ่งไร้ความยึดมั่นและยึดติด
ปรากฏการณ์แห่งทั้งสังสารวัฏและนิพพานปรากฏขึ้น
ดั่งการปรากฏของพลังแห่งความเคลื่อนไหวของมัน
สภาวะโดยธรรมชาติของมันไม่อาจพรรณาได้
พ้นไปจากเกิดและตาย
อย่าได้ยึดมั่นในตัวตน กุลบุตรเอ๋ย
จงถือเอาคำสอนสำหรับความเบิกบานในความป่วยไข้และมีความสุขต่อความตาย
แล้วจงผ่อนพักในธรรมกายสำหรับความเจ็บปวดอย่างที่สุด
จงดำรงแก่นแท้แห่งสัมโภคกายไว้สำหรับความเจ็บปวดระดับกลาง
และจงร่วมกระทำด้วยนิรมาณกายสำหรับความเจ็บปวดอันเล็กน้อย
จงตระหนักว่าความป่วยไข้คือความไม่แบ่งแยกแห่งกายทั้งสาม(*๑)
ก็เทวะอันสูงสุด คือความตื่นรู้อันเกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้น
บริบูรณ์ด้วยแง่มุมของการเยียวยาแห่งปัญญาทั้งห้า(*๒)
เมื่อเธอไม่ยึดในความป่วยไข้อันชั่วร้ายแห่งพิษทั้งห้า(*๓)
พิษเหล่านี้ก็จะปรากฏเป็นดั่งเครื่องประดับ
แห่งปรารกฏการณ์, ความเป็นไปได้, สังสารวัฏ, และนิพพาน
จงไม่ปฏิเสธหรือยอมรับต่อการปรากฏอันมายา
แห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง กุลบุตรเอ๋ย
จงผ่อนพักอยู่ภายในความไม่แบ่งแยกแห่งการปรากฏและความว่าง
ในระดับภายนอก จงปฏิบัติตามการฝึกฝนเพื่อควบคุมตน
จงเป็นผู้นำที่นำไปด้วยศรัทธา
ในระดับภายใน จงเมตตาสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยมรรคาอันประเสริฐของโพธิสัตว์
ในระดับเร้นลับ จงเป็นผู้ปฏิบัติที่ตระหนักในรสอันเสมอกันแห่งสังสารวัฏและนิพพาน ว่าบริสุทธิ์แต่แรกเดิม
การแสดงช่างอัศจรรย์จริงหนอ!
อย่ากังวลเลย ย่อมมีบางคนที่อ้างคำแนะนำเช่นนกแก้วนกขุนทองว่าฉันเป็นผู้มอบให้ เจ้าคนโกหกโดยไม่สนใจต่อสิ่งใด
แต่ถ้าหากผู้อื่นเห็นสิ่งนี้
พวกเขาย่อมจะรู้สึกเป็นทุกข์ร้อนใจ
สุขวัชระ รจนาสิ่งนี้
สรรพมงคล!
/พระอาจารย์เซรา คันโดร เดเว ดอรเจ (พระฑากินร เซรา สุขวัชระ) หรือ กุนซัง เดกยง วังโม (พ.ศ.๒๔๓๕-๒๔๘๓) พระอาจารย์สตรีผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเป็นผู้ค้นพบสมบัติธรรมตามประเพณีของพุทธศาสนาวัชรยานสายญิงมาในทิเบต ท่านมีลูกศิษย์จำนวนมากที่ต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์ โยคี ตลอดจนผู้ปฏิบัติท่านสำคัญในฝ่ายวัชรยาน
(*๑) กายทั้งสาม : คือ ตรีกาย ได้แก่ ธรรมกาย (กายแห่งธรรม), สัมโภคกาย (กายแห่งความรุ่งเรืองวิเศษ), นิรมานกาย (กายแห่งการเนรมิตปรากฏ) ซึ่งเป็นธรรมชาติสามระดับแห่งกายของพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม กายทั้งสามนี้ไม่ใช่คุณสมบัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่มีมีอยู่ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย
(*๒) ปัญญาทั้งห้า : ได้แก่ ปัญญาคือธรรมธาตุ (ตถตาชญาน: เห็นแจ้งในความเป็นเช่นนั้น), ปัญญาดั่งกระจกเงา (อาทรรศชญาน: เห็นอย่างชัดตรงปราศจากความแบ่งแยก), ปัญญาแห่งความเสมอกัน (สมตาชญาน: เห็นความเสมอเท่าเทียมกันของปรากฏการณ์ต่างๆ), ปัญญาแห่งความตระหนักรู้ใคร่ครวญ (ปรัตยเวกษณชญาน: เห็นอย่างชัดเจน ปราศจากความสับสนหรือความหลงในปรากฏการณ์ต่างๆ), ปัญญาแห่งความสำเร็จในการกระทำ (กฤตยนุษฐานชญาน: เห็นประโยชน์ในการกระทำปลดเปลื้องเพื่อสรรพสัตว์จากทุกข์) ปัญญาทั้งห้านี้สัมพันธ์กับพระชินพุทธะ (ธยานิพุทธ) ทั้งห้า
*(*๓) พิษทั้งห้า : ได้แก่ โลภะ (ความอยาก), โทสะ (ความโกรธ), โมหะ (ความหลง), มานะ (ความถือตน), ริษยา (ความอิจฉา) ซึ่งพิษทั้งห้านี้เป็นด้านลบ หรืออารมณ์ที่บดบังปัญญาทั้งห้าข้างต้น ดังนั้นในคำสอนของพุทธศาสนาวัชรยาน กายทั้งสาม, ปัญญาทั้งห้า จึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่เป็นคุณสมบัติแห่งความตื่นรู้ที่อยู่ในตัวเราทั้งสิ้น หากแต่ถูกพิษ คือ กิเลสทั้งห้านี้หมดบังไว้ ทำให้เราไม่ตระหนักต่อปัญญาและความเป็นพุทธะที่มีอยู่แต่แรกเดิมในเรา
ภาพประติมากรรมพระอาจารย์เซรา คันโดร, ภาพโดย Antonio Te***ne, ที่มาภาพ : https://treasuryoflives.org