16/09/2015
กระ และ ฝ้า ( Frecleles and Malasmaa )
จากปัญหาสุขภาพของผู้หญิงทั้งที่เป็นอาการปกติทั่วไปหรือร้ายแรง ทำให้ผู้หญิงสมัยใหม่ตื่นตัวและหันมาสนใจดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผิวพรรณ ที่อยากจะได้ผิวพรรณที่สดใส ขาวเนียน เต่งตึง ไร้ริ้วรอย และแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยแต่ปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นยาวนานที่สุดต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องที่สุดของผิวหน้าคือฝ้าและกระ
#สาเหตุและลักษณะของการเกิดฝ้าและกระ
กระ และ ฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้
กระ มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่ามีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น
ฝ้า พบบ่อยในสุภาพสตรีตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้า ได้เป็นสามชนิด
• ฝ้า ที่เกิดในบริเวณหนังกำพร้าหรือฝ้าแบบตื้น มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้า ชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนังจึงง่ายต่อการรักษา
• ฝ้า ที่อยู่ในชั้นหนังแท้หรือฝ้าแบบลึก ผื่น ฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาค่อนข้างยาก ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา
• ฝ้า ชนิดผสม มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า การแยกชนิดของ ฝ้า นั้นจะมีประโยชน์ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยสายตาอาจมีข้อจำกัด บางครั้งอาจต้องตรวจโดยใช้กล้องแสงอัลตราไวโอเลต (UV Camera) ช่วยในการจำแนกชนิดของ ฝ้า
#สาเหตุของการเกิดฝ้า
ฝ้าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่
แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ รวมทั้งแสงvisible light เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินในชั้นผิวของเราสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้า หรือ ทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น
ฮอร์โมน ด้วยอิทธิพลของ ฮอร์โมน จะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน หรือได้รับ ฮอร์โมน จากภายนอกร่างกาย เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด การใช้ เครื่องสำอาง บางชนิดที่มี ฮอร์โมน ผสมอยู่) จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย
ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายากันชักน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางค์อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอม หรือ สีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางค์
พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่า 30 – 50% มีประวัติเป็นในครอบครัว
ภาวะทุพโภชนาการ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบฝ้า ในผู้ที่มีหน้าที่การทำงานของตับผิดปกติ และ ผู้ที่ขาดวิตามินบี12
successmore-1
การปองกันและรักษา
การรักษามุ่งเน้นหลักสำคัญสองประการ คือหลักเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้ กระ หรือ ฝ้า เป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น
ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด ความร้อน โดยใช้สิ่งกำบังหรือป้องกัน เช่น ร่ม หมวก ผ้า คลุมหน้า เป็นต้น
1.1 ควรใช้ ครีมกันแดด อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การเลือก ครีมกันแดด จะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปัญหาของตัวเรา
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น ที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 30 – 50 ขึ้นไป
พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียดหรือ วิตกกังวล เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนส่งผลให้ฝ้าเป็นมากขึ้นได้
ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ เพราะถ้าแพ้เครื่องสำอางค์แล้วจะเป็นผื่นบวมแดงและเกิดรอยคล้ำตามมาได้
ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมรักษาฝ้าด้วยตนเองตามท้องตลาด เพราะอาจเจอครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทหรือไฮโครคลิโนนที่ทำให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็ว แต่ส่งผลให้ผิวหน้าบางลงและเมื่อหยุดใช้ ฝ้าจะกลับมาเป็นมากขึ้นและเข้มกว่าเดิมจนเป็นฝ้าถาวรได้ ควรเลือกใช้ครีมที่ลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินและมีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้นที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ
การรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) เช่น Glutathione, Coenzyme Q10,
Vitamin C และ E สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดต่างๆ สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้
การรักษาโดยแพทย์
(AHA Treatment)
เป็นการใช้กรดผลไม้จากธรรมชาติชนิดต่างๆ ช่วยในเรื่องการผลิตเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมให้ลอกหลุดออกไปเร็วขึ้น และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ส่งผลให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่าง สดใสขึ้น
(Iontophoresis)
เป็นเทคนิคการส่งผ่านตัวยาหรือสารออกฤทธิ์เข้าไปที่ชั้นผิว โดยใช้กระแสไฟฟ้าตรงเป็นตัวผลักไอออน โดยอาศัยหลักการที่ประจุไฟฟ้าเหมือนกันจะผลักกัน ประจุไฟฟ้าต่างกันจะดึงดูดกัน ก็จะทำให้สารถูกผลักเข้าผิวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับการทาครีม ส่งผลให้ผิวหน้าขาวเนียน สดใสได้รวดเร็วขึ้น
( IPL Inter pulse light)
เป็นการใช้แสงความเข้มสูง ที่กรองผ่านฟิลเตอร์แล้วได้ความยาวคลื่นที่ 535 และ 615 นาโนเมตร ที่กรองผ่านฟิลเตอร์แล้วได้ความยาวคลื่น ที่ 535 และ 615 นาโนเมตร โดยพลังงานของแสงจะทำให้เม็ดสีที่อยู่ในชั้นผิวดูดซึมพลังงานแสงเข้าไปแล้วแตกออกทำให้รอยฝ้าจางลงได้ โดยทั่วไปจะต้องทำต่อเนื่อง 1 – 2 สัปดาห์ต่อครั้ง
Nol- Yag laser
จะมี 2 ชนิด คือ Q-switcheol Nd-Yag laser ใช้ทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติ เช่น กระลึก รอยสัก ริมฝีปากคล้ำ และ Long pulse Nd-Yag laser ซึ่งเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากจะช่วยทำให้ฝ้าจางลงสีผิวดูเรียบเนียนและสดใสเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปต้องทำสัปดาห์ละครั้ง และควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง แล้วค่อยเว้นระยะห่างเป็นเดือนละครั้ง
Fraxel Laser
เป็นการใช้ Laser ที่ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเป็นจุดเล็กๆในระดับซุปเปอร์จิ๋ว แต่ละจุดมีความกว้างประมาณ 50-70 ไมครอน และทะลวงลึกเข้าไปในผิวประมาณ 400-700 ไมครอน ส่งผลให้รอยฝ้าและกระจ่างลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยทำให้หลุมแผลเป็นต่างๆเรียบเนียนขึ้น ควรทำ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง และทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง
กระ และ ฝ้า ( Frecleles and Malasmaa ) จากปัญหาสุขภาพของผู้หญิงทั้งที่เป็นอาการปกติทั่วไปหรือร้ายแรง