DeEgo Embodiment Yoga : ดีอีโก้ โยคะฟังร่างกาย

DeEgo Embodiment Yoga : ดีอีโก้ โยคะฟังร่างกาย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก DeEgo Embodiment Yoga : ดีอีโก้ โยคะฟังร่างกาย, การแพทย์และสุขภาพ, Bangkok.

🌸 Space Holder
🧘‍♀️ Trauma-Informed Yoga Facilitator
🌿 Nervous System Care & Somatic Experience
✨ Reconnect with Body Wisdom
🇹🇭 Bangkok, Thailand
👉 www.yogadeEgo.com โยคะที่ให้ร่างกายนำทาง
กลับมาอยู่กับความจริงแท้ของตัวเอง

Yoga that lets the body lead you back to your truest self — through gentle movement and embodied presence.

🍃 ฟังร่างกาย คืออะไร?ก่อนจะเลือกคำนี้มาเป็นแกนหลักของการสื่อสารฉันถามตัวเองบ่อยๆ อะไรคือการฟังร่างกาย?ฉันฟังร่างกายตัวเอ...
15/08/2026

🍃 ฟังร่างกาย คืออะไร?
ก่อนจะเลือกคำนี้มาเป็นแกนหลักของการสื่อสาร
ฉันถามตัวเองบ่อยๆ อะไรคือการฟังร่างกาย?
ฉันฟังร่างกายตัวเองหรือยัง? แล้วฉันฟังมันแบบไหน?
เพราะคำว่า “ฟังร่างกาย” สามารถเป็นคำสวยๆ
ที่ทุกคนเข้าใจไม่เหมือนกัน
สำหรับฉัน มันเริ่มจากตอนฝึกโยคะ
ตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจเลยว่า
ตัวเองจะก้มแตะพื้นโดยไม่งอเข่าได้ไหม?
จะวิดพื้นโดยไม่กางศอกได้ไหม?
จะเก็บท้อง เข่า ไม่เลยปลายเท้าได้ไหม?
เพราะสภาพร่างกายตัวเองตอนนั้น
ไม่มีแรง ไม่มีกล้ามเนื้อ และไม่ได้ยืดเส้นเลย
แต่สิ่งให้ความสนใจตอนนั้นคือ
แล้วตอนอยู่ในท่า ร่างกายเป็นอย่างไร?
ไม่ใช่เพราะตั้งใจจะถาม แต่เหมือนร่างกายบอกเอง
ความตึง ความเจ็บ ความอึดอัด
การกลั้นหายใจ อาการสั่น
บางครั้งก็มีอารมณ์โกรธ
โกรธตัวเอง โกรธครู โกรธเพื่อนในคลาส
บางครั้งอับอาย อิจฉา น้อยใจ เศร้า ฯลฯ
บางครั้งก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนวันหนึ่งเริ่ม..เห็นว่ามี
"รูปแบบบางอย่าง" เกิดขึ้นซ้ำๆ
และพอเริ่ม..เห็น 👀

มันเหมือนมี " ช่องว่างเล็กๆ " เกิดขึ้น

ระหว่าง "สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น"
กับ "สิ่งที่ฉันมักจะทำกับมัน"
ตรงช่องว่างเล็กๆ นั้นแหละ!
ฉันเริ่มมีโอกาส..ลอง..อะไรใหม่ๆ
บางครั้งคือไปต่อ บางครั้งคือผ่อน
บางครั้งคือพัก บางครั้งคือเปลี่ยนท่า
และบางครั้ง…ก็หยุด เพราะไม่อยากทำต่อแล้ว
และฉันจะไม่โกหกเลยว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้
กว่าจะเห็นช่องว่าง พื้นที่เล็กๆ นี้
มันไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนัก 😅
มันใช้เวลาหลายปี...และระหว่างทาง
ฉันค่อยๆ เรียนรู้ว่า "การใจดีกับตัวเอง"
มีหลายมิติ มันไม่ได้หมายถึงการดูแลตัวเอง
หรือการพูดกับดีๆ ตัวเองเสมอไป
แต่มันคือ..การยอมให้ตัวเองได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่
มีพื้นที่ให้..สำรวจ
มีพื้นที่ให้..ไม่รู้
มีพื้นที่ให้..เปลี่ยนใจ
ฉันต้องการความสัมพันธ์แบบใหม่กับร่างกายตัวเอง
ต้องการครูที่ไม่เร่ง ไม่บังคับ แต่ชวน
ต้องการสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกและเชื่อได้จริงๆ ว่า
ฉันสามารถหยุดได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด อับอาย
หรือรู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน แม้แต่จากตัวเอง
และยิ่งฝึก ยิ่งรู้สึกว่าการ ”ฟังร่างกาย“ ไม่ได้มีแค่
รู้ว่า..วันนี้ฉันเหนื่อย
แต่มันรวมถึงการสังเกตว่า
ทั้งที่เหนื่อย..ทำไมยังจะไปต่อ?
ทั้งที่อยากพัก..ทำไมการพักถึงรู้สึกยาก?
ทั้งที่รู้ว่ามันแทบจะไม่ไหวแล้ว
ทำไมเสียงในหัวยังบอกว่า “อีกนิดเดียว”
และนี่แหละทำให้เห็นว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย
ไม่ได้แยกออกจากสิ่งที่เรียนรู้มาในชีวิตจริงเลย
ความกลัว ความรู้สึกผิด ความคาดหวัง
ความพยายามที่จะทำให้ถูก
ความรู้สึกว่าต้องอดทน ต้องเก่ง ต้องไม่เป็นภาระ ฯลฯ
ทั้งหมดมันอาจรวมอยู่ตรงนั้นด้วย
และพูดตรงๆ นะ ฉันก็ยังไม่ได้รู้อย่างชัดเจน
ว่าอะไรคืออะไร แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องรีบหาคำตอบ
เพราะบางที "คำตอบ" ก็คือ.. ฉันไม่รู้ 😅
และจากประสบการณ์ตรง
การเร่งหาคำตอบในช่วงเวลาที่ไม่รู้
มันกลายเป็น "การบังคับตัวเอง" อีกรูปแบบนึง
ซึ่งมันไม่ใช่การฟังร่างกายในความหมายของฉัน
ดังนั้นปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่
เรายังหาวิธีที่ “ถูกต้อง” ไม่เจอ
แต่อาจอยู่ที่เราถูกสอนให้เชื่อว่า
"มีวิธีที่ถูกต้องสำหรับทุกคนตั้งแต่แรก"
ทำท่านี้ หายใจแบบนี้ regulate แบบนี้ แล้วคุณจะดีขึ้น
แต่ถ้า...ร่างกายของฉันไม่ได้ตอบสนองแบบนั้นล่ะ?
ฉันควรฝืนให้มันตอบสนองแบบที่ (เค้าว่า) ควรเป็น
หรือลองหยุด มีช่องว่างสักนิด แล้วดูว่า
ตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อารมณ์ ความคิด ร่างกาย?
ไม่ต้องมีลำดับ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร
แค่รับรู้ว่าทั้งหมดคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
และทั้งหมดเป็น "ข้อมูล"
แล้วถ้าเราอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้นานพอ
โดยไม่รีบแก้ ไม่รีบตัดสิน ไม่รีบให้ความหมาย
ไม่รีบบอกตัวเองว่าควรจะรู้สึกอะไร
บางอย่างอาจค่อยๆ เปิดเผยออกมาเอง 🍃
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สำหรับฉัน
TIY ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า
ท่าไหนถูก? ท่าไหนช่วยเยียวยา Trauma?
แต่เริ่มจาก..ร่างกายของฉันตอนนี้ มีอะไรเกิดขึ้นอยู่?
รับรู้ แล้วจึงค่อยๆ เกิดคำถามต่อว่า
แล้วฉันอยากทำอะไรไหม กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น?
ไปต่อไหม? พักไหม? เปลี่ยนไหม? หรือไม่ทำอะไรเลย
ไม่ใช่เพราะ..มันมีถูกหรือผิด
ไม่ใช่เพราะ..มันมีคำตอบที่ถูกต้อง
แต่เพราะมันให้ประสบการณ์ว่า
"ฉันมีทางเลือก" 🥰🌸
และนี่คือความหมายของ “โยคะฟังร่างกาย”
ไม่ใช่การทำให้ร่างกายสงบ
ไม่ใช่การ regulate nervous system ได้สำเร็จ
ไม่ใช่การรู้ว่าควรทำอะไรตลอดเวลา
แต่เป็นการค่อยๆ รับรู้ว่า.. ตอนนี้อะไรเกิดขึ้นกับฉัน?
โดยมีพื้นที่มากพอ ที่จะไม่ต้องรีบเปลี่ยนมัน
เพราะการ “ฟังร่างกาย” อาจเป็นเพียงประตู ส่วนที่อยู่ข้างหลัง อาจเป็นการกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง.. ได้รู้จักตัวเอง ไม่บังคับตัวเอง ให้เป็นอย่างที่คิดว่า “ควรเป็น” อีกแล้ว 🌸
📌 DeEgo Note: ลองสังเกตร่างกายในตอนนี้ มีตรงไหนที่กำลังสื่อสารหรือบอกอะไรอยู่ไหม? อาจเป็นแค่ความเงียบก็ได้ เมื่อรับรู้แล้ว ไม่ต้องพยายามเปลี่ยน แก้ไข หรือตีความ แค่รับรู้เบาๆ รับรู้เฉยๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการรับฟังร่างกายและการกลับมาอยู่ข้างตัวเองแล้วค่ะ
🌿 หมายเหตุ:
โพสต์นี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อถ่ายทอดสภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกาย และช่วยลดการตัดสินตัวเอง (Self-Blame) ไม่ใช่การอธิบายประสบการณ์ของทุกคน บาดแผลทางใจ (Trauma) มีความหมายกว้างและซับซ้อน ไม่มีประสบการณ์หรืออาการแบบเดียวที่ใช้กับทุกคน (Trauma is not a uniform experience)
หากเนื้อหานี้ทำให้คุณสงสัยว่าตัวเองอาจได้รับผลกระทบจากบาดแผลทางใจ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เรื่อง Trauma เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม
🌸 DeEgo Embodiment Yoga | โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง ผ่าน Trauma-Informed Yoga ที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
#โยคะฟังร่างกาย



🌿 แล้วร่างกายบันทึก Trauma ไว้อย่างไร? (How the Body Keeps the Score)บทความที่แล้วเราพูดถึง"บางอย่างถูกบันทึกไว้ในร่างกา...
09/08/2026

🌿 แล้วร่างกายบันทึก Trauma ไว้อย่างไร? (How the Body Keeps the Score)
บทความที่แล้วเราพูดถึง
"บางอย่างถูกบันทึกไว้ในร่างกาย"
คำถามคือ แล้วมันบันทึกไว้ตรงไหน?
รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง?
สำหรับฉัน มันคือ "สภาวะ"
เวลาต้องเร่งทำงานให้เสร็จ
ฉันเผลอกลั้นหายใจ คอ บ่า ไหล่ เกร็งยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เวลาได้ยินเสียงดังกระทันหัน หรือมีคนตะโกน
ใจมันสั่น ร่างกายหดเกร็ง ลมหายใจเริ่มสั้นและตื้น
เวลามีคนให้คำแนะนำตรงๆ (แบบมากๆ)
หน้าเริ่มร้อน รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่ลำคอและแน่นที่อก
อยากรีบออกไปจากตรงนั้น รู้สึกอยากหายตัวไป
เวลาอยู่เฉยๆ
รู้สึกกระสับกระส่ายเหมือนต้องหาอะไรทำอีก
ทั้งที่เพิ่งทำอะไรสักอย่างมา
เวลาที่รู้สึกไม่ยินร้ายแต่ก็ไม่ยินดี
ฉันคิดว่าตัวเองแค่รู้สึกเฉยๆ
ไม่ได้มีอารมณ์อะไร
แต่พอกลับมาฟังร่างกายจริงๆ ถึงได้รู้ว่า
ฉันแค่กำลังกดอารมณ์ไว้เพราะ
"การมีอารมณ์ความรู้สึก มันไม่ปลอดภัย"
และเมื่อก่อน ฉันมักหงุดหงิดตัวเอง
"ทำไมต้องเกร็งขนาดนี้?"
"ทำไมถึงผ่อนคลายไม่ได้?"
"เป็นอะไรอยู่ได้?"
"ทำไมเราไม่เหมือนคนอื่น?"
ฉันไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองเป็น
ไม่ชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น
มันอึดอัด มันไม่สบาย ฉันต้องการ "หาย"
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ..
การติดอยู่ในความเชื่อว่าตัวเอง "ไม่ปกติ
ฉัน "พัง" และต้อง "ซ่อม" อยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ทำเพื่อจัดการตัวเองในตอนนั้น
ฉันเคยคิดว่ามันคือการเยียวยา…
แต่จริงๆ คือการยังมองว่าตัวเองมี "ปัญหา" ต่างหาก
พอฝึกฟังร่างกาย ฝึกอยู่กับตัวเองมาเรื่อยๆ
ถึงเข้าใจว่า… มันไม่ได้มีอะไรผิดพลาด!.
ฉันไม่ได้พัง ไม่ได้ผิดปกติ ไม่มีอะไรที่ต้องรีบแก้ไข!
มันคือกลไกการปกป้อง (Protection Mechanism)
ที่ร่างกายสร้างขึ้น..จากประสบการณ์ในอดีต
เพื่อช่วยให้เรารอดชีวิต ในวันที่รู้สึกไม่ปลอดภัย
และร่างกาย..ยังเรียนรู้และจดจำวิธีการนั้นอยู่
เค้ากำลัง..ปกป้องเราอย่างเต็มที่..เท่าที่เค้ารู้แล้ว
เมื่อเห็นสภาวะที่เกิดด้วยความเข้าใจ
แทนที่ความหงุดหงิด
เมื่อมองสภาวะที่ถูกบันทึกไว้คือ "ข้อมูล"
ไม่ใช่ "สิ่งผิดปกติที่ต้องรีบกำจัด"
เมื่อนั้นเอง…
ร่างกายจะไม่ต้องตะโกนเสียงดังแบบเดิม
เพราะเขาถูกรับฟังโดยเราแล้ว
📌 DeEgo Note: ลองสังเกตร่างกายในตอนนี้ มีตรงไหนที่กำลังสื่อสารหรือบอกอะไรอยู่ไหม? อาจเป็นแค่ความเงียบก็ได้ เมื่อรับรู้แล้ว ไม่ต้องพยายามเปลี่ยน แก้ไข หรือตีความ แค่รับรู้เบาๆ รับรู้เฉยๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการรับฟังร่างกายและการกลับมาอยู่ข้างตัวเองแล้วค่ะ
🌿 หมายเหตุ:
โพสต์นี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อถ่ายทอดสภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกาย และช่วยลดการตัดสินตัวเอง (Self-Blame) ไม่ใช่การอธิบายประสบการณ์ของทุกคน บาดแผลทางใจ (Trauma) มีความหมายกว้างและซับซ้อน ไม่มีประสบการณ์หรืออาการแบบเดียวที่ใช้กับทุกคน (Trauma is not a uniform experience)

หากเนื้อหานี้ทำให้คุณสงสัยว่าตัวเองอาจได้รับผลกระทบจากบาดแผลทางใจ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เรื่อง Trauma เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม
🌸 DeEgo Embodiment Yoga | โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง ผ่าน Trauma-Informed Yoga ที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
#โยคะฟังร่างกาย



🌿Trauma ไม่ได้เปลี่ยนแค่ความคิด แต่มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเองบางประสบการณ์ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความทรงจำแต่มันทิ...
10/07/2026

🌿Trauma ไม่ได้เปลี่ยนแค่ความคิด แต่มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง
บางประสบการณ์ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความทรงจำ
แต่มันทิ้งร่องรอยไว้ในตัวตนของเราด้วย
เหตุการณ์บางอย่างค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเอง มองโลก และใช้ชีวิต
ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว
สิ่งนั้น..อาจเรียกว่า บาดแผลทางใจ (Trauma)
หลายครั้งเราได้ยินคำพูดว่า
"ก็แค่เปลี่ยนวิธีคิดสิ"
"คิดบวกหน่อย เดี๋ยวก็ดีขึ้น"
ฉันเข้าใจว่าหลายคนหวังดี
แต่สำหรับฉัน คำพูดเหล่านั้นทำให้เกิดความรู้สึก 2 อย่างพร้อมกัน
1.ประสบการณ์ที่เจอ ถูกลดทอนลง
และ 2.ฉันเริ่มเชื่อว่า
"ฉันอาจยังพยายามไม่มากพอ"
"หรือจริงๆ ปัญหาอยู่ที่ฉัน"
"หรือฉันอาจพังเกินกว่าจะแก้ไขได้"
ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเชื่อแบบนั้นจริงๆ
เชื่อว่า ถ้าพยายามมากกว่านี้ ฉันคงดีขึ้น
จนกระทั่งได้เรียนรู้ว่า
บางอย่างไม่ได้อยู่แค่ในความคิด
แต่มันถูกบันทึกไว้ในร่างกายด้วย
และเอาจริงๆ นะ
สิ่งที่ร่างกายต้องการ
อาจไม่ใช่การพยายามมากขึ้น
แต่อาจเป็นการได้ถูกรับรู้ ได้ถูกมองเห็น
และค่อยๆ รู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
สำหรับฉัน...
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ Trauma-Informed Yoga
และการฝึกโยคะฟังร่างกาย 🌸
🌿 หมายเหตุ
โพสต์นี้เป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่การอธิบายประสบการณ์ของทุกคน บาดแผลทางใจ (Trauma) มีความหมายกว้างและซับซ้อน ไม่มีประสบการณ์หรืออาการแบบเดียวที่ใช้กับทุกคน (Trauma is not a uniform experience.)

หากเนื้อหานี้ทำให้คุณสงสัยว่าตัวเองอาจได้รับผลกระทบจากบาดแผลทางใจ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เรื่อง Trauma เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม
🌸 DeEgo Embodiment Yoga | โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง ผ่าน Trauma-Informed Yoga ที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
#โยคะฟังร่างกาย


คุณไม่อาจเปลี่ยนเรื่องราวเดิมได้ถ้ายังไม่กล้ากลับไปมอง"บาดแผลที่เคยเกิดขึ้นจริง"บาดแผลทางใจ (Trauma)ไม่ได้อยู่แค่ในความค...
01/05/2026

คุณไม่อาจเปลี่ยนเรื่องราวเดิมได้
ถ้ายังไม่กล้ากลับไปมอง
"บาดแผลที่เคยเกิดขึ้นจริง"

บาดแผลทางใจ (Trauma)
ไม่ได้อยู่แค่ในความคิด
มันไม่ได้หายไปเพียงเพราะ “เข้าใจแล้ว”
แต่มันถูกบันทึกอยู่ในร่างกาย
ในกล้ามเนื้อที่เกร็งโดยไม่รู้ตัว
ในลมหายใจที่ไม่สุด
ในอารมณ์ที่ครั้งหนึ่ง…
เราเคยไม่มีพื้นที่ (Capacity) พอจะรู้สึกมัน

ตอนนั้นร่างกายทำดีที่สุดแล้ว
ด้วยการกด เก็บ ปิดไว้ เพื่อให้เรารอด
แต่สิ่งที่เคยปกป้อง
ตอนนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่กักขังเราไว้
เมื่อเวลาผ่านไป การไม่รู้สึก
การไม่แตะต้อง การไม่หันกลับไปมอง
อาจไม่ใช่การลืม แต่อาจคือการติดอยู่
ตัดขาดจากข้างนอก และข้างในตัวเอง

การช่วยเหลือเยียวยาตัวเอง
ไม่ใช่การเปิดแผลขึ้นมา บังคับตัวเองให้เผชิญหน้า
เพราะเมื่อเรายังไม่พร้อม นั่นไม่ใช่การเยียวยา
แต่คือการทำร้ายตัวเองซ้ำ (Re-traumatization)
แต่การค่อยๆ สร้าง "ความปลอดภัย"
ปลอดภัย… ที่มีทางเลือก
ปลอดภัย… ที่ยังมีอำนาจตัดสินใจ
ปลอดภัย… ที่ขอบเขตของเราถูกเคารพ
ปลอดภัย… ที่ร่างกายไม่ถูกเร่ง ไม่ถูกฝืน
ค่อยๆ ฟังร่างกาย
ไปตามจังหวะที่ระบบประสาทรับไหว
คือการส่งสัญญาณ "ความปลอดภัยใหม่"

เพราะเมื่อร่างกายรับรู้ได้ว่า
ครั้งนี้เรายังเลือกได้
ยังหยุดได้ ยังช้าได้
และยังไม่ถูกทอดทิ้ง
ระบบประสาทจึงค่อยๆ คลายการป้องกัน
และเริ่มเรียนรู้ว่า
เราไม่จำเป็นต้องหนี เอาตัวรอด
หรือปิดตัวเองเหมือนเดิมอีกต่อไป

นี่ไม่ใช่การบังคับให้ย้อนกลับไปเจ็บ
แต่คือการสร้างพื้นที่ใหม่
ที่ปลอดภัยพอสำหรับ
การกลับมาหาตัวเองอีกครั้ง

คุณไม่จำเป็นต้องฝืน
ไม่จำเป็นต้องรีบ
และไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว
บางอย่างไม่ได้ต้อง “หาย”
แต่มันสมควรถูก “รับรู้ และปล่อย”
ช้าๆ อย่างอ่อนโยน
และปลอดภัยพอสำหรับจังหวะของคุณ

---
🔎 Trauma-Informed Lens 🧠

ประสบการณ์ที่กระทบใจอย่างรุนแรง
ไม่ได้ถูกเก็บเป็นแค่ “ความทรงจำ”
ในสมองส่วนเหตุผลเท่านั้น
แต่ยังถูกบันทึกผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ
(autonomic nervous system)
กล้ามเนื้อ (muscle) พังผืด (fascia)
อวัยวะ ภายในร่างกายด้วย

เมื่อบางสิ่ง “มากเกินไป เร็วเกินไป
หรือหนักเกินกว่าที่เราจะรับไหว”
ร่างกายอาจเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด
เช่น สู้ (fight), หนี (flight),
ชา/นิ่ง (freeze), ยอมจำนน (fawn)
เพื่อปกป้องเราในขณะนั้น

หากประสบการณ์นั้นไม่ได้รับ
การประมวลผลอย่างปลอดภัย
พลังงานการเอาตัวรอดอาจยังค้างอยู่ในร่างกาย
และแสดงออกเป็นอาการ
เช่น ความตึงเรื้อรัง ความวิตกกังวล
การตัดขาดจากความรู้สึก หรือระวังตัวตลอดเวลา ฯลฯ

การฟื้นคืนสมดุลจึงไม่ใช่แค่ “เข้าใจเรื่องราว”
แต่คือการค่อยๆ ช่วยให้ร่างกายเรียนรู้ว่า
"ปัจจุบันปลอดภัยพอ"
ผ่านการรับรู้ร่างกาย (somatic awareness)
การค่อยๆ สัมผัสความรู้สึกทีละน้อย (titration)
และการสร้างทรัพยากรภายใน (resourcing)
ด้วยใจที่อ่อนโยนและเมตตา (self-compassion)
ไม่ผลัก ไม่เร่งตัวเองกลับไปเผชิญบาดแผลเดิม
เกินกว่าที่ระบบประสาทจะรับไหวในขณะนั้น
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
____________________________
#โยคะฟังร่างกาย


#เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย
#โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ #โหมดเอาตัวรอด

24/04/2026

❤️‍🩹 Trauma Healing Journey 💗

= แก่นธรรมมะ + พรหมวิหาร 4
= neuroscience + mindfulness + self compassion
= body wisdom + unconditional love
= Yoga Embodiment
= Being 🌸

#โยคะฟังร่างกาย

DeEgo Noted - 24/4/26

บางครั้งเราใช้พลังงานเยอะมากไปกับการพยายามหาคำตอบว่า "ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้?"เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าถ้าเข้าใจเหตุผลเราถึง...
24/04/2026

บางครั้งเราใช้พลังงานเยอะมากไปกับ
การพยายามหาคำตอบว่า "ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้?"
เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าถ้าเข้าใจเหตุผล
เราถึงจะควบคุมมันได้และรู้สึกปลอดภัย

แต่ในมิติของร่างกาย...
ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการมีคำตอบเสมอ
แต่มันเกิดจาก…การที่เราอนุญาตให้ตัวเอง
"อยู่กับความไม่รู้" ได้ โดยที่ระบบประสาท
ไม่ต้องเข้าโหมดสู้หรือหนี (Survival)

ลองหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า
"ตอนนี้ฉันยังไม่เข้าใจ แต่ฉันปลอดภัยดี"

ปล่อยให้ร่างกายได้นำทางบ้าง ไม่รู้บ้าง
แล้วคุณจะค้นพบว่า...
พื้นที่ที่กว้างใหญ่ ปลอดภัย และอิสระที่สุด
คือพื้นที่ที่เรา..ไม่ต้องพยายามควบคุมหรือเป็นอะไรเลย
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
____________________________
#โยคะฟังร่างกาย


#เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย
#โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ #โหมดเอาตัวรอด

หากการพยายามหาคำตอบทำให้คุณเหนื่อย ลองกลับมาสร้างความปลอดภัยให้ร่างกายด้วยการ "อยู่กับความไม่รู้" และหย....

บางครั้งเราใช้พลังงานเยอะมากไปกับการพยายามหาคำตอบว่า "ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้?"เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าถ้าเข้าใจเหตุผลเราถึง...
24/04/2026

บางครั้งเราใช้พลังงานเยอะมากไปกับ
การพยายามหาคำตอบว่า "ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้?"
เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าถ้าเข้าใจเหตุผล
เราถึงจะควบคุมมันได้และรู้สึกปลอดภัย

แต่ในมิติของร่างกาย...
ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการมีคำตอบเสมอ
แต่มันเกิดจาก…การที่เราอนุญาตให้ตัวเอง
"อยู่กับความไม่รู้" ได้ โดยที่ระบบประสาท
ไม่ต้องเข้าโหมดสู้หรือหนี (Survival)

ลองหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า
"ตอนนี้ฉันยังไม่เข้าใจ แต่ฉันปลอดภัยดี"

ปล่อยให้ร่างกายได้นำทางบ้าง ไม่รู้บ้าง
แล้วคุณจะค้นพบว่า...
พื้นที่ที่กว้างใหญ่ ปลอดภัย และอิสระที่สุด
คือพื้นที่ที่เรา..ไม่ต้องพยายามควบคุมหรือเป็นอะไรเลย
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
____________________________
#โยคะฟังร่างกาย



#เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย
#โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
#โหมดเอาตัวรอด

เมื่อร่างกายบอกว่า “พอแล้ว” #เมื่อฉันฟังร่างกายหลายครั้งเราติดอยู่ในวังวนของความ “ต้อง”- ต้องถูกต้อง- ต้องคุ้มค่า- ต้องร...
11/04/2026

เมื่อร่างกายบอกว่า “พอแล้ว”
#เมื่อฉันฟังร่างกาย

หลายครั้งเราติดอยู่ในวังวนของความ “ต้อง”
- ต้องถูกต้อง
- ต้องคุ้มค่า
- ต้องรักษาสิทธิ์

สมองเรามีเหตุผลมากมาย
ที่จะโน้มน้าวให้เราต่อสู้เพื่อสิ่งที่ “ควรได้”

แต่ในขณะเดียวกัน
ร่างกายกลับ “กลั้นหายใจและเกร็ง” โดยไม่รู้ตัว

ความอึดอัด แน่น ตึง เกร็ง หรือการกลั้นหายใจ
เป็นสัญญาณว่า
"เรากำลังผลักตัวเองเกินขีดจำกัดในตอนนั้น"

ในขณะที่
การถอนหายใจ ความรู้สึกเบาลง
หรือแม้แต่การหาว
คือวิธีที่ร่างกายบอกว่า
“ทางนี้…ปลอดภัยกว่าสำหรับฉัน”

มันไม่จำเป็นต้อง “ดีกว่า”
แต่มัน “ปลอดภัยกว่า”

อาจยังมีความรู้สึกอยู่
อาจยังมีความเสียดายหรือผิดหวัง

แต่ทางนี้
ทำร้ายตัวเองน้อยกว่า

มันไม่ใช่การยอมแพ้
แต่มันคือการเลือก
“ทางที่ฉันยังพอหายใจได้”

และวิธีที่เราฟังร่างกายในเรื่องเล็กๆ
ก็มักเป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้
ตัดสินใจเรื่องใหญ่ในชีวิต

วันนี้ชวนสังเกตกันดู
ทางเลือกตรงหน้า…
ทำให้คุณเกร็ง
นิ้วมือค้าง คอตึง ไหล่ยก อกแน่น

หรือทำให้คุณ
หายใจได้ลึกขึ้น โล่งกว่า
หรือถอนหายใจออกมา

การตัดสินใจ เราอาจไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้
เราอาจแค่เลือกทางที่
ทำให้เรา “หายใจออก” ได้มากกว่า
และสำหรับร่างกาย
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

---

🔎 Trauma-Informed Lens 🧠

สิ่งที่เรารับรู้ในร่างกาย ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
แต่คือการทำงานของระบบประสาท
ภาวะตึง เกร็ง กลั้นหายใจ
อาจเป็นสัญญาณของ fight/flight (ภาวะสู้หรือหนี)

ภาวะโล่ง ถอนหายใจ หาว
มักเกิดเมื่อระบบเริ่มกลับสู่ ความปลอดภัย (regulated state)

ใน Trauma-Informed Yoga (TIY)
เราไม่ได้บังคับให้ตัวเอง “เลือกสิ่งที่ถูกต้องที่สุด”
แต่เรียนรู้ที่จะสังเกตว่า
อะไรทำให้ระบบเราปลอดภัยพอในขณะนั้น

การฟังร่างกาย
คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยกับตัวเอง
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
_______________________________
#โยคะฟังร่างกาย #เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย
#โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ #โหมดเอาตัวรอด

07/04/2026

”วันนี้พี่ดีดมาก เป็น 60 นาที ที่ขยับร่างกายตลอดเวลาและสนุกมาก 😍“
💁‍♀️ คำพูดของคุณก้อย ผู้ฝึกโยคะวันนี้ค่ะ
คุณก้อยมาฝึกที่ deEgo อาทิตย์ละ 2 วันเพื่อดูแลอาการปวดคอบ่าและหลังจากการทำงานของตัวเอง จนตอนนี้อาการดีขึ้น และเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากเพื่อคลายปวด กลายเป็นอยากแข็งแรง และมีรูปร่างกระชับ และใส่ชุดได้สวยมั่นใจ (และถอยชุดโยคะใหม่มาหลายตัวแล้วด้วย ปังมากคร่าา 🥰)
ก่อนฝึกวันนี้ เราคุยกันว่าอยากฝึกท่าสวยๆ เอารูป เอาวีดีโอไปอวดเพื่อน (ครูขำมาก ชอตนี้ ครูเข้าใจ 🤣) เลยเริ่มฝึกแบบ Flow กัน ช่วงแรกตะกุกตะกักมาก ทั้งเจ็บข้อมือ ทั้งเกร็งคอ ทั้ง งงทิศ ข้อเท้า งอเข่า ผิดขา เรียกว่า ”อ่วมทุกจุด“ แต่ทั้งหมดคือ “ข้อมูล” ที่ร่างกายบอกเราว่า “เรามีความเคยชินแบบนี้” และเรา “ยังไม่รู้” พอเราเริ่ม “สังเกต ฟัง เราจึงรู้” จากนั้น จึงฝึกเพื่อ “เห็น และเลือกฝืนความเคยชินนั้น ผ่านการทำซ้ำๆ อย่างมีสติ”
นั่นคือวิธีการปรับเปลี่ยนนิสัย และการสื่อสารกับร่างกาย
หลังฝึกวันนี้ คุณก้อยบอกว่า เหมือนสมาธิและอยากยืนยันว่าใช่ค่ะ มันคือสมาธิแบบเคลื่อนไหวผ่านการใช้ฐานกาย สำหรับคนที่นั่งนิ่งแล้วอึดอัด ลองทำผ่านการเคลื่อนไหว อาจจะเป็นวิธีที่เหมาะกับเราค่ะ 💗

____________________________

🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:

____________________________

#โยคะฟังร่างกาย #หน้าต่างความทนทานของร่างกาย #เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย #โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ #โหมดเอาตัวรอด

สิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยจริงๆอาจไม่ใช่ traumaบาดแผลหรือความเจ็บปวดแต่คือการที่เราต้อง “สู้กับมันตลอดเวลา”เหมือนร่างกายไม่ม...
04/04/2026

สิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยจริงๆ
อาจไม่ใช่ trauma
บาดแผลหรือความเจ็บปวด
แต่คือการที่เราต้อง “สู้กับมันตลอดเวลา”
เหมือนร่างกายไม่มีที่พัก
และนั่นทำให้เราอ่อนล้า
มากกว่าตัวบาดแผลเองด้วยซ้ำ

สิ่งที่ชวนสังเกต ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่เกิดขึ้น”
แต่คือ "ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งนั้น"

🌸 1. I have trauma
ฉันมีบาดแผล ฉันเจ็บปวด ฉันกำลังเผชิญบางอย่าง
มันไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง
ไม่ใช่เรื่องเล็ก
นี่คือเรื่องสำคัญของฉัน
เริ่มจากการ “เห็น” ว่ามันมีอยู่จริง
ในร่างกายนี้ ในประสบการณ์นี้
โดยไม่ต้องรีบอธิบาย ไม่ต้องพิสูจน์
ไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องรีบหาย

🌸 2. I don’t like it
ฉันไม่อยากรู้สึกแบบนี้
ฉันไม่ชอบมันเลย
มันอึดอัด มันหนัก
บางทีมันทำให้ฉันอยากหนี
ฉันอาจมีทั้งความโกรธ
ความไม่พอใจ หรือแม้แต่ความเกลียด
นั่นเป็นปฏิกิริยา "ปกติของระบบประสาท"

เราไม่จำเป็นต้อง “โอเคกับทุกอย่าง”
เราไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตัวเองยอมรับทันที

ร่างกายคุณไม่ได้ผิดที่มันต่อต้าน
มันแค่พยายามปกป้อง
ในแบบที่มันเคยเรียนรู้มา

🌸 3. It’s part of me. I can live with it.
มันเป็นส่วนนึงของฉัน
ฉันยังอยู่ได้ แม้มันจะยังอยู่
ฉันมีความเจ็บ
ฉันไม่ได้เป็นความเจ็บ
ฉันมีบาดแผล
ฉันไม่ได้เป็นทั้งหมดของบาดแผล
ฉันอาจไม่ได้ชอบมัน
และบางวันฉันก็ยังไม่โอเคกับมันอยู่
และนั่นโอเค
แต่ก็มีบางช่วงเวลา
ที่ฉันเริ่ม “อยู่ข้างๆ มันได้”

โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยน รีบแก้
ไม่ต้องรีบผลักออก
และไม่ต้องหายไปจากตัวเอง

---

บางวัน เราอาจไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
แต่เราเริ่ม “อยู่กับมันได้มากขึ้นนิดนึง”

ไม่ต้องรีบแก้
ไม่ต้องรีบเปลี่ยน
ไม่ต้องรีบหาย

แค่มีพื้นที่ที่ ทั้ง “เรา” และ “ความรู้สึกนั้น”
อยู่ร่วมกันได้ โดยที่เราไม่ต้องหายไป

จริงๆ แล้วการเยียวยา
อาจไม่ได้หมายถึงการที่ trauma
บาดแผล ความเจ็บปวด
ความเจ็บป่วย หรือเรื่องทุกข์ใจต่างๆ หายไป
แต่มันคือช่วงเวลาที่ เราเลิกต่อต้าน
และไม่ต้องสู้กับมันตลอดเวลาอีกแล้ว

เมื่อร่างกายได้ประสบการณ์ว่า
ถึงจะไม่แก้ไข หรือเลิกต่อต้าน
แล้วฉันยังปลอดภัย
ตรงนั้นเอง คือจุดที่บางอย่างค่อยๆ คลาย
ไม่ได้ต้องพยายามหายใจลึก
แต่มันโล่งเองจากภายใน
ไหล่ค่อยๆ วางลง
ริมฝีปาก กราม หว่างคิ้ว ผ่อนคลาย
มีพื้นที่ว่างเล็กๆ เกิดขึ้น
พอให้พัก โดยไม่ต้องดิ้นรน
สภาวะนั้นเกิดขึ้น
ไม่ใช่เพราะพยายามมากขึ้น
แต่เพราะเริ่มไม่ต้องพยายามตลอดเวลา

---

🔎 Trauma-Informed Lens 🧠

ความเจ็บมีอยู่จริง
ฉันไม่จำเป็นต้องชอบมัน
แต่เราอยู่ร่วมกันได้ โดยที่ฉันไม่หายไป

กระบวนการนี้ ไม่ใช่แค่ mindset
แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบประสาท

🌿 Self-Awareness (การรับรู้ตัวเอง)
= การเริ่ม “เห็น” สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา ทั้งความรู้สึก ความคิด และความรู้สึกในร่างกาย

ไม่ใช่การวิเคราะห์
แต่คือการเริ่มรู้ว่า
“ตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นในฉัน”

เป็นจุดที่เราหยุดหนี
และเริ่มหันกลับมาอยู่กับตัวเอง

🌿 Self-Validation (การยืนยันความรู้สึกของตัวเอง)
= การอนุญาตให้สิ่งที่เรารู้สึก “มีอยู่ได้”

โดยไม่ต้องตัดสิน
ไม่ต้องรีบบอกว่ามันมากไป น้อยไป หรือไม่ควรมี

มันค่อยๆ ลดเสียงข้างในที่บอกว่า
“ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้”

และทำให้ระบบประสาทเริ่มรู้ว่า
“สิ่งที่ฉันเป็น…ไม่ผิด”

🌿 Self-Acceptance (การยอมรับตัวเอง)
= ไม่ใช่การชอบทุกอย่างในตัวเอง

แต่คือการที่
เรายังอยู่กับตัวเองได้
แม้ในวันที่ยังมีความเจ็บอยู่

ไม่ต้องผลักออก
ไม่ต้องรีบเปลี่ยน
และไม่ต้องหายไปจากตัวเอง

เป็นช่วงที่ระบบประสาทเริ่มเรียนรู้ว่า
“ฉันอยู่กับสิ่งนี้ได้…และฉันยังปลอดภัยพอ”
🌸 DeEgo Embodiment Yoga: โยคะฟังร่างกาย
พื้นที่เรียนรู้การอยู่กับร่างกายอย่างปลอดภัย
และค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง
ผ่านแนวทาง Trauma-Informed Yoga
โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ
🌐 www.yogadeeego.com
🌈 Line OA:
_______________________________
#โยคะฟังร่างกาย #เยียวยาบาดแผลใจผ่านร่างกาย
#โยคะที่เข้าใจระบบประสาทและบาดแผลทางใจ #โหมดเอาตัวรอด

ที่อยู่

Bangkok
10250

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DeEgo Embodiment Yoga : ดีอีโก้ โยคะฟังร่างกายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์