ER ร่าเริง

ER ร่าเริง Evil isn't born, it's made

ER made me like this

เพจบ่นเรื่องงาน + มีมไร้สาระ
ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงทางการแพทย์

[WebApp] 👉🏻 https://linktr.ee/ntp92

ปัญหาสุนัขจรจัดในโรงพยาบาลแย่กว่าที่คิด ทั้งความสกปรก เห็บหมัด ไล่กัดเจ้าหน้าที่หรือญาติ วันดีคืนดีก็ยกพวกตีกัน ไล่ฟัดกั...
16/08/2026

ปัญหาสุนัขจรจัดในโรงพยาบาลแย่กว่าที่คิด ทั้งความสกปรก เห็บหมัด ไล่กัดเจ้าหน้าที่หรือญาติ วันดีคืนดีก็ยกพวกตีกัน ไล่ฟัดกันเอง

รักสัตว์มากแนะนำให้ร่วมด้วยช่วยกันนำไปเลี้ยงในที่ที่เหมาะสม ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ทุกคนในโรงพยาบาลนะครับ

😵‍💫

โรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพมหานคร ติดป้ายดุเดือดมาก

เคส trauma เวรดึกทั้ง 2 เคส ที่เต็มไปด้วยเลือด อ้วก เหล้า และน้ำลายมหาศาล ผ่านมาได้ด้วย “SALAD intubation technique”- SA...
16/08/2026

เคส trauma เวรดึกทั้ง 2 เคส ที่เต็มไปด้วยเลือด อ้วก เหล้า และน้ำลายมหาศาล ผ่านมาได้ด้วย “SALAD intubation technique”

- SALAD = Suction-Assisted Laryngoscopy and Airway Decontamination
- อยากให้น้องๆ ลองไปฝึกกันดู เพราะมันดีมากจริงๆ ลองทำซักครั้งแล้วจะติดใจ
- โดยเฉพาะเคส heart failure ที่ secretion เยอะๆ หรือ trauma ที่ bleed ยับๆ ใส่ VL แล้วโบ๋ตลอด ให้ลองใช้ SALAD technique ดู เชื่อผม ดี !!

Link 👉🏻 https://emcrit.org/salad/techniques/standard-salad-approach/

🫩

พวกคนไข้ “ไม่ฉุกเฉิน” ที่เข้าห้องฉุกเฉิน = “เอาเปรียบ” คนไข้ฉุกเฉิน เพราะคุณได้เบียดบังทรัพยากรที่มีน้อยนิดไปแล้ว
16/08/2026

พวกคนไข้ “ไม่ฉุกเฉิน” ที่เข้าห้องฉุกเฉิน = “เอาเปรียบ” คนไข้ฉุกเฉิน เพราะคุณได้เบียดบังทรัพยากรที่มีน้อยนิดไปแล้ว

ใช่ครับ ประชาชนทั่วไปรวมถึงหลายๆคนที่คอย comment ด่าหมอ ด่า รพ. ตามเพจต่างๆ พวกคุณก็มีส่วนฆ่าคนไข้ฉุกเฉินจริงๆเหมือนกัน — ทุกครั้งที่คุณเดินเข้าห้องฉุกเฉินทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ฉุกเฉิน แค่ขี้เกียจรอคิว OPD หรืออยากได้หมอเร็ว ๆ นอกเวลาราชการ

ฟังดูโหดใช่มั้ยล่ะ แต่เคสที่มุกดาหารเมื่อคืนวันที่ 12 ส.ค. คือหลักฐานที่จับต้องได้ว่าคำพูดของแอดมินนี้ไม่ได้เวอร์เกินจริง

**ที่มาที่ไปแบบย่อ:ผู้ป่วยชายอายุ 65 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องรุนแรงตอนหนึ่งทุ่ม หมอตรวจ ultrasound เบื้องต้น คัดกรองเป็นสีชมพู (ระดับ 2) ตามเกณฑ์ต้องประเมินซ้ำทุก 30 นาที แต่ในความเป็นจริงห่างไปเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าจะรู้ตัวว่าอาการหนักคือ 3 ทุ่มกว่า อาการทรุด CT พบหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองฉีกขาด — เสียชีวิตแม้พยายามช่วยเต็มที่ ซึ่งเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก และ อัตราการเสียชีวิตสูงอยู่แล้ว ผอ.รพ. ออกมายอมรับตรง ๆ ว่าประเมินช้ากว่ากรอบเวลา ไม่มีข้อแก้ตัว ปลัด สธ. สั่งตรวจสอบมาตรฐานเพิ่มเติมแล้ว

พอกระแสแรงขึ้น ก็มีอีกมุมโผล่มา — โพสต์จากคนที่ระบุว่าเป็นบุคลากรที่อยู่เวรคืนนั้น (เตือนไว้ก่อนว่าเป็นโพสต์ส่วนตัว ยังไม่ใช่แถลงการณ์ทางการ) ให้ตัวเลขที่ข่าวไม่ได้พูดถึง: เวรบ่ายวันนั้นมีหมอ EP 1 คน (เฉพาะทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน), หมอ intern 2 คน พยาบาล/จนท. 8 คน รวม 11 คน ต่อคนไข้ในห้องฉุกเฉินราว **35 คน** และมีการประกาศ ER Crowding แล้ว ขณะเดียวกันมีสีแดง 4 ราย พร้อมกัน — งูเห่ากัดต้องให้เซรุ่ม+ใส่ท่อ, stroke ต้องรีบให้ rtPA (ยาสลายลิ่มเลือด), เคสหัวใจหยุดเต้นต้อง CPR — ทั้งหมดนี้ก็รอไม่ได้เหมือนกัน

เอา 35 หารด้วย 11 คนดูเล่น ๆ — คนละ 3.2 เคส แต่ 4 ใน 35 คนกำลังจะตายพร้อมกัน ทีมต้องทุ่มกำลังไปที่ 4 เคสนั้นก่อนแทบทั้งหมด ส่วนสีชมพูที่เหลือก็ต้องรอ ไม่ใช่มักง่าย แต่ไม่มีทางเลือกอื่นในกำลังคนที่มี

**และนี่คือจุดที่แอดมินอยากชี้หน้าคนอ่านตรง ๆ** ในบรรดา 35 คนที่นอนเต็ม ER คืนนั้น สพฉ. เคยให้ข้อมูลว่าทั่วประเทศกว่า **60%** ของคนไข้ ER ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์จริง ๆ เทียบกับ NHS อังกฤษที่ 5-10%, ฝรั่งเศส 20-30% นั่นแปลว่าในคืนนั้น อาจมีคนไข้อีกหลายสิบคนในห้องเดียวกันที่ไม่จำเป็นต้องมา ER เลยด้วยซ้ำ แต่ดันมาแย่งพื้นที่ แย่งสายตา แย่งเวลาของบุคลากร 11 คนไปจากคนที่กำลังจะตายจริง ๆ

ไม่ได้บอกว่าทุกคนผิด บางคนก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองไม่ฉุกเฉิน แต่บางคนก็รู้ทั้งรู้ว่าไม่ฉุกเฉิน แค่ ER สะดวกกว่า เปิด 24 ชม. ไม่ต้องรอคิว OPD ไม่มีใครเก็บเงินเพิ่ม ไม่มีใครไล่กลับ แล้วพอมีคนตายเพราะรอ คุณก็ comment ด่าหมอ ด่า รพ. ในเพจข่าวว่า "ทำไมไม่รีบดู"

OPD เปิดแค่เวลาราชการ คนทำงานจะไปหาหมอได้ตอนไหนถ้าไม่ใช่เย็นหรือค่ำ พอ ER เป็นที่เดียวที่เปิดตลอด และไม่มีด่านคัดกรองบังคับให้ไปหาหมอปฐมภูมิก่อน ผลคือ ER กลายเป็น walk-in clinic ของทั้งประเทศโดยปริยาย — ประเทศที่ ER ไม่ล้นขนาดนี้ไม่ได้เก่งกว่าเรา เขาแค่มีระบบ "gatekeeping": อังกฤษ/สแกนดิเนเวียบังคับผ่าน GP ก่อนถึงส่งต่อ ER ได้ สหรัฐฯ ใช้ managed care ต้องขออนุมัติก่อน ไต้หวันใช้ copayment เพิ่มต้นทุนของการไป ER แบบไม่จำเป็น

ไทยไม่มีด่านไหนเลยสักด่าน บัตรทองไม่เก็บส่วนต่างสำหรับเคสไม่ฉุกเฉินที่มา ER (แม้ รพ.บางแห่งจะเริ่มทำแล้วแต่ก็โดนทัวร์ลงอยู่ดี) ระบบส่งต่อปฐมภูมิก็อ่อนแอ walk-in ตรงไป ER ได้เลย ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครเสียเงินเพิ่ม สุดท้ายภาระทั้งหมดตกที่หมอกับพยาบาลไม่กี่คน ให้แบกทั้งสีแดงจริงและสีเขียวปลอมพร้อมกันทุกเวร

จะเพิ่ม gatekeeping หรือ copayment ตอนนี้ก็ยาก เพราะโดนโจมตีทันทีว่า "ลิดรอนสิทธิคนจน" ทั้งที่จริง ๆ มันคือการปกป้องคนที่กำลังจะตายให้ได้คิวก่อนคนที่แค่เป็นไข้หวัด แต่ไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากแบกป้ายนั้นไปติดหน้าผลงานตัวเอง ต่อให้มันช่วยชีวิตคนได้มากกว่าก็ตาม ส่วนประชาชนก็ไม่มีใครอยากเสียสิทธิ "ไปที่ไหนก็ได้ฟรี" ที่ตัวเองคุ้นเคย

สุดท้ายเคสแบบนี้ก็จะเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะหมอพยาบาลไม่เก่งพอ และก็ไม่ใช่แค่เพราะระบบอย่างเดียว — แต่เพราะทุกฝ่ายรวมทั้งคนไข้หลายคนที่ไม่ควรอยู่ใน ER ตั้งแต่แรก ต่างมีส่วนยัดคนไข้ 35 คนกับคนทำงาน 11 คนไว้ในห้องเดียวกัน จนคนไข้เสียชีวิตในที่สุด

⭐ ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน- มีน้อง Intern 1 ทักมาปรึกษาเรื่องการจัดการ ER overcrowding ว่าควรจัดการยังไงดี ?! - คำตอบคงแล้...
16/08/2026

⭐ ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน
- มีน้อง Intern 1 ทักมาปรึกษาเรื่องการจัดการ ER overcrowding ว่าควรจัดการยังไงดี ?!
- คำตอบคงแล้วแต่รูปแบบการจัดการของแต่ละคน ไม่มีถูกหรือผิด แค่อยากมาแชร์ของตัวเองเผื่อเป็นประโยชน์กับน้องที่ต้องควง ER ตามลำพัง

1️⃣ ขั้นแรก “ตั้งสติ” จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อน-หลัง อย่าล๊ก อย่าลน
- อย่าพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน เพราะสุดท้ายอาจจะไม่เสร็จซักอย่าง

2️⃣ ไล่ตรวจตาม triage level แต่ถ้าใน level เดียวกันมีหลายเคส เช่น แดงมาพร้อมกัน 3 เคส ให้ไล่ตรวจตาม life-limb-function threatening เช่น
- STEMI, Stroke, Refer in มาพร้อมกัน แม้จะเป็นแดงเหมือนกัน ก็ต้องเริ่มจากแดงที่แดงกว่า
- STEMI (life threatening) > Stroke (function threatening) > Refer in เพราะส่วนมากเคส Refer in มักได้ initial stabilization มาแล้ว สามารถรอได้ในระดับนึง
** ยกเว้น เคส Refer in มีอาการทรุดลง แย่ลง อาจจะต้องรีบเข้ามาประเมินและรักษาเบื้องต้นก่อน
** จำไว้ว่า ในเคสแดงก็ยังมีแดงที่แดงกว่า ให้ตรวจจากแดงที่สุดก่อนเสมอ !!

3️⃣ ก่อนเริ่มตรวจแต่ละเคส ให้มองข้าม shot ไปจนถึง disposition ว่าสุดท้ายปลายทางแล้วเคสนี้จะไปจบที่ไหน Discharge, Admit, Refer ?!
- หากสุดท้ายคิดว่ายังไงก็ Discharge ไม่ได้แน่ๆ ไม่จำเป็นต้องทูซี้ work up ไปจนสุด เอาแค่ initial management เบื้องต้นให้หมด life threatening conditions แล้วส่งเข้าไปหาต่อในตึก ลด burden ต่อทั้งตัวเราและทีม

4️⃣ คิดแบบ Reverse process ปกติเราเรียนมาเป็นลำดับให้ซักประวัติ > ตรวจร่างกาย > Investigation > Management > Disposition
- แต่ใน ER หลายครั้ง เรามักไม่ค่อยจะได้ประวัติสมบูรณ์ตั้งแต่แรก การคิดแบบย้อนกลับจึงอาจทำให้เราดูคนไข้ได้เร็วมากขึ้น
- ตรวจร่างกาย (ABCDE) > Initial investigation & management > ซักประวัติ (SAMPLE) > Definite management > Disposition
- การยก ABCDE ขึ้นมาทำก่อนในเคสที่ได้ประวัติไม่สมบูรณ์ หรือไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนดี จะช่วยให้เราหาและแก้ไข life threatening conditions ได้เร็วและครบสมบูรณ์มากขึ้นในระดับนึง

5️⃣ Know your limit - รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ไหวอย่าฝืน มีเพื่อนตามเพื่อน มีสตาฟตามสตาฟ
- การฝืนแบกปัญหาที่แก้ไม่ได้ไว้กับตัว จะทำให้ปัญหายิ่งแย่ลงมากขึ้น

6️⃣ เคสเขียวโวยวาย = กลุ่มนี้รักมากเป็นพิเศษ เก็บไว้ตรวจก่อนลงเวร อยู่เป็นเพื่อนกัน ค่อยกลับบ้านพร้อมกัน

💡 Stay calm → Triage → ABCDE & Disposition → Reassess → CALL FOR HELP !!

Admin N

หลังจบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายปลายทาง อย่าลืมกลับมาแก้ปัญหาระบบนำแหน่นะครับ อย่าปล่อยให้ ER พังซ้ำแล้วซ้ำอีก 🫩
15/08/2026

หลังจบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายปลายทาง อย่าลืมกลับมาแก้ปัญหาระบบนำแหน่นะครับ อย่าปล่อยให้ ER พังซ้ำแล้วซ้ำอีก

🫩

เห็นในข่าวแดง 2
ตกลงมีแดง 4 ราย 😱😱😱
ใช้แผน ER crowding ไปแล้วด้วย

สุดท้าย ไม่มีใครพูดถึงทางแก้ จบแค่ให้กำลังใจกันเอง
รอระบบล่มสลาย

หมอ ER ก็ไม่น่าต่างกันเท่าไหร่นะ โดยเฉพาะทุน รพช หรือเป็นคนแรกของ รพ หรือมีหมอ ER น้อยมากๆ เท่าที่เห็น ที่รู้จัก ก็หายไป...
15/08/2026

หมอ ER ก็ไม่น่าต่างกันเท่าไหร่นะ โดยเฉพาะทุน รพช หรือเป็นคนแรกของ รพ หรือมีหมอ ER น้อยมากๆ เท่าที่เห็น ที่รู้จัก ก็หายไปจากระบบเรื่อยๆ เหมือนกัน

เพียงแค่งานของหมอ ER ในส่วนที่เป็น service อาจสามารถทดแทนได้ด้วยน้อง intern เลยไม่ได้ส่งผลกระทบเท่า specialist สาขาอื่นซักเท่าไหร่

แต่ถ้าแทนได้จริง ขอ off เวรด้วยได้ปะละ อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว แผนกนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย

🥴👋🏻

🖤 กินยาเกินขนาด เมื่อไหร่ต้องให้ Activated Charcoal (AC) ?!- Recommendations from the Clinical Toxicology Recommendation...
15/08/2026

🖤 กินยาเกินขนาด เมื่อไหร่ต้องให้ Activated Charcoal (AC) ?!
- Recommendations from the Clinical Toxicology Recommendations Collaborative on the administration of activated charcoal in acute oral overdose
- “เกิน 1 ชั่วโมง” ไม่ได้แปลว่า ห้ามให้ AC เสมอไป บางสารอาจพิจารณาให้ได้ถึง 6 ชั่วโมง

1️⃣ ก่อนให้ AC ถามตัวเอง 4 ข้อก่อนเสมอ
- กินยาหรือสารอะไร ? → กินขนาดเท่าไร ? formulation ไหน ? → กินมานานแค่ไหน ? → Airway ปลอดภัยรึยัง ?
- ถ้าเป็น significant overdose ของสารที่ AC จับได้และ aspiration risk ต่ำ → พิจารณาให้ AC
- สารหลายชนิดอาจพิจารณาให้ได้นานถึง 6 ชั่วโมง และบางกรณีอาจนานกว่านั้น หากมี massive ingestion, modified-release, pharmacobezoar, ongoing absorption

2️⃣ กลุ่มสารบางชนิด ไม่จับ AC ให้ไปก็ไม่ช่วยอะไร !!
- Arsenic, Caesium, Copper
- Ethanol, Methanol, Ethylene glycol
- Iron, Lead, Lithium
- Metformin
- Corrosive agents, Petroleum
❌ กินสารพิษมา ≠ ต้องได้ AC ทุกคน ❌
💡 ท่องจำ = CHAMPS : Caustics, HC, Alcohols, Metals ~ As Fe, Pb, Salts ~ Na K Mg Li

3️⃣ รูปแบบของการให้ AC

Single-dose Activated Charcoal (SDAC)
→ เป้าหมายคือ GI decontamination ให้ AC ไปจับสารที่ยังอยู่ใน GI tract และลดการดูดซึมเข้าสู่ systemic circulation

Additional-dose Activated Charcoal
→ เป้าหมายยังเป็น GI decontamination ** ไม่ใช่ enhanced elimination
→ ใช้เมื่อสงสัยว่าการให้ AC ครั้งแรกอาจยังไม่เพียงพอ เช่น massive ingestion, modified-release preparation, drug burden, delayed absorption, pharmacobezoar, serum concentration ยังเพิ่มขึ้น
→ ตัวอย่างสารเช่น Carbamazepine, Paracetamol, Paraquat, Phenobarbital, Salicylates, Thallium, Theophylline, Valproate, Verapamil

Multiple-dose Activated Charcoal (MDAC)
→ เป้าหมายคือ Enhanced elimination ** ให้ AC ซ้ำเพื่อเพิ่มการกำจัดสารที่เข้าสู่ systemic circulation แล้วโดยผ่านกลไก เช่น interruption ของ enterohepatic/enteroenteric circulation หรือ GI dialysis
→ Additional-dose AC ≠ MDAC แม้จะเป็นการให้ AC ซ้ำเหมือนกัน แต่เหตุผลในการให้คนละเรื่องกัน
→ ตัวอย่างสารเช่น Carbamazepine, Cardiac glycosides, Colchicine, Dapsone, Phenobarbital, Phenytoin, Thallium, Theophylline
💡 ท่องจำ = “These People Drink Charcoal Quickly” : Theophylline, Phenobarbital, Dapsone, Carbamazepine, Quinine

4️⃣ ตัวอย่างสารที่น่าสนใจ

⚠️ Paracetamol

Immediate-release ≥ 200 mg/kg
→ Recommend SDAC ≤ 2 h
→ Suggest SDAC ≤ 3 h

Modified-release ≥ 200 mg/kg
→ Recommend SDAC ≤ 5 h
→ Suggest SDAC ≤ 6 h

Additional-dose AC
→ Immediate-release ≥ 350 mg/kg
→ Modified-release ≥ 300 mg/kg

⚠️ Organophosphorus insecticide
→ Suggest SDAC ≤ 2 h
→ Individualized risk assessment 2-6 h
→ Suggest against SDAC > 6 h

5️⃣ Airway มาก่อน AC เสมอ !!
- ถ้าซึม ชัก อาเจียนมากหรือ airway protection ไม่ดี → ระวัง aspiration
- แต่ไม่ควร intubate เพียงเพื่อให้ AC แบบ routine
- และไม่ควรใส่ NG/OG ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ intubate เพียงเพื่อให้ AC แบบ rountine เช่นกัน

📞 ไม่มั่นใจโทร 1367 ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี

🫩

ไม่มีงบทำทั้ง full scale simulation หรือทำการ์ดเกมแบบ Critical care blackboard กระดานชนวนไอซียู ต้องขอบคุณไอเดียเกมออนไล...
14/08/2026

ไม่มีงบทำทั้ง full scale simulation หรือทำการ์ดเกมแบบ Critical care blackboard กระดานชนวนไอซียู ต้องขอบคุณไอเดียเกมออนไลน์จากอาจารย์วีรพงศ์

ทำไว้ก่อน จะจัดอบรม RRT/RRS เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน ยังไม่ได้เริ่มแม้แต่เขียนโครงการ 555

🥴

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ER ร่าเริงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์