MedChic We launched the MED CMU Health Innovation Center (MedCHIC) in 2018 to promote positive change in healthcare.

🚀 เดินทางมาแล้วกว่า 2 Workshops กับกิจกรรม MEDCHIC Incubation Program 2026 โปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ ภ...
11/05/2026

🚀 เดินทางมาแล้วกว่า 2 Workshops กับกิจกรรม MEDCHIC Incubation Program 2026 โปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ ภายใต้ธีม “Move First, Scale Fast” ที่มุ่งผลักดันไอเดียสู่การใช้งานจริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในภาคการแพทย์ ธุรกิจ และนวัตกรรมสุขภาพ 💡🏥

✨ Workshop แรก (2 พ.ค. 69) ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็นประธานเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ ซึ่งใน Workshop 1 ภายใต้หัวข้อ “Clinical Problem & Need” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.รณกร ไวยวุฒิ รองคณบดีสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณภัทราภรณ์ กันยะมี Founder & CEO of The Little Onion Factory และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง และ CEO & Co-Founder of ZTRUS มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดในการค้นหาและพัฒนาปัญหาทางคลินิกสู่โอกาสทางนวัตกรรม

โดย Workshop ครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้กระบวนการตั้งต้นนวัตกรรมจาก “ปัญหาจริง” พร้อมทั้งเข้าใจเส้นทางการพัฒนาจาก Clinical Need ไปสู่ Commercial Impact และการสร้าง Business Model ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของ HealthTech

สำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ MEDCHIC Incubation Program 2026 ล้วนเป็นบุคลากรทางการแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย ที่มี Prototype หรือ MVP ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านการแพทย์และสุขภาพได้จริง 🧪✨

ต่อเนื่องสู่ Workshop 2 ภายใต้หัวข้อ “Data, Ethics & Governance / Regulation & IP” ⚖️ ในวันที่ 9 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นการเสริมความเข้าใจด้านกฎหมาย จริยธรรม การกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพ ตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนา HealthTech Innovation ให้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัย

ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ตั้งแต่แนวคิดการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ การสร้างความร่วมมือและโมเดลธุรกิจด้านสุขภาพ ไปจนถึงประสบการณ์จริงในการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ รวมถึงแนวทางด้าน Regulation และ Governance สำหรับการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ 🩺⚖️

ภายใน Workshop 2 ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่
▪️ คุณกิตติเทพ จริงจิตร : ผู้อำนวยการ บริษัท เอเค ไอพี เวนเจอร์ จำกัด (AKIP)
▪️ ศ.ดร.นพ.ศุภนิมิต ทีฆชุณหเถียร : หัวหน้าศูนย์วิจัยทางคลินิกเพื่อทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และสมุนไพร (CR-FAH) คณะแพทยศาสตร์ มช.
▪️ รศ.ดร.ภญ.วรินทร รักษ์ศิริวณิช : CEO & Founder P2A Innovation Co.,Ltd. และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์
▪️ คุณณิชชนารถ ชุ่มมะโน : CEO & Co-Founder of Smile Migraine
▪️ ดร.นิรุธ ศรีพวาทกุล : ผู้อำนวยการสายพัฒนาคุณค่าธุรกิจและเพิ่มพูนการเรียนรู้เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล สำนักนวัตกรรมเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล (PIL)
▪️ อ.นพ.ปาณัสม์ เจษฎาพร รองหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มช. (MEDCHIC) และ
▪️ คุณณัฐพล ชลวิทย์ : CMO of Honey Lime Agency

🚀 และครั้งต่อไปใน Workshop 3 ภายใต้หัวข้อ “Commercialization & Partnership” ผู้เข้าร่วมจะได้เตรียมความพร้อมด้านการต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ การสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและโรงพยาบาล ตลอดจนการวางกลยุทธ์ด้านการเงิน การขยายตลาด และการนำเสนอ Pitch Deck ให้สามารถสื่อสารคุณค่าและศักยภาพของนวัตกรรมต่อโรงพยาบาล นักลงทุน และพันธมิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมความพร้อมสู่ Demo Day ในลำดับถัดไป 🎤📈💼

🌱 ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโปรแกรม ผู้เข้าร่วมจะได้รับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรม Workshop แบบเข้มข้น ควบคู่กับการให้คำปรึกษาจาก Mentor และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนา Solution ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลงานในเวที Demo Day ต่อไป ✨

มาทำความรู้จัก Fitbit Air by Google ที่เพิ่งเปิดตัว Google ไม่ได้กำลังเปิดตัว gadget อีกชิ้นหนึ่งในตลาด wearable แต่กำลั...
08/05/2026

มาทำความรู้จัก Fitbit Air by Google ที่เพิ่งเปิดตัว

Google ไม่ได้กำลังเปิดตัว gadget อีกชิ้นหนึ่งในตลาด wearable แต่กำลังกำหนด thesis ใหม่ของอุตสาหกรรมสุขภาพดิจิทัลทั้งหมด

Fitbit Air คืออุปกรณ์ที่แทบ “ไม่มีอะไรเลย” ในความหมายแบบดั้งเดิมของ consumer electronics ไม่มีหน้าจอ ไม่มี notification ไม่มีความพยายามจะเป็น smartwatch เต็มรูปแบบ มันถูกออกแบบให้เงียบ เบา และแทบหายไปจากชีวิตประจำวันของผู้ใช้

Simple the Best
เรียบง่ายไปกับชีวิตประจำวัน แต่ฉลาดล้ำ สุดๆ

ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการเปลี่ยนจาก “interactive computing” ไปสู่ “ambient health infrastructure”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดแข่งขันกันที่ความสามารถ แบะ feature ใหม่ ๆ ว้าวๆ เพิ่มในการดึงความสนใจของผู้ใช้

แต่ Google กำลังเดิมพันในทิศทางตรงกันข้าม

อนาคตของ health technology อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ผู้ใช้ engage มากขึ้น

แต่อยู่ที่การทำให้เทคโนโลยี “รบกวนน้อยลง” ต่างหาก

ขณะเดียวกันกลับเข้าใจร่างกายมนุษย์ได้ลึกขึ้นกว่าเดิม “Less noise, more Value"

แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

หลังยุค post-pandemic ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์กับสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ wearable ถูกใช้เพื่อ “optimize performance” ในกลุ่มคนออกกำลังกาย กลายเป็นเครื่องมือสำหรับ “manage biological uncertainty” ในชีวิตประจำวัน

ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลการเผาผลาญพลังงานอีกต่อไป แต่ต้องการเข้าใจ recovery, stress, sleep quality และ physiological resilience ของตนเอง

สิ่งที่เปลี่ยนคือ “health” ไม่ได้ถูกมองเป็น event อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น continuous system

และเมื่อสุขภาพกลายเป็นระบบต่อเนื่อง อุปกรณ์ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่ผู้ใช้ต้อง interact ด้วยตลอดเวลา แต่คืออุปกรณ์ที่สามารถเก็บข้อมูลอย่างเงียบที่สุด แม่นยำที่สุด และ friction ต่ำที่สุด

นี่แหละ แนวคิด

Fitbit Air จึงสะท้อนแนวโน้มเดียวกับการเติบโตของ Oura Ring และ Whoop ที่กำลังเปลี่ยน wearable จาก consumer electronics ไปสู่ “behavioral infrastructure”

ในอดีต wearable ถูกประเมินจากจำนวนฟีเจอร์ แต่ในยุคใหม่ wearable ถูกประเมินจาก “ความสามารถในการ disappear”

ยิ่งหาย ยิ่งดี

นี่คือการเปลี่ยน logic สำคัญของทั้งอุตสาหกรรม

ยิ่งอุปกรณ์รบกวนน้อยเท่าไร ผู้ใช้กลับยิ่งใส่มันตลอดเวลา และยิ่งมีข้อมูลระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับ Google ความสำคัญของ Fitbit Air จึงไม่ได้อยู่ที่ hardware margin แต่คือ data continuity

เพราะในโลกของ AI-driven healthcare ข้อมูลสุขภาพที่มีมูลค่ามากที่สุด ไม่ใช่ข้อมูลที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในโรงพยาบาล แต่คือ longitudinal biometric data ที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตมนุษย์

นี่คือเหตุผลที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มมอง wearable ไม่ใช่ในฐานะ gadget แต่เป็น “health operating layer”

และนั่นทำให้การแข่งขันในตลาดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

คู่แข่งของ Google ไม่ใช่เพียง Apple Watch อีกต่อไป แต่รวมถึง ecosystem ทั้งหมดที่เชื่อมโยง:

* preventive medicine
* longevity
* AI diagnostics
* behavioral prediction
* personalized healthcare

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ก็มี trade-off ที่สำคัญ

ยิ่งอุปกรณ์เข้าใจร่างกายมนุษย์มากขึ้น ความกังวลเรื่อง privacy ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะ biometric data คือข้อมูลที่ลึกกว่า social media behavior หลายเท่า มันสามารถสะท้อน:

* ความเครียด
* คุณภาพการนอน
* hormonal disruption
* mental health patterns
* disease risk

นี่คือจุดที่ Google กำลังเดินอยู่บนเส้นบางมากระหว่าง convenience และ surveillance

ในอีกด้านหนึ่ง Fitbit Air ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับ digital overload มากขึ้น เทคโนโลยีที่เคยถูกออกแบบเพื่อเพิ่ม productivity กลับกลายเป็นแหล่งของ cognitive fatigue และ continuous interruption

ดังนั้น wearable รุ่นต่อไปอาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่ “ฉลาดขึ้น” ในความหมายเดิม แต่คืออุปกรณ์ที่ “สงบขึ้น”

อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเคลื่อนจาก visible technology ไปสู่ invisible intelligence

และหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Fitbit Air อาจไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Google แต่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของยุคที่เทคโนโลยีสุขภาพจะค่อย ๆ หายไปจากสายตา ขณะเดียวกันกลับฝังตัวลึกขึ้นในโครงสร้างชีวิตประจำวันของมนุษย์มากกว่าที่เคย

นี่คือก้าวแรก แห่งความกลมกลืนอันขาญฉลาด

มนุษย์พร้อมหรือยังสำหรับโลกที่ร่างกายของเรากำลังกลายเป็น “continuous data platform” อย่างสมบูรณ์

ถึงบอกว่าไม่พร้อม แต่การเปลี่ยนแปลง จะบีบให้พร้อมอยู่ดี

'ก้าวสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ แพทย์-วิศวะ มช. สร้างโมเดลจำลองผ่าตัดบายพาส 4D ครั้งแรกในไทย ช่วยชีวิตเด็กโรคหัวใจพิการแต่...
07/05/2026

'ก้าวสำคัญของนวัตกรรมการแพทย์ แพทย์-วิศวะ มช. สร้างโมเดลจำลองผ่าตัดบายพาส 4D ครั้งแรกในไทย ช่วยชีวิตเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสำเร็จ' 🫀

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “แบบจำลองการผ่าตัดบายพาสเสมือน” เพื่อใช้วิเคราะห์การไหลเวียนเลือดก่อนการผ่าตัดจริงในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความซับซ้อนสูง นับเป็นเคสแรกของประเทศไทย

ผลงานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์และทีมนักวิจัยสหสาขา นำโดย รศ.ดร.พญ.ขวัญนภัส แสงสิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมกับ รศ.ดร.ยศธนา คุณาทร ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. โดยได้นำเทคโนโลยี 4D Cardiac MRI มาประยุกต์ร่วมกับ Computational Fluid Dynamics (CFD) เพื่อสร้างแบบจำลองทางวิศวกรรมสำหรับจำลองการผ่าตัดและวิเคราะห์รูปแบบการไหลเวียนเลือดในหลายสถานการณ์ก่อนการผ่าตัดจริง

ผลการจำลองช่วยให้ทีมแพทย์สามารถประเมินและเลือกแนวทางการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดความซับซ้อนของการผ่าตัด และสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วยข้อมูลเชิงวิศวกรรมและการแพทย์ร่วมกัน

ผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Cardiothoracic Surgery ภายใต้หัวข้อ “The Utility of 4D Flow MRI and Computational Fluid Dynamics in Developing the Fontan Model Enhances Presurgical Planning and Ensures Better Outcomes: The First Case Report in Thailand”

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิศวกรรม และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนอนาคตของ Personalized Medicine และ Precision Healthcare พร้อมยกระดับศักยภาพการรักษาพยาบาลของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล

✨ การกลับมาของปรากฏการณ์นวัตกรรมสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จากความสำเร็จของ “The Next Pulse” สู่การกลับมาอีกครั้งของ ...
06/05/2026

✨ การกลับมาของปรากฏการณ์นวัตกรรมสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

จากความสำเร็จของ “The Next Pulse”
สู่การกลับมาอีกครั้งของ HealthNEXT 2026 💚

เวทีที่รวมพลังความคิด เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อออกแบบอนาคตของ Healthcare ภายใต้ธีม “The Innovation Blueprint”

เมื่อ “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงไอเดีย
แต่คือพิมพ์เขียวสำคัญของระบบสุขภาพแห่งอนาคต

ร่วมค้นหาอนาคตของ Healthcare ผ่าน 3 แกนสำคัญ

⚡ AI-driven
ขับเคลื่อนระบบสุขภาพด้วยพลังของ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะ

🎯 Precision-focused
ต่อยอดการแพทย์แม่นยำ เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

🛡 Prevention-first
เปลี่ยนแนวคิดจาก “การรักษา” สู่ “การป้องกัน” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

พบกับประสบการณ์ Health Innovation Ecosystem ที่เข้มข้นกว่าเดิม

🌐 Health Innovation Ecosystem
พื้นที่เชื่อมต่อเครือข่ายด้านสุขภาพ เทคโนโลยี นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม

💡 Innovation Showcase
จัดแสดงนวัตกรรมและต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง

🎤 Conference Stage
เวทีแห่งองค์ความรู้ เทรนด์ และวิสัยทัศน์จากผู้นำด้าน Health Innovation ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ

🚀 Demo Day (Pitching Stage)
เวทีแสดงศักยภาพของ Startup และนวัตกรรมจากโครงการบ่มเพาะ MEDCHIC Incubation Program

จัดโดย ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ (MEDCHIC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ร่วมกับ ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก (SMID)

📅 แล้วเจอกัน 19 กันยายน 2569
📍At Nimman Convention Centre, Chiang Mai

📢 เปิดลงทะเบียนเร็ว ๆ นี้!

✨‘ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ (MEDCHIC)ต้อนรับคณะศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมสุขภาพคณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ’ศูนย์นวั...
06/05/2026

✨‘ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ (MEDCHIC)
ต้อนรับคณะศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมสุขภาพ
คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ’

ศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (MEDCHIC) ให้การต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาจากคณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมสุขภาพ เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้อง Slope 0408 ชั้น 4 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มช. ให้การต้อนรับ พร้อมแนะนำการดำเนินงานของศูนย์ MEDCHIC

ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับฟังการบรรยายและนำเสนอผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์ ได้แก่ ผลงาน Smile Migraine โดย ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช, ผลงาน “Onboarding Basic Training Nurse Application (OBTAIN)” แอปพลิเคชันสำหรับการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ โดย พว.เกศกนก ศรีวิทย์ พยาบาลวิสัญญี ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. และผลงาน “ESTIMATE-EX” ระบบประเมินการสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดด้วยปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ โดย พว.วรรณิภา นุสุภะ พยาบาลวิสัญญี ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช.

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพจากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การค้นหาปัญหา การออกแบบแนวทางแก้ไข ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพ โดยการศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมสุขภาพให้แก่นักศึกษา เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาโครงงานและการดูแลสุขภาพในอนาคตต่อไป

“วิสัยทัศน์ ความแปลกใหม่ เรื่องเล่า และความตรงปก” ความหวือหวาคืออาหารที่รสชาดแปลกใหม่ การมีวิสัยทัศน์ Vision เป็นสิ่งที่...
04/05/2026

“วิสัยทัศน์ ความแปลกใหม่ เรื่องเล่า และความตรงปก”

ความหวือหวาคืออาหารที่รสชาดแปลกใหม่ การมีวิสัยทัศน์ Vision เป็นสิ่งที่ดี ช่วยนำทาง ช่วยชี้นำ ช่วยขับเคลื่อน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลายครั้งที่ แป๊ก หรือ การทำงานนำพา สวนทาง และอืด

ในโลกขององค์กรสมัยใหม่ เรามักตั้งสมมติฐานว่าความล้มเหลวเกิดจาก “การขาดวิสัยทัศน์”

ผู้นำจึงถูกคาดหวังให้สื่อสารภาพอนาคตที่ชัดเจน น่าตื่นเต้น และสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ในความเป็นจริง กลไกที่ทำให้องค์กรค่อย ๆ สูญเสียพลัง ไม่ได้เริ่มต้นจากการ “มองไม่เห็นอนาคต” หากแต่เริ่มจากบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก

นั่นคือ ความไม่สอดคล้องระหว่าง “เรื่องเล่า” ที่องค์กรบอก กับ “ประสบการณ์จริง” ที่คนในองค์กรเผชิญ

สำคัญมาก เพราะมันบ กว่า นี่คือ แค่การแถลง หรือ การทำให้เกิดขึ้นจริง

ในช่วงแรก ความไม่สอดคล้องนี้แทบมองไม่เห็น มันไม่ได้ปรากฏในรูปของความขัดแย้งรุนแรง หรือการต่อต้านอย่างเปิดเผย ตรงกันข้าม มันซ่อนตัวอยู่ในพฤติกรรมเล็ก ๆ

การหยุดคิดก่อนจะเสนอไอเดีย
การเลือกไม่พูดในที่ประชุม
การตัดสินใจทำ “แค่พอผ่าน” แทนที่จะผลักดัน “สิ่งที่เป็นไปได้สูงสุด”

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณของการต่อต้าน แต่คือสัญญาณของ “การถอนการมีส่วนร่วมอย่างเงียบงัน” (silent disengagement)
แบะนี่ คือ ปัจจัย ที่ ผู้นำผลักดันองค์กรไม่สำเร็จ

เมื่อ “เรื่องเล่าองค์กร” ไม่ใช่ความจริงที่ถูกใช้

องค์กรส่งเสริม “นวัตกรรม” แต่ระบบประเมินผลงานกลับลงโทษทุกความเสี่ยง
องค์กรย้ำ “การทำงานเป็นทีม” แต่ให้รางวัลกับชัยชนะของปัจเจก

นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้งเชิงสื่อสาร แต่เป็นความล้มเหลวเชิงระบบ

เพราะในท้ายที่สุด พนักงานไม่ได้เชื่อสิ่งที่องค์กร “พูด”
พวกเขาเชื่อสิ่งที่องค์กร “ทำซ้ำ”

เมื่อเรื่องเล่า (narrative) ไม่สอดคล้องกับระบบ (system) ความเชื่อถือจะไม่พังลงในทันที แต่มันจะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือรูปแบบของพฤติกรรมที่ยากจะตรวจจับ:

* การทำตามกฎโดยไร้ความเชื่อ (compliance without belief)
* การลดระดับความพยายามโดยไม่ประกาศ
* การเลือกความปลอดภัยแทนความเป็นไปได้

จุดเปลี่ยนที่องค์กรส่วนใหญ่มองไม่เห็น

ผู้นำจำนวนมากมักตีความสถานการณ์ผิด พวกเขาเห็น engagement ลดลง และสรุปว่า “ทีมขาดแรงจูงใจ”
พวกเขาเห็นนวัตกรรมลดลง และสรุปว่า “คนไม่กล้าเสี่ยง”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ “ระบบได้สอนให้คนไม่เชื่อในเรื่องเล่าอีกต่อไป”

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงกลยุทธ์
จากเดิมที่องค์กรแข่งขันกันด้วยวิสัยทัศน์
องค์กรยุคใหม่กลับแข่งขันกันด้วย “ความสอดคล้องของประสบการณ์”

การออกแบบองค์กรใหม่: จาก Narrative-driven → Experience-driven

นี่คือ Key driver

องค์กรที่เริ่มเข้าใจพลวัตนี้ จะเปลี่ยนคำถามจาก
“เราควรเล่าเรื่องอะไรให้ดีขึ้น?”
ไปเป็น
“เราควรออกแบบประสบการณ์อะไรให้สอดคล้องมากขึ้น?”

ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยน logic สำคัญ 3 ประการ:

1. จาก Communication → System Design
ไม่ใช่การสื่อสารให้ชัดขึ้น แต่คือการออกแบบระบบให้สะท้อนสิ่งที่พูด

2. จาก Culture as Value → Culture as Behavior Loop
วัฒนธรรมไม่ใช่คำประกาศ แต่คือพฤติกรรมที่ถูก reinforce ซ้ำ ๆ

3. จาก Trust as Emotion → Trust as Consistency
ความเชื่อใจไม่ได้เกิดจากความรู้สึก แต่เกิดจากความสม่ำเสมอของประสบการณ์

คำถามที่ผู้นำต้องเผชิญ

เมื่อองค์กรไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดวิสัยทัศน์
แต่ล้มเหลวเพราะ “ความจริงไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่า”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“เราจะสร้าง vision ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้อย่างไร”

แต่คือ
“เรากล้าพอหรือไม่ที่จะปรับระบบให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด แม้ว่ามันจะยากกว่าการสื่อสารหลายเท่า”

เพราะในท้ายที่สุด

คนไม่ได้หยุดเชื่อเพราะองค์กรไม่มีเรื่องเล่า
แต่หยุดเชื่อ เพราะพวกเขา “เคยเชื่อ แล้วพบว่ามันไม่จริง” ต่างหาก

มาร่วมผลักดันเรื่องเล่า ให้เกิดขึ้นจริงกัน

  🚀กับ Workshop แรกภายใต้หัวข้อ “Clinical Problem & Need” ✨
03/05/2026

🚀กับ Workshop แรกภายใต้หัวข้อ “Clinical Problem & Need” ✨

✨คณะแพทยศาสตร์ มช. จับมือ SNPS ลงนาม MOU ร่วมพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการสู่เชิงพาณ...
30/04/2026

✨คณะแพทยศาสตร์ มช. จับมือ SNPS ลงนาม MOU ร่วมพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมต่อยอดนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพไทย

[The Unsexy Innovation]นวัตกรรมสุขภาพ ไม่ได้มีแค่ “หุ่นยนต์ผ่าตัด”เวลาพูดถึง Health Techภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นอะไรที่...
28/04/2026

[The Unsexy Innovation]

นวัตกรรมสุขภาพ ไม่ได้มีแค่ “หุ่นยนต์ผ่าตัด”

เวลาพูดถึง Health Tech
ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นอะไรที่ล้ำๆ
เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด, AI หรือเทคโนโลยีระดับ cutting-edge

มันดูว้าวดีแหละ
แต่เอาจริงๆ แล้ว… มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด



ในโรงพยาบาลจริงๆ
ยังมี “นวัตกรรมอีกแบบ” ที่แทบไม่มีใครพูดถึง

มันไม่หวือหวา
ไม่มีอะไรให้โชว์
และส่วนใหญ่คนไข้ก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่

แต่มันคือสิ่งที่หลายคนในวงการเรียกว่า
**“The Unsexy Innovation”**

พูดง่ายๆ คือ นวัตกรรมเชิงกระบวนการ (Process Innovation)
ที่อยู่หลังบ้าน แต่กระทบกับชีวิตคนโดยตรง



1. “คิว” ไม่ใช่แค่เรื่องของการรอ

สำหรับคนไข้ การรอคิวคือความน่ารำคาญ
แต่สำหรับระบบโรงพยาบาล มันคือ “ความเสี่ยง”

ลองนึกภาพห้องฉุกเฉินที่คนเต็ม
ถ้าใช้ระบบใครมาก่อนได้ก่อน

คนไข้บางคนที่ดูปกติ
แต่อาจกำลังมีภาวะรุนแรง
อาจถูกปล่อยให้นั่งรอ… โดยไม่มีใครรู้

สิ่งที่ช่วยได้ ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำๆ
แต่คือระบบคัดกรองที่ “ฉลาดพอ”

ที่ช่วยจัดลำดับความเร่งด่วน
และแจ้งเตือนทีมแพทย์ได้ทันเวลา

มันไม่ได้ดูว้าว
แต่ช่วยชีวิตคนได้จริง



2. คลังยา = จุดที่พลาดไม่ได้

โรงพยาบาลหนึ่งแห่ง
ต้องจัดการยาหลายร้อยถึงพันรายการในแต่ละวัน

แค่มีอะไรผิดพลาดนิดเดียว
ผลกระทบอาจใหญ่กว่าที่คิด

สิ่งที่สำคัญมากๆ แต่คนไม่ค่อยเห็นคือ
“กระบวนการจัดการยา”

ตั้งแต่รับใบสั่งยา → จัดยา → ส่งถึงวอร์ด

ทั้งหมดนี้คือการแข่งกับเวลา

ในบางเคส
การที่ยาไปถึงช้าหรือเร็วไม่กี่นาที
อาจเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ของคนไข้เลย



3. แล้วทำไมนวัตกรรมแบบนี้ถึงสำคัญ

เพราะมันแก้ที่ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ

ปรับดีขึ้นแค่เล็กน้อย
ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
ก็อาจส่งผลกับคนจำนวนมาก

และที่สำคัญ
มันไม่ได้มาแทนใคร

แต่มาช่วยให้บุคลากรมีเวลา
ไปโฟกัสกับคนไข้ได้มากขึ้นจริงๆ



สรุป

นวัตกรรมที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว้าว

แต่คือสิ่งที่ทำงานได้ดี
จนเราแทบไม่รู้สึกถึงมันเลย

มันอยู่เบื้องหลัง
คอยทำให้ระบบมัน “ไม่พัง”
และช่วยให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าได้



สุดท้ายแล้ว
Health Tech ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี

แต่มันคือ “การออกแบบระบบ”
ให้คนไข้ปลอดภัยขึ้น

ถึงแม้มันจะไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรมากก็ตาม

Kickstarter และการเปลี่ยนโครงสร้างของ “ความเชื่อ” ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยั...
27/04/2026

Kickstarter และการเปลี่ยนโครงสร้างของ “ความเชื่อ” ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังคงยึดโยงอยู่กับกลไกดั้งเดิมที่มี “ตัวกลาง” เป็นผู้กำหนดชะตา

ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ ค่ายเพลง นักลงทุนสถาบัน หรือผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ โครงสร้างนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการเงิน แต่เป็นระบบคัดกรองความคิด ซึ่งตีกรอบว่าสิ่งใด “ควรมีอยู่” และสิ่งใด “ไม่มีตลาด” โดยนิยามของความเป็นไปได้ถูกผูกไว้กับมุมมองของผู้มีอำนาจในการจัดสรรทุน มากกว่าความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

และแล้ว ก็มีการเกิดขึ้นของ Kickstarter ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวแพลตฟอร์มระดมทุน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างพื้นฐานของ “ความเชื่อ” ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จุดตั้งต้นของมันเรียบง่ายเกินกว่าจะถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติ

การอนุญาตให้ผู้สร้างไอเดียสามารถเสนอวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะ และให้ “ผู้คนธรรมดา” เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนหรือไม่ หรือ ที่เรียกว่า ระดมทุนเพื่อทำของ โดยมีต้นแบบให้ดูว่า ไอเดียที่ดีนี้ คุณจะสนับสนุนที่จะไปต่อด้วยกันไหม

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญไม่ใช่แค่แหล่งเงินทุน แต่คือการเปลี่ยน logic ของการ validate ความคิด

จากเดิมที่ต้องผ่าน gatekeeper เพียงไม่กี่ราย ไปสู่ระบบที่การยอมรับเกิดจาก collective belief ของชุมชน ไม่ใช่เรื่องของการระดมทุนแต่ มันคือการมีความเชื่อและอยากให้เกิดสิ่งนี้ร่วมกัน

ในระบบใหม่นี้ “ความเสี่ยง” ไม่ได้ถูกแบกรับโดยนักลงทุนรายใหญ่เพียงลำพัง แต่ถูกกระจายไปยังผู้สนับสนุนจำนวนมาก

ซึ่งแต่ละคนมีแรงจูงใจที่ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่รวมถึงอารมณ์ ความเชื่อ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

Kickstarter ไม่ได้ขายแค่โปรเจกต์ แต่ขาย “อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น” ในรูปแบบที่จับต้องได้ผ่าน narrative ของผู้สร้าง

และในกระบวนการนั้น มันได้สร้างตลาดรูปแบบใหม่ ตลาดของความเป็นไปได้ (market of possibilities) ที่มูลค่าไม่ได้ถูกกำหนดจากข้อมูลในอดีต แต่จากจินตนาการร่วมของผู้คน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมกับ trade-off ที่สำคัญ

การลดบทบาทของตัวกลางแบบดั้งเดิม ที่หมายถึงการลดชั้นของการตรวจสอบคุณภาพเช่นกัน

โปรเจกต์จำนวนไม่น้อยไม่สามารถส่งมอบได้ตามสัญญา หรือประสบปัญหาในการดำเนินการจริง
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ระบบใหม่จะ democratize โอกาส แต่ก็ไม่ได้ eliminate ความไม่แน่นอน

เพียงแค่ redistribute มันไปยังผู้เล่นในระบบในรูปแบบใหม่

ในเชิงกลยุทธ์ Kickstarter ยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจาก “economy of scale” ไปสู่ “economy of alignment”

กล่าวคือ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตในปริมาณมาก แต่ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างและกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีความเชื่อร่วมกันอย่างลึกซึ้ง

แบรนด์และโปรเจกต์ที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มนี้ มักไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่ resonate อย่างรุนแรงกับคนกลุ่มเล็กที่มี conviction สูง

หากมองลึกลงไป Kickstarter ทำหน้าที่คล้ายกับ “pre-market intelligence system” ที่มีประสิทธิภาพสูง มันไม่เพียงบอกว่าไอเดียใดมี demand แต่ยังเผยให้เห็นว่าทำไมผู้คนถึงสนใจ และพวกเขายินดีจะสนับสนุนในระดับใด

ข้อมูลเชิงพฤติกรรมนี้มีคุณค่าเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ซึ่งต้องการลดความเสี่ยงก่อนเข้าสู่การผลิตจริง

ในโลกของ healthcare และ longevity ซึ่ง Medchic กำลังดำเนินอยู่ การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันตั้งคำถามว่า นวัตกรรมด้านสุขภาพควรถูกขับเคลื่อนโดยสถาบันเพียงไม่กี่แห่ง หรือควรถูก co-created โดยผู้บริโภคที่มีความตระหนักรู้สูงขึ้นเรื่อยๆ

หาก crowdfunding สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ความเชื่อร่วม” สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมได้ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คำถามถัดไปคือ มันจะสามารถทำเช่นเดียวกันในระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูงได้หรือไม่

ท้ายที่สุด Kickstarter ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์ม แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยน paradigm—จากโลกที่ความเป็นไปได้ถูกกำหนดโดยไม่กี่คน ไปสู่โลกที่ความเป็นไปได้ถูกเจรจาโดยคนจำนวนมาก

และในโลกนั้น อำนาจไม่ได้อยู่ที่เงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “ความเชื่อร่วม” ที่แข็งแรงพอจะเปลี่ยนสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นให้กลายเป็นความจริง

โมเดลนี้จะเติบโตได้มากแค่ไหน แต่คือ องค์กรใดจะสามารถออกแบบระบบที่เปลี่ยน “ความเชื่อ” ให้กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน

📢 ประกาศผล 8 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก! เข้าสู่โปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ -  MEDCHIC Incubation Program 202...
27/04/2026

📢 ประกาศผล 8 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก! เข้าสู่โปรแกรมบ่มเพาะนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ - MEDCHIC Incubation Program 2026 ภายใต้ธีม “Move First, Scale Fast” 💨

ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ
🎉 CPR standing
🎉 Balan Cega
🎉 Herbelle
🎉 Songkran
🎉 RADTEX: ชุดป้องกันรังสีเอกซ์
🎉 GoldenSpice
🎉 WoundWise AI
🎉 NextWave

📩 สำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือก กรุณายืนยันสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรมผ่านอีเมลที่ได้รับ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ก่อนเวลา 15.00 น.
📆 แล้วพบกันใน Workshop แรก วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569
📍 ณ ห้องประชุม ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอบคุณทุกๆทีมที่ให้ความสนใจและส่งผลงานเพื่อเข้าร่วม MEDCHIC Incubation Program 2026 🚀

สามารถติดตามกิจกรรมอื่น ๆ ของเราได้ที่หน้าเพจ Facebook นี้ได้เลย! ✨
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
📧 [email protected]
📞 053-936-204

ที่อยู่

งานบริหารงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยChiang Mai
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MedChicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MedChic:

แชร์