หมอชาวัน แม่สอด

หมอชาวัน แม่สอด นพ.ชาวัน ขยันกิจ (หมอชาวัน)
แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรกรรมทั่วไป

สวัสดีครับ หายไปนาน กลับมาเรียนต่อเฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจครับ เดือนกันยานี้จะมีงานประชุมประจำปีของหน่วย เรียนเชิญบุค...
09/08/2026

สวัสดีครับ หายไปนาน กลับมาเรียนต่อเฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจครับ เดือนกันยานี้จะมีงานประชุมประจำปีของหน่วย เรียนเชิญบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจมาอัพเดทความรู้ใหม่ๆกันนะครับ

วันก่อนผมเพิ่งดูรายการ "หาทำ" EP.84 แขกรับเชิญคือพี่ชินนี่ พิมพ์ลภัส ดาวโคเปนฯ Shinny Pimlapas Leekitcharoenphon ที่หลาย...
03/06/2026

วันก่อนผมเพิ่งดูรายการ "หาทำ" EP.84 แขกรับเชิญคือพี่ชินนี่ พิมพ์ลภัส ดาวโคเปนฯ Shinny Pimlapas Leekitcharoenphon ที่หลายคนคุ้นเคยจากช่อง Farose ในรายการพี่ชินนี่ทำก๋วยเตี๋ยวแห้งโดยเปลี่ยนมาใช้ถั่วอัลมอนด์แทนถั่วลิสง และแนะนำเรื่องการ "กินตามลำดับ" หลายคนที่ไม่ได้ตามพี่ชินนี่มาก่อนฟังแล้วอาจจะคิดว่า "เว่อร์มาก" หรือเรื่องแค่นี้ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ?

ในทางการแพทย์ การกินเรียงลำดับโดยเริ่มจาก ผัก -> โปรตีนและไขมัน -> แป้ง มีผลต่อระบบเมตาบอลิซึมอย่างมากครับ เพราะไฟเบอร์จากผักจะทำหน้าที่เหมือนตาข่าย ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไม่ให้เกิดภาวะ Glucose spike ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินหรือ Insulin resistance ที่เป็นต้นตอของโรคอ้วนและเบาหวาน

แต่สิ่งที่จริงและเจ็บปวดที่สุดคือ "อาหารที่ดีต่อสุขภาพมักจะมีราคาแพงและเข้าถึงยากกว่าอาหารราคาถูกทั่วไป" การที่เราจะเข้าถึงไขมันดีจากอัลมอนด์ น้ำมันมะกอก หรือผักผลไม้หลากสี มันเชื่อมโยงกับมิติของ Socioeconomic status หรือต้นทุนทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่อาหารแปรรูป (Ultra-Processed Foods) ที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาลกลับมีราคาถูกและหาซื้อง่ายกว่ามาก คนที่มีต้นทุนชีวิตดีกว่าจึงมีโอกาสเข้าถึงหนทางดูแลสุขภาพได้มากกว่าคนอื่น ดังนั้น การลงทุนจ่ายค่าอาหารที่แพงกว่าเพื่อแลกกับสารอาหารที่ดี จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด หากมองในมุมของการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในอนาคต

เมื่อยอมรับความจริงขอนี้ได้ว่าการลงทุนกับการกินที่ดีไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป ผมจึงได้ทดลองเลือกอาหารที่ดีรวมถึง "กินตามลำดับ" ด้วยตัวเอง ลองกินสลัดผักก่อนกินอาหารมื้อหลักแล้วพบว่า เราจะกินอาหารพวกแป้งได้ลดลงจริงๆครับ รู้สึกอิ่มนานขึ้น ไม่โหยน้ำตาล และการขับถ่ายก็ดีขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบันคนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกันเยอะแล้ว ก็อย่าลืมลงทุนกับการกินที่ดีกันด้วยนะครับ

ลิ้งรายการในคอมเมนต์

ผลเพาะเชื้อในเลือด จากภาพที่ทุกคนเห็นนี้ เป็นของคนไข้ 3 รายที่ผมดูแลในเดือนนี้ครับ สังเกตเห็นชื่อเชื้อตรงกันมั้ยครับ?ราย...
25/05/2026

ผลเพาะเชื้อในเลือด จากภาพที่ทุกคนเห็นนี้ เป็นของคนไข้ 3 รายที่ผมดูแลในเดือนนี้ครับ สังเกตเห็นชื่อเชื้อตรงกันมั้ยครับ?

รายงานรายงานผลตรงกันแบบไม่ได้นัดหมายว่าติดเชื้อ Streptococcus suis หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรคไข้หูดับ”

ในฐานะหมออายุรกรรม เวลาเราเห็นผลแล็บที่รายงานผลพร้อมกันถึง 3 รายในเวลาใกล้เคียงกัน สิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวคือ "ความกังวล" ครับ เพราะเรารู้ดีว่าเชื้อตัวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของไข้ติดเชื้อธรรมดา แต่เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงสูงมาก

คำถามคือ เชื้อตัวนี้มันสร้างความเสียหายให้ร่างกายเราขนาดไหนถึงเรียกว่าไข้หูดับ?

กลไกของเชื้อ Streptococcus suis เมื่อหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด มันจะชอบวิ่งไปที่ระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะเยื่อหุ้มสมอง (Meninges) และอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน (Cochlea) ทำให้เกิดภาวะ Suppurative meningitis และ Endolymphatic labyrinthitis หรือพูดง่ายๆ คือเกิดการอักเสบเป็นหนองอย่างรุนแรงจนทำลายเส้นประสาทคู่ที่ 8 (Auditory nerve) ส่งผลให้คนไข้สูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน และกลายเป็นหูหนวกถาวรในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น หากร่างกายกำจัดเชื้อไม่ทัน เชื้อจะกระตุ้นให้เกิดภาวะ Systemic Inflammatory Response Syndrome (SIRS) นำไปสู่ภาวะช็อกติดเชื้อ (Septic shock) อวัยวะภายในล้มเหลว และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

แล้วเชื้อที่รุนแรงขนาดนี้มันมาจากไหน? จากประวัติคนไข้ทั้ง 3 ราย หรือเคสส่วนใหญ่ที่ผมเคยเจอ มักหนีไม่พ้นพฤติกรรมเสี่ยง 2 อย่างหลักๆ ครับ

1. การบริโภคเนื้อหมูหรือเลือดหมูดิบ (เช่น ลาบดิบ หลู้ ก้อย) หรือแม้กระทั่งความจำเจในการกินหมูกระทะ ชาบู ที่เราเผลอใช้ตะเกียบคู่เดิมคีบทั้งหมูดิบและหมูสุกเข้าปาก
2. การสัมผัสหมูดิบผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา ในขณะเตรียมอาหารโดยไม่ได้สวมสิ่งป้องกัน

ในภาพผลแล็บของคนไข้ทั้ง 3 รายนี้ ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงและต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำอย่างเร่งด่วนครับ

ผมไม่แน่ใจว่าคนทั่วไปจะระวังเรื่องนี้กันมากน้อยแค่ไหน แต่ผมอยากชวนให้ทุกคนลองสังเกตและปรับพฤติกรรมการกินและการทำอาหารดูครับ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวในโรงพยาบาลแม่สอดนี้ ผมยังคงเจอเคส Streptococcus suis แวะเวียนมานอนโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ความอร่อยเพียงมื้อเดียว หรือความเผลอเรอเล็กๆ น้อยๆ มาแลกกับการติดเชื้อรุนแรงที่อาจมีผลต่อชีวิตเลยครับ

มาแล้ววว Stethplus Podcast กับไตรภาค เรียนหมอ (สมัยพี่) 3 ตอนจบเล่าเรื่องอดีตตั้งแต่วันสอบเข้าหมอ เรียนปี 1-6 จนจบที่การ...
24/05/2026

มาแล้ววว Stethplus Podcast กับไตรภาค เรียนหมอ (สมัยพี่) 3 ตอนจบ

เล่าเรื่องอดีตตั้งแต่วันสอบเข้าหมอ เรียนปี 1-6 จนจบที่การจับฉลากและสมัครเรียนต่อ

เป็นซีรีย์ที่สนุกมากและชอบมาก ยาวๆไป 5 ชั่วโมง

ลิ้งในคอมเมนต์ครับ

🥰
12/05/2026

🥰

ปี 2020 ผมในวัย 27 ปี เจาะตรวจไขมันตัวเองและพบว่าคอเลสเตอรอล 282 และ LDL 208ผมเกิดในครอบครัวที่ญาติๆฝั่งพ่อมีคอเลสเตอรอล...
09/05/2026

ปี 2020 ผมในวัย 27 ปี เจาะตรวจไขมันตัวเองและพบว่าคอเลสเตอรอล 282 และ LDL 208

ผมเกิดในครอบครัวที่ญาติๆฝั่งพ่อมีคอเลสเตอรอลสูง หรือที่เราเรียกกันว่า Familial Hypercholesterolemia และไม่เคยมีโอกาสได้เจอกับคุณปู่เพราะท่านเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่อายุ 40 ปี

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ

ผมไม่แน่ใจว่าคนทั่วๆไปคิดยังไง แต่ในฐานะหมอผมไม่ลังเลที่จะเริ่มกินยาลดไขมันตั้งแต่วันนั้น และเริ่มต้นเข้าวงการวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่วันนั้นเช่นกัน

6 ปีผ่านไป ในวัย 33 ปี

จาก LDL 208 วันนั้น สู่ LDL 52 ในวันนี้
จากวิ่งหอบตั้งแต่ 1 กิโลแรก สู่การจบมาแล้ว 3 มาราธอนในวันนี้

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่เลือกที่จะดูแลตัวเองได้ อย่าคิดว่าตัวเองอายุน้อยแล้วไม่เสี่ยง ลองไปตรวจสุขภาพดูก่อนครับ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อดูแลตัวเอง เพื่อที่จะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ

สุดท้ายแล้วผมบอกไม่ได้หรอกครับว่า LDL 52 ในวันนี้จะแปลว่าผมไม่เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเลย เพราะบางอย่างมันก็เป็นเรื่องของยีนหรือพันธุกรรมครับ วันหนึ่งผมอาจจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดสมองตีบขึ้นมาก็ได้

แต่อย่างน้อยผมก็บอกตัวเองได้ครับว่าที่ผ่านมาผมดูแลตัวเองได้อย่างดีแล้วครับ

บทเรียน 5 ข้อจากบทสัมภาษณ์ของเจมส์จิในรายการ On the way with Chom EP.481️⃣ หุ่นลีนก็มี LDL สูงได้ 🏃‍♂️✨ขนาดคนฟิตจัดแบบเจ...
07/05/2026

บทเรียน 5 ข้อจากบทสัมภาษณ์ของเจมส์จิในรายการ On the way with Chom EP.48

1️⃣ หุ่นลีนก็มี LDL สูงได้ 🏃‍♂️✨
ขนาดคนฟิตจัดแบบเจมส์จิที่วิ่งวันละ 20 กม. ยังมี LDL 280 ได้เลยครับ ดังนั้นถ้าผลเลือดออกมาสูง อย่าเพิ่งเสียใจว่าเราพยายามไม่พอ หรือใช้ชีวิตแย่ เพราะไขมันในเลือดมีเรื่องของระบบเผาผลาญภายในด้วย เราเก่งมากแล้วที่ตรวจเจอและพร้อมจะดูแลมันครับ ✌️🩺

2️⃣ พันธุกรรม คือสิ่งที่ต้องเข้าใจ 🧬🤝
ถ้าครอบครัวมีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง หรือ หลอดเลือดหัวใจเหมือนบ้านเจมส์จิ มันคือต้นทุนทางธรรมชาติที่เราต้อง "ใส่ใจ" มากกว่าคนอื่นครับ การยอมรับความจริงข้อนี้จะช่วยให้เราวางแผนรับมือได้อย่างมีสติและไม่ประมาทกับชีวิต 🎁💖

3️⃣ ยาคือตัวช่วย ที่ทำให้เราใช้ชีวิตที่รักได้นานขึ้น 💊🛡️
เปลี่ยนมุมมองจากการกินยาเพราะป่วย เป็นการกินยาเพื่อ "ติดเกราะป้องกัน" ให้หลอดเลือดเหมือนที่เจมส์ตัดสินใจครับ ยาจะช่วยคุมระดับไขมันให้เราเพื่อลดโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคต 🏠✨

4️⃣ ดูแลตัวเอง ไม่ต้อง Perfect แต่มีตรงกลางที่ยั่งยืน ⚖️🌈
อย่าเฆี่ยนร่างกายด้วยการคาร์ดิโอหนักหรืออดอาหารจนหน้าตอบเหมือนช่วงที่คุณเจมส์จิเครียดครับ ค้นหาจุดที่ทานอาหารอร่อยด้วยและออกกำลังกายพอดีด้วย การมี Healthy Lifestyle ที่ทำได้ทุกวันคือสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตครับ 🍕🥗

5️⃣ การรู้ตัวเร็ว คือโอกาสทองของชีวิต 📈🌟
ตัวเลข LDL 280 นั้นช่วยเตือนให้เราได้มีโอกาสปรับตัวก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่ การที่เราเห็นตัวเลขนี้ในวันนี้คือความโชคดีที่สุดครับ เหมือนเราเห็นรูรั่วบนเรือตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะได้อุดมันทันและล่องเรือไปต่อได้อย่างมั่นใจครับ ⛵❤️

ที่มา - เจมส์จิ" เคยดื่มหนักทุกคืน ไม่นอนทั้งปี กลับมามีร่างนี้ได้เพราะภรรยา | On the way with Chom EP.48 คลิปเต็มในคอมเมนต์ครับ

ยกเครื่องครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี กับ Guideline เกาต์ 2569 ใครที่ยังติดภาพจำเดิมๆ จากปี 2555 ต้องรีบอัปเดตครับสรุปประเด็นสำค...
06/05/2026

ยกเครื่องครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี กับ Guideline เกาต์ 2569 ใครที่ยังติดภาพจำเดิมๆ จากปี 2555 ต้องรีบอัปเดตครับ

สรุปประเด็นสำคัญเน้นๆเอาไปใช้หน้างาน 🩺✨

📍 Acute Flare: เลิกกลัวการเริ่ม ULT ระหว่างปวด! 🦶💥
- Major Change: ULT สามารถเริ่มได้ทันทีระหว่างที่มี attack ไม่ต้องรอให้หายปวด 2 สัปดาห์เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ เพราะหลักฐานยืนยันว่าไม่ทำให้ปวดนานขึ้นหรือแย่ลง
- First-line: Colchicine, NSAIDs หรือ Glucocorticoids (Systemic หรือ Intraarticular) ตามความเหมาะสมของ Comorbidities
- Adjunctive: รายที่ดื้อหรือมีข้อห้ามใช้ยาหลัก พิจารณา ACTH
- แนะนำให้ "ประคบเย็น" เท่านั้นเพื่อบรรเทาอาการ การประคบร้อนอาจทำให้ปวดแย่ลง

📍 ใครบ้างที่ต้องรับ ULT? (Indications) 💊
- แนะนำอย่างยิ่ง (Strongly Recommended): Flare >=2 ครั้งต่อปี, ตรวจเจอ Tophi
- พิจารณาเริ่มได้แม้ปวดครั้งแรก (Conditional): Imaging เจอ joint damage, มีนิ่วในไต (Kidney stones), CKD stage 3 ขึ้นไป, Uric >= 9 mg/dL

📍 "Treat-to-Target" & New Drug 🎯
- Target: เป้าหมายเดียวคือ Uric < 6 mg/dL อย่างต่อเนื่อง
- ULT --> Start Low, Go Slow: เริ่มยาขนาดต่ำและค่อยๆ Titrate ขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง AHS และการเกิด Flare
- New Drug: บรรจุ Dotinurad (Selective urate reabsorption inhibitor) เป็นทางเลือกใหม่ในกลุ่ม Uricosuric agents

📍 ตรวจยีนและ Lab Monitoring ⚠️🧪
- HLA-B*58:01: แนะนำให้ตรวจก่อนเริ่ม Allopurinol ในคนไข้ไทยเพื่อเลี่ยงผื่นแพ้ยารุนแรง (SCARs) หากไม่ได้ตรวจ ต้องระบุเหตุผลในเวชระเบียนให้ชัดเจน
- Monitoring: ต้องตรวจ Creatinine, AST และ ALT ทุก 3-6 เดือน ระหว่างใช้ยาลดกรด
- Don't Stop: ไม่แนะนำให้หยุด ULT แม้คุมกรดได้ตามเป้าแล้ว เพราะโอกาสกลับมา Flare สูงมาก

📍 Prophylaxis 🛡️
- เมื่อเริ่ม ULT ต้องให้ยาป้องกัน Flare เช่น Colchicine 0.5-0.6 mg/day
- Duration: ให้นานจน Uric ถึงเป้าหมาย ร่วมกับ ไม่มี Flare ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน

📍 Comorbidities & Lifestyle 🥩🍺
- Hypertension: ถ้ามีข้อบ่งชี้ ให้เลือกใช้ Losartan เพราะช่วยลด Uric ได้
- Diuretics: เลี่ยง Thiazide ถ้าทำได้ เพราะทำให้ Uric สูงขึ้น
- Aspirin: Low-dose (50-100 mg/day) ใช้ได้ตามข้อบ่งชี้ cardiovascular ไม่ได้ทำให้กรดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- Diet: เลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด จำกัดเนื้อแดง อาหารทะเล และ Fructose (น้ำผลไม้/น้ำหวาน) และต้อง ลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักเกิน

📍 Asymptomatic Hyperuricemia: เลิกจ่าย ULT สะเปะสะปะ! 🔍
- นิยาม: Uric > 6.8 mg/dL โดยไม่มีอาการปวดและไม่มี Tophi
- ไม่แนะนำ ให้ใช้ ULT ในกลุ่มนี้ ให้เน้นปรับ Lifestyle แทน เพราะยังไม่มีหลักฐานว่ารักษาคุ้มกัน risk

โหลดที่นี่ - https://drive.google.com/file/d/1zwUJbNNsISogh3Z-bYkjucgWmLVWiQKo/view?usp=drive_link

วันก่อนครับ ผมเจอเคสที่คุยด้วยแล้วแอบกังวลใจแทนครับ 😟 คือผู้ป่วยเพิ่งผ่าตัดขามา แล้วคุณหมอกระดูกกำชับว่า "อย่ากินยาเยอะน...
06/05/2026

วันก่อนครับ ผมเจอเคสที่คุยด้วยแล้วแอบกังวลใจแทนครับ 😟 คือผู้ป่วยเพิ่งผ่าตัดขามา แล้วคุณหมอกระดูกกำชับว่า "อย่ากินยาเยอะนะ เดี๋ยวไตจะพัง" 🏥

คนไข้เลยตัดสินใจ "หยุดยาเบาหวานเอง" แล้วเลือกกินแต่ยากระดูกแทน... 💊❌ ผมขออนุญาตมาแชร์ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยๆ เรื่องนี้ครับ

1️⃣ ยาแก้ปวด กับ ยาเบาหวาน "ส่งผลต่อไตต่างกัน" 💊🆚💊
ที่คุณหมอกระดูกเตือน หมายถึงยาแก้ปวดกลุ่มที่ลดการอักเสบ (NSAIDs) บางชนิดที่หากใช้ไม่ถูกวิธีจะมีผลต่อไตครับ ⚠️ แต่ "ยาเบาหวาน" คือยาที่คุณต้องกินสม่ำเสมอเพื่อควบคุมระบบภายใน การหยุดยาเบาหวานเองเหมือนเราถอดเกราะป้องกันตัวทิ้งไปเฉยๆ เลยครับ 🛡️🚫

2️⃣ "น้ำตาลสูง" คือตัวร้ายที่ทำลายไตตัวจริง 🍭➡️🆘
หลายคนกลัวยาเบาหวานทำลายไต แต่ความจริงคือ "ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงและคุมไม่ได้ต่างหากที่ทำให้ไตวาย" ครับ 🌊 พอน้ำตาลสูงบ่อยๆ หลอดเลือดเล็กๆ ในไตจะอักเสบและเสื่อมสภาพจนพังในที่สุด การหยุดยาเบาหวานเพราะกลัวไตเสีย คือการหนีเสือปะจระเข้ที่อันตรายมากครับ 🐊🔥

3️⃣ แผลผ่าตัดต้องการ "เลือดที่สะอาด" ไม่ใช่น้ำหวาน 🩹🩸
ถ้าอยากให้แผลผ่าตัดที่ขาหายไวๆ และไม่ติดเชื้อ ร่างกายต้องคุมน้ำตาลให้เสถียรที่สุดครับ ✨ ถ้าน้ำตาลสูงปรี๊ด แผลจะหายช้ามาก และเลือดที่มีน้ำตาลสูงก็เปรียบเสมือนอาหารชั้นดีของเชื้อโรคเลย 🦠 คราวนี้จากเรื่องผ่าตัดขาจะกลายเป็นเรื่องติดเชื้อที่ใหญ่กว่าเดิมนะครับ 🚶‍♂️💨

💡 สรุปสั้นๆ จากใจหมอครับ:
✅ ยาเบาหวาน: ต้องกินสม่ำเสมอตามสั่ง เพื่อคุมน้ำตาลไม่ให้ไปทำลายไต และช่วยให้แผลหายไว
✅ ยาแก้ปวด: ต้องกินตามที่หมอกระดูกสั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งขนาดและระยะเวลา (ห้ามปรับลดหรือเพิ่มเอง)
ถ้าไม่มั่นใจว่ายาตัวไหนกินคู่กันได้ไหม 📱 อย่าเพิ่งรีบหยุดยาเองนะครับ ลองถามเภสัชกรที่ห้องยา หรือปรึกษาหมอเจ้าของไข้เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมที่สุดจะชัวร์ที่สุดครับ 👍

เราผ่าตัดขามาแล้ว ก็อยากให้ขาหายเดินได้ไวๆ พร้อมกับไตที่ยังแข็งแรงไปนานๆ นะครับ ด้วยความหวังดีครับผม 😊❤️

#ความเข้าใจผิดเรื่องยา #เบาหวาน #ไตวาย

เห็น TikTok ของ Dr.V เจอคนไข้กิน NSAID 2 ตัวพร้อมกันแล้วอยากบอกว่าจริงๆเจอแบบนี้บ่อยเลยถ้าคุณคิดว่าการกินยาแก้ปวดสองตัวพ...
04/05/2026

เห็น TikTok ของ Dr.V เจอคนไข้กิน NSAID 2 ตัวพร้อมกันแล้วอยากบอกว่าจริงๆเจอแบบนี้บ่อยเลย

ถ้าคุณคิดว่าการกินยาแก้ปวดสองตัวพร้อมกันจะทำให้หายเร็วขึ้นเป็นสองเท่า ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจองคิวฟอกไตแบบ VIP ไปเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวบอกลาไตสวยๆ ของคุณได้เลย

1️⃣ Ibuprofen กับ Diclofenac คือ "ญาติ" กันครับ มันเป็นยากลุ่ม NSAIDs เหมือนกัน การกินคู่กันไม่ใช่การ "เสริมพลัง" แต่คือการ "กุมมือกันไปถล่มไต"

2️⃣ กลไกการทำงานมันคือการไปยับยั้ง Prostaglandin ซึ่งไอ้สารตัวนี้แหละที่ทำหน้าที่ขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงไต พอคุณไปบล็อกมัน ไตคุณก็ขาดเลือดจนเน่าคาที่

3️⃣ "ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดข้อ" หมอเข้าใจว่ามันทรมาน แต่การซัดยาแก้ปวดเหมือนกินขนมหวาน มันจะทำให้คุณต้องไปทรมานต่อที่ศูนย์ล้างไตอาทิตย์ละ 3 วันแทน

4️⃣ คนไข้บางคนไปซื้อยาเองจากร้านชำ ได้ "ยาชุด" มา มีทั้งเม็ดสีชมพู สีส้ม สีเขียว... รู้ไหมครับว่าในนั้นมี NSAIDs ซ้อนกันกี่ตัว? ไตคุณไม่ได้ทำจากเหล็กนะครับ

5️⃣ Acute Kidney Injury (AKI) หรือไตวายเฉียบพลัน มันไม่ได้มาเตือนด้วยเสียงออดครับ มันมาเงียบๆ ด้วยอาการปัสสาวะไม่ออก ตัวบวม เหนื่อย

6️⃣ พวกที่บอกว่า "กินมาตั้งนานไม่เห็นเป็นไร" ยินดีด้วยครับ ไตคุณอาจจะอึด แต่ความเสื่อมมันสะสมอยู่ (Chronic) วันไหนที่ร่างกายขาดน้ำหรือป่วยหนักขึ้นมา ไตจะ "ระเบิด" ทันที

7️⃣ RDU (Rational Drug Use) การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลคือสิ่งที่พวกเราพยายามสอน แต่พวกคุณกลับเลือกจะเชื่อ "คนข้างบ้าน" ที่บอกว่ากินคู่กันแล้วหายไว... คนข้างบ้านไม่ได้มาจ่ายค่าฟอกไตให้คุณนะครับ

8️⃣ ถ้าปวดมากจนทนไม่ไหว ให้กิน Paracetamol เสริมได้ เพราะมันคนละกลไกกัน อย่าเอา NSAIDs มาชนกันเด็ดขาด

9️⃣ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว (ความดัน/เบาหวาน) คือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด กินเข้าไปเม็ดเดียว ไตอาจจะวายถาวร (End-stage) ได้เลยในพริบตา

🔟 สรุปสั้นๆ: ยาไม่ใช่ของเล่น และไตไม่ใช่ของแถม ถ้ายังรักชีวิต เลิกจัดยาเองแบบไม่ถูก แล้วฟังคำหมอหรือเภสัชกรเถอะครับ

#ยาแก้ปวด #ไตวาย #สุขภาพ

ที่อยู่

Mae Sot

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอชาวัน แม่สอดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์