24/09/2026
🔴 สธ.เปิดเกมใหม่ 'ดึงทุนวิจัยยาเข้าไทย 1 หมื่นล้าน' ดีลแล้ว 4 พันล้าน เดินหน้าจีโนมิกส์ 2 แสนคน
📌 กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่ “Medical Investment Hub” ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิก หรือ Clinical Trials เข้าประเทศประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้มี #ดีลจากบริษัทยารายใหญ่ ที่ตกลงแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งปรับกระบวนการวิจัยให้เริ่มต้นได้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
📢 ในจำนวนดังกล่าว บริษัท MSD มีการลงนามความร่วมมือแล้วมูลค่า 2,500 ล้านบาท ส่วน Roche เตรียมลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกอีก 1,500 ล้านบาท โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขย้ำว่าตัวเลขของ Roche คือ 1,500 ล้านบาท ไม่ใช่ 15,000 ล้านบาท ขณะที่ Sandoz อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดกับองค์การเภสัชกรรมว่าจะเลือกดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับยาชนิดใด ก่อนสรุปมูลค่าการลงทุนต่อไป
📌 เป้าหมาย 10,000 ล้านบาทเป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับระบบสุขภาพจากการเป็นเพียง “ศูนย์กลางบริการสุขภาพ” ไปสู่ฐานการลงทุนด้านการแพทย์ที่ครอบคลุมทั้งบริการ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการผลิตผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องการใช้ศักยภาพของระบบโรงพยาบาล บุคลากร ข้อมูลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์เป็นฐานรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ
🧬 อีกโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขเตรียมผลักดันคือ “ #จีโนมิกส์ไทยแลนด์ เฟส 2” ซึ่งมีแนวคิด #ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย เพิ่มอีก 200,000 ราย หลังเฟสแรกดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่างประมาณ 50,000 ราย โดยนายพัฒนาระบุว่าเห็นด้วยกับการเดินหน้าเฟส 2 แต่ต้องตอบให้ชัดเจนว่า ข้อมูลจากเฟสแรกสามารถนำไปพัฒนากระบวนการรักษาได้อย่างไร และข้อมูลจากอีก 200,000 รายจะนำไปใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์อย่างไร เพื่อแสดงความคุ้มค่าก่อนพิจารณางบประมาณ
🧬 ทั้งยังเชื่อมโยงกับ #การวิจัยโรคหายาก โดยเฉพาะ #โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA ซึ่ง Roche สนใจเข้ามาดำเนินการวิจัย ขณะที่มีการหารือกับ #สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ #สปสช. เกี่ยวกับฐานข้อมูลผู้ป่วย หากข้อมูลทางพันธุกรรมจากโครงการจีโนมิกส์สามารถนำมาใช้ศึกษายีนที่เกี่ยวข้องกับโรคได้ ก็อาจเชื่อมต่อกับการวิจัยและการพัฒนาการรักษาแบบเฉพาะบุคคลในอนาคต
ความเคลื่อนไหวของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการดึงบริษัทเข้ามาลงทุน แต่ยังขยายไปสู่การเปิดตลาดบริการสุขภาพในต่างประเทศ โดยทีมกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม Public Forum 2026 ที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 16 กันยายน พร้อมร่วมเสวนา “Wellness Without Borders: Powered by Medical Tourism” กับผู้แทนจากจีน เม็กซิโก และมาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การค้าบริการสุขภาพ และการดูแลผู้ป่วยข้ามพรมแดน
นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นำเสนอแนวคิดว่า Medical Tourism ไม่ควรถูกมองเพียงการเดินทางเข้าประเทศเพื่อรักษาพยาบาล แต่ควรเชื่อมโยงเป็น “Health Economy” ที่รวมบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว เวลเนส การลงทุน เทคโนโลยี และการวิจัยเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและให้ผลประโยชน์ย้อนกลับมาสู่ระบบสุขภาพไทย
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ของ World Bank Group ที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งระบุว่า “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเวลเนส” เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีศักยภาพในการสร้างผลิตภาพ การลงทุน และการจ้างงานคุณภาพสูง ร่วมกับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยธนาคารโลกมองว่าไทยจำเป็นต้องยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว
ในส่วนของศักยภาพด้านบริการสุขภาพ ไทยมีโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน JCI มากกว่า 60 แห่ง และมีธุรกิจนวดไทย สปา และเวลเนสกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้สามารถเชื่อมบริการตั้งแต่การป้องกันโรค การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องการต่อยอดจาก Medical Tourism ไปสู่ Medical Investment Hub ซึ่งจะทำให้รายได้ไม่ได้มาจากผู้ป่วยต่างชาติเท่านั้น แต่รวมถึงการลงทุน การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร
สำหรับทิศทางการพัฒนา Service Hub กระทรวงสาธารณสุขวางแนวคิดทั้ง International Health Agency โรงพยาบาลรัฐระดับพรีเมียม Thailand Health Marketplace รวมถึงระบบ Data & Access เพื่อเชื่อมข้อมูล การเดินทาง การรักษา และการดูแลหลังการรักษาให้ต่อเนื่องมากขึ้น
ด้านแนวทางสำหรับตลาด Medical Tourism ไทยเสนอ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัย การเชื่อมต่อบริการข้ามพรมแดน ทั้งวีซ่า ประกันสุขภาพ ระบบส่งต่อ และ Digital Health รวมถึงการสร้างประโยชน์ร่วมอย่างยั่งยืน โดยต้องการให้รายได้และการลงทุนจากตลาดสุขภาพต่างประเทศกลับมาช่วยพัฒนาระบบบริการ บุคลากร และเทคโนโลยีของไทย
ข้อมูลจาก ยังสะท้อนว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หากต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยรายงานประเมินว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงเฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในทศวรรษข้างหน้า การเพิ่มมูลค่าจากอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสจึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่ถูกระบุว่ามีศักยภาพต่อการลงทุนและการสร้างงานคุณภาพ
เป้าหมายดึงลงทุน Clinical Trials 10,000 ล้านบาท และโครงการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ เฟส 2 อีก 200,000 ราย ยังต้องเดินหน้าผ่านรายละเอียดด้านกฎระเบียบ งบประมาณ กระบวนการอนุมัติ และการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการจีโนมิกส์ที่ต้องแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ทางการแพทย์และความคุ้มค่าของการลงทุนก่อนเสนอขยายโครงการ
#กระทรวงสาธารณสุข #18กันยายน2569
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1DLZ36qMxQ/?mibextid=wwXIfr