Poker Face Investor

Poker Face Investor เพจ สำหรับ คนที่ชื่นชอบ การลงทุน และ กีฬาโป๊กเกอร์

What Poker can tell you?
02/04/2026

What Poker can tell you?

ไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว มันคือเรื่องที่ยังประทับใจ
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะนั่งอยู่บนโต๊ะโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์

แต่วันนั้นผมก็นั่งอยู่ที่นั่น
มือถือไพ่ 2 ใบ

ตรงหน้ามีชิปกองอยู่บนโต๊ะ
และรอบๆ มีคนที่ไม่รู้จักอีก 6 ถึง 8 คน

--

🟢 โป๊กเกอร์คืออะไร
หลายคนคิดว่าโป๊กเกอร์คือการพนัน (ก็ห้ามความคิดไม่ได้นะ)

แต่จริงๆ แล้วมันคือเกมของการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน

ทุกคนได้รับไพ่คนละ 2 ใบ
ไพ่กลางจะถูกเปิดขึ้นมาทีละใบ รวม 5 ใบ
ใครจัดไพ่ได้แข็งแกร่งที่สุด...ควรชนะ

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด
เพราะคุณไม่จำเป็นต้องมีไพ่ดีที่สุดก็ชนะได้

ถ้าคุณเดิมพันในแบบที่ทำให้คนอื่นยอมหมอบไพ่ทิ้ง

เงินกองนั้นก็เป็นของคุณ

โป๊กเกอร์จึงเป็นเกมของการอ่านคน การคำนวณ
และการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่เกมของโชคอย่างเดียว

--

🟢Tournament มันทำงานยังไง

ก่อนจะนั่งโต๊ะได้ ทุกคนต้องจ่าย Buy-in เท่ากัน
เงินของทุกคนรวมกันเป็น Prize Pool

จากนั้นเกมก็เริ่ม
และจะไม่มีวันหยุดนิ่ง

มีสิ่งที่เรียกว่า Blind หรือ เงินบังคับที่ต้องวางก่อนแจกไพ่ทุกมือ
และ Blind จะขึ้นเรื่อยๆ ทุก 20–30 นาที

ยิ่งเวลาผ่านไป ชิปที่มีอยู่ก็ยิ่ง "มีค่าน้อยลง"
กดดันมากขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น
และค่อยๆ คัดคนออกทีละคน

จนกระทั่งถึงเส้นที่ทุกคนรอ
เส้นนั้นเรียกว่า ITM หรือ In The Money

ใน Tournament 100 คน จะจ่ายเงินให้แค่ 15 คนสุดท้าย
ช่วงที่เหลือ 16 คน บรรยากาศบนโต๊ะตึงเครียดมาก
เพราะอีกคนเดียวที่ออกไป
ที่เหลือจะเริ่มได้เงินทันที

คนที่ออกในตำแหน่งสุดท้ายก่อน ITM
เล่นมาหลายชั่วโมง ไม่ได้อะไรเลย
เรียกว่า Bubble

พอผ่าน Bubble มาได้
จนเหลือ 9 คนสุดท้าย
ทุกคนจะมานั่งบนโต๊ะเดียวกัน
เรียกว่า Final Table

และเงินรางวัลในแต่ละอันดับจะกระโดดขึ้นอย่างมาก
ผู้ชนะอาจจะได้มากกว่าอันดับสุดท้ายของ ITM ถึง 20-30 เท่า

---

🟢 สิ่งที่ผมได้กลับมา

ผมไม่ได้ชนะ Tournament
แต่ผมได้บทเรียนที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนได้

♦️ บทเรียนที่ 1 — ทำถูกแล้วก็แพ้ได้

มีมือหนึ่งที่ผม all-in ด้วยไพ่ที่ดีที่สุด
คำนวณถูกต้องทุกอย่าง
แต่ไพ่ใบสุดท้ายที่เปิดขึ้นมาทำให้ผมแพ้

ความรู้สึกตอนนั้นหนักมาก
แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
ผมก็จะตัดสินใจแบบเดิมอีกครั้ง
เพราะมันถูกต้องแล้ว

♣️ บทเรียนที่ 2 — Tilt คือศัตรูที่อันตรายที่สุด

Tilt คือสภาวะที่คุณเริ่มตัดสินใจด้วยอารมณ์
มักเกิดหลังจากแพ้ติดกันหลายมือ
แล้วเริ่มรู้สึกว่า "ต้องเอาคืน"

คนที่อยู่ในสภาวะ tilt จะเริ่มเดิมพันสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
และขาดทุนหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า

วันที่รู้สึกว่ากำลัง tilt ให้หยุดก่อน
การออกจากโต๊ะไม่ใช่ความอ่อนแอ
มันคือความฉลาด

♥️ บทเรียนที่ 3 — รู้จักพับ แม้จะเจ็บปวด

นักโป๊กเกอร์ที่เก่งไม่ใช่คนที่ชนะทุกมือ
แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหรควรวางไพ่ทิ้ง
เงินที่จ่ายไปแล้วมันหายไปแล้ว
สิ่งที่เลือกได้ตอนนี้คือจะเสียเพิ่มอีกไหม

♠️ บทเรียนที่ 4 — ระยะสั้นคือโชค ระยะยาวคือระบบ

คืนเดียวไม่ได้บอกอะไร
แต่ถ้าเล่น 1,000 มือแล้วยังชนะอยู่
นั่นคือ edge จริงๆ
---

🟢 นักลงทุนเอาไปปรับใช้ยังไง

ฟังดูคุ้นไหมครับ

เพราะตลาดหุ้นเป็นแบบเดียวกันทุกอย่าง
ซื้อหุ้นด้วยเหตุผลที่ดี แล้วราคาลง
ไม่ได้แปลว่าตัดสินใจผิด

ซื้อแบบเดาสุ่ม แล้วราคาขึ้น
ก็ไม่ได้แปลว่าตัดสินใจถูก

ถือหุ้นขาดทุนไว้นานเพราะไม่อยากยอมรับว่าเสียแล้ว
แต่ตลาดไม่รู้หรอกว่าคุณซื้อที่ราคาเท่าไหร่

ตัดขาดทุนแล้วรู้สึกแย่
แต่นั่นคือการพับไพ่ที่ถูกเวลาแล้ว

และที่สำคัญที่สุด

ถ้าพอร์ตเสียหายหนักเกินไปจนจิตใจพัง
ระบบที่ดีแค่ไหนก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

---

🟢 โป๊กเกอร์และการลงทุนสอนสิ่งเดียวกัน

คนที่ชนะในระยะยาว
ไม่ใช่คนที่โชคดีที่สุด
ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด

แต่คือคนที่
ควบคุมตัวเองได้ดีที่สุด

ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ

ขอให้ Run Good ไม่ Tilt
ในทุกจังหวะของชีวิตครับ

บทความโดย พีร์ Peace of Mind Trader


รู้ยัง? ChatGPT กำลังจะมีฟีเจอร์ใหม่ ช่วยดูเรื่องสุขภาพให้เราได้แล้วนะปกติเราใช้ ChatGPT ช่วยทำงาน เขียนอีเมล หรือถามเรื...
07/01/2026

รู้ยัง? ChatGPT กำลังจะมีฟีเจอร์ใหม่ ช่วยดูเรื่องสุขภาพให้เราได้แล้วนะ
ปกติเราใช้ ChatGPT ช่วยทำงาน เขียนอีเมล หรือถามเรื่องสัพเพเหระใช่ไหมครับ? แต่ข่าวล่าสุดคือ OpenAI เขาเปิดตัวของใหม่ชื่อ "ChatGPT Health" ที่จะทำให้เจ้า AI ตัวนี้ฉลาดขึ้นไปอีกขั้น เพราะคราวนี้มันจะมาช่วยดูแลร่างกายเราครับ

มันทำอะไรได้บ้าง? เล่าให้เห็นภาพง่ายๆ คือ:

เชื่อมข้อมูลเราได้เลย: ไม่ต้องมานั่งพิมพ์บอกว่าวันนี้เดินกี่ก้าว กินอะไรไป เพราะมันจะเชื่อมกับแอปในมือถือเรา (อย่าง Apple Health หรือ MyFitnessPal) แล้วดึงข้อมูลพวกนั้นมาวิเคราะห์ให้เลย

แปลภาษาหมอเป็นภาษาคน: เคยไหมที่ได้ใบผลตรวจสุขภาพมาแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง? หรือหมอพูดศัพท์ยากๆ แล้วไม่กล้าถามซ้ำ? เจ้าตัวนี้แหละจะช่วยอธิบายให้ฟังแบบบ้านๆ ว่าตกลงเราเป็นอะไร ต้องดูแลตัวเองยังไง

ช่วยวางแผนกิน-เที่ยว: ในเมื่อมันรู้ข้อมูลสุขภาพเรา มันก็แนะนำเรื่องอาหารหรือการออกกำลังกายที่ "เหมาะกับเราจริงๆ" ได้แม่นยำขึ้น

แล้วแบบนี้จะมาแทนหมอเหรอ? "เปล่าเลยครับ" ทาง OpenAI ย้ำชัดเจนว่า AI ตัวนี้ "ไม่ใช่หมอ" วินิจฉัยโรคแทนไม่ได้นะ

แต่ที่เขาทำออกมา เพราะเข้าใจว่าในชีวิตจริง "คุณหมองานยุ่งมาก" บางทีตรวจเสร็จมีเวลาคุยกับเราแค่แป๊บเดียว ก็ต้องเรียกคนไข้คนต่อไปแล้ว ทำให้เราอาจจะยังงงๆ หรือถามไม่ครบ เจ้า ChatGPT Health นี่แหละ จะมาเป็นผู้ช่วย คอยตอบคำถามจุกจิกที่เราสงสัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีบ่น เพื่อให้เราเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น

เรื่องข้อมูลส่วนตัวล่ะ น่ากลัวไหม? อันนี้เขาทำการบ้านมาดีครับ เขาบอกว่าจะ "แยกห้องแชท" เรื่องสุขภาพออกมาต่างหาก ไม่เอาไปปนกับเรื่องอื่น เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ดังนั้น ChatGPT Health จะเหมือนเรากำลังจะมี "เพื่อนที่รู้เรื่องสุขภาพ" เพิ่มมาอีกคน คอยให้คำปรึกษาข้างตัวตลอดเวลา ใครอยากลองใช้ ช่วงนี้เขาเริ่มเปิดให้ลงชื่อจองคิว (Waitlist) กันแล้ว อีกไม่นานคงได้ลองเล่นกันครับ!

13/12/2025

🚀 Oracle กับการเดิมพัน AI มูลค่า $300,000 ล้านดอลลาร์: ความหวังหรือฟองสะบู่?
📨 จุดเริ่มต้นจาก LinkedIn DM ที่ไม่น่าเชื่อ
เชื่อไหมครับว่าดีลการคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์... เริ่มต้นจาก DM ใน LinkedIn! 😅
เมื่อต้นปี 2024 OpenAI (บริษัทเจ้าของ ChatGPT) กำลังขาดแคลนพื้นที่คอมพิวเตอร์อย่างหนัก ตัวแทนของพวกเขาเลยส่ง DM หา Oracle ลองดู
สิ่งที่น่าสนใจคือ Oracle กำลังวางแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในเท็กซัสอยู่พอดี แต่เดิมทีจะร่วมกับ xAI ของ Elon Musk (ถึงขนาดจะออกแบบอาคารเป็นรูป X ตามชื่อบริษัทเลย!) แต่ Musk ถอนตัวไป... และนี่คือจังหวะที่ OpenAI เข้ามา
ผลลัพธ์? ดีลมูลค่า $300,000 ล้านดอลลาร์ที่มีชื่อเรียกว่า "Project Stargate" 🌟

👨‍💼 Larry Ellison: คนที่แข่งขันสูงที่สุดใน Silicon Valley
ก่อนจะเข้าเรื่อง ต้องรู้จัก Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle อายุ 81 ปี
Profile สั้นๆ:

ก่อตั้ง Oracle ปี 1977 (เมื่อ 48 ปีที่แล้ว!)
เคยเป็นคนรวยที่สุดในโลก (แซง Elon Musk ไปชั่วคราว)
เป็นเพื่อนสนิท Trump และ Elon Musk
มีเกาะส่วนตัวในฮาวาย
ลักษณะนิสัย: แข่งขันสูง, ก้าวร้าว, ไม่กลัวใคร

คนในวงการบอกว่า Ellison คือ "คนที่แข่งขันสูงที่สุดที่เคยพบมา" เคยมีเรื่องเล่าว่าเขาเคยจ้างคนไปเปิดถังขยะของกลุ่มที่สนับสนุน Microsoft เพื่อหาหลักฐาน! 😳
มีคำพูดที่ติดตาม Ellison มาตลอดจากพนักงานคนแรกๆ ของ Oracle:

"ฉันไม่สามารถบริหารธุรกิจนี้และบอกความจริงกับลูกค้าไปพร้อมกันได้ มันเป็นไปไม่ได้"

💾 Oracle: จากราชาฐานข้อมูลสู่การพลาดโอกาสครั้งใหญ่
Oracle เริ่มต้นจากการทำ ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล (Database) ปี 1977
ทำไมถึงสำคัญ?

ครั้งหนึ่งฐานข้อมูลคือหัวใจของทุกบริษัท
ลูกค้าองค์กรติดใจไม่กล้าเปลี่ยน (เพราะกลัวข้อมูลหาย)
Oracle เลยครองตลาดมาตลอด ลูกค้ารายแรกคือ... CIA!

แต่มีปัญหาครั้งใหญ่:
ในยุค 2000-2010 Oracle พลาดโอกาสใหญ่ๆ หลายอย่าง:

❌ พลาด Cloud Computing (ตอนแรก Ellison เรียกว่า "ขยะไร้สาระเต็มที่")
❌ พลาด Mobile
❌ พลาด Search Engine

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon AWS, Microsoft Azure โตไปไกล Oracle ติดอยู่แค่ 3% ของตลาด Cloud 😬
เหตุผลหนึ่งคือ Safra Catz (อดีต CEO) ไม่อยากลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีกำไรน้อย เธอเลือกที่จะ "รีดนม" ธุรกิจเก่าๆ แทน

🎵 TikTok: จุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด
ช่วง COVID-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของ Oracle
ความลับที่หลายคนไม่รู้: TikTok มาใช้ Oracle Cloud!
เพราะอะไร? เพราะประเด็นความมั่นคงของสหรัฐฯ:

รัฐบาลกังวลว่า ByteDance (เจ้าของ TikTok) อาจส่งข้อมูลคนอเมริกันให้จีน
Oracle มีประวัติทำงานกับรัฐบาล รักษาความปลอดภัยได้ดี
เลยได้สัญญา TikTok ซึ่งใหญ่กว่าลูกค้า Cloud ทั้งหมดของ Oracle รวมกัน!

ByteDance ให้ชื่อโปรเจกต์นี้ว่า "Project Texas" เพื่อเน้นความเป็นอเมริกัน (Oracle ย้าย HQ ไป Austin, Texas พอดี)
นี่ทำให้ Oracle ได้เรียนรู้การจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ และเตรียมพร้อมสำหรับยุค AI

🤖 ยุค AI มาถึง: เดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
เมื่อ ChatGPT ระเบิดความนิยม AI กลายเป็นทุกอย่างใน Silicon Valley
Oracle เริ่มทำดีลใหญ่ๆ ต่อเนื่อง:

✅ Microsoft (Bing AI)
✅ Nvidia (R&D)
✅ Meta
✅ และที่ใหญ่ที่สุด... OpenAI มูลค่า $300,000 ล้านดอลลาร์!

Project Stargate คืออะไร?

สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 5 แห่งทั่วสหรัฐฯ แต่ละแห่งเป็นหนึ่งในที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อาคารหนึ่งหลังมีพื้นที่ครึ่งล้านตารางฟุต
ใช้ไฟ 4.5 กิกะวัตต์ (มากกว่าไฟฟ้าทั้งหมดของเมืองชิคาโก!)
ใช้ชิป GPU หลายล้านตัว

Trump เองก็มาร่วมประกาศที่ทำเนียบขาว พร้อมกับ Ellison, Sam Altman (CEO OpenAI) และ Masayoshi Son (SoftBank) บอกว่าจะสร้างงานหลายแสนตำแหน่ง 🇺🇸
Ellison กล่าวสั้นๆ ที่หน้าพอเดียมว่า:

"ขอบคุณครับท่านประธานาธิบดี เราทำโปรเจกต์นี้ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ... ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังก่อสร้างอยู่จริงๆ แล้ว"

💰 ตัวเลขที่ทำให้หัวหมุน (และน่ากลัว)
มาดูตัวเลขที่เกี่ยวข้องกันครับ:
รายได้ที่คาดหวัง:

$300,000 ล้านดอลลาร์จาก OpenAI
Oracle บอกว่าในอนาคตรายได้จาก Cloud Infrastructure จะเกินส่วนอื่นๆ ทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายที่น่าตกใจ:

สร้างดาต้าเซ็นเตอร์: หลายหมื่นล้านดอลลาร์
ค่าไฟแค่ที่เดียวใน Shackelford County, Texas: $1,000 ล้านดอลลาร์/ปี (ต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟแก๊ส!)
ค่าคอนกรีตแค่ Microsoft ดาต้าเซ็นเตอร์เดียวใน Wisconsin: $40 ล้านดอลลาร์ใน 6 เดือน
Oracle ให้บริษัท Vantage Data Centers กู้เงิน $38,000 ล้านดอลลาร์สำหรับสร้าง 2 แห่ง

ผลกระทบต่อ Oracle:

💸 Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) เป็นลบครั้งแรกตั้งแต่ปี 1992
💸 นักวิเคราะห์คาดว่าจะขาดทุน Free Cash Flow สะสม $70,000 ล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030
📈 หุ้นพุ่งขึ้นเมื่อกันยายน มูลค่าบริษัทเพิ่ม $250,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่า Exxon Mobil!
📉 แต่หุ้นตกลง 33% จากจุดสูงสุด (ก่อนประกาศผลประกอบการธันวาคม)

⚠️ สัญญาณเตือนที่น่ากังวล
นักลงทุนเริ่มมีความกังวลหลายประเด็น:
1. การส่งมอบล่าช้า

เป้าหมายเดิม: เสร็จปี 2027
ความเป็นจริง: เลื่อนเป็น 2028
สาเหตุ: ขาดแคลนแรงงานและวัสดุ (ทั้งอุตสาหกรรมกำลังแข่งกันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์)

2. OpenAI กระจายความเสี่ยง

ทำดีลกับ Amazon, AMD, Broadcom, CoreWeave
บอกว่าอาจสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอง
Oracle กลายเป็นแค่ "หนึ่งในหลายๆ ผู้ให้บริการ" ไม่ใช่ผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

3. Credit Default Swaps พุ่งขึ้น

นักเทรดที่ไม่เชื่อใน AI เริ่มซื้อ CDS (ประกันกรณี Oracle ผิดนัดชำระหนี้)
เครื่องมือนี้เคยใช้เดิมพันกับ Housing Bubble ปี 2008!
หลังประกาศผลประกอบการ 10 ธ.ค. ราคา CDS พุ่งขึ้นอีก 😰

4. ค่าใช้จ่ายสูงกว่าคาด

วันที่ 10 ธันวาคม Oracle ประกาศผลประกอบการ
ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก และจะยังสูงต่อไป
หุ้นร่วงลงทันที
วันรุ่งขึ้น S&P 500 ปิดที่สถิติสูงสุด แต่ Broadcom (ผู้ผลิตชิป) กลับตกหนักเพราะยอดขายผิดหวัง

🚫 Microsoft ปฏิเสธ: เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง
นี่คือข้อมูลสำคัญที่หลายคนไม่รู้:
Microsoft เคยเป็นพาร์ทเนอร์หลักของ OpenAI ตั้งแต่ปี 2016

ChatGPT ถูกสร้างและ Train บน Microsoft Azure
Microsoft ลงทุนใน OpenAI หลายหมื่นล้านดอลลาร์
แต่ Microsoft ปฏิเสธ เมื่อ OpenAI เสนอดีลแบบเดียวกับที่เสนอ Oracle!

ทำไม Microsoft ถึงปฏิเสธ?
Satya Nadella (CEO Microsoft) อธิบายในพอดแคสต์ เดือนตุลาคม:

"บางครั้ง Sam (Altman) บอกว่า 'สร้างดาต้าเซ็นเตอร์หลายกิกะวัตต์ให้ผมในที่เดียวสำหรับ training ได้ไหม' มันสมเหตุสมผลจากมุมมองของ OpenAI... แต่มันไม่สมเหตุสมผลสำหรับ Microsoft Azure"

แปลง่ายๆ คือ:

Microsoft ไม่อยากล็อคพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดให้ลูกค้ารายเดียว
เคยต้องจำกัดพลังคอมพิวติ้งให้ลูกค้ารายใหญ่อื่นๆ เพื่อให้พอกับความต้องการของ OpenAI แล้ว
คิดว่าความเสี่ยงสูงเกินไป ไม่คุ้ม 🤔

ปี 2024 Microsoft ยอมให้ OpenAI หาผู้ให้บริการรายอื่นได้ โดย Microsoft มีสิทธิ์ปฏิเสธก่อน
เดือนตุลาคม Microsoft ยกเลิกแม้แต่สิทธิ์นั้น
นี่แสดงให้เห็นว่า: คู่แข่งที่เข้าใจธุรกิจ AI และ Cloud ดีที่สุดในโลก... ไม่เอาดีลนี้

🎯 Oracle โต้: เรามีกลยุทธ์ชัดเจน
Oracle ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาโต้แย้งว่า:
1. ไม่ใช่แค่ Cloud เปล่าๆ
Clay Magouyrk (Co-CEO ที่ดูแล Cloud Infrastructure) บอกว่า:

"มีมุมมองว่า AI companies มาหาเราเพราะพวกเขาไม่มีที่ไป เราทำงานได้ดีและเสริมสิ่งที่คนเหล่านี้ทำอยู่"

Oracle อ้างว่าลูกค้า AI จะซื้อสินค้าอื่นๆ ด้วย เช่น Database, Software
2. ประสบการณ์เฉพาะ

Oracle เต็มใจ co-design และ co-engineer กับลูกค้า
ทำให้เสร็จไว ยืดหยุ่น
Peter Hoeschele (OpenAI Infrastructure Chief) ชม Oracle ว่า "blown away"
SemiAnalysis (บริษัทวิจัยอุตสาหกรรม) จัดอันดับ Oracle ใกล้ท็อปด้าน AI Infrastructure

3. การเงินสร้างสรรค์

ใช้ Vantage Data Centers (บริษัทพัฒนาอสังหาฯ) กู้เงิน $38,000 ล้านดอลลาร์
Oracle เช่าที่ 15 ปี แทนที่จะลงทุนเอง
ทำให้หนี้ไม่อยู่ใน Balance Sheet โดยตรง

🎲 3 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์ Gil Luria จาก D.A. Davidson สรุปตลกๆ ว่ามี 3 สถานการณ์:
สถานการณ์ที่ 1: Soft Landing (พอรอด)

Oracle ปรับลดคาดการณ์ในปีหน้า
แต่ยังช่วยเหลือบางส่วนของโปรเจกต์ได้
ยังอยู่ได้แต่ไม่ได้กำไรเยอะ

สถานการณ์ที่ 2: Hard Landing (จม)

OpenAI ล้มละลาย
สัญญาหายไป
Oracle ติดดาต้าเซ็นเตอร์แพงๆ ที่ขายไม่ออก (สัญญาเช่าที่ยังเหลือ 10 ปี!)

สถานการณ์ที่ 3: Superintelligence (ยูโทเปีย) 😂

OpenAI สร้าง AI ที่ฉลาดเกินมนุษย์สำเร็จ
ใช้เงิน $1,400,000 ล้านดอลลาร์
เราทุกคนไม่ต้องทำงาน
Oracle ก็ไม่เป็นไร

ปัญหาคือ: ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไร

🔍 ฟองสะบู่ AI หรือไม่? มาดูหลักฐาน
สัญญาณที่น่ากังวล:

คาดการณ์แบบเหลือเชื่อ

AI จะรักษามะเร็งหลายชนิด
AI จะทำให้มนุษย์ไม่ต้องทำงาน
AI จะกลายเป็น "ชีวิตหลังชีววิทยา"
แต่วันที่คาดว่าจะเกิด... ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ หรือหายกลับเข้าไปในนิยายวิทยาศาสตร์

ตัวเลขไม่สมเหตุสมผล

OpenAI มีผู้ใช้ 800 ล้านคน แต่ยังขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์/ปี
แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมขนาดนี้ ตัวเลขก็ยังไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด
การลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ต้องการผลตอบแทนมหาศาล

ความไม่แน่นอนของสัญญา

OpenAI สามารถทบทวนหรือถอนตัวจากสัญญาได้หลังประมาณ 5 ปี
แต่ Oracle เช่าที่ 15 ปี
ถ้า OpenAI ถอนตัว... Oracle จะทำอะไรกับดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้น?

แต่ก็มีมุมมองในเชิงบวก:

AI อาจเปลี่ยนโลกจริงๆ แต่ใช้เวลานานกว่าที่คิด
ความต้องการพลังคอมพิวติ้งยังมีอยู่จริง
Oracle อาจเป็นผู้ชนะในระยะยาว ถ้า AI Boom เป็นจริง

📊 Oracle vs คู่แข่ง: ใครเดิมพันมากที่สุด?
มาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นครับ:
Amazon, Google, Microsoft:

กระจายความเสี่ยง มีลูกค้าหลายราย
มีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง
Cloud เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ไม่ใช่ทั้งหมด

Oracle:

All-in กับ AI
บอกว่ารายได้จาก Cloud Infrastructure จะเกินส่วนอื่นทั้งหมด
Cash Flow ลบครั้งแรกใน 33 ปี
เปลี่ยนโครงสร้างบริษัททั้งหมดรอบ AI

ข้อมูลน่าสนใจ:

Oracle ให้ค่าตอบแทน Clay Magouyrk (Co-CEO ดูแล Cloud) มากกว่า Mike Sicilia (Co-CEO ดูแล Sales) ถึง $150 ล้านดอลลาร์
แสดงให้เห็นว่า Oracle เน้นที่ Cloud Infrastructure เป็นหลัก

🎭 Larry Ellison: วัย 81 ยังคุมทุกอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Ellison วัย 81 ปียังคุมทุกอย่าง:
อำนาจที่เพิ่มขึ้น:

ปี 2025 Oracle แต่งตั้ง Co-CEO 2 คน (Magouyrk และ Sicilia)
แต่ Ellison เป็น Executive Chairman, CTO และ Forever Boss
ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินรายงานตรงต่อ Ellison ข้าม CEO ทั้งสอง!
เอกสารที่ Businessweek ตรวจสอบพบว่า Ellison เพิ่มจำนวนคนที่รายงานตรงต่อเขาในการปรับโครงสร้างปีนี้

สไตล์การทำงาน:

ไม่ค่อยมาออฟฟิศ แต่ประชุม Video Conference จากบ้านทั่วโลก
แทรกแซงทุกเรื่อง ตั้งแต่กลยุทธ์ใหญ่ไปจนถึงตำแหน่งปุ่มใน Oracle Health!
ยังพูดในที่สาธารณะ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ Oracle เลย (เช่น เกษตรกรรม)

คำพูดของ Ellison ที่งาน AI World ตุลาคม 2024:

"สองปีก่อนผมเคยถามว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติไหม... ตอนนี้ผมไม่สงสัยแล้ว มันเป็นธุรกิจที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ใหญ่กว่าทางรถไฟ ใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม"

เพื่อให้การเดิมพันของ Oracle ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือ: Ellison ต้องพูดถูก

💭 บทเรียนสำหรับคนที่สนใจการลงทุน
จากเรื่องราวนี้ มีข้อคิดหลายประการ:
1. All-in vs กระจายความเสี่ยง

Oracle เดิมพันทุกอย่างกับ AI
คู่แข่งกระจายความเสี่ยง
คำถาม: แบบไหนถูก? ขึ้นอยู่กับว่า AI จะโตต่อไปหรือไม่

2. เงินสดคือกษัตริย์

Cash Flow ลบครั้งแรกใน 33 ปี
หนี้สินพุ่งขึ้น
คาดว่าจะขาดทุน Cash Flow $70,000 ล้านดอลลาร์จนถึง 2030

3. Hype vs ความเป็นจริง

ตอนหุ้นพุ่ง ทุกคนคิดว่า AI เป็นอนาคต
ตอนหุ้นร่วง ทุกคนกลัวฟองสะบู่
ความจริงอยู่ตรงกลางหรือเปล่า?

4. ดูที่พื้นฐาน ไม่ใช่แค่เรื่องราว

OpenAI ยังขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์/ปี
รายได้ยังไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด
แต่ทุกคนเชื่อว่าอนาคตจะดี

5. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง

Microsoft ที่ใกล้ชิด OpenAI ที่สุด... ปฏิเสธดีลนี้
มันบอกอะไรเราบ้าง?

6. Sentiment vs Fundamentals

มูลค่าตลาดของ Oracle กลายเป็นตัววัด AI Sentiment
เมื่อคนเชื่อใน AI → Oracle ขึ้น
เมื่อคนกลัวฟองสะบู่ → Oracle ลง

🎬 บทสรุป: เดิมพันครั้งประวัติศาสตร์
Larry Ellison วัย 81 ปีกำลังเดิมพันมรดกของเขากับ AI
สิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้:

✅ Oracle ได้สัญญา $300,000 ล้านดอลลาร์จาก OpenAI
✅ มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น $250,000 ล้านดอลลาร์ (ช่วงกันยายน)
✅ Ellison เคยเป็นคนรวยที่สุดในโลกชั่วคราว
⚠️ แต่หุ้นตกลง 33% จากจุดสูงสุด
⚠️ Cash Flow เป็นลบครั้งแรกใน 33 ปี
⚠️ Credit Default Swaps พุ่งขึ้น

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ:

AI จะเติบโตต่อไปจริงหรือไม่?
OpenAI จะทำกำไรได้สักวันไหม?
Oracle จะส่งมอบดาต้าเซ็นเตอร์ทันเวลาหรือไม่?
OpenAI จะต่อสัญญาหรือถอนตัวหลัง 5 ปี?

ในที่สุด มันคือการเดิมพัน:

ถ้า Ellison ถูก → Oracle จะกลายเป็นเจ้าพ่อ AI Infrastructure
ถ้า Ellison ผิด → Oracle จะติดดาต้าเซ็นเตอร์ราคาแพงที่ใช้ไม่ได้

Ellison เชื่อว่า AI คือ "ธุรกิจที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"
เวลาเท่านั้นจะบอกคำตอบว่าเขาพูดถูกหรือเปล่า ⏰

คำเตือน: บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน

ที่มา/อ้างอิง: Bloomberg

ที่อยู่

Samut Sakhon

เบอร์โทรศัพท์

+66958268217

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Poker Face Investorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์