21/03/2021
https://www.facebook.com/788466547885173/posts/3924233144308482/
#เทคนิคจัดการลูกอาละวาด
เมื่อเด็กมีอารมณ์เสียและมีพฤติกรรมก้าวร้าว สิ่งที่คุณควรจะต้องทำคือการหยุดเด็ก❗
มีกระบวนการอยู่ 5 ข้อ
1. พ่อแม่จะต้องเตรียมใจให้ใจเย็น
🔸 ไม่อารมณ์เสียไปกับลูกด้วย การที่พ่อแม่ใจเย็นไม่ได้แปลว่าเราบอกเขาว่าพฤติกรรมก้าวร้าวนี้เขา สามารถทำได้!
2. คุณจับลูกไว้ แล้วสะท้อนอารมณ์ให้เขารู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร?
🔸 ถ้าลูกกำลังดึง กำลังตี หรือขว้างของ แล้วบอกกับลูกว่า "แม่รู้ว่าหนูโกรธ" "พ่อรู้ว่าหนูอึดอัดใจ"
👉🏼 ประโยคนี้เป็นประโยคที่ช่วยบอกว่าตอนนั้นอารมณ์ของเด็กตอนนั้นเป็นอย่างไร เพราะเด็กหลายคนไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง หรือไม่ก็รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างนี้แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร แล้วก็เล่าออกมาไม่ถูก
การที่พ่อแม่เรียกชื่ออารมณ์ที่เขามีอยู่ตอนนั้นจะช่วยให้เขาเข้าใจว่า เขารู้สึกอย่างไร ทำให้ในอนาคตเขาสามารถที่เรียกความรู้สึกนี้ และบอกเล่าให้คนอื่นฟังได้ การที่เรารู้และบอกเล่าความรู้สึกได้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราจัดการกับอารมณ์ของเราได้ดีขึ้น
3. คุณต้องรับฟังความรู้สึกและเรื่องราวของลูก
🔸 คุณถามลูกต่อว่า "ไหนลองเล่าให้แม่ฟังสิ ลองบอกพ่อสิมันเป็นอย่างไรไง หนูโกรธเรื่องอะไร"
👉🏼 เป็นการสร้างความรู้สึกว่าพ่อแม่รับฟัง พ่อแม่เห็นว่าฉันสำคัญ พ่อแม่รักฉัน การที่คุณรับฟังลูก มันจะทำให้ลูกได้สามารถเล่าเรื่องออกมา
การที่คนเราสามารถเรียบเรียงความรู้สึก ความคิดที่มันยุ่งเหยิงอยู่ในสมองออกมาเป็นคำพูดมันจะช่วยให้เราจัดระเบียบของความคิด และความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงอันนั้นได้ ก็จะทำให้มีระเบียบมากขึ้น พอเราเล่าความคิด ความรู้สึกของเราเสร็จ เราจะเกิดความเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วอารมณ์ที่มันมีมากก็จะสงบลง เพราะการที่คุณรับฟังลํกจะช่วย ให้ลูกจัดการกับความรู้สึกได้ดีขึ้น จัดการกับความโกรธได้ดีขึ้น
4. คุณถามความปรารถ ความคาดหวัง และถามวิธีแก้ปัญหาที่ลูกมี
🔸 เมื่อลูกเล่าเรื่องของเขาเสร็จแล้วคุณถามต่อว่า "ลูกคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร? ลูกอยากจะทำอย่างไร? หรือลูกต้องการอะไร?" คำว่าต้องการให้ที่นี่ก็เหมือนกับว่า เขาต้องการเห็นว่าภาพมันเป็นอย่างไร ในที่สุดการแก้ปัญหาของเขา มันจะเป็นวิธีดีหรือไม่ดีคุณก็รับฟัง "อ๋อ เป็นแบบนี้หรอลูก อ๋อ ลูกอยากให้เป็นอย่างงั้นหรอ"
👉🏼 อย่างเช่นเขาโกรธน้องเขา อยากฆ่าน้องให้ตายเลย แบบกรณีนี้ก็มีนะคะ พ่อแม่ไม่ต้องตกใจ! เขาไม่ได้อยากฆ่าน้องหรอ เขาเพียงแต่ไม่พอใจน้องมากๆ และอยากจะบอกเราว่าเขาน้องโกรธแค่ไหน คุณก็รับเขาว่า "อืมมม" และสะท้อนความรู้สึก "ลูกคงโกรธน้องมากเลย"
📌 อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเลย ลูกจะได้เปลี่ยนวิธี หรือมองวิธีการแก้ปัญหาอันไม่ค่อยเข้าท่าของเขาลิ้งค์เข้ากับความรู้สึกที่เขามี และเขาจะได้รู้ว่า อ๋อจริงๆเขาไม่ได้มีความตั้งใจความประสงค์ร้ายกับน้องหรอก เขาเพียงแต่เขาโกรธ เขาเลยคิดหรือพูดออกมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นควรจะถามลูกว่า แล้วลูกอยากทำอย่างไร?
ถึงความคิดเขาจะไม่เข้าท่าก็คุณก็อย่าไปค้านเขา อุ้ยถ้าลูกจะฆ่าน้อง ลูกก็เป็นฆาตกรน่ะสิ ไม่ดีนะ ไม่จำเป็นต้องพูดเลย เพราะเดี๋ยวในที่สุดอขาจะรู้เองว่ามันไม่ดี..
5. ช่วยลูกคิดถึงทางเลือกใหม่ให้ลูกที่ดีกว่าเดิม
🔸 ถามลูกว่า "แล้วมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้อีกมั้ยลูกที่จัดการกับปัญหานี้ได้"
👉🏼 ยกตัวอย่างเช่น ลูกบอกลูกอยากจะฆ่าน้อง ลูกอยากจะต่อยน้องให้น่วมไปเลย อืมพ่อ/แม่ ฟังดูแล้วรู้ว่าหนูโกรธมากมีวิธีอย่างอื่นไหมลูก เพราะดูเหมือนว่าลูกอยากจะฆ่าน้อง ลูกก็จะไม่มีน้องเป็นเพื่อนเล่นอีกแล้วนะ ถ้าลูกต่อยน้องจนเจ็บน่วม พ่อแม่ก็ต้องพาน้องไปโรงพยาบาลให้เวลารักษากันอีก เสียค่ายา พ่อแม่ก็พอหนูไปเที่ยวไม่ได้เพราะต้องโรงพยาบาลดูน้อง อะไรทำนองนี้..
✅ ช่วยให้เขาเห็นว่าวิธีแก้ปัญหา สิ่งที่เขาเห็น หรืออยากให้เกิดขึ้น มันไม่ได้ส่งผลดีอะไร มีวิธีดีกว่านี้อีกไหม แล้วคุณก็เสริมความคิดของคุณลงไป เช่น “อืมพ่อว่าเรื่องนี้เราควรจะแก้ปัญหาแบบนี้... ที่ลูกโกรธเรื่องนี้เราควรจัดการแบบนี้ดีกว่า...” เวลาคุณทำแบบนี้ คุณกำลังสอนวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 💡
สรุปกระบวนการทั้ง 5 ข้อคือ
- คุณไม่ตำหนิ
- คุณไม่บอกว่างี่เง่า
- คุณไม่บอกว่านี่มันร้ายกาจ
- ไม่ว่าพวกเขา
📌 คุณเพียงแค่รับฟังเขา และในที่สุดคุณจะรับรู้ความรู้สึกและเขาจะใจเย็นขึ้น เพราะเขาได้เล่าออกไปหมดแล้ว คุณก็จะสอนวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าเดิม!
ถ้าคุณทำขั้นตอนทั้ง 5 ข้อนี้คุณจะทำให้พ่อแม่รู้สึกว่า คุณเป็นพ่อแม่ที่แคร์เขา คุณรักเขา คุณอุตส่าห์เสียเวลากับเขา การที่คุณฟังเขาแล้วคุณตั้งคำถาม ให้เขาเล่าออกมาจะทำให้ความสึกรู้และความวุ่นวายในสมองของเขาลดลง เขาจะจัดระเบียบความคิด ความรู้สึกของเขาได้ดี เขาจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า จริงๆแล้วเขารู้สึกอย่างไรมากขึ้น
ทั้งหมดนี้มันก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเลย
อาจารย์เองก็เรียนรู้วิธีนี้มาจากตอนที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล Pennsylvania Sweden Hospital of Philadelphia อยู่ในศูนย์จิตเวช ที่บำบัดเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม และอารมณ์ที่รุนแรง และส่งต่อมาที่รัฐต่างๆของอเมริกา ที่นั้นเราทำการรักษาหลักก็คือการบำบัดครอบครัว เราถือว่าการดูแลเด็กให้เติบโตไปแล้วได้ดี พ่อแม่ครอบครัวต้องมีส่วน และจริงๆปัญหาของเด็กมันมีความเกี่ยวพันกับวิธีการเลี้ยงลูกและความสัมพันธ์ในครอบครัว และคนที่จะแก้ได้ดีที่สุดก็คือพ่อแม่ เราจึงจะฝึกพ่อแม่ให้จัดการกับลูกได้
✅ ลองเอาทั้ง 5 ข้อนี้ไปทำดูนะคะ ปัญหาของลูกก็จะลดลง อาจาร์ย์เชื่อว่า เด็กเล็ก ๆ อายุ 10-12 ขวบ เขาไม่จำเป็นจะต้องกินยาแก้เศร้า อย่าแรงๆต้านโรคทางจิตเลย
เพียงแต่พ่อแม่รู้เทคนิคในการจัดการ เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคทางจิตเวช แต่เด็กส่วนใหญ่ขาดการควบคุมอารมณ์ที่ดี เพราะพ่อแม่อาจจะสอนไม่เป็น อันนี้ไม่ได้โทษพ่อแม่นะคะ แต่การเลี้ยงลูกไม่ใช่งานที่ง่าย มันมีเทคนิค มีศิลปะเยอะ มันเป็นวิชาที่ยากมาก และมันไม่มีสอนกัน เราต้องมาลองผิดลองถูกเอง..
อาจารย์ก็อยากให้คุณทำให้ดีนะคะ เพื่อครอบครัวของคุณจะได้มีความสุข และลูกของคุณจะได้เติบโตขึ้นมาให้ดี และเป็นกำลังของสังคม และคุณก็จะภาคภูมิใจในตัวลูกค่ะ
เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ ❤
🍀 อ่านบทความปั้นใหม่ได้ที่ http://bit.ly/blogpunmai
แนะนำอ่านหนังสือ "สร้างวินัยให้ลูกคุณ" และ "สร้าง EQ ให้ลูกคุณ"