01/09/2026
ถ้าเริ่มเป็น..รีบรักษา...
โรคเชื้อราจากแมว ทาสแมวระวัง!
ภัยใกล้ตัวจากสัตว์เลี้ยงสู่คน
ใช้ยาอะไรรักษากันนะ?
ทาสแมวทั้งหลาย เลี้ยงน้องเค้าอยู่ดี ๆ ชอบมาถามเภสัชกรอยู่เสมอว่า ทำมั้ย? ผิวหนังถึงขึ้นผื่นแดงเป็นวง คันไม่หยุด แถมยิ่งเกายิ่งลามเป็นวงใหญ่ๆ ลามไปทั่วตัว หรือเด็กๆลูกๆในบ้าน ที่ใกล้ชิดกับน้องแมวเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น การกอด เล่น หรือแม้แต่การนอนด้วยกัน
อาการโรคผิวหนัลดังกล่าวเกิดจาก #เชื้อราจากแมว ที่พบได้บ่อยคือเชื้อ Microsporum canis เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ผิวหนังของสัตว์ โดยไม่ก่อให้เกิดโรค แต่สามารถติดต่อมายังคนได้ผ่านทางการสัมผัสโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล ก็ทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราจากแมวได้อย่างง่ายดาย
เภสัชกรขอมาสรุปแนวทางการรักษาและยาที่ใช้ ทั้งน้องแมวและบรรดาทาสให้หายขาด
1. #เชื้อราแมวคืออะไร?
#เชื้อราแมว (Cat Fungus) โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา เกิดจากเชื้อรากลุ่มกลาก Dermatophytes หรือ Ringworm ซึ่งพบได้บ่อยในแมว ส่วนใหญ่คือเชื้อ Microsporum canis เป็นโรคผิวหนังที่และที่สำคัญคือ *สามารถติดต่อสู่คนได้* ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแมวที่ติดเชื้อไม่ว่าจะกอด จูบ ไซร์ ซุก อุ้ม เหวี่ยงน้องแมว หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสปอร์เชื้อรา เช่น ที่นอน, ของเล่น, หรือ กรงที่บริเวณที่คุณแมวท่านเป็นเจ้าของอยู่
#เชื้อราแมวเมื่อติดสู่คน
#อาการในคน คนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อราแมวมากที่สุดได้แก่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนน้อย หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อคนติดเชื้อราแมว มักจะปรากฏอาการทางผิวหนังที่สังเกตได้ชัดเจน ดังนี้:
- #ผื่นคัน: มักเป็นอาการแรกเริ่มที่สังเกตได้
- #ลักษณะผื่น: ผื่นจะมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบนอกสีแดงเข้มและนูนเล็กน้อย ตรงกลางมักจะดูจางกว่า ทำให้ดูคล้าย "รูปวงแหวน" (Ringworm) เพราะลักษณะของผื่นที่ปรากฏบนผิวหนังมักจะขยายออกเป็นวงกลมคล้ายตัวหนอนขดนั่นเอง
- #สะเก็ด: ผิวหนังบริเวณผื่นอาจแห้ง ลอกเป็นขุย หรือเป็นสะเก็ด
- #การแพร่กระจาย: หากไม่ได้รับการรักษา รอยผื่นที่ขยายยิ่งเกา เชื้อราที่ติดจากซอกเล็บเราเอง ก้ออาจนำพาเชื้อขยายขนาดหรือลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ ยิ่งในเด็กอ่อนหรือญาติผู้ใหญ่เราที่ภูมิต้านทานไม่ได้ จะยิ่งติดง่ายขึ้น
2. #ยาที่ใช้รักษา
การรักษาในคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ขอบอกไว้ก่อนว่า เชื้อราแมวในคนโดยทั่วไป *ไม่หายเอง* หากปล่อยไว้จะลุกลามมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานตก ถ้าสงสัยไปหาหมอคนนะครับ...555 หมอผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังได้ยิ่งดีใหญ่
2.1. อาการไม่รุนแรง (ผื่น 1-2 จุด):
ถ้าเราสังเกตุเห็นได้ก่อน หรือภูมิต้านทานเราดีมากจนเชื้อราไม่กระจายไปทั่วร่าง
- #ใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา: โดยทาต่อเนื่องบริเวณผื่นตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร (มักจะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์) จนกว่าผื่นจะหายไปหมด
ตัวอย่างยา: ครีมที่มีส่วนผสมของ , , หรือ
2.2 #อาการรุนแรง หากไม่รีบรักษา หรือผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำเช่นเด็กๆหรือผู้สูงอายุในบ้าน จากผื่นๆจะขยายตัว และเกิดผื่นจำนวนมาก หรือติดเชื้อที่หนังศีรษะ และผิวหนังที่อื่นๆทั่วร่างกายได้อีกด้วย:
เป็นไปได้ ไปพบแพทย์: หากผื่นลุกลามมาก มีอาการคันรุนแรง หรือเกิดขึ้นที่บริเวณหนังศีรษะ ควรพบแพทย์ผิวหนังทันที
ยารับประทาน: แพทย์อาจสั่งยารับประทานต้านเชื้อราควบคู่ไปกับการใช้ยาทา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อราทั้งหลาย
#สรุปยาเชื้อรา เนื่องจากยากลุ่มนี้มีเย๊อะแย๊ะ
หากคุณกำลังมีปัญหา #โรคเชื้อรา ไม่ว่าจะเกิดที่ตำแหน่งใดๆในผิวกาย ไปหาหมอนะครับ => มีปัญหาโรคเชื้อรา อย่าได้เสียเวลาไปทดลองซื้อยามาใช้เอง เปลืองสตางค์และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่ตามมาหากใช้ยาแบบผิดๆ
เรามาสรุปแบบง่ายๆว่า มาดูกันว่า #ยาเชื้อรา กลุ่มไหนเหมาะกับโรคอะไร จะได้แนะนำหรือเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ! 👇
https://web.facebook.com/photo/?fbid=122125495065353251&set=a.122113000917353251
3. #เชื้อราแมวเมื่อเป็นในแมว
“โรคเชื้อราของแมว” คือหนึ่งในโรคติดต่อที่เป็นในแมวที่พบได้บ่อย โดยมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อรา ที่เกิดจากการสะสมความชื้นบนร่างกายของแมว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแมวพันธุ์ขนยาว ยกตัวอย่างเช่น เปอร์เซีย หรือ สก็อตติช
#เชื้อราแมวเกิดจากอะไร ?
ส่วนใหญ่กว่า 90% มักจะเกิดจากเชื้อราสายพันธุ์ Microsporum Canis โดยเมื่อแมวเป็นเชื้อรา บริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อจะมีลักษณะ แห้ง แดง ลอกเป็นขุย ขนร่วง และบางตัวอาจมีอาการตกสะเก็ดร่วมด้วยซึ่งอันตรายของโรคเชื้อราแมวก็คือ โรคนี้เป็นโรคติดต่อ หากในพื้นที่เลี้ยงมีแมวมากกว่า 1 ตัว จะสามารถติดต่อจากแมวสู่แมวได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสู่คนได้อีกด้วย => อย่างไรก็ตาม เชื้อราแมว "เป็นโรคที่รักษาได้" และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับน้องแมวทุกตัวในบ้านเรา และในที่สุดก้อไม่มาติดเรา
ไม่ใช่แมวทุกตัวที่จะเป็นโรคนี้นะครับ น้องที่มีความเสี่ยงมักได้แก่
- แมวที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น แมวสูงอายุที่สุขภาพไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม หรือเป็นแมวเด็กที่มีอายุน้อย ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
- สภาพแวดล้อมพื้นที่ที่อยู่อาศัยไม่สะอาด มีความชื้นสูง ไม่มีอากาศถ่ายเท
- แมวได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนัง และไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง
#อาการที่เป็นสัญญาณเตือนของเชื้อราแมว
เชื้อรานี้ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังและขน โดยมีอาการในแมวดังนี้
- #ขนร่วง: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด โดยมักร่วงเป็นวงกลม ขนบริเวณที่เป็นเชื้อราดูบางผิดปกติหรือหลุดร่วงง่าย
- #ผิวหนังผิดปกติ: ผิวหนังแดง มีรอยแดงเป็นวงกลมที่ผิวหนัง แห้ง ลอกเป็นขุย หรือเป็นสะเก็ด
- #อาการคัน: แมวบางตัวอาจมีอาการคัน เกา, เลียหรือกัดบริเวณที่ติดเชื้อบ่อย
- #บริเวณที่พบ: มักพบบริเวณใบหน้า, หู, และขา
#การรักษาในแมว
หลังจากสังเกตอาการที่เกิดขึ้นเบื้องต้นแล้ว หากเจ้าของท่านใดที่กังวลว่า แมวของเราอาจกำลังเป็นโรคเชื้อรา ควรพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยทันทีและรับการรักษาที่ถูกต้อง
หลังจากมั่นใจแล้วว่า เชื้อราที่เกิดขึ้นบนตัวแมวนั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อราสายพันธุ์ใด คุณหมอก็จะเริ่มกระบวนการ รักษาเชื้อราแมว ดังนี้:
- ยาทา/สเปรย์: สำหรับแผลที่ไม่รุนแรงมาก สัตวแพทย์อาจให้ยาทาหรือสเปรย์ฆ่าเชื้อรา
- แชมพูฆ่าเชื้อ: ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมเช่น Miconazole, Ketoconazole หรือ 2% Chlorhexidine ในการอาบน้ำเพื่อลดจำนวนเชื้อรา หากไปหยิบขวดมาดูสูตรเหมือนแชมพูในคนที่เป็นทาสแมวนี่แหละ แต่สำหรับน้องแมวราคาแพงมากกว่ายาคน...555
- ยารับประทาน: สำหรับกรณีที่ติดเชื้อเป็นกว้าง
- การดูแลอื่นๆ: อาจมีการตัดขนบริเวณที่ติดเชื้อ และเจ้าของต้องทำความสะอาดบ้านและอุปกรณ์ของแมวเพื่อกำจัดสปอร์
ระยะเวลาในการรักษาแมวมักอยู่ที่ประมาณ 4-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง หลังปฏิบัติตามวิธีรักษาเชื้อราแมวอย่างต่อเนื่อง สัตวแพทย์จะทำการเพาะเชื้ออีก 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2-4 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะไม่พบเชื้อรา นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตได้จากรอยบนผิวหนังที่จะค่อย ๆ จางลง และหายไปในที่สุด
4. #วิธีป้องกันการติดเชื้อสู่คน
โดยหากเจ้าของติดเชื้อราจากแมว สามารถปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้านเพื่อรับยาทาเชื้อราแมว หรือหากเป็นหลายจุด ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินอาการและรับการรักษาในขั้นต่อไปตามที่เราได้เล่ามาแล้ว
อย่างไรก็ตาม สปอร์ของเชื้อรานั้น ไม่ได้ติดอยู่แค่บนผิวหนังของแมว แต่สามารถฟุ้งกระจายไปได้ทั่วบ้าน โดยเฉพาะจุดที่มีการถ่ายเทอากาศต่ำ เช่นมุมอับ หรือจุดที่แสงส่องเข้าไปไม่ถึง จึงควรทำความสะอาดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทั้งหมด
หลังจากที่ทั้งผู้เลี้ยงและแมวหายจากเชื้อราเรียบร้อยแล้ว โดยมีคำแนะนำดังนี้ในการป้องกันไม่ให้เป็นโรคซ้ำไปมา ได้แก่:
- ล้างมือทันที: ทุกครั้งหลังสัมผัสแมว
- กักบริเวณ: หากแมวเป็นเชื้อรา ให้แยกแมวออกไปอยู่ในบริเวณที่จำกัดจนกว่าจะหาย
- ทำความสะอาดบ้าน: ดูดฝุ่นและถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อกำจัดสปอร์เชื้อราที่อาจตกอยู่ตามพื้นหรือเฟอร์นิเจอร์
- ซักทำความสะอาด: ของใช้ของแมว เช่น ที่นอน, ผ้าเช็ดตัว ด้วยน้ำร้อนและน้ำยาซักผ้า
#สุดท้าย
ทั้งน้องแมวและทาสที่เคยเป็นเชื้อราแล้ว หายแล้ว ก้อยังมีโอกาสกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้อีก หากไม่ดูแลสภาพแวดล้อม หรือมีการสัมผัสกับแมวที่ยังมีเชื้ออยู่ แม้แมวบางตัวจะมีภูมิคุ้มกันหลังหาย แต่ยังสามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ ดังนั้นการป้องกันทั้งคนและแมวน่านแหละจึงสำคัญพอ ๆ กับการรักษา
#เภสัชกรุอุทัย