07/10/2025
ยาตีกับอาหาร
อาหารตีกับยา
รู้หรือไม่‼️ อาหารมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา
การรับประทานยาร่วมกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มบางชนิด ทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ยาออกฤทธิ์น้อยลงจนไม่สามารถรักษาโรคได้ หรืออาจออกฤทธิ์มากขึ้นจนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
อาหารและยาที่มีข้อควรปฏิบัติและระมัดระวังในการรับประทานร่วมกัน ได้แก่
1️⃣ ยาลีโวไทร็อกซีน (Levothyroxine)
เป็นยาที่ใช้รักษาภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์
⚠️ ควรรับประทานตอนท้องว่าง อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนอาหารเช้า เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด
⚠️ หลีกเลี่ยงการรับประทานยานี้พร้อมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม และธาตุเหล็ก เช่น นม และผลิตภัณฑ์จากนม วิตามินรวม หรือผลิตภัณฑ์เสริมแร่ธาตุต่าง ๆ เนื่องจากสามารถลดการดูดซึมยาเลโวไทรอกซีน ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ลดลง
หากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาหลังอาหาร ควรรับประทานยานี้หลังอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
2️⃣ ยาฆ่าเชื้อ
หรือยาปฏิชีวนะในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน เช่น นอฟลอกซาซิน ซิโปรฟลอกซาซิน เลโวฟลอกซาซิน ออฟลอกซาซิน
⚠️ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยานี้พร้อมอาหาร รวมถึงนม และผลิตภัณฑ์จากนม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม และแร่ธาตุต่าง ๆ เนื่องจากสามารถลดการดูดซึม ทำให้ยาออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ลดลง โดยควรรับประทานยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนห่างจากนมและผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงแคลเซียมและแร่ธาตุเสริม อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
3️⃣ ยาเลโวโดปา
ซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสัน จะถูกดูดซึมลดลง เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากโปรตีนในอาหารจะรบกวนการดูดซึมของยา ทำให้ระดับยาในเลือดต่ำลง และการรักษาไม่เกิดประสิทธิผล
⚠️ ดังนั้นจึงควรรับประทานยาเลโวโดปาอย่างน้อย 30 – 60 นาที ก่อนอาหาร หรืออย่างน้อย 2 ชั่วโมง หลังอาหาร เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้เต็มที่
⚠️ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเลโวโดปาร่วมกับอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น นม ถั่ว หรือน้ำเต้าหู้
4️⃣ ยาวอร์ฟาริน
เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด
⚠️ หากรับประทานร่วมกับอาหารที่มีปริมาณวิตามินเคสูง เช่น ผักใบเขียว ได้แก่ กระหล่ำปลี เคล ผักโขม บรอกโคลี ผักกาดหอม ผักสลัด ผักปวยเล้ง จะส่งผลให้การออกฤทธิ์ในการต้านการแข็งตัวของเลือดลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการแข็งตัวของเลือดได้ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีการรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำอยู่แล้ว สามารถรับประทานได้ในปริมาณคงที่ ไม่ควรเปลี่ยนแปลงปริมาณการรับประทานจากเดิม
⚠️ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง ในปริมาณมาก ๆ เป็นประจํา อาทิเช่น
• ไข่แดง ตับ นม
• พืชกลุ่มที่มีสารแคโรทีนอยด์ ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม
• ผัก ผลไม้สีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง ผักบุ้ง แครอท ฟักทอง มันเทศ และมะละกอสุก
ควรรับประทานแต่น้อย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ เนื่องจากการรับประทานยาวาร์ฟารินร่วมกับอาหารที่มีปริมาณวิตามินเอสูง จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกมากขึ้น
5️⃣ ยาช่วยย่อย
เป็นยาที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร
⚠️ ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพื่อช่วยให้เอนไซม์สามารถทำงานได้เต็มที่ และเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหารให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการท้องอืด และมีแก๊สในกระเพาะอาหารได้
#ยาและอาหาร # Interaction #เภสัชกร #นักกำหนดอาหาร #แพทย์โภชนาการ
บทความโดย ผศ. ดร. ภญ. ดาราพร รุ้งพราย
จัดทำโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายสื่อสารองค์กร สมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย