24/08/2026
วัคซีนตัวไหนบ้างที่ควรฉีด มาเช็คกัน !?
https://www.facebook.com/share/1YJbyCEVnE/?mibextid=wwXIfr
อายุ 50+ อย่าจำแค่วัคซีนไข้หวัดใหญ่! เช็กให้ครบตัวไหนควรฉีด!
ใครอายุ 50 ขึ้นไป ปีนี้ฉีดวัคซีนอะไรกันไปแล้วบ้างครับ?
ผมเดาว่าหลายคนน่าจะตอบว่า
“ก็ไข้หวัดใหญ่ปีละครั้งไงหมอ”
ถูกครับ แต่พออายุเข้า 50 เรื่องวัคซีนไม่ได้มีแค่นั้นแล้ว เพราะภูมิคุ้มกันของเราค่อย ๆ ตอบสนองต่อเชื้อโรคได้ไม่เหมือนตอนหนุ่มสาว และโรคบางอย่างที่เมื่อก่อนติดแล้วพักไม่กี่วันก็หาย พออายุมากขึ้นกลับมีโอกาสปอดอักเสบ นอนโรงพยาบาล หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น
ดังนั้นถ้าอายุ 50+ ผมอยากให้เปิดประวัติวัคซีนตัวเองดูสักครั้งครับว่า อะไรฉีดแล้ว อะไรยังไม่เคยฉีด และอะไรถึงเวลาต้องกระตุ้น
1️⃣ ไข้หวัดใหญ่ ยังเป็นวัคซีนที่ควรนึกถึงทุกปี
อันนี้หลายคนรู้แล้ว แต่ผมยังอยากให้เป็นตัวแรกครับ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีด ปีละครั้ง เพราะสายพันธุ์ที่ระบาดเปลี่ยนไป และภูมิคุ้มกันจากวัคซีนก็ลดลงตามเวลา
สำหรับประเทศไทย กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ และคนที่มีเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือโรคเรื้อรังอื่น ยิ่งควรให้ความสำคัญครับ กรมควบคุมโรคของไทยยังจัดผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคเรื้อรังหลายกลุ่มเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
ฉีดแล้วไม่ได้แปลว่าจะไม่มีทางเป็นไข้หวัดใหญ่
แต่เป้าหมายสำคัญคือ ลดโอกาสป่วยหนักและภาวะแทรกซ้อน
โดยเฉพาะคนอายุเยอะขึ้น ผมมองเรื่องนี้มากกว่าคำว่า “ติดหรือไม่ติด” ครับ
2️⃣ อายุ 50 ขึ้นไป อย่าลืมวัคซีนงูสวัด
ตัวนี้ผมว่าเป็นวัคซีนที่คนอายุ 50 หลายคนยังลืมครับ
หลายคนคิดว่า
“เคยเป็นอีสุกอีใสตั้งแต่เด็กแล้ว จบไปแล้วนี่”
จริง ๆ เชื้อไม่ได้หายออกจากร่างกายครับ แต่มันสามารถซ่อนอยู่ตามเส้นประสาท แล้ววันหนึ่งเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อกลับมาทำงานอีกครั้ง กลายเป็น งูสวัด
ปัญหาไม่ได้มีแค่ผื่นกับตุ่มน้ำ
บางคนผื่นหายแล้ว แต่เส้นประสาทยังปวดแสบปวดร้อนต่อเป็นเดือนหรือเป็นปี ภาวะนี้เรียกว่าอาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด
ตามคำแนะนำสากล วัคซีนงูสวัดชนิดที่ใช้ในปัจจุบันแนะนำตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปจำนวน 2 เข็ม และในคนภูมิคุ้มกันบกพร่องบางกลุ่มอาจแนะนำตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้ด้วยครับ
และมีอีกคำถามที่เจอบ่อย
“เคยเป็นงูสวัดแล้ว ยังต้องฉีดไหม?”
โดยทั่วไปยังมีประโยชน์ครับ เพราะเป็นแล้วสามารถเป็นซ้ำได้ เพียงแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังหายควรคุยกับแพทย์ตามสภาพร่างกายแต่ละคน
3️⃣ วัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส ยิ่งอายุมากยิ่งควรเช็ก
ชื่ออาจฟังยากหน่อยครับ แต่จำง่าย ๆ ว่าเป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรครุนแรงจากเชื้อ นิวโมคอคคัส ซึ่งสามารถทำให้เกิด
ปอดอักเสบ
ติดเชื้อในกระแสเลือด
หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ได้
โดยเฉพาะคนอายุมาก หรือมี
เบาหวาน
โรคหัวใจ
โรคปอดเรื้อรัง
โรคไต
ภูมิคุ้มกันต่ำ
สูบบุหรี่
ความสำคัญยิ่งเพิ่มขึ้นครับ
แนวทางต่างประเทศบางแห่งปัจจุบันเริ่มแนะนำวัคซีนปอดอักเสบชนิดนี้ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในแต่ละประเทศอาจกำหนดอายุและชนิดวัคซีนต่างกัน จึงควรเช็กประวัติวัคซีนและโรคประจำตัวก่อนว่าจะเหมาะกับ PCV ชนิดใด และต้องตามด้วยวัคซีนอีกชนิดหรือไม่
ตรงนี้ผมไม่อยากให้เดินเข้าไปแล้วบอกว่า
“เอาวัคซีนปอดหนึ่งเข็มครับ”
เพราะวัคซีนกลุ่มนี้มีหลายชนิด และประวัติว่าเคยฉีดอะไรมาก่อนมีผลกับตารางเข็มถัดไปครับ
4️⃣ บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน ไม่ได้ฉีดตอนเด็กแล้วใช้ได้ตลอดชีวิต
หลายคนจำเข็มสุดท้ายของตัวเองไม่ได้แล้วครับ
บางคนตอบว่า
“น่าจะตอนประถมมั้งหมอ”
ถ้าตอนนี้อายุ 55 ก็ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วครับ
โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรมีวัคซีนที่ครอบคลุม ไอกรนร่วมกับบาดทะยักและคอตีบ (Tdap) อย่างน้อยหนึ่งครั้งถ้ายังไม่เคยได้รับในวัยผู้ใหญ่ แล้วกระตุ้นบาดทะยักและคอตีบด้วย Td หรือ Tdap ประมาณทุก 10 ปี ตามประวัติและข้อบ่งชี้
เรื่องนี้สำคัญเพราะหลายคนจะมานึกถึงบาดทะยักตอน
โดนตะปูตำ
ถูกของมีคมบาด
หรือโดนสัตว์กัด
แล้วค่อยถามว่า
“เข็มล่าสุดเมื่อไหร่?”
ตอบไม่ได้ครับ
ถ้าอายุ 50+ ลองเปิดสมุดวัคซีนหรือประวัติโรงพยาบาลดูสักครั้ง ดีกว่ามานั่งนึกตอนมีแผลแล้วครับ
5️⃣ โควิดยังต้องดูตามอายุ โรคประจำตัว และคำแนะนำในช่วงนั้น
โควิดไม่ได้หายไปจากโลกครับ แต่แนวทางวัคซีนเปลี่ยนตามสถานการณ์ สายพันธุ์ วัคซีนที่มี และระดับความเสี่ยงของแต่ละคน
สำหรับคนอายุ 50 ขึ้นไป โดยเฉพาะถ้ามี
เบาหวาน
โรคหัวใจ
โรคปอด
โรคไต
โรคอ้วน
มะเร็ง
หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
ผมไม่อยากให้ใช้ความคิดว่า
“เคยฉีดเมื่อหลายปีก่อนแล้ว จบ”
แต่ควรเช็กคำแนะนำปัจจุบันว่าตัวเองถึงรอบกระตุ้นหรือยัง เพราะเป้าหมายหลักในคนกลุ่มเสี่ยงคือการลดโอกาสป่วยหนักและเข้าโรงพยาบาลครับ กรมควบคุมโรคของไทยยังระบุโรคเรื้อรังหลายกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโควิดรุนแรง
6️⃣ ตับอักเสบบี อย่าคิดว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีภูมิแล้ว
บ้านเราเคยฉีดวัคซีนตับอักเสบบีให้เด็กเป็นวัคซีนพื้นฐานมานานแล้วครับ
แต่คนที่อายุ 50–60 วันนี้บางส่วนโตมาก่อนยุคที่ได้รับวัคซีนครบตามระบบ
ดังนั้นถ้า
ไม่แน่ใจว่าเคยฉีดหรือไม่
อยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อตับอักเสบบี
มีโรคตับ
ฟอกไต
มีความเสี่ยงจากเลือดหรือเพศสัมพันธ์
หรือทำงานที่สัมผัสเลือด
ควรเช็กเรื่องวัคซีนตัวนี้ครับ
บางคนอาจต้องดูประวัติวัคซีน หรือเจาะเลือดดูภูมิและการติดเชื้อตามความเหมาะสมก่อน
ไม่ใช่อายุ 55 แล้วเดินไปฉีดสามเข็มใหม่ทุกคนครับ
ให้รู้ก่อนว่า เราอยู่ตรงไหน
7️⃣ พออายุ 60–75 ขึ้นไป มีวัคซีน RSV ที่ควรเริ่มถามเพิ่ม
ตัวนี้คนไทยยังพูดถึงกันไม่มากเท่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครับ
RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของเด็กเล็ก แต่ผู้สูงอายุก็สามารถป่วยหนักได้ โดยเฉพาะคนที่มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือร่างกายเปราะบาง
คำแนะนำสากลปัจจุบันให้ความสำคัญมากในผู้สูงอายุ โดยแนะนำผู้ที่อายุ 75 ปีขึ้นไป และพิจารณาในช่วงอายุประมาณ 60–74 ปีที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรครุนแรง
ดังนั้นถ้าวันนี้อายุ 50 ยังไม่ใช่ว่าทุกคนต้องรีบไปฉีด RSV ทันทีนะครับ
แต่ผมอยากให้รู้จักมันไว้
พออายุเข้า 60–70 หรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง จะได้รู้ว่ามีวัคซีนอีกตัวที่ควรถามแพทย์ ไม่ใช่จำอยู่แค่ไข้หวัดใหญ่อย่างเดียว
แล้ววัคซีนอื่นอย่างตับอักเสบเอ หัด หรืออีสุกอีใสล่ะ?
ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญครับ
แต่กลุ่มนี้จะขึ้นกับ ประวัติเดิมและความเสี่ยงของแต่ละคน มากกว่า
เช่น
ไม่เคยเป็นหรือไม่มีภูมิต่อโรคบางชนิด
มีโรคตับ
เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง
ทำงานบางอาชีพ
อยู่กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง
หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ดังนั้นอายุ 50+ ไม่จำเป็นต้องไล่ฉีดวัคซีนทุกชนิดที่โรงพยาบาลมีครับ
หลักที่ถูกกว่าคือ เอาประวัติวัคซีนมาเช็ก แล้วเติมเฉพาะตัวที่ขาด
ถ้าอายุ 50+ ผมอยากให้เช็กง่าย ๆ แบบนี้ครับ
• ไข้หวัดใหญ่ — ปีนี้ฉีดหรือยัง
• งูสวัด — อายุถึง 50 แล้ว เคยครบ 2 เข็มหรือยัง
• ปอดอักเสบนิวโมคอคคัส — อายุและโรคประจำตัวถึงเกณฑ์หรือยัง และเคยฉีดชนิดไหน
• Tdap/Td — เข็มล่าสุดเกิน 10 ปีหรือยัง
• โควิด — ถึงรอบตามคำแนะนำปัจจุบันและระดับความเสี่ยงหรือไม่
• ตับอักเสบบี — เคยฉีดครบหรือมีภูมิแล้วหรือยัง
• ถ้าเริ่ม 60–75+ — เช็กเรื่อง RSV เพิ่มตามความเสี่ยง
แล้วต้องฉีดวัคซีนพวกนี้ให้ครบทุกตัวเลยไหม?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ
อายุ 50+ ไม่ได้แปลว่าต้องเดินเข้าโรงพยาบาลแล้วฉีดรวดเดียว 6–7 เข็มทุกคน เพราะวัคซีนแต่ละตัวดูคนละเรื่องกัน
บางตัวดูตามอายุ
บางตัวดูว่ามีโรคประจำตัวไหม
บางตัวต้องดูว่าเคยฉีดมาก่อนหรือยัง
บางตัวขึ้นกับการทำงาน การเดินทาง หรือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของแต่ละคน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ
ไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่คนส่วนใหญ่ควรนึกถึงทุกปี
งูสวัดพออายุ 50 ขึ้นไปก็เริ่มเข้าช่วงที่ควรพิจารณาชัดขึ้น
แต่ตับอักเสบบี ถ้าเคยฉีดครบและมีภูมิอยู่แล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเริ่มฉีดใหม่เพราะอายุครบ 50
ส่วน RSV ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอายุ 50 ทุกคนต้องฉีด เพราะปัจจุบันจะให้น้ำหนักกับคนอายุมากกว่านั้นหรือมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงเป็นหลัก
วัคซีนปอดอักเสบเองก็ต้องดูทั้งอายุ โรคประจำตัว และประวัติว่าเคยได้วัคซีนชนิดไหนมาก่อนครับ
เพราะฉะนั้นผมอยากให้จำคำว่า
“เช็กให้ครบ ไม่ได้แปลว่าต้องฉีดให้ครบทุกตัว”
เป้าหมายคือรู้ว่าตัวไหนเหมาะกับเรา ตัวไหนยังไม่ถึงเวลา และตัวไหนเราได้รับครบไปแล้ว
ถ้ามีประวัติวัคซีนเก่า เอาไปให้แพทย์หรือสถานพยาบาลช่วยไล่ดูทีละตัว จะง่ายและแม่นกว่าการจำเองครับ ถ้าไม่มี ไม่เป็นไร
ลองเริ่มจากถามประวัติและโรคประจำตัว แล้วค่อยวางแผนทีละตัวได้ ไม่จำเป็นต้องฉีดทุกอย่างในวันเดียวครับ
พออายุ 50 ขึ้นไป ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดจาก
“วัคซีนเป็นเรื่องของเด็ก”
มาเป็น
“วัคซีนเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวแก่ให้แข็งแรง”
เพราะเราไม่ได้ฉีดเพื่อหวังว่าจะไม่มีวันติดเชื้อครับ
เราใช้วัคซีนเพื่อลดโอกาสเจอโรครุนแรง ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสที่เชื้อโรคหนึ่งครั้งจะพาเราเข้าโรงพยาบาลยาว ๆ
ดังนั้นปีนี้ตรวจไขมัน ตรวจน้ำตาล ตรวจความดันแล้ว
ลองเปิดประวัติวัคซีนด้วยครับ
บางเข็มฉีดทุกปี
บางเข็มฉีดเพียงไม่กี่ครั้ง
บางเข็มรอถึงช่วงอายุหนึ่ง
และบางเข็มขึ้นกับโรคประจำตัว
ไม่ต้องจำทั้งหมดเองครับ แต่ควรรู้ว่าเมื่ออายุ 50 แล้ว เราไม่ได้มีแค่ไข้หวัดใหญ่ให้เช็กอีกต่อไป
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ