หมอนัดโภชนาการ

หมอนัดโภชนาการ Nutrition educator and Nutritional and lipid biochemistry researcher

โค้ชชิ่งโภชนาการ NCD หายได้
(1)

เบาหวานลดยา หยุดยา เกิดขึ้นได้จริงที่ตรัง !! อย่าคิดว่าทำยากต้องอด ๆ อยากๆ หากเลือกกินเคล็ดลับคือ1. ตรวจประเมิน น้ำตาลหล...
29/05/2026

เบาหวานลดยา หยุดยา เกิดขึ้นได้จริงที่ตรัง !! อย่าคิดว่าทำยากต้องอด ๆ อยากๆ หากเลือกกิน
เคล็ดลับคือ

1. ตรวจประเมิน น้ำตาลหลังอาหารในมื้ออาหาร ที่สงสัย

2. ปรับไปตามสภาพคนไข้แต่ละราย

3. เพิ่มกิจกรรมทางกาย ที่เติมจากการทำงาน ปกติ

4. ค้นหาปัญหา และมองหาความสำเร็จเล็ก ๆ ร่วมกับคนไข้

ขอขอบคุณ จนท. และคนไข้ทุกๆ คนในตรังครับ

28/05/2026

ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ถึงเข่าเจ็บก็ทำได้

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างจากการลงพื้นที่ คือการดูแลเบาหวานหรือโรคเรื้อรัง อาจไม่ใช่หน้าที่ของ “โรงพยาบาล” อย่างเดียวหลายพื้...
28/05/2026

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างจากการลงพื้นที่ คือ
การดูแลเบาหวานหรือโรคเรื้อรัง อาจไม่ใช่หน้าที่ของ “โรงพยาบาล” อย่างเดียว

หลายพื้นที่เริ่มเห็นความสำคัญของ
“สิ่งแวดล้อมสุขภาพ” ในชุมชน

เช่น
• ร้านอาหารที่มีตัวเลือกสุขภาพมากขึ้น
• การลดเครื่องดื่มหวานในงานชุมชน
• ตลาดที่เข้าถึงผักและอาหารพื้นถิ่นได้ง่าย
• พื้นที่เดินหรือออกกำลังกาย
• กลุ่มพูดคุยหรือกิจกรรมในชุมชน

เพราะสุดท้าย ต่อให้หมอแนะนำดีแค่ไหน
แต่ถ้าคนไข้กลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม
การควบคุมโรคก็ยังยาก

โดยเฉพาะในชุมชนสวนยาง
ที่วิถีชีวิตเริ่มตั้งแต่กลางคืน
เวลานอน เวลากิน และการทำงาน
ไม่เหมือนคนทั่วไป

หลายคนทำงานหนักทั้งคืน
และมีข้อจำกัดเรื่องเวลา การพักผ่อน และการกินร่วมกับครอบครัวหรือเทศกาล

ดังนั้น “สุขภาพ” จึงอาจต้องเริ่มจากระดับชุมชน
ไม่ใช่แค่ระดับบุคคล

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน
ก็ขึ้นกับการเห็นความสำคัญของผู้นำท้องถิ่น
โดยเฉพาะ อบต. หรือหน่วยงานในพื้นที่

บางตำบลขับเคลื่อนได้ดีมาก
มีความพยายามสร้างชุมชนสุขภาพ
แต่บางแห่งก็ยังต้องช่วยกันผลักดันต่อ

ผมจึงมองว่า
อนาคตของการดูแลเบาหวาน อาจไม่ใช่แค่เรื่องยา
แต่คือการสร้าง “ชุมชนที่เอื้อต่อสุขภาพ”

อยากถาม FC หรือเพื่อน ๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดว่า
พื้นที่ของท่านมีตัวอย่างชุมชนสุขภาพที่น่าสนใจไหม
และคิดว่า อบต. หรือท้องถิ่นควรมีบทบาทอะไรในการลดโรคเรื้อรังบ้างครับ

กุญแจสำคัญของการปราบปรามโรคเบาหวาน คือเราต้องยกเลิกการแนะนำคนไข้แบบเดิม ๆ ก็ไม่สำเร็จ

แต่เราในฐานะแพทย์และบุคลากรควรมี การดูแลต่อเนื่อง ประสานงาน และปรับแต่ละคน ยากตอนเริ่มต้น และจะยั่งยืนและสำเร็จมากกว่า

จากการสัมภาษณ์
พญ.พิมชนก วิเชียร
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รพ. ย่านตาขาว จังหวัดตรัง

27/05/2026
หลายคนยังเข้าใจว่า HDL สูง = ปลอดภัยเสมอแต่ในความจริง “ภาพรวมของอนุภาคไขมันที่ก่อโรค” อาจยังสูงอยู่ได้ครับล่าสุดห้องปฏิบ...
27/05/2026

หลายคนยังเข้าใจว่า HDL สูง = ปลอดภัยเสมอ

แต่ในความจริง “ภาพรวมของอนุภาคไขมันที่ก่อโรค” อาจยังสูงอยู่ได้ครับ

ล่าสุดห้องปฏิบัติการหลายแห่งเริ่มเพิ่มการรายงานค่า “Non-HDL cholesterol” และลดการใช้ค่า Total Cholesterol/HDL ratio ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ evidence ปัจจุบันมากขึ้น

Non-HDL คำนวณง่ายมาก คือ

Non-HDL = Total cholesterol − HDL cholesterol

ข้อดีคือสะท้อน “ไขมันไม่ดีทั้งหมด” ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดเลือด ไม่ได้ดูเฉพาะ LDL อย่างเดียว แต่รวมอนุภาคอื่น ๆ เช่น VLDL, remnant cholesterol และ lipoprotein ที่มี ApoB อยู่ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ
Non-HDL เปรียบเสมือนภาพรวมของ “จำนวนรถที่อาจก่อการจราจรบนหลอดเลือด”

ที่สำคัญคือ
ค่า Non-HDL มักสัมพันธ์กับ ApoB ได้ดีพอสมควร (จากงานวิจัยทีมหมอนัด

โดยไม่ต้องเสียเงินตรวจ ApoB เพิ่ม และสามารถใช้จากผล lipid profile ปกติที่ตรวจในไทยได้ทันที

ผมมักใช้ดูในคนไข้ที่ HDL สูงมาก เพราะบางครั้งดูเผิน ๆ profile เหมือนดี แต่พอคำนวณ Non-HDL แล้วกลับยังสูงอยู่

ตัวอย่างเช่น
Total cholesterol 300
HDL 110

หลายคนจะรู้สึกว่า HDL สูงน่าจะปลอดภัย

แต่จริง ๆ แล้ว
Non-HDL = 190 mg/dL

ซึ่งยังถือว่าสูง และอาจสะท้อนความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าการดู ratio เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นเวลาอ่านผลไขมัน อย่าดูแค่ “HDL สูง” หรือ “LDL ปกติ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูภาพรวมของอนุภาคไขมันที่ก่อโรคร่วมด้วยครับ

หมอนัดโภชนาการ

Credit SIPH

พบกันที่ H Solution ครับ 😊รศ.นพ.กรภัทร มยุระสาครแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และเวชศาสตร์โภชนาการให้คำปรึกษาด้านการดูแลโรคเรื้...
27/05/2026

พบกันที่ H Solution ครับ 😊

รศ.นพ.กรภัทร มยุระสาคร
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และเวชศาสตร์โภชนาการ
ให้คำปรึกษาด้านการดูแลโรคเรื้อรังแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care)

📍Siriraj H Solution
ตรวจวันอังคารที่ 2, 4 และบางวันเสาร์
☎️ 02-414-1144

ดูแลผู้ป่วยในกลุ่ม
• โรคเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission)
• เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องการลดยา หรือปรับยา
• ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่สงสัยพันธุกรรม หรือควบคุมได้ยาก

แนวทางการดูแล เน้น
✅ การปรับพฤติกรรมการกินตามบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย
✅ การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น Coronary Artery Calcium (CAC) Score
✅ การใช้ CGM (Continuous Glucose Monitoring) เพื่อช่วยติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง และทำความเข้าใจการตอบสนองของร่างกายต่ออาหารและการใช้ชีวิต

รายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/share/1DgrN7igUS/?mibextid=wwXIfr

สรุปมาให้ครับเป้าหมายระดับไขมัน **LDL-C (Low-density lipoprotein cholesterol)** เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอ...
20/05/2026

สรุปมาให้ครับ

เป้าหมายระดับไขมัน **LDL-C (Low-density lipoprotein cholesterol)** เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (ASCVD) ถูกกำหนดตามระดับความเสี่ยงของกลุ่มผู้ป่วยแต่ละประเภท โดยข้อมูลจากแหล่งข้อมูลระบุรายละเอียดไว้ดังนี้:

# # # 1. เป้าหมาย LDL-C < 100 mg/dL (และ Non-HDL-C < 130 mg/dL)

เช่น

A. กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ได้แก่:

1. ภาวะไขมันในเลือดสูงรุนแรง (Severe hypercholesterolemia): ในรายที่ไม่มีภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม (FH), ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ASCVD และไม่มีรอยโรคหลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ

2. โรคเบาหวาน (Diabetes):** ผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรค ASCVD หรือไม่มีตัวแปรความเสี่ยงเฉพาะของโรคเบาหวาน

3. หลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ (Subclinical atherosclerosis):** ผู้ที่มีค่าหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหัวใจ (CAC) อยู่ที่ 1–99 AU

4. ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง (Hypertriglyceridemia):ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี และไม่มีปัจจัยเสริมความเสี่ยงอื่นๆ

B. เป้าหมาย LDL-C < 70 mg/dL (และ Non-HDL-C < 100 mg/dL)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น หรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่:

1. ภาวะไขมันในเลือดสูงรุนแรง:ในรายที่มีภาวะ FH, มีปัจจัยเสี่ยง ASCVD หรือมีรอยโรคหลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ

2. โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรค ASCVD หรือมีตัวแปรความเสี่ยงเฉพาะของโรคเบาหวาน

3. หลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ: ผู้ที่มีค่า CAC ตั้งแต่ 100–999 AU

4. โรค ASCVD ทางคลินิก:สำหรับผู้ที่ยังไม่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก** (Not at very high risk)

C. เป้าหมาย LDL-C < 55 mg/dL (และ Non-HDL-C < 85 mg/dL)
เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งต้องการการควบคุมอย่างเข้มงวด ได้แก่:

1. ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก (At very high risk):รวมถึงผู้ที่มีโรค ASCVD ทางคลินิกร่วมกับสภาวะความเสี่ยงสูงอื่นๆ

2.โรคไตเรื้อรัง (CKD):ผู้ป่วยที่มีโรค ASCVD ร่วมกับโรคไตเรื้อรัง

3. ภาวะไขมันในเลือดสูงรุนแรง: ผู้ที่มีภาวะ HeFH (Heterozygous Familial Hypercholesterolemia) ร่วมกับมีโรค ASCVD ทางคลินิก

4. หลอดเลือดตีบที่ยังไม่แสดงอาการ:** ผู้ที่มีค่า CAC ตั้งแต่ 1,000 AU ขึ้นไป

**ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการติดตามผล:**
* การตอบสนองต่อการรักษาจะประเมินจาก **เปอร์เซ็นต์การลดลงของ LDL-C จากค่าเริ่มต้น** ร่วมกับการบรรลุเป้าหมายตามตัวเลขที่กำหนดข้างต้น
* ควรทำการตรวจระดับไขมันหลังจากเริ่มใช้ยาหรือปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของยาใน **4 ถึง 12 สัปดาห์** และตรวจติดตามทุกๆ **6 ถึง 12 เดือน** หลังจากนั้น
* การตรวจระดับไขมันแบบ**ไม่ต้องงดอาหาร (Nonfasting lipid profile)** สามารถใช้ได้ในกรณีส่วนใหญ่ ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงที่ทราบแน่ชัด ซึ่งควรทำการตรวจแบบงดอาหาร

19/05/2026

“สูดแรง ๆ ให้ลูกขึ้นครบ 3 ลูก” อาจไม่ใช่วิธีใช้ Triflo ที่ถูกต้องเสมอไปครับ

อุปกรณ์ฝึกหายใจแบบ Triflo หรือ Incentive Spirometer มีเป้าหมายสำคัญคือ
“ช่วยให้ปอดค่อย ๆ ขยายตัวเต็มที่” เพื่อป้องกันปอดแฟบ เสมหะค้าง และช่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดหรือเจ็บป่วยทางปอด

แต่ในชีวิตจริง คนไข้จำนวนมากเข้าใจผิดว่า
ต้อง “ดูดเร็ว ดูดแรง” ให้ลูกปิงปองลอยขึ้นครบทุกลูก
ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจทำให้เกิดปัญหาได้

สิ่งที่ควรทำคือ
✅ หายใจเข้า “ช้า ลึก และสม่ำเสมอ”
✅ ค่อย ๆ ให้ปอดขยายจนสุดเท่าที่ทำได้
✅ พยายามค้างลมหายใจไว้ 2–3 วินาที แล้วค่อยผ่อนออก

ไม่จำเป็นต้องให้ลูกขึ้นครบ 3 ลูกทุกครั้ง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่ปอดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

เพราะถ้าสูดแรงเกินไป อาจเกิดอาการ

* เจ็บหน้าอก
* กล้ามเนื้อซี่โครงล้า
* เวียนหัว
* ไอมาก
* หรือทำให้เหนื่อยแทนที่จะได้ประโยชน์

คนไข้รายหนึ่งเล่าว่า พยายามสูดแรงมากเพื่อให้ลูกขึ้นครบทุกลูก สุดท้ายวันถัดมาเจ็บหน้าอก เพราะใช้แรงหายใจมากเกินไป

ดังนั้น “คุณภาพของการหายใจ” สำคัญกว่า “จำนวนลูกที่ลอยขึ้น”

เป้าหมายไม่ใช่การแข่งขัน
แต่คือการค่อย ๆ เปิดปอดให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้งครับ 😊
Credit อ. ปัญญพนต์ นักกายภาพ

อาหารลดเบาหวานของคนไข้ คลินิก DM remission อายุมาก อายุน้อย ก็ remission ได้ครับ
15/05/2026

อาหารลดเบาหวานของคนไข้ คลินิก DM remission
อายุมาก อายุน้อย ก็ remission ได้ครับ

ครั้งหนึ่ง “ไข่” เคยถูกมองว่าเป็นอาหารอันตรายต่อหัวใจแนวทางโภชนาการในช่วงทศวรรษ 1960 เคยแนะนำให้จำกัดคอเลสเตอรอลไม่เกิน ...
14/05/2026

ครั้งหนึ่ง “ไข่” เคยถูกมองว่าเป็นอาหารอันตรายต่อหัวใจ

แนวทางโภชนาการในช่วงทศวรรษ 1960 เคยแนะนำให้จำกัดคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 mg ต่อวัน ซึ่งไข่เพียง 2 ฟองก็แทบแตะเพดานแล้ว ทำให้คนจำนวนมากลดการกินไข่ลง ทั้งที่ในเวลานั้นเราอาจยังเข้าใจคุณค่าของไข่ได้ไม่ครบทั้งหมด

ล่าสุดมีงานวิจัยขนาดใหญ่จาก Loma Linda University ติดตามผู้สูงอายุกว่า 39,000 คน เป็นเวลานานกว่า 15 ปี โดยเชื่อมข้อมูลอาหารกับข้อมูลการวินิจฉัยโรคในระบบ Medicare พบว่ากลุ่มที่กินไข่มีอัตราการเกิด Alzheimer’s disease ต่ำกว่าอย่างน่าสนใจ

* กินไข่เดือนละ 1–3 ครั้ง → ความเสี่ยงลดลงประมาณ 17%
* สัปดาห์ละ 2–4 ฟอง → ลดลงประมาณ 20%
* มากกว่า 5 ฟองต่อสัปดาห์ → ลดลงประมาณ 27%

กลไกที่นักวิจัยสนใจคือ ไข่เป็นแหล่ง choline สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง acetylcholine สารสื่อประสาทที่ลดลงในผู้ป่วย Alzheimer’s นอกจากนี้ไข่แดงยังมี lutein, zeaxanthin และ DHA ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมองเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ
งานนี้เป็น observational study ไม่ใช่ randomized controlled trial ดังนั้น “ยังสรุปเหตุและผลโดยตรงไม่ได้”

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือเรื่อง reverse causation

เพราะในระยะเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินก่อนถูกวินิจฉัย เช่น กินอาหารน้อยลง ทำอาหารเองลดลง หรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า:
“คนที่สมองยังแข็งแรง อาจยังคงกินไข่ได้ตามปกติ”
ไม่ใช่ว่า “ไข่เป็นสาเหตุโดยตรงที่ป้องกัน Alzheimer’s”

นอกจากนี้ กลุ่มประชากรในการศึกษานี้ยังเป็นกลุ่ม Adventist ซึ่งมีพฤติกรรมสุขภาพเฉพาะตัว หลายคนรับประทานมังสวิรัติ ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพมากกว่าประชากรทั่วไป ทำให้ผลลัพธ์อาจไม่ได้เหมือนในทุกประเทศหรือทุกบริบท

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ก็ช่วยสะท้อนภาพสำคัญว่า
“อาหารธรรมชาติอย่างไข่ อาจถูกประเมินต่ำไปในอดีต”

ที่น่าสนใจคือ ในประเทศไทย ผม และคณะ ได้ศึกษาเรื่องไข่มานานกว่า 15 ปีแล้ว ตั้งแต่งานวิจัยในคนไทยที่พบว่า การรับประทานไข่อย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ LDL เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญในคนส่วนใหญ่ แต่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของ HDL และการเปลี่ยนแปลงของ lipid profile ที่น่าสนใจ รวมถึงงานในเด็กไทยที่พบว่า การเสริมไข่ช่วยเรื่อง nutritional status โดยไม่ได้ทำให้ lipid profile แย่ลงอย่างที่เคยกังวลในอดีต

* Mayurasakorn K, et al. “High-Density Lipoprotein Cholesterol Changes after Continuous Egg Consumption in Healthy Adults.” J Med Assoc Thai. 2008. ([ResearchGate][1])
* Mayurasakorn K, et al. “Supplement of Three Eggs a Week Improves Protein Malnutrition in Thai Children from Rural Areas.” J Med Assoc Thai. 2010. ([ResearchGate][2])
https://doi.org/10.1016/j.tjnut.2026.101541

สุดท้าย งานนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า “กินไข่แล้วป้องกัน Alzheimer’s ได้แน่นอน”
แต่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ทำให้เราเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ไขมัน คอเลสเตอรอล และสุขภาพสมอง อาจซับซ้อนกว่าที่เคยเชื่อกันมากครับ

ที่อยู่

Wanglang
Bangkok Noi
10700

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624192640

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอนัดโภชนาการผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หมอนัดโภชนาการ:

แชร์