20/08/2026
ขายคอร์สกระตุ้นสมอง โดยไม่มีความรู้ - คนไข้อาการแย่ลงจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ คุณรับผิดชอบไหวหรือ?
◼️ Case Study: อาการวิตกกังวล แพนิก ซึมเศร้ารุนแรงขึ้น ระหว่างคอร์สกระตุ้นสมอง
คนไข้เป็นโรคซึมเศร้าร่วมกับวิตกกังวล รักษากับจิตแพทย์มาหลายปีและอาการค่อนข้างคงที่ ต่อมาเริ่มทำ TMS ที่คลินิกแห่งหนึ่งด้วยการชักชวนของ “เซล” โดยใช้วิธี “สำเร็จรูป” จากในเครื่อง
หลังทำไป 10+ ครั้ง เริ่มมีอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น มือและปากสั่น วิตกกังวลรุนแรง และมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ จนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ได้รับการปรับยาและการรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า ECT หลายครั้ง ปัจจุบันอาการดีขึ้น แต่ยังไม่กลับสู่ช่วงเดิม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างคอร์ส TMS จึงมีความสัมพันธ์ด้านเวลาชัดเจน ไม่มีการปรับยาหรือเหตุการณ์อื่นใดๆ เกิดขึ้น
◼️ คนไข้ควรถามอะไรก่อนทำ TMS
ใครเป็นแพทย์ผู้วินิจฉัยและสั่ง TMS
จิตแพทย์เจ้าของไข้เดิมทราบหรือไม่
ใช้ coil, target, frequency และ protocol อะไร เพราะอะไร
มีการวัด motor threshold (MT) เฉพาะบุคคลหรือไม่
ระหว่างคอร์สมีการติดตาม depression, anxiety, mania และ suicidal ideation อย่างไร
หากอาการแย่ลง ใครเป็นคนประเมินและตัดสินใจหยุดหรือเปลี่ยน protocol
การซื้อคอร์สไปแล้ว ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องฝืนทำต่อเมื่ออาการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
◼️ วิจารณ์
TMS โดยรวมมี safety profile ที่ดี และมีหลักฐานรองรับการรักษา depression รวมถึง anxious depression แต่ “ปลอดภัยโดยรวม” ไม่ได้แปลว่าไม่มี adverse effects
มีรายงาน psychiatric adverse events ที่พบไม่บ่อย เช่น anxiety, irritability, insomnia, hypomania/mania และ psychotic symptoms จึงต้องติดตามอาการระหว่างคอร์สอย่างจริงจัง
ปัญหาเกิดเมื่อใช้โดยไม่มีการประเมิน diagnosis, medication, motor threshold, target, clinical response และ adverse effects อย่างเหมาะสม
ยาจิตเวชบางชนิดอาจมีผลต่อ cortical excitability, motor threshold หรือ response ของ TMS
จากประสบการณ์ส่วนตัวจากการทำ TMS มา 15 ปี พบว่า TMS มีผลต่อยาที่ผ่านสมองหลายตัว ต้องมีความเข้าใจใน drug-TMS interaction พอสมควร และหลายๆครั้งจำเป็นต้องลดยาลง มิเช่นนั้นจะเกิดผลข้างเคียงจากยาได้
◼️ บทเรียนสำคัญ
TMS เป็น medical treatment ไม่ใช่ wellness gadget
ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นกับเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ Diagnosis → Patient selection → Target → Dose/Protocol → Motor threshold → Medication review → Clinical monitoring → การตัดสินใจของแพทย์เมื่ออาการเปลี่ยน
◼️ ข้อสรุป
TMS มีประโยชน์มากเมื่อใช้ถูกข้อบ่งชี้และมีระบบดูแลที่เหมาะสม แต่การกระตุ้นสมองไม่ควรเริ่มต้นจากการ “ปิดการขายคอร์ส” แล้วจบที่การกด protocol จากเครื่อง
เซลมีหน้าที่ขาย ไม่ผิด แต่การตัดสินใจว่าจะกระตุ้นสมองใคร อย่างไร และเมื่อไหร่ควรหยุด ต้องเป็นเรื่องทางการแพทย์
ถ้าจะขายการรักษาสมอง อย่างน้อยต้องมีความรู้พอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด และมีคุณธรรมพอที่จะไม่เอายอดขายมาก่อนความปลอดภัยของคนไข้
◼️ References
Trapp NT, et al. Clin Neurophysiol. 2025. doi:10.1016/j.clinph.2024.12.015
Hutton TM, et al. J Clin Psychiatry. 2023;84(1):22m14571.
Bourla A, et al. Brain Sci. 2023;13:1246.
Miuli A, et al. World J Psychiatry. 2021;11:477-490.
Tran L, et al. Australas Psychiatry. 2024;32:180-185.
#ซึมเศร้า