BeautiBox สินค้าเครื่องสำอางค์ น้ำหอม อาหารเ? ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและความงามSoulSkin

สายหวานต้องรู้! กินหวานอย่างไรให้ “น้ำตาล” ไม่เกินน้ำตาล เป็นสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่า...
04/02/2026

สายหวานต้องรู้! กินหวานอย่างไรให้ “น้ำตาล” ไม่เกิน

น้ำตาล เป็นสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย แต่หากบริโภคเกินความต้องการ จะทำให้เกิดภาวะพลังงานเกิน เสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ

ปริมาณบริโภคที่แนะนำ

ผู้ใหญ่ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม
เด็กและผู้สูงอายุ ไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัม
ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มยอดนิยม

น้ำอัดลม 32 – 36 กรัม
ชาเขียวสูตรเติมน้ำตาล 20 – 72 กรัม
นมช็อกโกแลตปรุงแต่ง 8 – 28 กรัม
น้ำผลไม้กล่อง 24 กรัม
กาแฟกระป๋อง 16 กรัม
นมสด UHT 8 – 16 กรัม
ชานมไข่มุก 16 – 76 กรัม
สุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำกัด “น้ำตาล” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้แจ่มใส

ข้อมูลโดย : ผศ.(พิเศษ) นพ.พรชัย อนิวรรตธีระ
ฝ่ายเวชศาสตร์ครอบครัว
ข้อมูล ณ วันที่ : 4 กุมภาพันธ์ 2569
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

31/12/2025

ทุกอย่างเกี่ยวกับ “ยาแก้แพ้ในเด็ก” ที่ควรรู้ 🤧💊

ถ้าเปิดตู้ยาในบ้าน
ผมเชื่อว่าเกือบทุกบ้าน
ต้องมียาแก้แพ้ติดไว้แน่นอนครับ

และหัวข้อนี้เอง
คือสิ่งที่ลูกเพจโหวตมาว่า
👉 “อยากรู้มากที่สุด” ✅

ผมเลยตั้งใจเขียนโพสต์นี้ขึ้นมา
เพื่อชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ
เรื่องยาแก้แพ้ในเด็กแบบครบๆ
ตั้งแต่พื้นฐาน
ไปจนถึงจุดที่มักเข้าใจผิดกันบ่อย

ถ้าใครมีคำถาม
สามารถถามไว้ในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ
ถ้ามีเวลา ผมจะมาไล่ตอบให้ครับ 😊

และถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นประโยชน์
อย่าลืมช่วยกันแชร์ออกไปนะครับ 🙏

โพสต์นี้จะค่อนข้างยาว
สามารถเลือกอ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้เลย

แต่ถ้าอยากเข้าใจ
เรื่องยาแก้แพ้ในเด็กแบบครบจริงๆ
ผมแนะนำให้อ่านตั้งแต่ต้นนะครับ 😊

==================
1️⃣ “ยาแก้แพ้” มันคือยาอะไร?
2️⃣ ยาแก้แพ้ แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก
3️⃣ การ “นำผลข้างเคียง” ของยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 มาใช้เป็นการรักษา
4️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด? ต่างกันยังไง?
5️⃣ ยาแก้แพ้ "ไม่ใช่" ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด
6️⃣ ถ้าน้ำมูกเกิดจาก “การเป็นหวัด” ควรใช้ยาอะไรดี?
7️⃣ ซิงกูแลร์ (Singulair) ใช่ยาแก้แพ้ไหม?
==================

1️⃣ “ยาแก้แพ้” มันคือยาอะไร?

คำว่า “ยาแก้แพ้” ที่คนพูดถึงกัน
หมายถึงยา ✅ Antihistamine (ยาต้านฮิสตามีน)

เวลาเราพูดถึง “ภูมิแพ้” ในเด็ก
หนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้เกิดอาการ
คือสารชื่อว่า 👉 Histamine (ฮิสตามีน)

ฮิสตามีนจะถูกปล่อยออกมาเมื่อร่างกายเจอสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น
• ฝุ่น / ไรฝุ่น
• ขนสัตว์
• เชื้อรา
• บางคนอาจเป็นจากอาหารหรือยา (แล้วแต่เคส)

แล้วฮิสตามีนจะไปเกาะกับตัวรับของมันในร่างกาย
ที่เรียกว่า "H1 receptor"
ซึ่งตัวรับนี้มีอยู่หลายอวัยวะ

✅ พูดง่ายๆ คือ
ฮิสตามีนไปเกาะตรงไหน → อาการก็ออกตรงนั้น

ตัวอย่างให้เห็นภาพ 👇

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะใน “จมูก”
จะเกิดอาการพวกนี้
• จาม
• น้ำมูกไหล (มักเป็นน้ำมูกใส)
• คันจมูก

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะที่ “ตา”
• คันตา
• ตาแดง
• น้ำตาไหล

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะที่ “ผิวหนัง”
• ผื่นคัน
• ผื่นลมพิษ (เป็นปื้นๆนูนๆ คันมากๆ)



แล้ว “ยาแก้แพ้” ช่วยยังไง?

ยาแก้แพ้ (antihistamine) จะไปจับที่ตัวรับ H1 receptor เหมือนกัน
ทำให้สารฮิสตามีน “มาเกาะไม่ได้” หรือ “ทำงานได้ลดลงมาก”

ผลที่พ่อแม่เห็นคือ
✅ จามน้อยลง
✅ น้ำมูกลดลง (เฉพาะกรณีที่เป็นจากภูมิแพ้)
✅ คันจมูก/คันตาลดลง
✅ ผื่นคัน/ลมพิษยุบลง



ยาแก้แพ้ใช้กับโรคอะไรบ้าง?

หัวใจสำคัญคือ
👉 ยาแก้แพ้เหมาะกับโรคที่ “ฮิสตามีน” มีบทบาทหลัก
เช่น
✅ ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)
✅ ภูมิแพ้ตา (Allergic conjunctivitis)
✅ ลมพิษ (Urticaria)
✅ ผื่นแพ้/คันจากการแพ้

==================

2️⃣ ยาแก้แพ้ แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก

ในทางปฏิบัติ
ยาแก้แพ้ที่เราใช้กันอยู่ แบ่งใหญ่ๆ ได้เป็น 2 รุ่น
ซึ่งแตกต่างกันตั้งแต่ “โครงสร้างยา” ไปจนถึง “ผลข้างเคียง”

🔹 รุ่นที่ 1 First-generation

หลายคนเรียกว่า
ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
หรือ ยาแก้แพ้แบบง่วง

ยากลุ่มนี้มีใช้มาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1940

จุดเด่น (และจุดอ่อน) ของยารุ่นที่ 1
มี 2 เรื่องหลัก ได้แก่

1. โครงสร้างยา “ไม่จำเพาะเจาะจง” (Non-selective)

ยารุ่นนี้
ไม่ได้ไปจับเฉพาะตัวรับ H1 receptor อย่างเดียว

แม้จะออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนได้
แต่โครงสร้างยามันไม่จำเพาะ
ทำให้ไปจับตัวรับอื่นๆ ในร่างกายด้วย
โดยเฉพาะ
👉 muscarinic receptor

ผลที่ตามมาคือ
เกิดฤทธิ์ที่เรียกว่า anticholinergic
ซึ่งในทางการแพทย์
👉 ถือเป็น “ผลข้างเคียง” อย่างนึง

ฤทธิ์ anticholinergic จะทำให้
สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกายแห้งลง
• น้ำมูกแห้ง ✅
แต่…
• เสมหะก็เหนียวขึ้นด้วย ⚠️

พอเสมหะเหนียว
→ เด็กไอออกยาก
→ เสมหะค้าง
→ ไอหนักขึ้น
→ หายใจลำบากขึ้นได้ในบางราย

โดยเฉพาะ
👉 เด็กเล็ก ที่ไอเอาเสมหะออกไม่เก่งอยู่แล้ว

ดังนั้น ยารุ่นนี้
👉 ไม่แนะนำให้ใช้ใน
1. เด็กเล็ก
2. เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ
เพราะเด็กกลุ่มนี้มักมีเสมหะเยอะ
ยานี้อาจทำให้เสมหะเหนียวขึ้น และเกิดปัญหาตามมาได้

ผลข้างเคียงอื่นจากฤทธิ์ anticholinergic ที่อาจเจอ
• ปากแห้ง คอแห้ง
• ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก
• ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว (บางราย)



2. ยาผ่านเข้าสมองได้

ยารุ่นที่ 1
มีคุณสมบัติสำคัญคือ
👉 ชอบไขมัน (lipophilic)
และโมเลกุลมีขนาดเล็ก

ผลคือ
สามารถผ่านกำแพงสมอง (Blood–Brain Barrier)
เข้าไปออกฤทธิ์ในสมองได้ง่าย

เมื่อไปจับตัวรับในสมอง
จึงทำให้เกิดอาการ
• ง่วงนอน (ตั้งแต่เล็กน้อย → หลับลึก)
• เวียนศีรษะ
• สมาธิลดลง

ซึ่ง “ง่วง” ตรงนี้
👉 ไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพ

ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ที่พบบ่อย
• Chlorpheniramine (CPM)
• Brompheniramine
• Diphenhydramine
• Hydroxyzine (Atarax)

สรุปสั้นๆ รุ่นที่ 1
👉 แห้ง + ง่วง
ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ผลข้างเคียง” ของโครงสร้างยา

และนี่เองคือเหตุผลว่า
ทำไมจึงมีการพัฒนา
ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ขึ้นมา



🔹 รุ่นที่ 2 Second-generation

หรือที่หลายคนเรียกว่า
ยาแก้แพ้รุ่นใหม่
หรือ ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง

ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา
เพื่อแก้ปัญหาหลักของยารุ่นเก่าโดยตรง

หัวใจของยารุ่นที่ 2 คือ

✅ จำเพาะเจาะจงต่อตัวรับ H1 receptor มากขึ้น
(ออกฤทธิ์เฉพาะต้านฮิสตามีน)
✅ ออกฤทธิ์นานกว่า (ส่วนใหญ่กินวันละครั้ง)

และที่สำคัญมากคือ
✅ ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก
→ จึงไม่ง่วง หรือ ง่วงน้อย
✅ ไม่มีฤทธิ์ anticholinergic

ผลข้างเคียงโดยรวม
จึงน้อยกว่าและปลอดภัยกว่าในเด็ก

ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ที่พบบ่อย
• Cetirizine / Levocetirizine
• Loratadine / Desloratadine
• Fexofenadine
• Bilastine

==================

3️⃣ การ “นำผลข้างเคียง” ของยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 มาใช้เป็นการรักษา

จากข้อที่ 2 เราจะเห็นว่า
ยาแก้แพ้ รุ่นที่ 1 มีคุณสมบัติเด่นอยู่ 2 อย่าง คือ
• ผ่านเข้าสมองได้ → ทำให้ง่วง
• มีฤทธิ์ anticholinergic → ทำให้น้ำมูกแห้ง

คุณสมบัติ 2 อย่างนี้
ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อ “รักษาหวัด” หรือ “ช่วยให้นอน” โดยตรง
แต่เป็นผลข้างเคียงจากโครงสร้างยา

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง
จึงมีการนำ “ผลข้างเคียง” ของยา
มาใช้เป็นเหมือนตัวช่วยรักษาโรคอื่นๆ แทน เช่น
• ใช้ลดน้ำมูกในเด็กที่มีน้ำมูกจากการติดเชื้อ (เป็นหวัด)
• ใช้เพื่อให้เด็กง่วงจะได้นอนหลับ

ในผู้ใหญ่หรือเด็กโต
การใช้ลักษณะนี้อาจจะโอเค
โดยไม่เกิดปัญหารุนแรงอะไร

แต่ในเด็กเล็ก
โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
เรื่องนี้ต้องระวังมากครับ



❗ คำแนะนำจาก US FDA และสมาคมกุมารแพทย์สหรัฐ (AAP)

ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

เนื่องจากมีรายงานผลข้างเคียง
ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กได้



ประเด็นเรื่อง “การนอนหลับจากยา”

“หลับจากยา” ≠ “หลับที่มีคุณภาพ”

พ่อแม่หลายคนเห็นภาพแบบนี้
👉 ลูกกินยาแล้วหลับยาว ดูสบาย 😴

แต่สิ่งที่มองไม่เห็น คือ
👉 สมองอาจไม่ได้พักอย่างมีคุณภาพ

มีข้อมูลว่า
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
สามารถรบกวนช่วง REM sleep (หลับลึก)
ซึ่งเป็นช่วงการนอนหลับที่สำคัญ

ดังนั้น
ภาพที่พ่อแม่เห็น = ลูกหลับ
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริง = คุณภาพการนอนไม่ดี

ผลที่ตามมาในวันรุ่งขึ้น เช่น งอแงง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ

และในเด็กเล็กบางคน…
ยาแก้แพ้รุ่นที่1
อาจไม่ทำให้ง่วงเลยด้วยซ้ำ

แต่กลับเกิดสิ่งที่เรียกว่า
👉 Paradoxical excitation

คือ ตื่นเต้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ร้องกวน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
👉 ไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้เพื่อหวังผลเรื่องการนอนในเด็กเล็ก



แล้วฤทธิ์ anticholinergic ที่ทำให้น้ำมูกแห้งล่ะ?

ด้วยฤทธิ์ anticholinergic
คนจึงนำยาแก้แพ้รุ่นเก่า
มาใช้เพื่อลดน้ำมูกในเด็ก

ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า
👉 มันลดน้ำมูกได้จริง

แต่สิ่งที่มาพร้อมกันคือ
• น้ำมูกแห้ง
• แต่เสมหะเหนียวขึ้น

เมื่อเสมหะเหนียว
→ เด็กไอออกยาก
→ เสมหะค้าง อุดตัน
→ หายใจลำบากขึ้นได้ในบางราย

ยิ่งในช่วงที่เด็กป่วย
มักจะมีไข้ กินได้น้อย เสี่ยงต่อการขาดน้ำอยู่แล้ว

เสมหะจึงมักเหนียวอยู่ระดับหนึ่ง
ถ้ายิ่งได้ยากลุ่มนี้เข้าไป
👉 เสมหะจะยิ่งเหนียวมากขึ้นอีก



⚠️ ขอย้ำอีกครั้ง

ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าใน
1. เด็กเล็ก
2. เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ

บ้านไหนที่
👉 ลูกกินยาแล้วเห็นน้ำมูกหรือเสมหะ
เหนียว ข้น เป็นก้อนๆ ชัดเจน
แนะนำให้หยุดยาตัวนี้ไปก่อน
และปรึกษาแพทย์ครับ



ความเสี่ยงอื่นที่ควรรู้

นอกจากเรื่องง่วงและเสมหะเหนียวแล้ว
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
ยังมีข้อมูลว่า เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก

เมื่อปีที่ผ่านมา (2024)
มีการตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร JAMA
ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่จากประเทศเกาหลี
พบความสัมพันธ์ระหว่าง

👉 การใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
👉 กับความเสี่ยงการชักในเด็กเล็ก

โดยเฉพาะเด็กอายุ 6–24 เดือน
พบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 49%

แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับเด็กทุกคน
แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญว่า

👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมากในเด็ก

==================

4️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด? ต่างกันยังไง?

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
เป็นยาที่แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้
หลายคนคุ้นชื่อกันดี เช่น
Zyrtec, Aerius, Telfast, Xyzal, Bilaxten ฯลฯ

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยมากคือ

👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด?

คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ
👉 ไม่มีตัวไหน “ดีที่สุด” สำหรับเด็กทุกคนครับ

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
ถูกพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาหลักของยารุ่นเก่า
คือ ง่วง เสมหะเหนียว และผลข้างเคียงต่อสมอง

ยากลุ่มนี้จึงมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ
• ออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนจำเพาะที่ H1 receptor
• ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก
• ไม่มีฤทธิ์ anticholinergic
• ผลข้างเคียงโดยรวมต่ำกว่า และปลอดภัยกว่าในเด็ก

แม้จะเป็นยาแก้แพ้ “รุ่นเดียวกัน”
แต่ยาแต่ละตัวก็ยังมี ความต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ
ซึ่งในชีวิตจริง พ่อแม่มักสังเกตเจอจากเรื่องพวกนี้

• โอกาสง่วง
แม้จะเรียกว่ารุ่นไม่ง่วง
แต่บางตัว เช่น zyrtec (cetirizine)
เด็กบางคนก็ยังง่วงได้มากกว่าตัวอื่น

• รสชาติของยาและรูปแบบยา
บางบ้านลูกชอบรสชาติของยาน้ำตัวหนึ่ง
แต่ไม่ชอบตัวอื่น
บางคนอยากกินแบบเม็ดที่เคี้ยวได้



✅ ประเด็นที่อยากชวนสังเกต (สำหรับพ่อแม่)

ในชีวิตจริง “ลางเนื้อชอบลางยา” มีได้ครับ

เด็กบางคน
กินตัวหนึ่งแล้วเหมาะกว่าอีกตัว
เช่น
• บางคนง่วงกับ cetirizine มากกว่ายาตัวอื่นในรุ่นที่ 2
• บางคนรู้สึกว่ากินตัวนี้แล้วอาการดีมากกว่า

ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่เรื่องผิดครับ

ขอแค่
• ใช้ถูกโรค
• ใช้ถูกช่วงอายุและขนาดยา
• และกินแล้วเห็นประโยชน์จริง

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ต่อให้เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่
ปลอดภัยและดูดีแค่ไหน

👉 ถ้าอาการนั้นไม่ได้เกิดจาก “การแพ้”
ยาแก้แพ้ก็อาจไม่ช่วยอะไรเลย

==================

5️⃣ ยาแก้แพ้ "ไม่ใช่" ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด

ข้อนี้คือ หัวใจสำคัญ ที่ผมอยากให้พ่อแม่จำไว้เลยครับ 👇
👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ไม่ได้รักษาน้ำมูกที่เกิดจากการเป็นหวัด

“หวัด” หรือ common cold
ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

อาการน้ำมูกไหล / คัดจมูกในหวัด
ไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนเป็นหลัก

แต่เกิดจาก
👉 สารอักเสบคนละชุด
เช่น kinins, interleukins ฯลฯ

ดังนั้น
การใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
ซึ่งออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนโดยตรง
👉 จึงไม่สามารถช่วยลดน้ำมูก
ที่เกิดจากการเป็นหวัดได้โดยตรง



ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
จะช่วยลดน้ำมูกได้ดี
เฉพาะกรณีที่
👉 น้ำมูกนั้นเกิดจาก “การแพ้”

ตัวอย่างเช่น
• ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)

รวมถึงเด็กบางคน
ที่มีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้จมูกอยู่เดิม

เวลาเป็นหวัดหรือติดเชื้อ
จะไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้จมูกกำเริบขึ้นมา

ในกรณีแบบนี้
การใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
👉 อาจช่วยให้อาการน้ำมูกดีขึ้นได้ “บางส่วน”
เพราะช่วยคุมส่วนของการแพ้ที่กำเริบขึ้นมานั่นเอง



ยาแก้แพ้ที่ช่วยลดน้ำมูกได้จริง
คือ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1

แต่เหตุผลที่น้ำมูกลด
เป็นเพราะฤทธิ์ anticholinergic
ซึ่งเป็น “ผลข้างเคียงจากโครงสร้างยาที่ไม่จำเพาะ”
ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการออกแบบยา

ฤทธิ์นี้ทำให้น้ำมูกแห้งลงได้จริง
แต่ก็มาพร้อมกับปัญหาอื่นๆ
โดยเฉพาะเรื่องเสมหะเหนียว
อย่างที่อธิบายไว้แล้วใน ข้อ 3

ใครจำไม่ได้
แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งนะครับ

==================

6️⃣ ถ้าน้ำมูกเกิดจาก “การเป็นหวัด” ควรใช้ยาอะไรดี?

จากข้อที่แล้ว
ทุกคนจะเห็นชัดแล้วว่า

👉 ยาแก้แพ้ไม่ใช่ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด

คำถามที่พ่อแม่มักถามต่อทันทีคือ
“ถ้าลูกเป็นหวัดจริงๆ น้ำมูกไหล ควรใช้ยาอะไรดี?”

ก่อนจะไปถึงเรื่องยา
ผมอยากชวนตั้ง mindset เรื่องยา กันก่อนครับ



ก่อนให้ยาทุกครั้ง ให้พ่อแม่ถามก่อนเสมอว่า
อาการของลูก “เยอะถึงขั้นต้องใช้ยาไหม?”

ถ้าลูก
• คัดจมูกนิดหน่อย
• น้ำมูกไหลเล็กน้อย

แต่ยัง
✔️ กินได้
✔️ นอนได้
✔️ เล่นได้ตามปกติ

แบบนี้…ยังไม่จำเป็นต้องกินยาเลยครับ

เพราะอย่าลืมว่า
💊 ยาทุกตัวมีผลข้างเคียง
ไม่มาก…ก็น้อย

ถ้าไม่จำเป็น
ไม่ใช้ยา = ปลอดภัยที่สุดครับ



🤧 ความจริงเรื่อง “หวัด” ในเด็ก

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้คือ
👉 หวัดในเด็ก มากกว่า 90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

ซึ่งร่างกายเด็กสามารถจัดการเองได้
และอาการจะ ค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลา

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ

"ต่อให้ไม่กินยา
น้ำมูกสุดท้ายก็หายเองอยู่ดี"

ยาส่วนใหญ่
ทำหน้าที่แค่ “ช่วยบรรเทาอาการ”
ไม่ได้ทำให้หวัดหายเร็วขึ้น



สิ่งที่ช่วยน้ำมูกได้ดีมาก
(แต่คนมักมองข้าม)

ก่อนคิดถึงยา
สิ่งเหล่านี้ช่วยได้ดีที่สุดครับ 👇

🥤 ดื่มสารน้ำให้เพียงพอ
น้ำ นม น้ำผลไม้ (ตามวัย)
ช่วยให้น้ำมูกและเสมหะไม่เหนียว

👃 ล้างจมูก หรือ ดูดน้ำมูก
ช่วยให้หายใจโล่ง
นอนได้ดีขึ้น กินได้ดีขึ้น

😴 พักผ่อนให้เพียงพอ
ร่างกายจะฟื้นตัวเร็ว

หลายเคส
แค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้ยาเลยครับ



แล้วถ้า “จำเป็นต้องใช้ยา” ล่ะ?

ในกรณีที่
น้ำมูกเยอะมากๆ คัดจมูกมาก
จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
เช่น นอนไม่ได้ กินไม่ได้

ก็จำเป็นต้องใช้ยา
เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ซึ่งยาที่ใช้ จะเป็นคนละกลุ่มกับยาแก้แพ้รุ่นที่ 2

1. ยาพ่น/หยอดจมูกชนิดหดหลอดเลือด
(Topical decongestant)

ยากลุ่มนี้ช่วย
👉 ลดคัดจมูกโดยทำให้หลอดเลือดในจมูกหดตัว

ข้อควรรู้สำคัญคือ
❗ ไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันเกิน 5–7 วัน

และพ่อแม่ควรรู้ไว้ว่า
👉 ยาพ่นจมูกมีหลายชนิด
• บางอันเป็นน้ำเกลือ
• บางอันเป็นสเตียรอยด์
• บางอันเป็นยาลดคัดจมูกโดยตรง

อย่าเหมารวมว่า
“ยาพ่นจมูกเหมือนกันหมด”
ควรเลือกใช้ให้ถูกชนิดครับ



2. ยากินลดคัดจมูก ลดน้ำมูก
(Oral decongestant)

ยาที่ช่วยลดน้ำมูกจากหวัดได้จริงคือ
👉 Pseudoephedrine (เช่น Maxiphed)

แต่ยานี้
• ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
• ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังในเด็ก

ถ้าให้ผิดขนาด
อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น
• ใจสั่น
• นอนไม่หลับ
• หงุดหงิด กระสับกระส่าย



3. ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
เช่น CPM, brompheniramine

ยากลุ่มนี้
สามารถลดน้ำมูกได้จริง
จากฤทธิ์ anticholinergic

แต่ต้องแลกกับ
• ง่วง
• เสมหะเหนียว
• ปากแห้ง คอแห้ง

ยากลุ่มนี้
อาจพอใช้ได้ใน เด็กโตบางราย
ที่มีน้ำมูกเป็นอาการเด่นมาก แต่ไม่ได้ไอเยอะ

แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า
👉 ไม่แนะนำในเด็กเล็ก
👉 และไม่แนะนำในเด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ

อย่างที่อธิบายไปแล้วอย่างละเอียดใน ข้อ 3

==================

7️⃣ ซิงกูแลร์ (Singulair) ใช่ยาแก้แพ้ไหม?

❌ ซิงกูแลร์ไม่ใช่ยาแก้แพ้
เพราะมันไม่ใช่ antihistamine
แต่มันเป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาอื่นๆในการรักษาโรคภูมิแพ้ได้



ซิงกูแลร์(Singulair)
ชื่อยาสามัญคือ montelukast
เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียกว่า Leukotriene receptor antagonist (LTRA)
(ต้านลิวโคไทรอีน)

พูดง่ายๆ คือ
ยาแก้แพ้ (antihistamine) ออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีน

แต่ซิงกูแลร์ (Singulair) ออกฤทธิ์ต้านสารอักเสบลิวโคไทรอีน
ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบของภูมิแพ้และโรคหอบหืดเช่นกัน

ยานี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
โดยขนาดยาจะต่างกันตามช่วงอายุ



แล้วซิงกูแลร์ใช้ในโรคไหนบ้างในเด็ก?

จากข้อมูลณ.ปัจจุบัน
ซิงกูแลร์จะได้ประโยชน์ชัดเจน
ใน "บางกลุ่ม" เท่านั้น

1) เด็กที่เป็น “ภูมิแพ้จมูก + หอบหืด” ร่วมกัน

นี่คือข้อบ่งชี้ที่เขียนไว้ในคำแนะนำโรคภูมิแพ้ของประเทศไทย

ซิงกูแลร์สามารถช่วย
คุมอาการทางจมูกและคุมอาการหอบหืด
ไปพร้อมกันได้

แนะนำให้ใช้ร่วมกันกับยาแก้แพ้ (antihistamine)

เหมาะในเด็กที่เป็นภูมิแพ้จมูก
และมีโรคหอบหืดร่วมด้วย



2) ใช้เป็นยาทางเลือก/ยาเสริมในเด็กที่เป็นหอบหืด

ซิงกูแลร์สามารถใช้เป็นยาควบคุมอาการหอบหืด
ร่วมกับ
👉 ยาพ่นสเตียรอยด์เข้าหลอดลม (ICS)



3) ช่วยในเด็กที่นอนกรนจากต่อมอะดีนอยด์โตได้

ซิงกูแลร์ช่วยลดการอักเสบและลดขนาดของต่อมอะดีนอยด์
จึงช่วยให้อาการนอนกรนดีขึ้นได้

แพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกับ
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก



⚠️ ข้อควรระวังที่พ่อแม่ต้องรู้

ซิงกูแลร์
มีคำเตือนเรื่องผลข้างเคียงทางจิตประสาท

ในเด็กบางรายอาจพบอาการ เช่น
• นอนไม่หลับ ฝันร้าย
• กระวนกระวาย
• หงุดหงิด ก้าวร้าว
• อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป

👉 ถ้าพบอาการเหล่านี้
แนะนำให้ หยุดยา และปรึกษาแพทย์ทันที
อาการมักจะดีขึ้นหลังหยุดยา



สิ่งที่ต้องขีดเส้นไว้ให้ชัด ❌

ซิงกูแลร์ไม่ใช่
❌ ยาแก้ไอ
❌ ยารักษา RSV
❌ ยาลดน้ำมูกเฉียบพลัน

มันคือยา
👉 คุม/เสริมการคุมโรค
ในบางกลุ่มเท่านั้น

ใช้ถูกโรค = ได้ประโยชน์
ใช้ผิดโรค = ไม่ได้ผล เปลืองเงิน และเสี่ยงผลข้างเคียง

==================

ถ้าพ่อแม่คนไหนอ่านมาถึงตรงนี้ได้จนจบ
มาคอมเมนต์กันหน่อยนะครับว่า มีคนอ่านจบจริงๆ 😄

ผมตั้งใจทำโพสต์นี้ไว้
ให้เป็นเหมือนโพสต์ที่สามารถกลับมาอ่านซ้ำได้
เวลาเริ่มสงสัยเรื่องยาแก้แพ้ของลูก

และฝากคอมเมนต์หน่อยครับว่า
✅ ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง หรือ
❓ ยังงงตรงไหน / อยากให้ผมอธิบายเพิ่มเรื่องอะไร

ผมจะได้เอาไปปรับโพสต์ต่อๆ ไป
ให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับพ่อแม่ทุกคนครับ 😊

สุดท้ายนี้
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ 🎉
ขอให้ทุกบ้านเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ
และมีความสุขในทุกวันนะครับ ❤️

22/11/2025

*** พ่อแม่ ควรทราบ ราที่มาจากนกพิราบ ***

ประชาชนทั่วไป ก็ควรรู้ เลยครับ !!!!

"มูล (อุจจาระ)" ของนกพิราบ เป็นที่สะสมของ รา ตัวหนึ่งชื่อว่า

Cryptococcus neoformans จัดเป็น "เชื้อรา" (Fungus)
แต่ถ้าจะระบุให้ละเอียดและเข้าใจง่ายขึ้น มันจัดอยู่ในกลุ่มของ "ยีสต์" (Yeast) ครับ

เชื้อนี้ สามารถทำให้เกิด ปอดติดเชื้อ และลุกลามจนเป็น
"เยื่อหุ้มสมองอักเสบ" ได้

จริงอยู่ที่ว่า ในตำราแพทย์ เขียนว่า
เชื้อนี้จะก่อโรคในคนที่ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
เช่น คนไข้มะเร็ง HIV หรือ ได้ยากดภูมิคุ้มกัน

แต่ เด็ก และ คนภูมิคุ้มกันปกติ ก็สามารถติดเชื้อได้ !!

ถ้าหากเจอเชื้อพวกนี้ "ในปริมาณมาก"

แล้วถามว่า ที่ไหน ที่มีเชื้อพวกนี้มากๆ

1. รังนกพิราบเก่าๆ บริเวณที่มีการสะสมของมูลนกเก่าๆ แห้งๆ เป็นเวลานาน
จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อราจำนวนมหาศาล !!! (ตามภาพ)

2. มูลนกและดินที่ปนเปื้อน เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีมากในมูลนกพิราบ
เพราะในมูลนกมีสารที่เรียกว่า ครีเอตินีน (Creatinine) สูง
ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่ช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโต

ตรงไหนที่มีนกพิราบเยอะๆ เป็นฝูงๆ "เลี่ยงได้ ควรเลี่ยง" (ตามภาพ)

ลองนึกภาพ โจว เหวินฟะ เดินในหนัง แล้วนกบินผ่านกันพรึบๆ
นั่นแหละครับ...

ภาพดูสวย แต่แฝงด้วย อันตราย ที่คาดไม่ถึง

>>> กลไกการแพร่สู่คน สปอร์ของเชื้อราจะฟุ้งกระจายไปในอากาศ

คนหายใจเอาสปอร์เหล่านี้เข้าไปในปอด ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอด

และอาจลุกลามไปยังสมอง (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) ได้ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ

ภาพที่เห็น พื้นสีดำๆ สีตัวกลมๆ ใสๆ คือ การตรวจน้ำในไขสันหลัง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการนี้ เรียกว่า "India Ink Preparation"
หากมีเชื้อเยอะมากๆ ก็จะเห็นตัวเชื้อตามภาพ

สมัยผมเป็นนักเรียนแพทย์ ตรวจน้ำไขสันหลังจากผู้ป่วย HIV
ที่มาด้วยปวดหัวรุนแรง มักพบเชื้อแบบนี้ ทุกราย
(ยุคนั้น ยาต้านไวรัสยังไม่ทั่วถึงครับ)

การป้องกันการติดเชื้อ Cryptococcus neoformans ในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญครับ แม้ว่าโรคนี้จะพบได้น้อยในเด็กที่แข็งแรง แต่เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมที่ชอบเล่นซุกซนและอยู่ใกล้พื้นดิน จึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มากกว่าผู้ใหญ่

นี่คือแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงครับ

1. ห้าม "วิ่งไล่นก" (สำคัญที่สุด) เพราะ

การที่นกบินขึ้นพร้อมกันเป็นฝูง จะเกิดแรงลมจากปีก (Flapping) พัดให้ฝุ่นจากมูลนกแห้งที่พื้น
"ฟุ้งกระจาย" ขึ้นมาในระดับความสูงเดียวกับจมูกของเด็กพอดี ทำให้เด็กสูดดมสปอร์เชื้อราเข้าไปเต็มๆ
หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปเดินในจุดที่มีนกพิราบชุม

2.หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เช่น
ใต้สะพานลอย, อาคารร้าง, สวนสาธารณะบริเวณที่มีขี้นกเกรอะกรัง
หรือระเบียงบ้านที่มีนกมาเกาะประจำ

หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเล่นดินในบริเวณที่มีมูลนกปนเปื้อน
หากจะเล่นทรายควรเป็นบ่อทรายที่สะอาดและมีการปิดคลุมเมื่อเลิกเล่น

3. การทำความสะอาดบ้าน (หน้าที่ผู้ปกครอง)
หากที่บ้าน (เช่น ระเบียงคอนโด หรือหลังคา) มีนกพิราบมาขี้ใส่
ห้าม ให้เด็กอยู่ใกล้ขณะทำความสะอาดเด็ดขาด และต้องทำถูกวิธี คือ

*** ห้ามกวาดแห้งเด็ดขาด: การใช้ไม้กวาดกวาดมูลนกแห้ง จะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย

ใช้หลักการ "Wet Cleaning" คือ ต้องฉีดน้ำหรือราดน้ำผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ
(เช่น น้ำยาฟอกขาว หรือไฮเตอร์) ให้ชุ่มก่อน เพื่อให้มูลนกจับตัวเป็นก้อน
ไม่ฟุ้ง แล้วค่อยๆ เช็ดหรือล้างออก

ผู้ทำความสะอาด ควรสวมหน้ากาก N95 และถุงมือยาง

สรุปสั้นๆ สำหรับพ่อแม่: "อย่าวิ่งไล่นก อย่าเล่นดินที่มีขี้ และล้างมูลนกด้วยน้ำเปียกเสมอ" ครับ

#หมอจิรรุจน์

ฝากแชร์กันหนักๆ ก่อนจะมีใครพาเด็กๆ ไปฝ่าดงนกแบบ โจว เหวินฟะ
อีกครับ 🥲😭

เคล็ดลับออกกำลังกายปั้นกระดูกแข็งแรง ในผู้ป่วยกระดูกพรุนผู้ป่วยกระดูกพรุนสามารถออกกำลังกายง่าย ๆ ได้ที่บ้าน เพื่อชะลอภาว...
15/11/2025

เคล็ดลับออกกำลังกายปั้นกระดูกแข็งแรง ในผู้ป่วยกระดูกพรุน

ผู้ป่วยกระดูกพรุนสามารถออกกำลังกายง่าย ๆ ได้ที่บ้าน เพื่อชะลอภาวะกระดูกพรุน

1. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight bearing exercise) ช่วยกระตุ้นการสร้างมวลกระดูก

● เดินเร็ว
● วิ่งเหยาะ
● เต้นแอโรบิก
● รำมวยจีน

2. ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance exercise) เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อขา

● กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก: ท่ายืนเตะขาไปด้านหลัง
● กล้ามเนื้อกางสะโพก: ท่ายืนกางขาไปด้านข้าง
● กล้ามเนื้องอสะโพก: ท่ายืนงอเข่าไปด้านหน้า
● กล้ามเนื้อเหยียดเข่า: ท่านั่งเหยียดเข่า
● กล้ามเนื้อน่อง: ท่ายืนเขย่ง
● ท่าสควอท

กล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

● ท่านอนคว่ำยกหลัง
● ท่าเซมิซิทอัพ

3. ออกกำลังกายเพื่อการทรงตัว (Balance training exercise) ลดความเสี่ยงหกล้มและกระดูกหัก

● ยืนขาเดียว
● ยืนเท้าชิด
● ยืนย่ำเท้า
● เดินด้วยส้นเท้า/ ปลายเท้า
● ท่ากอดอกลุกยืน
● รำมวยจีนหรือไทเก๊ก

ข้อมูลโดย : อ.พญ.อมลภา ศฤงคไพบูลย์
ฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟู
ข้อมูล ณ วันที่ : 15 พฤศจิกายน 2568

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=NG7CGmfiUg8

โรคหลงลืมชั่วคราว…คืออะไร ?โรคหลงลืมชั่วคราว เป็นโรคที่ทำให้เกิด ภาวะสูญเสียความจำเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และเหตุการณ์ อย่...
11/10/2025

โรคหลงลืมชั่วคราว…คืออะไร ?

โรคหลงลืมชั่วคราว เป็นโรคที่ทำให้เกิด ภาวะสูญเสียความจำเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และเหตุการณ์ อย่างเฉียบพลัน โดยลำดับข้อมูลที่ลืมนั้น เป็นทั้งเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และที่เกิดขึ้นขณะที่มีอาการ โดยความจำอื่น ๆ ยังปกติ โดยที่ผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวปกติ อาการมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง และหายเป็นปกติโดยส่วนใหญ่ความจำจะกลับคืนมาภายใน 1 – 24 ชั่วโมง

สาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ มีข้อมูลว่า อาจมีความสัมพันธ์ กับ โรคไมเกรน และ การไหลเวียนเลือดที่ติดขัดชั่วคราวในหลอดเลือดบริเวณของสมองที่เกี่ยวกับความจำ

อาการที่พบบ่อย
ลืมเหตุการณ์ล่าสุด หรือจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
มีความวิตกกังวล รู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติ
ถามซ้ำบ่อย ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง
อายุ 50 – 80 ปี
มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
มีความเครียดหรือความตื่นเต้นรุนแรง
มีประวัติเป็นโรคไมเกรน
ออกกำลังกายหนัก

แนวทางการดูแลรักษา
พบแพทย์เพื่อซักประวัติตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัย และแยกโรคที่มีอาการหลงลืมคล้ายกัน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และลมชัก
ตรวจภาพสมองด้วย MRI หลังจากเกิดอาการ 48 – 72 ชั่วโมง จะพบรอยโรคคล้ายสมองขาดเลือด
ผู้ป่วยจะค่อย ๆ จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และหายเป็นปกติ โดยเฉลี่ยภายใน 24 ชั่วโมง
เนื่องจากอาการหายได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องได้ยาเพื่อการรักษา หรือป้องกันใดใด
โรคหลงลืมชั่วคราว เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ไหม?

โรคหลงลืมชั่วคราว ไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในอนาคต อย่างไรก็ตามหากมีอาการหลงลืมบ่อยขึ้น หรือความจำแย่ลงเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่

ข้อมูลโดย : ผศ.ดร.นพ.ยุทธชัย ลิขิตเจริญ
ฝ่ายอายุรศาสตร์
ข้อมูล ณ วันที่ : 11 ตุลาคม 2568

Hypo - Plast  ไฮโป - พลาส ไซต์Mพลาสเตอร์ใสปิดแผลกันน้ำ ชนิดมีแผ่นซับแผลขนาด 9ซม.X10ซม.ช่วยป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคเข้...
03/10/2025

Hypo - Plast ไฮโป - พลาส ไซต์M
พลาสเตอร์ใสปิดแผลกันน้ำ ชนิดมีแผ่นซับแผลขนาด 9ซม.X10ซม.

ช่วยป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล ช่วยให้แผลหายเร็ว ป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่บาดแผล
- ติดแน่นด้วย กาวไฮโปอัลเลอจินิก ไม่ระคายเคืองผิว
- ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกรมม่า
- มีแผ่นซึมซับช่วยดูดซับของเหลว ป้องกันแผล ไม่ติดแผล
- สามารถระบายความชื้น และออกซิเจนผ่านได้ ไม่อับชื้น

จำหน่ายโดย
บริษัท ซีเอ็มพี ฟาร์มาซี จำกัด
โทร. 02-880-4043-4 , 081-831-1965
Line ID. tonk9722
Facebook. https://m.facebook.com/cmppharmacy/

สธ. เตือนไข้หวัดใหญ่ และ ไวรัส RSV ระบาดต่อเนื่อง เด็กเล็กเสี่ยงสูงสธ.เตือนช่วงฤดูฝน พบผู้ป่วยโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเ...
22/09/2025

สธ. เตือนไข้หวัดใหญ่ และ ไวรัส RSV ระบาดต่อเนื่อง เด็กเล็กเสี่ยงสูง

สธ.เตือนช่วงฤดูฝน พบผู้ป่วยโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา พบว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (7–13 กันยายน 2568) มีการระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ซึ่งมีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน โดยมีรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น 30,055 ราย และผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เพิ่มขึ้น 3,454 ราย

ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝน หากไม่มีการป้องกันที่เหมาะสมอาจเสี่ยงต่อการแพร่กระจาย และเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานที่ชุมชน กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังซึ่งอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แม้ว่าทั้งสองโรคจะมีอาการใกล้เคียงกัน แต่สามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ มักมีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการไอแห้ง และเจ็บคอ ส่วนผู้ป่วย RSV มักเริ่มจากมีไข้ ไอ น้ำมูกไหล แต่ที่น่ากังวลคืออาการทางระบบหายใจ เช่น หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด (wheezing) โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้กินนมได้น้อย ซึมลง หรือมีอาการซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ หากพบอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแนะนำเพิ่มเติมว่า กรมควบคุมโรค เน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ได้แก่

สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอจาม หรืออยู่ในสถานที่แออัดหรือที่ที่มีกลุ่มคนจำนวนมาก
หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ
หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย
หากบุตรหลานมีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือซึม ควรหยุดเรียน และรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

พังผืดรัดเส้นประสาทบริเวณข้อมือใช้งานมือหนักเกินไประวังเสี่ยงเป็นพังผืดทับเส้นประสาทโรคพังผืดทับเส้นประสาทหรือพังผืดรัดเ...
27/08/2025

พังผืดรัดเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
ใช้งานมือหนักเกินไประวังเสี่ยงเป็นพังผืดทับเส้นประสาท
โรคพังผืดทับเส้นประสาทหรือพังผืดรัดเส้นประสาทคืออะไร

มือ มีเส้นประสาทอยู่ทั้งหมด 3 เส้น โดยเส้นที่มักมีปัญหา คือ เส้น Median Nerve เส้นประสาทดังกล่าว อยู่ในโพรงประสาทและทำหน้าที่เลี้ยงมือและนิ้วมือ ส่วนด้านนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โรคพังผืดทับเส้นประสาทที่มือ เกิดจากแรงดันในมือที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่ดีและทำให้เส้นประสาทค่อย ๆ เสียไป

สาเหตุของแรงดันในโพรงประสาทสูง ได้แก่
1. พังผืดหนาและเบียนเส้นประสาท สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยการใช้งานข้อมือมาก งอหรือกระดกข้อมือเป็นเวลานานและบ่อยคือสาเหตุที่ทำให้พังผืดหนาขึ้น
2. การบวมของเส้นเอ็นด้านใน
3. กระดูกหักและมีเลือดออกด้านใน

ใช้งานมือหนักเกินไป ระวัง! เสี่ยงเป็น...พังผืดทับเส้นประสาทโรคพังผืดทับเส้นประสาทหรือพังผืดรัดเส้นประสาท...

🧐  #โนโรไวรัส     หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราอุจจาระร่วงเฉียบพลับ ป้องกันโดย..ยึกหลักด้วย “สุก ร้อน สะอาด” ♨️⏬สามารถติดตามข...
19/07/2025

🧐 #โนโรไวรัส หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราอุจจาระร่วงเฉียบพลับ ป้องกันโดย..ยึกหลักด้วย “สุก ร้อน สะอาด” ♨️

⏬สามารถติดตามข่าวสารโรคและภัยสุขภาพอีกช่องทางหนึ่งทาง
📌facebook กดดู รู้โรค by กรมควบคุมโรค
https://shorturl-ddc.moph.go.th/kZAEc
📌X กรมควบคุมโรค
https://shorturl-ddc.moph.go.th/hFJ3A
📌TikTok กรมควบคุมโรค
https://shorturl-ddc.moph.go.th/DDahM
📌IG: ddcthailand_official
https://shorturl-ddc.moph.go.th/n4F36
📌LINE กรมควบคุมโรค
https://shorturl-ddc.moph.go.th/aYYBH
📌คลังสื่อโรคและภัยสุขภาพ กรมควบคุมโรค
https://shorturl-ddc.moph.go.th/AwhOH

#แชร์บอกต่อ #กดดูรู้โรค
#สายด่วนกรมควบคุมโรค1422
#กรมควบคุมโรคห่วงใยอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี💖

โรคหลอดเลือดสมอง รู้ทันป้องกันอัมพาตเป็นที่ตระหนักกันว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ทั่วโล...
15/07/2025

โรคหลอดเลือดสมอง รู้ทันป้องกันอัมพาต
เป็นที่ตระหนักกันว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ทั่วโลก และเป็นสาเหตุที่สำคัญของอัมพฤกษ์อัมพาต ข้อมูลทางสถิติพบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดใหม่ทั่วโลกราว 10 - 15 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 5 ล้านคนกลายเป็นคนพิการอย่างถาวร

สำหรับในประเทศไทยสถิติจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิต หรือพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย รองจากโรคเอดส์และอุบัติเหตุ และสูงเป็นอันดับ 2 ในเพศหญิงรองจากโรคเอดส์ จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่คุกคามต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลก

โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน พบประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอยู่เป็นเวลานานจะเป็นผลให้ผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เกิดการตีบหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดเกิดอัมพาตตามมาในที่สุด โดยผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดส่วนปลายแขนขาตีบร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจพบสาเหตุของการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันได้จากเหตุอื่นๆอีก เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะเลือดข้นผิดปกติ

2. โรคหลอดเลือดสมองแตก ภาวะนี้มักสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังอาจสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน อาการแสดงขึ้นกับบริเวณที่สมองได้รับความเสียหาย ซึ่งสามารถสังเกตอาการเตือนได้ตามหลักการ BEFAST คือ

B (Balance) การทรงตัวของร่ายกายผิดปกติ ไม่สามารถทรงตัวได้
E (Eye) ตามัวหรือมองไม่เห็นอย่างเฉียบพลัน ลานสายตาผิดปกติ
F (Face) เกิดภาวะหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก
A (Arm) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ไม่มีแรงหรือชาอย่างเฉียบพลันที่แขนหรือขาซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
S (Speech) การพูด การสื่อสารผิดปกติเฉียบพลันเช่น การพูดไม่รู้เรื่อง ฟังไม่เข้าใจ
T (Time) เวลาที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เมื่อสงสัยภาวะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือโทร. 1669
แม้ว่าอาการเหล่านั้นจะเกิดขึ้นชั่วขณะหรือดีขึ้นเอง เพื่อแพทย์จะได้ประเมินอาการและให้การรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความรุนแรงของภาวะทุพพลภาพได้มากขึ้น

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดในระยะเฉียบพลันที่มีการศึกษายืนยันแล้วว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน ได้แก่

1. การให้ยาสลายลิ่มเลือด (tissue plasminogen activator, rt-PA) ทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ จะเพิ่มโอกาสของการฟื้นตัวจากความพิการให้อาการกลับมาปกติหรือใกล้เคียงปกติได้ถึง 30-50% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับยา อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้มีความเสี่ยงของเลือดออกในสมองได้ประมาณ 7%

2. การให้รับประทานยาแอสไพรินภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันซ้ำและเสียชีวิตลงได้

3. การใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือด (mechanical thrombectomy) ในรายที่มีข้อบ่งชี้

4. การรับตัวผู้ป่วยไว้ในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (acute stroke unit) เพื่อติดตามอาการทางสมองที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างใกล้ชิดและสามารถให้การดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที

5. การผ่าตัดเปิดกะโหลก (Hemicraniectomy) จะพิจารณาทำเฉพาะกรณีที่สมองบวมจากการขาดเลือดบริเวณกว้าง โดยมีหลักฐานการศึกษาว่าการผ่าตัดดังกล่าวสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

การรักษาให้ได้ผลดีขึ้นอยู่กับ

เวลา ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไร จะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติได้มาก
ความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น
ความพร้อมของเทคโนโลยีในการรักษา โดยใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคที่เหมาะสมและยาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญของผลการรักษา
นอกจากนี้การควบคุมโรคประจำตัว การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย และกำลังใจจากคนในครอบครัว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยทั้งสิ้น

การดูแลป้องกันเพื่อไม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันการกลับเป็นโรคเส้นเลือดสมองซ้ำด้วยการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
การรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การรักษาโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการงดสูบบุหรี่
การลดอาหารที่มีไขมันโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ลดอาหารเค็ม และรับประทานผักผลไม้ให้มาก
จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจาก: รศ.นพ. ยงชัย นิละนนท์ และ นพ. วรุตม์ สุทธิคนึง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D
โรงพยาบาล ศิริราชปิยมหาราชการุณย์

ปวดข้อเท้าสะสม เสี่ยง! ข้อเท้าเสื่อมก่อนวัยในยุคปัจจุบันอาชีพนักเต้นกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งการเต้นเป็นงานอดิเรก...
05/07/2025

ปวดข้อเท้าสะสม เสี่ยง! ข้อเท้าเสื่อมก่อนวัย

ในยุคปัจจุบันอาชีพนักเต้นกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งการเต้นเป็นงานอดิเรกหรือการเต้นระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น นักเต้นโคฟเวอแดนซ์ นักเต้นแบ็กอัพศิลปิน ศิลปิน ไปจนถึงครูสอนเต้น และหนึ่งในอาการที่นักเต้นเหล่านี้มักพบเจออยู่บ่อยครั้งนั่นก็คืออาการ “ปวดข้อเท้า” และหากปล่อยประละเลยไม่มีการรักษาหรือปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมด้วยท่วงท่าที่ถูกต้องหรือการวอร์มร่างกายที่เหมาะสม ก็อาจจะลามไปยังร่างกายส่วนอื่นจนทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้

สาเหตุของอาการปวดข้อเท้า ?
สาเหตุหลัก ๆ ของอาการเกิดจากรูปแบบหรือธรรมชาติของ “การเต้น” ที่มีลักษณะการปรับท่าทางของร่างกายแตกต่างจากการที่เรายืนหรือเดินตามปกติ มีการเปลี่ยนท่วงท่าของร่างกายที่หลากหลายมากขึ้นอีกทั้งยังมีการปรับจังหวะให้รวดเร็วตามจังหวะเพลงอีกด้วย

ด้วยธรรมชาติของการเต้นเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกที่มากกว่าปกติ และส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ “ข้อเท้า” เพราะเป็นเหมือนฐานที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย และเมื่อเราเต้นเป็นเวลานาน ๆ ข้อเท้าของเราก็จะมีอาการปวดเมื่อยสะสมมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นอาการที่รุนแรงได้ในที่สุด

ถ้าไม่ยอมรักษาหรือปรับพฤติกรรมจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้ามีอาการปวดเมื่อยข้อเท้าแต่ก็ยังคิดว่าเป็นอาการปวดเมื่อยธรรมดาแล้วฝืนเต้นต่อไป ความอ่อนล้าที่เกิดขึ้นกับข้อเท้าข้อเท้าอาจจะส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ข้อเท้าพลิก ซึ่งก็จะมีโอกาสทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าได้ และถ้าหากอาการปวดเมื่อยเรื้อรังไม่ได้รับการรักษาก็จะส่งผลให้มีโอกาสเกิดอาการข้อเท้าพลิกง่ายขึ้น ข้อเท้าไม่มั่นคง ทำให้ข้อเท้าอักเสบหรือว่าข้อเท้าเสื่อมเร็วกว่าอายุเราได้นั่นเอง

ป้องกันได้อย่างไร ?
หากเริ่มต้นเข้าสู่การเต้น ทั้งการเต้นเพื่อความสวยงามหรือการเต้นเป็นกลุ่มเพื่อออกกำลังกาย ก่อนการเต้นจำเป็นจะต้องวอร์มอัพก่อน การวอร์มอัพ การขยับ ยืด เหยียดข้อเท้า โดยการวางส้นเท้าไว้ที่พื้นและบิดหมุนให้ขาไปทางนิ้วก้อย หรืออาจจะเอานิ้วก้อยไว้ที่ขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ ทำการต้านแรงเพื่อทำให้กล้ามเนื้อข้อเท้าแข็งแรงขึ้น และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำหนักและการช่วยทรงตัว ลดการเกิดอาการข้อเท้าพลิก อีกหนึ่งสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม รองเท้าที่ดีก็อาจจะเป็นรองเท้าที่มีพื้นหนาเพื่อรองรับแรงกระแทก และก็ต้องโอบกระชับข้อเท้า เช่นรองเท้าผ้าใบ เพื่อช่วยประคองข้อเท้าขณะเต้น และอาจลดหรือป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บได้

ข้อมูลจาก
อ. พญ.พีรดา เอื้อเชิดกุล
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่อยู่

Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BeautiBoxผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BeautiBox:

แชร์