17/07/2026
เด็กสมาธิสั้นคนหนึ่ง บอกกับผมในห้องตรวจว่า…
“การเป็นสมาธิสั้นไม่ใช่ข้อจำกัดที่ทำให้หนูไม่ประสบความสำเร็จ”
ประโยคสั้น ๆ นี้ ทำให้ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เป็นประโยคที่ผมเชื่อว่า…พ่อแม่ของเด็กสมาธิสั้นหลายคน อยากได้ยินจากลูกของตัวเองสักครั้งในชีวิต
วันนั้น ผมถามหญิงสาวคนหนึ่งที่ผมดูแลมาหลายปีว่า
หมอเค: “หนูได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเป็นสมาธิสั้น”
แอล (นามสมมุติ): “การเป็นสมาธิสั้นไม่ใช่ข้อจำกัดที่ทำให้หนูไม่ประสบความสำเร็จ”
บทสนทนานี้เกิดขึ้นในการพบกันครั้งสุดท้ายในห้องตรวจ โดยไม่ต้องนัดติดตามอีก เพราะแอลในวัย 19 ปี ซึ่งกำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย สามารถบริหารจัดการและวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี สามารถปรับตัว มีผลการเรียนดีมาก มีเพื่อน และมีความสุขกับชีวิต
ผมจึงถามแอลต่อว่า
หมอเค: “หนูอยากจะขอบคุณใครบ้างที่ช่วยทำให้หนูมาถึงจุดนี้”
แอล: “หนูอยากขอบคุณพ่อแม่ที่เข้าใจ ยอมรับตัวหนู รับฟัง เป็นพื้นที่ปลอดภัย คอยสนับสนุน ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือหนูมาโดยตลอด รวมถึงหมอเคที่ดูแลหนูมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ”
ผมจึงตอบแอลว่า
หมอเค: “ที่หมอถามคำถามนี้ หมอไม่ได้ต้องการให้หนูขอบคุณหมอ แต่คนที่หมออยากให้หนูขอบคุณมากที่สุด ก็คือ ตัวหนูเอง หนูอยากจะบอกหรือขอบคุณตัวเองอะไรบ้างครับ”
คำตอบของแอล ทำให้ผมประทับใจมาก
แอล: “ถึงแม้ว่าหนูจะมีสมาธิไม่เหมือนคนอื่น แต่หนูก็บอกตัวเองว่า หนูต้องมีความพยายาม ความตั้งใจ และการฝึกฝนมากกว่าคนอื่น หนูขอบคุณที่ตัวเองไม่ย่อท้อ และไม่ได้คิดว่าการเป็นสมาธิสั้นจะเป็นปัญหา…จึงทำให้หนูมาถึง ณ วันนี้ได้ค่ะ”
บทสนทนานี้นำมาซึ่งความรู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เด็กหญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคสมาธิสั้น สามารถพัฒนาได้ถึงศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ตามเหตุและปัจจัยที่ดีหลายอย่าง
⸻
ขณะเดียวกัน ผมก็ถามคำถามเดียวกันกับคุณแม่ของแอล
หมอเค: “แม่คิดว่าแม่ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการที่ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นครับ”
แม่: “แม่คิดว่าสิ่งสำคัญ คือ การสังเกตพฤติกรรมของแอลตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าเขามักเหม่อ วอกแวก ขาดสมาธิ มีความจำสั้นต้องคอยประกบระหว่างทำงาน และทำงานช้า โดยเฉพาะวิชาเลขที่เขาไม่ชอบ แล้วรีบพาแอลมาเข้ารับการตรวจประเมินและรักษาตั้งแต่เด็ก
เมื่อรู้ว่าแอลเป็นโรคสมาธิสั้น สิ่งสำคัญต่อมา คือ การยอมรับ และเข้าใจว่าลูกอาจไม่ถนัดในวิชาการ และไม่จำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพเหมือนพ่อแม่ แต่เขามีสิ่งที่ทำได้ดีมาก ๆ นั่นคือ วิชาศิลปะ จึงทำให้พ่อแม่ค่อย ๆ ส่งเสริมด้านนี้ของลูก ควบคู่ไปกับการเรียน รวมทั้งการกินยารักษาสมาธิสั้น การปรับพฤติกรรม และการวางแผนเรื่องการเรียนตามที่คุณหมอแนะนำ
แน่นอนว่าระหว่างทางที่ผ่านมา เราอยู่กับลูกตลอด ให้ความรัก ความอบอุ่น ดูแลเอาใจใส่ และคอยปรับพฤติกรรม ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาหรือความท้าทายผ่านเข้ามา ก็ค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไข และช่วยเหลืออย่างเหมาะสมไปทีละขั้น จนถึงวันที่ลูกประสบความสำเร็จ และแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังเรียนไม่จบ แต่ไม่ต้องกินยาสมาธิสั้นแล้ว และแม่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเขามาก ๆ ค่ะ”
⸻
ผมมีโอกาสรักษาเด็กและวัยรุ่นหลายครอบครัวที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนจะประสบความสำเร็จ หรือมีพัฒนาการที่ดีเหมือนแอล
แต่จากประสบการณ์ที่ได้ดูแลเด็กกลุ่มนี้ สิ่งที่ผมพบว่า “เหมือนกัน” ในหลายครอบครัวที่ลูกค่อย ๆ ดีขึ้น มีดังนี้
1. ครอบครัวเปิดใจและพาเด็กมาเข้ารับการตรวจประเมินและรักษา ตลอดจนสามารถทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษาจากหมอพัฒนาการเด็ก หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้
2. พ่อแม่ยอมรับ และเข้าใจลูกแบบที่เขาเป็น พร้อมที่จะส่งเสริมในจุดแข็ง หรือสิ่งที่ลูกทำได้ดี เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความนับถือตนเอง ขณะเดียวกันก็ช่วยพัฒนาสิ่งที่ลูกยังทำได้ไม่ดี ด้วยการฝึกฝน ให้ลูกค่อย ๆ รับผิดชอบตัวเองมากขึ้นตามวัย
3. เด็กทุกคนไม่มีใครเหมือนกัน เด็กสมาธิสั้นก็เช่นกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบลูกของเรากับคนอื่น แม้จะเป็นสมาธิสั้นเหมือนกัน เพราะเด็กแต่ละคนมีช่วงเวลาและจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งมีเหตุและปัจจัยต่าง ๆ แตกต่างกัน เราในฐานะพ่อแม่และคนในครอบครัว ควรเพียรทำเหตุแห่งการพัฒนาเด็กที่ดีไว้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาพร้อม เด็กจะเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
4. เด็ก พ่อแม่ ครอบครัว ครู และหมอ ต้องเป็นทีมเดียวกัน สามารถประสานงานและทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ ใช้ชีวิตประจำวัน และพัฒนาได้ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็น
5. โรคสมาธิสั้นเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากวุฒิภาวะของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับและบริหารจัดการตนเองที่ล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน จึงต้องใช้เวลาในการรักษานานหลายปี กว่าอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น
พ่อแม่หลายคนมักถามว่า “จะต้องกินยาถึงเมื่อไร” หรือ “วันไหนลูกจะดีขึ้น”
ผมมักบอกเสมอว่า “การมีลูกสมาธิสั้น เป็นการฝึกตนของพ่อแม่อย่างแท้จริง”
เราจึงควรหมั่นทำเหตุที่ดีไว้ในทุกวัน ค่อย ๆ สะสมไป วันหนึ่งลูกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเช่นกัน
6. ระหว่างทาง เด็กกลุ่มนี้อาจมีปัญหา หรือความท้าทายตามช่วงวัย รวมทั้งอาจมีโรคร่วมอื่นที่ได้รับการวินิจฉัยภายหลัง สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องมีสติ อดทนต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของลูก เมตตา ให้กำลังใจ ดูแลตัวเองบ่อย ๆ และค่อย ๆ คิดแก้ปัญหาทีละขั้นตอน รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจากหมอ ครู และคนในครอบครัวอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ ผ่านพ้นปัญหาและความท้าทายเหล่านั้นไปได้ในที่สุด
❤️ โรคสมาธิสั้นไม่ใช่ข้อจำกัดของความสำเร็จ แต่การได้รับความเข้าใจ การดูแลที่เหมาะสม ความร่วมมือจากทุกฝ่าย และความไม่ย่อท้อของทั้งเด็กและครอบครัว คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เติบโตไปสู่ศักยภาพที่ดีที่สุดของตนเอง
ปล. เรื่องราวตอนต้นไม่ได้มีเจตนาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่เขียนขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่าง และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเท่านั้น
บทความโดย หมอเค ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ
#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ