Navella Medical & Wellness

Navella Medical & Wellness Your optimal health solution
เพื่อสุขภาพที่ดี ในแบบฉบับของคุณ

Navella Anti-aging and Wellness
“Your optimal health solution”

We are healthcare professionals with a mission to provide holistic health solutions tailor-made for all through technology, innovation and knowledge.

🤏 คลำเจอก้อนขึ้นมา... แบบนี้ปกติไหม? รอดูไปก่อนได้ หรือควรไปหาหมอ?😱 เมื่อคลำเจอก้อน ไม่ว่าจะเป็นก้อนนูนใต้ผิวหนัง ก้อนบร...
23/08/2026

🤏 คลำเจอก้อนขึ้นมา... แบบนี้ปกติไหม? รอดูไปก่อนได้ หรือควรไปหาหมอ?
😱 เมื่อคลำเจอก้อน ไม่ว่าจะเป็นก้อนนูนใต้ผิวหนัง ก้อนบริเวณข้อมือ ก้อนที่เต้านม หรือแม้แต่อาการปวดท้องประจำเดือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนมักมีคำถามเดียวกันว่า “นี่เป็นสัญญาณของโรคร้ายหรือเปล่า?”

💡 ความจริงคือ ก้อนและอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยคือ “ซีสต์ (Cyst)” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่รังไข่ แต่สามารถพบได้ในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย ... แล้วจะสังเกตได้อย่างไรว่า ก้อนหรืออาการที่กำลังเป็นอยู่ อาจเกี่ยวข้องกับซีสต์ชนิดไหน? และเมื่อไหร่ที่ไม่ควรรอดูอาการต่อ?
🔍 มาทำความรู้จัก 4 ซีสต์ที่พบได้บ่อย พร้อมสัญญาณที่ควรสังเกต

1. ซีสต์รังไข่ (Ovarian Cyst)
มักเกี่ยวข้องกับรอบเดือน ความผิดปกติของฮอร์โมน หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ซึ่งอาจทำให้เกิด "ช็อกโกแลตซีสต์" หรือ ถุงน้ำที่มีเลือดเก่าสะสมอยู่ภายใน
🚩อาการ
🔺ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องใช้ยาแก้ปวดปริมาณมาก/ใช้เป็นประจำ
🔺ปวดหรือหน่วงบริเวณท้องน้อยเรื้อรัง
🔺เจ็บแปลบเมื่อสลับท่านั่ง/ท่ายืน
🔺ประจำเดือนมาผิดปกติ มาไม่สม่ำเสมอ มามากกว่าปกติ หรือมาแบบกะปริบกะปรอย
⚠️ เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์? ... หากมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงหรือเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีคลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด หรืออ่อนแรงร่วมด้วย เพราะอาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อน เช่น ซีสต์แตกหรือรังไข่บิดขั้ว ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างรวดเร็ว
2. ซีสต์เต้านม (Breast Cyst)
เกิดจากการขยายตัวของท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม จนกลายเป็นถุงที่มีของเหลวขังอยู่ภายใน มักแปรผันตามระดับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ในร่างกาย
🚩อาการ
🔺คลำเจอก้อนกลม ผิวเรียบ นุ่ม หรือหยุ่น คล้ายถุงน้ำ
🔺ก้อนสามารถขยับไปมาได้ใต้ผิวหนัง
🔺มักมีอาการคัดเต้านม ตึง หรือปวดหน่วงๆ ก่อนมีประจำเดือน และอาการมักดีขึ้นหลังประจำเดือนหมด
⚠️ เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?... หากคลำพบก้อนใหม่ที่เต้านม ก้อนโตขึ้นหรือไม่ยุบหลังหมดประจำเดือน มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังหรือหัวนม หัวนมบุ๋มผิดปกติ หรือมีเลือดหรือของเหลวผิดปกติไหลออกจากหัวนม ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุของก้อนให้ชัดเจน
3. ซีสต์ข้อมือหรือข้อต่อ (Ganglion Cyst)
เกิดจากน้ำหล่อลื่นในข้อ (Synovial Fluid) รั่วออกมาสะสมจนกลายเป็นถุงน้ำโป่งพองอยู่ใกล้ๆ บริเวณเอ็นหรือข้อต่อ พบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ข้อมือซ้ำ ๆ เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ยกของหนัก เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อมือ
🚩อาการ
🔺มีก้อนนูนบริเวณข้อมือ หลังมือ หรือข้อเท้า
🔺ก้อนตึงหรือแข็งขึ้นเมื่อขยับข้อต่อ
🔺อาจมีอาการปวด ล้า หรือรู้สึกไม่สบาย เมื่อต้องออกแรงกดหรือเคลื่อนไหวข้อมือ
⚠️ เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?... หากก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดมากขึ้น ขยับข้อต่อได้ลำบาก หรือเริ่มมีอาการชา เสียวซ่า หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะก้อนอาจกดทับเส้นประสาทหรือรบกวนการทำงานของข้อต่อ
4. ซีสต์ผิวหนัง (Epidermoid หรือ Sebaceous Cyst)
เกิดจากการอุดตันของท่อต่อมไขมันใต้ผิวหนัง หรือเซลล์ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกลงไปฝังตัวลึกใต้ผิวจนกลายเป็นถุงสะสมสารคัดหลั่ง
🚩อาการ
🔺เป็นก้อนนูนกลมเล็กๆ ใต้ผิวหนัง สามารถขึ้นได้ทั่วร่างกาย เช่น ใบหน้า คอ หลัง หรือหน้าอก
🔺โดยทั่วไปตัวก้อนมักไม่เจ็บ
🔺หากเกิดการอักเสบ จะมีอาการแดง บวม โตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเจ็บเมื่อสัมผัส

⚠️ เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?... หากก้อนโตเร็วผิดปกติ มีอาการแดง บวม ร้อน เจ็บ มีหนองหรือของเหลวไหลออกมา หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ เพราะอาจเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ และควรได้รับการตรวจเพื่อแยกจากก้อนชนิดอื่น
🛠️ อยากรู้...ซีสต์รักษาอย่างไร? จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่? คลิกอ่านต่อ https://url.in.th/KsvpK
🛑 แม้ซีสต์ส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแยกโรคและประเมินว่าจำเป็นต้องรักษาหรือไม่ โดยแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวนด์ หรือการตรวจทางรังสีอื่นๆ ตามความเหมาะสม
💙 หากคุณคลำพบก้อนผิดปกติ มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้น หรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพภายใน ณ เวฬา พร้อมดูแลด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพแบบองค์รวม และการให้คำปรึกษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะกับคุณ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #ซีสต์ #ถุงน้ำรังไข่ #ช็อกโกแลตซีสต์ #สุขภาพหญิง

☕ เมล็ดกาแฟต่างสายพันธุ์ คุณประโยชน์ต่างกันอย่างไร?🥱 เช้าอันเร่งรีบ หรือบ่ายที่แสนง่วงนอน กาแฟสักแก้วคงเป็นคำตอบของใครหล...
19/08/2026

☕ เมล็ดกาแฟต่างสายพันธุ์ คุณประโยชน์ต่างกันอย่างไร?
🥱 เช้าอันเร่งรีบ หรือบ่ายที่แสนง่วงนอน กาแฟสักแก้วคงเป็นคำตอบของใครหลายคน บางคนเลือกจากระดับการคั่ว บางคนชอบโทนรสชาติแบบช็อกโกแลต ถั่ว ดอกไม้ หรือผลไม้ ขณะที่อีกหลายคนเลือกจากสายพันธุ์กาแฟที่คุ้นเคย
🔆 แต่รู้ไหมว่า... ภายใต้รสขม หวาน หรือเปรี้ยวสดชื่นของกาแฟแต่ละแก้ว เมล็ดกาแฟแต่ละสายพันธุ์มีองค์ประกอบของสารสำคัญที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคาเฟอีน กรดคลอโรเจนิก หรือสารประกอบฟีนอลิก โดยปริมาณของสารเหล่านี้ยังแปรผันตามแหล่งปลูก วิธีการแปรรูป ระดับการคั่ว และวิธีการชงอีกด้วย ดังนั้น การเลือกเมล็ดกาแฟจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกลิ่นและรสชาติ แต่ยังเป็นการเลือกสารสำคัญและคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันในกาแฟแต่ละแก้ว
📍อยากรู้ ทริคการเลือกเมล็ดกาแฟให้เหมาะกับสุขภาพ คลิก https://url.in.th/AdZIa
🔎 รู้จัก 4 สายพันธุ์กาแฟยอดนิยม นอกจากรสชาติที่ต่างกัน แล้วสารสำคัญในเมล็ดต่างกันแค่ไหน?
1. อาราบิก้า (Arabica)
อาราบิก้าเป็นเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมละมุนและรสชาตินุ่มนวล
🔺 สารสำคัญและสุขภาพ: มีปริมาณคาเฟอีนค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 1.2 - 1.5%) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ดื่มแล้วใจไม่สั่นง่าย แต่ยังคงได้รับคุณประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีส่วนช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์และดูแลหลอดเลือดหัวใจ
🔺 เหมาะกับใคร: คนที่ชอบกาแฟรสชาตินุ่มนวล คนที่ต้องการดื่มเพื่อรับสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มีภาวะไวต่อคาเฟอีน ดื่มสายพันธุ์นี้แล้วจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการใจสั่นหรือนอนไม่หลับได้ดีกว่า
2. โรบัสต้า (Robusta)
โรบัสต้าเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกง่าย ทนทาน รสชาติเข้ม ดุดัน และติดขมปนดาร์กช็อกโกแลต
🔺 สารสำคัญและสุขภาพ: มีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าอาราบิก้าเกือบเท่าตัว (ประมาณ 2.2 - 2.7%) ซึ่งคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและระบบเผาผลาญ ช่วยเพิ่มอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย นอกจากนี้ หลายการศึกษายังพบว่าโรบัสต้าดิบมีปริมาณกรดคลอโรเจนิก (Chlorogenic Acids) และสารประกอบฟีนอลิกรวมสูงกว่าอาราบิก้า เนื่องจากพืชต้องสร้างสารเหล่านี้มาเพื่อปกป้องตัวเองจากแมลงตามธรรมชาติ
🔺 เหมาะกับใคร: คนที่ชอบกาแฟรสเข้มข้น ต้องการความตื่นตัวสูง หรือดื่มกาแฟเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก่อนออกกำลังกาย โดยควรคำนึงถึงปริมาณคาเฟอีนรวมตลอดทั้งวันเพื่อป้องกันอาการนอนไม่หลับหรือใจสั่น
3. เอ็กเซลซา (Excelsa)
เอ็กเซลซาเป็นกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักมีความเปรี้ยวสดชื่นและรสชาติที่ซับซ้อน จึงมักถูกนำไปใช้ในการเบลนด์ร่วมกับสายพันธุ์หลักเพื่อเพิ่มมิติของกลิ่นและรสชาติ
🔺 สารสำคัญและสุขภาพ: รสเปรี้ยวตามธรรมชาติของเอ็กเซลซามีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยตามธรรมชาติในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม ในแง่ของคุณประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) นั้น งานวิจัยระบุว่าเป็นผลมาจากสารสื่อประสาทและเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble Dietary Fiber) ที่พบในน้ำกาแฟภาพรวมทุกสายพันธุ์ ไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของสายพันธุ์นี้เพียงชนิดเดียว
🔺 เหมาะกับใคร: คนที่ชอบกาแฟโทนผลไม้ที่มีความเปรี้ยวสดชื่น และต้องการหลีกเลี่ยงความจำเจจากรสชาติกาแฟรูปแบบเดิมๆ
4. เกชา / เกอิชา (Gesha / Geisha)
เกชาเป็นหนึ่งในสายพันธุ์กาแฟที่มีชื่อเสียงระดับสูงในวงการ Specialty Coffee โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้สีขาว เช่น มะลิ และรสชาติสะอาด มีความเปรี้ยวหวานคล้ายชาผลไม้
🔺 สารสำคัญและสุขภาพ: จุดเด่นของเกชาเกิดจากการเพาะปลูกอย่างพิถีพิถันในพื้นที่สูงชันที่มีสภาพอากาศและสารอาหารในดินเฉพาะตัว (Terroir) ซึ่งสภาพแวดล้อมที่กดดันนี้ส่งผลให้เมล็ดสะสมสารประกอบทางชีวเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ได้อย่างเข้มข้นและมีโครงสร้างที่ซับซ้อน จึงเป็นแก้วที่ให้คุณค่าทางสารอาหารจากธรรมชาติควบคู่ไปกับสุนทรียภาพในการดื่ม
🔺 เหมาะกับใคร: คนที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และกลิ่นรสทางประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อน ชื่นชอบกาแฟโทนดอกไม้พรีเมียม
✨ สุดท้ายแล้ว การดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพไม่ใช่แค่การตามหา “สายพันธุ์ที่ดีที่สุด” แต่คือการเลือกชนิด ปริมาณ และช่วงเวลาที่ตอบโจทย์ร่างกายอย่างลงตัว พรุ่งนี้เช้า... ลองเปลี่ยนจากการสั่งกาแฟตามความเคยชิน มาเป็นการเลือกสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ร่างกายของคุณ แล้วจะรู้ว่ากาแฟแก้วโปรดดูแลสุขภาพคุณได้มากกว่าที่คิด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #สายพันธุ์กาแฟ #กาแฟกับสุขภาพ

🌟 Navella Success Stories Series หมูกะทะเป็นเหตุ! ครูสาวตรวจพบเชื้อ H. pylori เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร🚨 เรื่องจริงของครู...
15/08/2026

🌟 Navella Success Stories Series หมูกะทะเป็นเหตุ! ครูสาวตรวจพบเชื้อ H. pylori เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
🚨 เรื่องจริงของครูวัย 38 ปี ที่ต้องทนอยู่กับอาการปวดท้อง แสบท้อง และกรดไหลย้อนเรื้อรังมานานหลายปี แม้จะกินยาลดกรดและรักษาตามอาการมาโดยตลอด แต่อาการกลับไม่เคยหายขาด จนตัดสินใจเข้ารับการตรวจสุขภาพเชิงลึก เพราะอยากรู้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงของอาการทั้งหมดคืออะไรกันแน่
😱 แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจ คือการได้รู้ว่า พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำเป็นประจำเวลาไปกินหมูกะทะ เช่น การไม่ใช้ช้อนกลาง หรือการใช้แก้วน้ำและอุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น อาจเป็นช่องทางให้ได้รับเชื้อ H. pylori โดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่เธอต้องเผชิญมานานหลายปี
🏷️ แล้วคุณหมอเอมมี่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากอาการปวดท้องเรื้อรัง และฟื้นฟูสุขภาพจากต้นเหตุได้อย่างไร? ติดตามเรื่องราวสุขภาพนี้ไปพร้อมกัน
.
💡 ประวัติคนไข้
👩 หญิงวัย 38 ปี มีอาชีพเป็นครู เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาระบบทางเดินอาหารเรื้อรังมานานหลายปี แทบทุกครั้งที่รับประทานอาหารจะมีอาการปวดท้อง แสบท้อง และกรดไหลย้อนกำเริบตามมา จนเริ่มรู้สึกกังวลทุกครั้งก่อนมื้ออาหาร นอกจากนี้ยังมีอาการคลื่นไส้ ท้องผูก ขับถ่ายเพียงสัปดาห์ละประมาณ 2 ครั้ง อ่อนเพลียตลอดวัน นอนหลับยากแม้จะรู้สึกง่วงมาก และมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาการเหล่านี้ค่อย ๆ สะสมจนส่งผลกระทบต่อการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัด
💊 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเข้ารับการรักษาโดยหมอได้ให้รับประทานยาลดกรด รวมถึงให้ยารักษาตามอาการ แต่อาการกลับไม่เคยหายขาด เมื่อหยุดยาไม่นานก็กลับมาเป็นซ้ำ ทำให้เริ่มตั้งคำถามว่า ปัญหาสุขภาพที่เธอเผชิญอาจมีต้นเหตุที่ลึกกว่ากรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะทั่วไป
🍲 เมื่อเข้ามาปรึกษาคุณหมอเอมมี่ที่ Navella คุณหมอได้ซักประวัติสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างละเอียด จนพบว่าคนไข้มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหมูกะทะและอาหารสตรีทฟู้ดเป็นประจำ รวมถึงการใช้ช้อน แก้วน้ำ หรืออุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อาจเพิ่มโอกาสได้รับเชื้อ H. pylori ได้
⚠️ สิ่งที่น่ากังวลคือ เชื้อ H. pylori มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว แต่เมื่อเชื้ออาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร และในบางรายอาจพัฒนาไปสู่มะเร็งกระเพาะอาหารได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
🩺 ด้วยเหตุนี้ คุณหมอเอมมี่จึงไม่เลือกเพียงรักษาตามอาการเหมือนที่ผ่านมา แต่แนะนำให้ตรวจสุขภาพเชิงลึก เพื่อค้นหาต้นเหตุของอาการทั้งหมด และวางแผนการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด
.
🩺 การตรวจสุขภาพเชิงลึก
✔ H. pylori Test เพื่อตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori จากเลือดและอุจจาระ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารหากไม่ได้รับการรักษา
✔ Ultimate Check-up เพื่อตรวจประเมินภาวะการอักเสบของร่างกาย การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การดูดซึมสารอาหาร ระดับวิตามิน แร่ธาตุ สมดุลฮอร์โมน และสุขภาพลำไส้ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงของอาการทั้งหมดและวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
🌟อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป อ่านต่อได้ในคอมเม้นท์ หรือ คลิก https://url.in.th/AnWHF
.
🚩ไม่แนะนำให้รักษาโดยอ้างอิงจากแนวทางการรักษานี้ แม้ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพหรืออาการที่คล้ายคลึงกันเนื่องจากปัญหาสุขภาพของแต่ละคนมีสาเหตุและลักษณะที่แตกต่างกันไป การรักษาที่ได้ผลสำหรับบางคนอาจไม่เหมาะสมกับคนอื่น ที่ ณ เวฬา คลินิก ทีมแพทย์ของเราจะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ หากคุณต้องการแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเริ่มการรักษาใดๆ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #กรดไหลย้อน #โรคกระเพาะ

14/08/2026

4 วิตามิน สำหรับคนเหนื่อยง่าย!
ดูเต็ม ๆ ได้ใน AskDoctors EP.67
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#เหนื่อยง่าย #เพลียกินอะไรดี #อาหารเสริม

11/08/2026

เหนื่อยง่าย ฟื้นตัวช้า? แมกนีเซียมช่วยยังไง
ดูเต็ม ๆ ได้ใน AskDoctors EP.67
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#เหนื่อยง่าย #แมกนีเซียม #อาหารเสริม

👀 เคยไหม... จู่ ๆ รู้สึกอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร หรือบางคนมองเห็น "ตัวอักษรแต่ละตัวมีสี" ทั้งที่คนอื่นมองไม่เห็น? ... อ...
11/08/2026

👀 เคยไหม... จู่ ๆ รู้สึกอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร หรือบางคนมองเห็น "ตัวอักษรแต่ละตัวมีสี" ทั้งที่คนอื่นมองไม่เห็น? ... อาการเหล่านี้อาจฟังดูแปลกและเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ล้วนเป็นความผิดปกติที่มีการบันทึกไว้ในวงการแพทย์
🧠 ร่างกายและสมองของมนุษย์มีความซับซ้อนกว่าที่คิด อาการบางอย่างที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงความแปลก หรือคิดไปเอง แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท สมอง หรือสุขภาพจิต
📌 ต่อไปนี้คือ 4 โรคสุดแปลกแต่มีอยู่จริง! ลองเช็กดูว่าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยมีอาการลักษณะนี้หรือไม่

⭕1. โรคเห็นตัวอักษรเป็นสี (Synesthesia)
เมื่อประสาทสัมผัสเชื่อมโยงกันผิดปกติ จนทำให้โลกของผู้ป่วยรายนั้นเต็มไปด้วยสีสันที่คนอื่นมองไม่เห็น
🔆 อาการ
🔺เมื่อมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร หรือได้ยินเสียงบางเสียง สมองจะแปลผลออกมาเป็น "สีสันเฉพาะตัว" เช่น เห็นเลข 1 เป็นสีแดง หรือเห็นตัวอักษร "พ" เป็นสีเขียวเสมอ
🔺บางคนได้ยินเสียงแล้วเห็นเป็นสี หรือได้กลิ่นแล้วรู้สึกเป็นรูปร่าง
🔆 สาเหตุ: โรคนี้เกิดจาก พันธุกรรม (DNA) เป็นหลัก โดยสมองมีการเชื่อมต่อของเส้นประสาทที่หนาแน่นกว่าคนทั่วไป ทำให้สมองเปิดรับประสาทสัมผัสสองทางพร้อมกัน (Cross-wiring) เช่น ตาเห็นอักษร แต่สมองส่วนการรับรู้สีกลับทำงานร่วมด้วย
⭕2. โรคชอบกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร (Pica)
ไม่ใช่แค่นิสัยแปลกหรือการนึกสนุกชั่วคราว แต่เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยอยากกินสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างต่อเนื่อง
🔆 อาการ
🔺มีพฤติกรรมอยากกินและกินสิ่งของที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น กระดาษ ชอล์ก ดิน เส้นผม (ต่อเนื่องนานอย่างน้อย 1 เดือน)
🔺พฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับวัยและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
🔺อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้อุดตัน หรือได้รับสารพิษ
🔆 สาเหตุ: อาจเกิดจากร่างกายขาดแร่ธาตุรุนแรง (เช่น ขาดธาตุเหล็ก สังกะสี) จนสมองสั่งการให้หาพฤติกรรมทดแทนเพื่อชดเชยแร่ธาตุนั้นๆ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติทางจิตเวช ภาวะสมองเสื่อม หรือความบกพร่องทางพัฒนาการในบางราย
.
⭕3. โรคคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว (Cotard's Delusion หรือ Walking Co**se Syndrome)
ภาวะหลงผิดที่ทำให้ผู้ป่วยเชื่อว่าตัวเองไม่มีชีวิตอยู่ หรืออวัยวะภายในหายไปแล้ว
🔆อาการ
🔺ผู้ป่วยจะมีความหลงผิดอย่างรุนแรงว่าตัวเองได้ "ตายไปแล้ว" ร่างกายกำลังเน่าเปื่อย หรืออวัยวะภายใน (เช่น หัวใจ ตับ ไต สมอง) ได้หายไปหมดแล้ว
🔺บางรายปฏิเสธการกินอาหาร การอาบน้ำ หรือการดูแลตัวเอง เพราะคิดว่าไม่จำเป็น
🔆 สาเหตุ: เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนหน้า และสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้อารมณ์อย่างรุนแรง เกิดการขาดการเชื่อมต่อระหว่างการรับรู้ตัวตน (Self-awareness) กับการตอบสนองทางอารมณ์ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึก "ว่างเปล่า" อย่างที่สุด จนสมองตีความความว่างเปล่านั้นว่าตัวเราไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป มักพบร่วมกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง โรคจิต หรือความผิดปกติของสมอง

⭕4. โรคละเมอกินอาหาร (Nocturnal Sleep-Related Eating Disorder: NSRED)
ความผิดปกติของการนอนหลับที่ทำให้ผู้ป่วยลุกขึ้นมากินอาหารทั้งที่ยังหลับอยู่
🔆 อาการ
🔺ลุกไปหาอาหารกลางดึกโดยไม่รู้ตัว
🔺อาจกินอาหารดิบ หรือของที่ปกติไม่กิน
🔺เมื่อตื่นเช้ามามักจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่พบร่องรอยหรือเศษอาหารหลงเหลือไว้
🔆 สาเหตุ: จัดอยู่ในกลุ่มโรคความผิดปกติระหว่างการนอนหลับ (Parasomnia) เกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวตื่นขึ้นมาทำงาน ขณะที่สมองส่วนความรู้สึกตัวและความจำยังหลับอยู่ โดยอาจกระตุ้นจากความเครียด การอดนอน หรือยาบางชนิด
📍อ่านบทความฉบับเต็ม คลิก https://url.in.th/YhZPF

💙 โรคแปลก ๆ เหล่านี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องเหนือจริง แต่ล้วนมีคำอธิบายทางการแพทย์รองรับ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกระทบต่อการใช้ชีวิต อย่ามองว่าเป็นเรื่องแปลกหรือคิดไปเอง การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะหลายโรคสามารถดูแลและรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #โรคแปลก #สุขภาพจิต

☕ ทำไมดื่มกาแฟแล้วยิ่งง่วง? อาจเป็นเพราะ "คุณดื่มผิดเวลา!" 😵‍💫 หลายคนเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟแก้วโปรดทันทีที่ตื่นนอน ...
09/08/2026

☕ ทำไมดื่มกาแฟแล้วยิ่งง่วง? อาจเป็นเพราะ "คุณดื่มผิดเวลา!"

😵‍💫 หลายคนเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟแก้วโปรดทันทีที่ตื่นนอน หวังจะให้คาเฟอีนช่วยปลุกสมองให้สดชื่น ... แต่ผ่านไปเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง กลับรู้สึกเพลียกว่าเดิม สมองไม่แล่น จนต้องเติมแก้วที่สอง หากคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้ สาเหตุอาจไม่ใช่เพราะกาแฟไม่ได้ผล แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังดื่มกาแฟในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับระบบนาฬิกาชีวิตของตัวเองอยู่
📣 เพราะในมุมมองของวิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพเชิงลึก (Functional Health) ประสิทธิภาพของคาเฟอีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มของกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ Timing หรือช่วงเวลาที่ดื่มให้สอดคล้องกับ นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ซึ่งช่วยให้ได้รับประโยชน์จากคาเฟอีนมากขึ้น พร้อมลดผลกระทบต่อการนอนและระบบประสาท
⏰ นาฬิกาชีวิตคืออะไร? แล้วเกี่ยวอะไรกับการดื่มกาแฟ? อยากรู้ คลิก https://url.in.th/wOVMj
📌 ไทม์ไลน์การดื่มกาแฟ : ดื่มตอนไหน ได้ผลลัพธ์อย่างไร?
1.☀️ 09:30 - 11:30 น. (ดื่มช่วงเช้าที่ดีที่สุด):
หลังตื่นประมาณ 1-2 ชั่วโมง (โดยทั่วไปมักอยู่ช่วง 09.30-11.30 น. สำหรับผู้ที่ตื่นช่วงเช้า) คือ Golden Time ของการดื่มกาแฟแก้วแรก เนื่องจากระดับคอร์ติซอลตามธรรมชาติในร่างกายจะเริ่มลดลง การดื่มกาแฟในช่วงนี้จึงช่วยเสริมความตื่นตัวได้อย่างพอดี เพิ่มสมาธิ ความจำ และประสิทธิภาพในการทำงาน โดยไม่ไปรบกวนกลไกการตื่นตามธรรมชาติของร่างกาย

🔺ทริกเสริม: ผู้ที่มีโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน หรือไวต่อคาเฟอีน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟขณะท้องว่าง เพราะอาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้แสบท้อง คลื่นไส้ หรือใจสั่นได้ง่าย ควรดื่มหลังอาหารเช้าหรือกินของว่างที่มีโปรตีนร่วมด้วย
2. 🌤️ 13:00 - 15:00 น. (ดื่มช่วงบ่ายแก้ Food Coma):
หลังรับประทานอาหารกลางวัน หลายคนมักรู้สึกง่วง สมองไม่ปลอดโปร่ง หรือไม่มีสมาธิ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการสะสมของ Adenosine สารเคมีในสมองที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้สึกง่วงและเหนื่อยล้า หนึ่งในเทคนิคที่มีงานวิจัยสนับสนุนและช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ คือ Coffee Nap
🔺เทคนิค Coffee Nap ทำได้ง่าย ๆ โดยดื่มกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ 1 แก้ว (แนะนำให้ดื่มให้หมดภายในครั้งเดียว ไม่ค่อย ๆ จิบ) จากนั้นงีบหลับทันทีประมาณ 15–20 นาที ระหว่างที่คุณหลับ สมองจะค่อย ๆ กำจัดสาร Adenosine ออกไป ขณะเดียวกันคาเฟอีนจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงเริ่มออกฤทธิ์ เมื่อคุณตื่นขึ้น ผลของการงีบและคาเฟอีนจะทำงานพร้อมกัน จึงช่วยให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว และมีสมาธิมากกว่าการดื่มกาแฟหรือการงีบเพียงอย่างเดียว
3.🌙 หลัง 16:00 น. เป็นต้นไป (ดื่มช่วงเย็นที่ต้องระวัง!):
หากดื่มกาแฟช่วงเย็น คาเฟอีนอาจยังตกค้างในร่างกายเมื่อถึงเวลานอน ส่งผลให้หลับยากขึ้น หลับไม่ลึก คุณภาพการนอนลดลง และตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เนื่องจากคาเฟอีนมีค่าครึ่งชีวิต (Half-life) โดยเฉลี่ยประมาณ 5–6 ชั่วโมง แต่ในบางคนอาจยาวนานถึง 8–10 ชั่วโมง หมายความว่าถ้าคุณดื่มลาเต้ตอน 4 โมงเย็น พอถึงเวลา 4 ทุ่ม คาเฟอีนจะยังคงเหลืออยู่ในกระแสเลือดประมาณครึ่งหนึ่ง

🔺ถึงแม้คุณจะเป็นคนที่ "ดื่มกาแฟตอนเย็นแล้วยังหลับได้ปกติ" แต่คาเฟอีนจะเข้าไปบล็อกไม่ให้สมองเข้าสู่สภาวะ Deep Sleep (หลับลึก) ร่างกายและสมองจึงไม่ได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ตื่นมาจึงเพลียสะสม แย่งพลังงานของวันรุ่งขึ้นมาใช้โดยไม่รู้ตัว แต่หากจำเป็นจริง ๆ ให้เลือกกาแฟปริมาณน้อย หรือเลือกกาแฟ Decaf เพื่อลดผลกระทบต่อการนอนหลับ
4.🏃‍♂️ ดื่มก่อนออกกำลังกาย (Pre-Workout)
หากวันไหนคุณมีแพลนจะเข้ายิม วิ่ง หรือออกกำลังกายหนักๆ กาแฟดำเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยหลายฉบับ

🔺การดื่มกาแฟดำก่อนเริ่มวอร์มอัพประมาณ 30-45 นาที อาจช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า เพิ่มแรงและกำลังในการฝึก ช่วยให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบความทนทาน (Endurance Exercise) คาเฟอีนจะกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ขยายหลอดลม แต่ควรหลีกเลี่ยงกาแฟสูตรหวานจัดหรือวิปครีม เพราะอาจทำให้แน่นท้องระหว่างออกกำลังกาย
☕ แม้ไทม์ไลน์นี้จะอ้างอิงจากหลักการทำงานของนาฬิกาชีวิตและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์... แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับทั้งเวลาตื่นนอน และความสามารถในการเผาผลาญคาเฟอีนของแต่ละบุคคล คนที่นอนดึก ตื่นสาย หรือทำงานเป็นกะ มักมีจังหวะการหลั่งฮอร์โมนที่เลื่อนออกไป จึงควรยึดหลักง่าย ๆ คือ ดื่มกาแฟแก้วแรกหลังตื่นนอนประมาณ 1–2 ชั่วโมง มากกว่ายึดตามเวลาในนาฬิกา

🔆 นอกจากนี้ พันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะยีน CYP1A2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญคาเฟอีน บางคนสามารถกำจัดคาเฟอีนได้รวดเร็ว ดื่มกาแฟช่วงบ่ายแล้วยังนอนหลับได้ตามปกติ ขณะที่บางคนเผาผลาญได้ช้ากว่า แม้ดื่มเพียงแก้วเดียวในช่วงเช้าก็อาจส่งผลต่อการนอนในคืนนั้น หากเป็นกลุ่มที่ไวต่อคาเฟอีน ควรลดปริมาณการดื่ม เลือกดื่มให้เร็วขึ้นในแต่ละวัน หรือเปลี่ยนเป็นกาแฟ Decaf เพื่อลดผลกระทบต่อการนอนหลับ

💙 ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงว่า "กินอะไร" แต่ยังรวมถึง "กินเมื่อไร" ด้วย การเลือกดื่มกาแฟให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของตัวเอง จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากคาเฟอีนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านพลังงาน สมาธิ และประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพการนอนในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #กาแฟ #นาฬิกาชีวิต #สุขภาพ

🏃‍♀️ วิ่งแลกของ หรือ วิ่งแลกโรค? กล้าเสี่ยงไหมถ้าวิ่งไม่ถูกวิธี❗ 🏃‍♂️ หลายคนกำลังสนุกกับแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะสมระยะทางเ...
05/08/2026

🏃‍♀️ วิ่งแลกของ หรือ วิ่งแลกโรค? กล้าเสี่ยงไหมถ้าวิ่งไม่ถูกวิธี❗
🏃‍♂️ หลายคนกำลังสนุกกับแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะสมระยะทางเพื่อแลกเหรียญ แลกของรางวัล หรือส่วนลดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่คนหันมาออกกำลังกาย

🚨 แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากโหมวิ่งทุกวันเพื่อเก็บระยะ แข่งกับสถิติของตัวเอง ไม่มีวันพัก และวิ่งด้วยฟอร์มที่ไม่ถูกต้อง คุณอาจกำลังเข้าร่วมแคมเปญ "วิ่งแลกโรค" โดยไม่รู้ตัว
📌 4 ระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากวิ่งหนักเกินไปและไม่ถูกวิธี
🚩 Level 1 : อาการบาดเจ็บของนักวิ่ง (Runner's Injuries) 🛑 พบได้บ่อย
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในนักวิ่ง โดยเฉพาะคนที่เพิ่มระยะทางหรือความเร็วเร็วเกินไป วิ่งทุกวันโดยไม่มีวันพัก หรือใช้ฟอร์มการวิ่งและรองเท้าที่ไม่เหมาะสม จนเกิดแรงกระแทกสะสมกับกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
🔺 รองช้ำ (Plantar Fasciitis) เจ็บส้นเท้า โดยเฉพาะก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังนั่งนาน ๆ
🔺 เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis) เจ็บหรือปวดตึงบริเวณเอ็นร้อยหวายและข้อเท้า โดยเฉพาะขณะวิ่งหรือเดินขึ้นลงบันได
🔺 เอ็นด้านข้างเข่าอักเสบ (ITB Syndrome) เกิดจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ ทำให้เอ็นด้านนอกเข่าเสียดสีกับกระดูก จนมีอาการปวดบริเวณด้านข้างเข่า โดยเฉพาะช่วงวิ่งระยะไกล
แม้อาการเหล่านี้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่หากฝืนวิ่งต่อโดยไม่รักษาหรือไม่พักฟื้น อาจกลายเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรัง กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และต้องหยุดวิ่งเป็นเวลานาน
🚩 Level 2 : ภาวะฝึกหนักเกิน (Overtraining Syndrome) 🛑 พบได้ค่อนข้างบ่อย

การวิ่งทุกวันโดยไม่มีวันพัก (Rest Day) หรือเพิ่มความหนักของการซ้อมเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟู กล้ามเนื้อ ฮอร์โมน และระบบภูมิคุ้มกันจึงเริ่มเสียสมดุล ระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพของร่างกายลดลง แม้ออกกำลังกายมากขึ้น แต่กลับไม่ได้แข็งแรงขึ้น
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
🔺 อ่อนเพลียเรื้อรัง แม้พักผ่อนแล้วก็ยังไม่สดชื่น
🔺 นอนไม่หลับ หลับไม่ลึก หรือรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ตื่นนอน
🔺 ภูมิคุ้มกันลดลง ป่วยง่าย เป็นหวัดบ่อย หรือร่างกายฟื้นตัวช้ากว่าปกติ
🔺 ปวดกล้ามเนื้อหลังซ้อม (DOMS - Delayed Onset Muscle Soreness) ที่ปกติควรหายภายใน 2–3 วัน แต่กลับยืดเยื้อเป็นสัปดาห์ เพราะกล้ามเนื้อถูกใช้งานซ้ำ ๆ โดยไม่มีเวลาซ่อมแซม
หากยังฝืนซ้อมต่อ ประสิทธิภาพในการวิ่งจะลดลง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เหนื่อยง่าย และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว
🚩 Level 3 : ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย (Premature Osteoarthritis) 🛑 เป็นความเสี่ยงที่สะสมในระยะยาว
แม้การวิ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากวิ่งหนักเกินไปเป็นเวลานาน ใช้ฟอร์มที่ไม่ถูกต้อง วิ่งบนพื้นแข็ง สวมรองเท้าที่เสื่อมสภาพ หรือไม่เสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า แรงกระแทกที่เกิดขึ้นในทุกย่างก้าวอาจสะสมจนทำให้โครงสร้างข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่เท้ากระทบพื้น ข้อเข่าต้องรับแรงกระแทกมากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า หากร่างกายรับแรงเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่มีการฟื้นฟูหรือกล้ามเนื้อช่วยรองรับเพียงพอ กระดูกอ่อนผิวข้ออาจค่อย ๆ สึกหรอ จนเกิดการเสียดสีภายในข้อและการอักเสบเรื้อรัง
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
🔺 ปวดเข่าขณะวิ่ง เดินขึ้นลงบันได หรือลุกนั่ง
🔺 ข้อเข่าบวม ตึง หรือมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว
🔺 ข้อเข่าฝืด โดยเฉพาะหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งนาน
🔺 เคลื่อนไหวได้ลดลง และอาการปวดเป็นมากขึ้นเมื่อใช้งานต่อเนื่อง
หากปล่อยไว้โดยไม่ปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งลดลง และในบางรายอาจต้องหยุดวิ่งหรือเปลี่ยนไปออกกำลังกายรูปแบบอื่นแทน
🚩 Level 4 : ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) 🛑 พบไม่บ่อย แต่เป็นภาวะฉุกเฉิน
เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นอาจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที มักเกิดจากการออกกำลังกายหนักเกินขีดจำกัดของร่างกายอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะการวิ่งระยะไกล วิ่งในอากาศร้อนจัด ขาดน้ำ หรือฝืนออกกำลังกายทั้งที่ร่างกายยังไม่พร้อม เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักจนเกิดการสลาย เซลล์กล้ามเนื้อจะปล่อยโปรตีน Myoglobin เข้าสู่กระแสเลือด หากมีปริมาณมาก โดยเฉพาะในภาวะขาดน้ำ โปรตีนชนิดนี้อาจทำลายท่อไตและนำไปสู่ ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ได้
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ ได้แก่
🔺 ปวดกล้ามเนื้อรุนแรงผิดปกติ หรือปวดจนขยับแทบไม่ได้
🔺 กล้ามเนื้ออ่อนแรง บวม หรือกดเจ็บมาก
🔺 ปัสสาวะมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีคล้ายน้ำโค้ก และปัสสาวะออกน้อยลง
หากมีอาการเหล่านี้หลังวิ่งหรือออกกำลังกายหนัก ควรหยุดออกกำลังกายทันที และรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะการรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะไตวายและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้
📍อ่านบทความฉบับเต็ม คลิก https://url.in.th/GMOEh
💙 อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งตื่นตูม หรือกลัวการวิ่งจนเกินไป! เพราะความจริงแล้ว "การวิ่ง" ยังคงเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หากทำอย่างพอดีและถูกวิธี หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ หรือแลกของได้กี่ชิ้น แต่อยู่ที่การฟังเสียงร่างกายตัวเอง วอร์มอัพและคูลดาวน์ทุกครั้ง มีวันพักให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู สลับไปทำ Cross-training หรือเวทเทรนนิ่งบ้าง และที่สำคัญคือการทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนและหน่วยย่อยอย่างกรดอะมิโน เพื่อไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #วิ่งแลก #วิ่งแลกโรค

👫🩸 สัญญาณเตือน "น้ำตาลในเลือดสูง VS ต่ำ" ร่างกายคุณกำลังอยู่ในโหมดไหน?🚩 เคยไหม? บางวันรู้สึกสมองตื้อ คิดงานไม่ออก หงุดหง...
30/07/2026

👫🩸 สัญญาณเตือน "น้ำตาลในเลือดสูง VS ต่ำ" ร่างกายคุณกำลังอยู่ในโหมดไหน?
🚩 เคยไหม? บางวันรู้สึกสมองตื้อ คิดงานไม่ออก หงุดหงิดง่าย เหนื่อยทั้งที่นอนไม่ได้น้อย หรือเพิ่งกินข้าวไปไม่นานแต่กลับหิวอีกแล้ว แถมอยากกินของหวานตลอดเวลา หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะความเครียด พักผ่อนไม่พอ หรือทำงานหนักเกินไป แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระดับน้ำตาลในเลือดกำลังแกว่งผิดปกติ และระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายเริ่มเสียสมดุล
🩸 น้ำตาลในเลือด (Blood Sugar) หรือระดับน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ในกระแสเลือด คือแหล่งพลังงานสำคัญที่หล่อเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และเซลล์ทั่วร่างกาย ร่างกายจึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมตลอดเวลา เพราะหากต่ำเกินไป เซลล์จะขาดพลังงานในการทำงาน แต่หากสูงเกินไปเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน การอักเสบเรื้อรัง และโรคเมตาบอลิซึมต่าง ๆ ตามมา
📌 อ่านบทความฉบับเต็ม คลิก https://url.in.th/akXlU
🔴 ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
โดยทั่วไปหมายถึงระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 mg/dL ทำให้สมองและอวัยวะต่าง ๆ ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ร่างกายจึงตอบสนองเหมือนกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉิน
🧠 1. สมองเบลอ คิดช้า
สมองใช้น้ำตาลเป็นพลังงานหลัก เมื่อระดับน้ำตาลลดลง สมองจะเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้รู้สึกมึนงง คิดอะไรไม่ค่อยออก ความจำระยะสั้นแย่ลง ตัดสินใจช้าลง หรือรู้สึกเหมือนสมองไม่แล่น
🪫 2. อ่อนเพลีย หมดแรงแบบเฉียบพลัน
เมื่อเซลล์ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ร่างกายจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ทำให้รู้สึกหมดแรง เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้ออ่อนล้า และไม่มีแรงทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ
🫨 3. มือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก
ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลออกมา เพื่อกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลสำรองเข้าสู่กระแสเลือด จึงเกิดอาการมือสั่น ใจเต้นเร็ว เหงื่อออก รู้สึกกระสับกระส่าย หรือวิตกกังวลอย่างไม่มีสาเหตุ
🍰 4. หิวมาก อยากของหวาน
สมองจะส่งสัญญาณเร่งด่วนให้ร่างกายหาแหล่งพลังงานมาทดแทน จึงเกิดอาการหิวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความอยากอาหารหวาน แป้ง หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
💡 ในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน อาจเกิดภาวะน้ำตาลตกหลังมื้ออาหาร (Reactive Hypoglycemia) เมื่อร่างกายหลั่งอินซูลินมากเกินไปหลังรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งสูง ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังอาหาร
🔴 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)
โดยทั่วไปหมายถึงระดับน้ำตาลก่อนอาหารสูงกว่า 126 mg/dL หรือหลังอาหารสูงกว่า 180 mg/dL น้ำตาลส่วนเกินจะสะสมอยู่ในกระแสเลือดและเริ่มส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
🥛 1. หิวน้ำบ่อย ปากแห้ง
เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ความเข้มข้นของเลือดจะเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงพยายามดึงน้ำออกจากเซลล์เพื่อเจือจางความเข้มข้นดังกล่าว ส่งผลให้รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ปากแห้ง และดื่มน้ำมากกว่าปกติ
🔺 2. ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ไตจะดูดกลับได้ ร่างกายจะขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ พร้อมดึงน้ำออกจากร่างกายไปด้วย จึงทำให้ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติและอาจต้องตื่นมาปัสสาวะหลายครั้งในเวลากลางคืน
🤤 3. หิวบ่อย แม้เพิ่งรับประทานอาหาร
แม้น้ำตาลจะมีอยู่มากในกระแสเลือด แต่หากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน เซลล์จะไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายจึงเข้าใจผิดว่ายังขาดพลังงาน และส่งสัญญาณให้รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา
👁️ 4. ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
ระดับน้ำตาลที่สูงเกินไปส่งผลต่อสมดุลของเหลวในเลนส์ตา ทำให้เลนส์บวมและสูญเสียความสามารถในการปรับโฟกัส ส่งผลให้มองเห็นภาพไม่คมชัด หรือมีอาการตาพร่ามัวเป็นช่วง ๆ
💡 หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเรื้อรัง อาจนำไปสู่การอักเสบทั่วร่างกาย ความเสียหายของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง และโรคไตในระยะยาว
⚠️ สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนไม่ได้มีเพียง "น้ำตาลสูง" หรือ "น้ำตาลต่ำ" อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กำลังเผชิญกับภาวะน้ำตาลแกว่ง (Blood Sugar Fluctuation) ตลอดทั้งวัน ระดับน้ำตาลที่พุ่งสูงหลังอาหาร ก่อนจะตกลงอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา อาจทำให้เกิดอาการง่วงหลังอาหาร เหนื่อยง่าย หิวบ่อย อยากของหวาน สมองล้า อารมณ์แปรปรวน และน้ำหนักเพิ่มได้ แม้ว่าผลตรวจน้ำตาลพื้นฐานอาจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม
🩺 ดังนั้น การตรวจเพียงระดับน้ำตาลปลายนิ้วหรือ Fasting Blood Sugar อาจไม่เพียงพอในการประเมินสุขภาพเมตาบอลิซึม การตรวจสุขภาพเชิงลึก เช่น HbA1c, Insulin และตัวชี้วัดด้านเมตาบอลิซึมอื่น ๆ จะช่วยค้นหาความเสี่ยงของภาวะดื้ออินซูลินและความผิดปกติของระบบเผาผลาญได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะการดูแลสุขภาพไม่ได้รอจนเป็นเบาหวาน แต่เริ่มจากการเข้าใจสัญญาณเล็ก ๆ ที่ร่างกายกำลังพยายามบอกคุณในทุกวัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #น้ำตาลในเลือดต่ำ #น้ำตาลในเลือดสูง

😰 เหงื่อออกเยอะอาจไม่ได้แปลว่าขี้ร้อน หรือเผาผลาญดี แต่เป็นสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพ❗😓 เคยไหม? นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต...
27/07/2026

😰 เหงื่อออกเยอะอาจไม่ได้แปลว่าขี้ร้อน หรือเผาผลาญดี แต่เป็นสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพ❗
😓 เคยไหม? นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่เหงื่อกลับซึมเต็มหลัง หรือต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกพร้อมเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อ ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงและไม่ได้อยู่ในที่ร้อน... หลายคนมักโทษสภาพอากาศ คิดเอาเองว่าเพราะเป็นคนขี้ร้อน หรือแม้แต่มองว่า "เพราะระบบเผาผลาญดี"
🚨 แต่ความจริงแล้ว "เหงื่อ" ไม่ได้มีหน้าที่แค่ระบายความร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นภาษาที่ร่างกายใช้สื่อสารกับเรา การที่ร่างกายขับเหงื่อออกมามากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ อาจเป็นสัญญาณไซเรนเตือนว่า ระบบภายในร่างกายของคุณกำลังมีบางอย่าง "ผิดปกติ"ฃ
🚩 9 สาเหตุของอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ ที่อาจซ่อนอยู่ภายในร่างกาย
🛑1. ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ : เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานไวผิดปกติ ร่างกายจะเกิดความร้อนสูงและต้องระบายออกทางเหงื่อ
🛑2. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ : เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนเพื่อช่วยเพิ่มระดับน้ำตาล ส่งผลให้เกิดอาการเหงื่อออก และรู้สึกไม่สบายตัวอย่างเฉียบพลัน
🛑3. โรคติดเชื้อเรื้อรัง : อาการเหงื่อออกตอนกลางคืนจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าหรือที่นอน อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค หรือการติดเชื้อบางชนิดที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
🛑4. โรคหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต : ในบางกรณี เหงื่อออกมากผิดปกติร่วมกับอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
🛑5. โรคอ้วนและภาวะดื้ออินซูลิน : ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือมีภาวะดื้ออินซูลิน มักมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายสร้างความร้อนมากขึ้นและเหงื่อออกง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้ ภาวะดื้ออินซูลินยังเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของฮอร์โมนและกระบวนการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้เช่นกัน
🛑6. วัยทองในผู้หญิง : ผู้หญิงในช่วงวัยทองมักมีอาการร้อนวูบวาบ ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ส่งผลให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองทำงานผิดปกติ ร่างกายจึงตอบสนองราวกับกำลังร้อนเกินไป ทำให้เกิดอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบ และเหงื่อออกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
🛑7. ฮอร์โมนเพศชายลดลง : ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไปที่มีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง ก็อาจมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนหลับไม่สนิท และรู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรังได้เช่นกัน
🛑8. ความเครียด วิตกกังวล และภาวะแพนิค : เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด สมองจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติและหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ทำงานมากขึ้น
🛑9. ผลข้างเคียงจากยาและอาหารเสริม : ยาบางชนิด เช่น ยาต้านเศร้า, ยาเบาหวาน, ยาลดไข้ หรืออาหารเสริมที่มีสารกระตุ้นระบบเผาผลาญ มีส่วนทำให้ร่างกายขับเหงื่อมากกว่าปกติ หากเริ่มมีอาการหลังจากเริ่มใช้ยาใหม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุเพิ่มเติม
💡 อยากรู้วิธีแก้อาการเหงื่อออกเยอะ คลิกอ่านต่อ https://url.in.th/ugZbH
💙 แม้อาการเหงื่อออกมากจะดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งอาจเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายกำลังสูญเสียสมดุล หากคุณมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ ร่วมกับอาการร้อนง่าย ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยนแปลง นอนไม่หลับ หรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืนเป็นประจำ การตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่าในอนาคตได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #เหงื่อออกมาก #เหงื่อออกตอนกลางคืน

ที่อยู่

Silom Edge (3rd Floor)
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 18:30
อังคาร 09:30 - 18:30
พุธ 09:30 - 18:30
พฤหัสบดี 09:30 - 18:00
ศุกร์ 09:30 - 18:30
เสาร์ 09:30 - 18:30

เบอร์โทรศัพท์

+6620906988

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Navella Medical & Wellnessผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Navella Medical & Wellness:

ทางลัด

แชร์