Hugglory Clinic คลินิกพัฒนาการเด็ก

Hugglory Clinic คลินิกพัฒนาการเด็ก คลินิกกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ฝึกสมาธิ และปรับพฤติกรรม โดยนักวิชาชีพ มีใบประกอบโรคศิลปะ

03/06/2026
02/06/2026

วันพุธที่ 3 มิถุนายน
คลินิก เปิดให้บริการตามปกตินะคะ
🥰🥰

31/05/2026

เล่าเรื่องของระบบประสาทสัมผัสที่ทำงานผิดปกติ (SPD) ที่คนไม่ค่อยรู้จักในเด็กพิเศษคนหนึ่ง เกี่ยวกับด้านระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (Vestibular System) ระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioceptive System)

ช่วงนี้ผมมาเรียนวิชาการส่งเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเป็นองค์รวม ของหลักสูตรพัฒนาการมนุษย์ ในรูปแบบ MAP-C และหนึ่งในเรื่องที่เรียนนั้นก็คือเรื่อง การบูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration : SI) จึงทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดสามารถตอบคำถามที่ตัวเองคาใจมานานจนถึงอายุ 30 ปี เพราะตลอดเวลาผมเข้าใจว่าผมไม่มีปัญหาเรื่อง Sensory ขนาดนั้น อาจมีเรื่องของประสาทสัมผัสที่ไวไป (Hypersensitivity) เรื่องเสียงแค่เพียงเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เมื่อได้มารู้จักเรื่อง SI ที่อาจารย์นักกิจกรรมบำบัดมาสอน ทำให้เราสามารถคลายข้อสงสัยได้ครับ
👉 ใครจะไปรู้ว่า ที่ผมไม่สามารถเล่นเครื่องเล่นพวกรถไฟเหาะได้ หรือว่านั่งชิงช้าตั้งแต่เด็กได้ เอาแต่พูดว่ากลัวๆๆๆ ที่จริงแล้วมันเกิดมาจาก “ภาวะไม่มั่นคงทางแรงโน้มถ่วง” (Gravitational Insecurity)

👉 ใครจะไปรู้ว่า ที่ผมต้องเดินไปเดินมา เคลื่อนไหวอยู่นิ่งไม่ได้ เวลาเพื่อให้หัวแล่น เวลาที่ต้องใช้ความคิด มันเกิดมากจาก “ประสาทสัมผัสหลาดด้านที่ช้าไป” (Multi -Hyposensitivity) จึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวเพื่อให้การจดจ่อ (Attention) ทำงาน

ทั้งหมดนี้ผมจะไม่รู้ได้เลยว่าผมมีปัญหาในเรื่อง “ระบบประสาทสัมผัสที่ทำงานผิดปกติ” (Sensory Processing Disorder : SPD) หากไม่ได้เรียนเรื่อง SI แบบเจาะลึก เพราะเรื่องนี้อยู่นอกขอบเขตความรู้ผม ซึ่งตลอดเวลาที่ผมมาผมโดนด่าตลอดว่าเป็นคนที่ “ปอดแหก” “ขี้ขลาด” เอาแต่พูดว่ากลัวๆๆๆ ทั้งที่จริงๆ เป็นปัญหามาจากระบบประสาทสัมผัส ผมเลยมาเล่าเรื่องในวันนี้ครับ............................

❤ ปัญหาเรื่องประสาทสัมผัสกับกลุ่มออทิสติก (ASD)

สำหรับเรื่องเล่าในวันนี้ประเด็นมันคือแบบนี้ครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเข้าใจแต่ว่าปัญหาเรื่องประสาทสัมผัส จะเป็นในลักษณะที่เกิดจากสิ่งเร้ากระตุ้นทั้ง 5 ด้าน เช่น ทนได้ยินเสียงดังไม่ได้ จึงทำให้ผมพูดตลอดว่าผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องประสาทสัมผัสนะ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็น Asperger's Syndrome แต่ทั้งนักกิจกรรมบำบัดและงานวิจัยก็ได้พูดตรงกันว่า เด็กกลุ่มอาการออทิสติก (ASD) จะมีปัญหาเรื่องประสาทสัมผัสร่วมด้วยเยอะมาก รวมไปถึงข้อมูลจากงานวิจัยก็ยังบอกว่า เด็กกลุ่มออทิสติก (ASD) จำนวน 42-88% และเด็กกลุ่มสมาธิสั้น (ADHD) จำนวน 50% จะมีปัญหาเรื่องประสาทสัมผัสร่วมด้วย (Salah, A., Amr, M., El-Sayed, M. et al., 2024) แต่ผมก็ยังยืนยันว่าผมมีปัญหาเรื่องนี้น้อย แต่จะว่าไป จริงๆ เด็กทั่วไปก็มีปัญหาเรื่องประสาทสัมผัสได้นะ แต่แค่พอเป็นเด็กพิเศษปัญหาเรื่องนี้จะยิ่งมีได้สูงมาก
แล้วมันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่คาใจ ด้วยความที่ผมเป็นทั้ง Asperger's Syndrome และโรคสมาธิสั้น (ADHD) อยู่แล้ว แต่ผมไม่เข้าใจพฤติกรรมหนึ่งนั้นก็คือ ผมเป็นคนที่เวลาจะคิดอะไร จินตนาการอะไร เวลาจะต้องใช้สมาธิ จดจ่อ โฟกัส ในการทำงาน ผมจะต้องเดินไปเดินมาตลอดเวลา แม้แต่เวลาคุยเรื่องงานผมจะต้องเดินเป็นวงกลม ห้ามยืน นั่งอยู่นิ่งๆ ไม่อย่างนั้นเจอเอ๋อไปเลย คิดอะไรไม่ออก หัวไม่แล่น นึกไม่ออกแม้จะใช้คำพูดอะไร ในตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นเพราะอาการ อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ของโรคสมาธิสั้น แต่ลึกๆ แล้วผมรู้ว่ามันไม่ใช่ เพราะมันไม่ใช่ลักษณะของแรงขับอารมณ์แบบกลุ่ม ใจร้อน (Impulsively) ของสมาธิสั้น แต่มันคืออะไรที่ทำให้เราต้องเดินก็ไม่รู้ ?
ผมอธิบายความรู้สึกได้ แต่อธิบายด้วยหลักการไม่ได้ว่ามันคืออะไร ? ทำให้โดนแต่คนด่าว่า “เพลอเจ้อ คิดไปเอง” "อ้างนู่นอ้างนี้ มีที่ไหนที่ต้องเดินถึงจะจ่ดจอ มีสมาธิได้ เขามีแต่ต้องอยู่นิ่งๆ สมาธิถึงจะเกิด" แต่เมื่อได้มีโอกาสคุยกับ Asperger คนอื่น ผมก็พบว่า มีบางคนที่เป็นแบบผม นั้นก็คือเขาอยู่นิ่งๆ แล้วจะจดจ่อโฟกัสกับความคิดไม่ได้เลย ต้องเคลื่อนไหวร่างกายถึงจะคิดอะไรออก ผมจึงคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่เราคิดไปเองแล้ว น่าจะเป็นอาการอะไรบางอย่างแน่ แต่ว่ามันคืออะไรกันละ ?............................

❤ ระบบประสาทสัมผัส

ผมอาจเคยพูดกับทุกคนว่า ระบบประสาทสัมผัสของมนุษย์มี 5 ด้าน ได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส แต่ความจริงแล้วมันพื้นฐานมาก เพราะสำหรับเรื่องของประสาทสัมผัสจริงๆ เวลาเรามอง เราจะมองตามทฤษฎีการบูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration Theory) ของ Anna Jean Ayres (1972) ครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 7 ด้าน ได้แก่

👉 ระบบการมองเห็น (Visual System)

👉 ระบบการได้ยิน (Auditory System)

👉 ระบบการรับสัมผัส (Tactile System)

👉 ระบบการรับรส (Gustatory System)

👉 ระบบการรับกลิ่น (Olfactory System)

👉 ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (Vestibular System)

👉 ระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioceptive System)

ที่นี้ประเด็นก็คือ Anna ได้บอกว่า จะมี 3 ระบบพื้นฐานที่สำคัญ และเป็นเหมือนกับรากแม่สีไปถึงระบบประสาทสำผัสของประเภทอื่นอีกด้วย นั้นก็คือ ระบบการรับสัมผัส ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว และระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งเมื่อเรามองด้วยพื้นฐานของประสาทสัมผัสเพียงแค่ 5 ด้าน ก็จะเห็นได้ว่าเราจะตกประสาทสัมผัส 2 ประเภทนี้ไป นี้คือเหตุผลที่ผมไม่สามารถอธิบายปัญหาของผมได้ว่ามันมาจากอะไร ? จึงทำให้รู้ด้วยความรู้สึกแค่นั้น แต่อธิบายถึงรากของปัญหาไม่ได้ นั้นก็เพราะว่า ผมไม่มีข้อมูลของประสาทสัมผัส 2 ประเภทนี้............................

❤ เมื่อใช้อธิบายพฤติกรรมของออทิสติก

ผมจึงขออธิบายเจาะจง เรื่องของระบบประสาทสัมผัสที่สำคัญเพียงแค่ 2 ประเภทก่อนนะครับ ว่าเกี่ยวข้องกับออทิสติกอย่างไร ? นั้นก็คือ ด้านการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (Vestibular System) และด้านระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioceptive System)
👉 ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (Vestibular System)

เด็กบางคนเป็นกลุ่มตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าปกติในเรื่องนี้ได้ เช่น กลัวการแกว่งชิงช้า กลัวบันไดเลื่อน กลัวลิฟต์ กลัวการกระโดด ไม่ชอบเล่นเครื่องเล่นสวนสนุก ส่วนเด็กบางคนเป็นกลุ่มตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวน้อยเกินไปในเรื่องนี้ได้ เช่น หมุนตัวซ้ำๆ วิ่งวนโยกตัว กระโดดตลอดเวลา ชอบเครื่องเล่นที่หมุนแรง และเด็กบางคนเป็นกลุ่มมีปัญหาเรื่องการทรงตัวได้ เช่น ยืนขาเดียวลำบาก เดินบนคานลำบาก ล้มบ่อย วิ่งไม่มั่นคง ขี่จักรยานยาก เป็นต้น
👉 ระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (Proprioceptive System)

สำหรับประสาทสัมผัสด้านนี้คือ เป็นความสามารถในการรับรู้ว่า แขน ขา ลำตัว อยู่ตำแหน่งใด กล้ามเนื้อกำลังออกแรงมากหรือน้อยแค่ไหน ร่างกายกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร ส่วนปัญหาที่พบในออทิสติกได้ เช่น กอดแรงเกินไป จับดินสอแน่นมาก ทำของตกแตกบ่อย เขียนหนังสือกดแรงจนกระดาษขาด เดินชนโต๊ะ ชนประตู กะระยะห่างของร่างกายลำบาก เล่นกีฬาได้ยาก ซึ่งบางปัญหาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดปัญหา ระบบกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Skills) ได้เช่นกัน
และที่สำคัญก็คือ ปัญหาในเรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านพฤติกรรมไม่ยืดหยุ่น (Repetitive Behavior) ของออทิสติกได้ด้วย เช่น การกระโดดซ้ำๆ การกระแทกตัวกับเบาะ การปีนป่ายตลอดเวลา การกำมือแน่น การบีบวัตถุซ้ำ ๆ ซึ่งในเด็กบางคนที่มีปัญญาในด้าน “ประสาทสัมผัสด้านการรับรู้ตำแหน่งที่ช้า” (Proprioceptive hyposensitivity) นั้น เด็กกลุ่มนี้อาจกระโดดซ้ำๆ เพื่อทำให้การรับรู้ของเอ็น ข้อต่อ ชัดเจนขึ้น แล้วเด็กจะรู้สึกสบายใจ จนกลายเป็นพฤติกรรมที่มองจากภายนอกที่เราจะเรียกว่า “การกระตุ้นตัวเอง”............................

❤ ประสบการณ์ตรงของผม

สำหรับประเด็นใหญ่เลยก็คือ ผมก็พึ่งมารู้ว่าผมมีปัญหาเรื่องระบบการทรงตัว และการเคลื่อนไหวและระบบการรับรู้ตำแหน่งของร่างกายครับ
👉 ระบบการทรงตัวและการเคลื่อนไหว (Vestibular System)

ตั้งแต่ผมจำความได้อายุประมาณ 3 ขวบ ผมไม่สามารถเล่นเครื่องเล่นพาดโพนได้ เช่น เล่นของเล่นในสวนสนุกไม่ได้ ล่องแก่ง รถไฟเหาะ รวมไปถึงของเล่นพื้นฐานเช่น โหนบาร์ นั่งชิงช้าก็ไม่ได้ เวลาที่นั่งชิงช้าผมจะเอาแต่ร้องว่า “กลัวๆๆๆๆๆๆๆ” เพราะมันจะมีความรู้สึกว่าแหว่งๆ ลอยๆ ไม่มั่งคงปลอดภัย ปั่นป่วนท้อง ปวดหัว เหมือนตกนรกทั้งเป็น ซึ่งปัญหานี้เราเรียกว่า “ภาวะไม่มั่นคงทางแรงโน้มถ่วง” (Gravitational Insecurity)
และผมยังมีปัญหาเรื่องการเล่นอะไรที่ต้องทรงตัว เช่น เดินทรงตัวได้ยาก ล้มบ่อย เดินบนท่อนไม้ไม่ได้ กระโดนเชือกไม่ได้ และปั่นจักรยานได้ยาก ผมจำได้แม่นว่าตอนอายุ 6 ขวบ ผมโดนผู้ใหญ่เอาผมไปเทียบกันรุ่นน้องอายุ 3 ขวบแถวบ้านว่า “ดูซิ น้องเป็นผู้หญิงยังสามารถถอดล้องจักรยานเล็กช่วยทรงตัวได้เลย ตัวเองเป็นพี่ภาษาอะไรยังต้องใส่ล้อช่วยทรงตัว ไอ้ใจเสาะ พอจะถอดล้อเล็กออกก็เอาแต่ร้องว่ากลัวๆๆๆ” ซึ่งกรณีนี้ เราเรียกว่าเป็นปัญหาเรื่อง Balance Control ซึ่งทั้ง 2 ปัญหานี้ มันคือปัญหาเรื่องภาวะผิดปกติในด้านการประมวลผลระบบประสาทการทรงตัว (Vestibular Sensory Disorder)
👉 ประสาทสัมผัสหลาดด้านที่ช้าไป” (Multi -Hyposensitivity)

ส่วนในกรณีของผมที่ต้องเดินไปเดินมาถึงจะคิดอะไรออก จินตนาการได้ มีการจดจ่อ โฟกัส หัวแล่นในเรื่องที่สนใจได้มากขึ้น ก็สามารถอธิบายได้ด้วย SI ในบางคนเช่นกัน แต่ไม่ใช่เด็กทุนคนที่มีพฤติกรรมนี้จะมีปัญหามาจากเรื่องระบบประสาทสัมผัสทั้งหมดนะครับ ซึ่งเรื่องนี้สำหรับเด็กที่มีปัญหาประสาทสัมผัส สามารถอธิบายในเชิง “ประสาทสัมผัสหลาดด้านที่ช้าไป” (Multi -Hyposensitivity) ได้ประมาณนี้ครับ
สำหรับเด็กบางคนอาจมีอาการเดินไปเดินมา โยกเก้าอี้ แกว่งขา หมุนตัว ลุกขึ้นยืนบ่อย เพราะว่าเขาต้องการให้ระบบประสาทได้รับข้อมูลเพียงพอมากขึ้น เพื่อเร่งทำให้ระดับความตื่นตัวของสมอง (Arousal) ความสนใจ (Attention) เพิ่มขึ้น ในขณะที่คนทั่วๆ ไปไม่ต้องมีพฤติกรรมนี้ เด็กที่มีพฤติกรรมแบบกลุ่มนี้ เราจะเรียกว่า “เด็กกลุ่มตอบสนองต่อข้อมูลการเคลื่อนไหวต่ำกว่าที่ควร” (Vestibular Under-Responsivity) ซึ่งอาการนี้สำหรับเด็กบางคน อาจเดินไปเดินมาเพื่อให้กล้ามเนื้อขาออกแรง ข้อต่อรับแรงกด ลำตัวเคลื่อนไหว แล้วจะทำให้เด็กรู้สึก มั่นคง สงบ รับรู้ร่างกายชัดเจนขึ้น ซึ่งเราจะเรียกอาการของเด็กที่เป็นกลุ่มนี้ว่า “เด็กที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวเพื่อจัดระเบียบสมอง” (Proprioceptive Seeking)
จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กพิเศษบางคนรวมทั้งผม เวลาที่ต้องใช้ความคิด จินตนาการ การจดจ่อ โฟกัส กับเรื่องใด จะต้องเดินไปเดินมา อยู่นิ่งไม่ได้ไม่อย่างนั้นจะคิดอะไรไม่ออก สมองตัน หัวไม่แล่น เพราะเราอาจมีปัญหาด้านระบบประสาทสัมผัสด้านนี้ได้จริงๆ ที่ต้องใช้การเครื่องไหวเพื่อไปกระตุ้นการจดจ่อ การสนใจ (Attention) ในขณะที่คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำ............................

❤ บทสรุป

มาถึงบทสรุปกันแล้ว ผมเองก็เพึ่งจะรู้จักเรื่องของ SI จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมอยู่แต่สายจิตวิทยา จึงไม่ได้มีการรู้จักเรื่องของ SI แบบลึกๆ สุดท้ายปัญหาเหล่านี้หากรู้ตั้งแต่แรกจะช่วยเหลือกันได้ครับ จึงมาเขียนให้พวกเราได้รู้จัก SI กัน เพราะเรื่องนี้สำคัญมากและไม่ค่อยมีใครรู้จัก ตอนนี้รู้สึกดีใจมากที่สามารถเข้าใจปัญหาที่ตัวเองเป็นตั้งแต่เด็กและอธิบายได้ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ผมเขียนมานี้เป็น SI ที่เบี้องต้นมาก ไว้ถ้าผมศึกษาเพิ่มเติมแล้วจะมาเขียนบทความกันอีกครับ
และที่สำคัญที่สุด เราอย่างไปตัดสินสิ่งที่เด็กเป็น เพราะเราไม่ใช้ตัวเด็ก เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เด็กเป็นนั้น อาจไม่ใช่แบบที่เราคิดตามความรู้ที่เรามีก็ได้ ส่วนถ้าจะถามว่าความรู้เฉพาะทางลึกแบบนี้ เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็นไหม ? คำตอบง่ายๆ เลยก็คือ “ไม่ต้องรู้ลึกๆ ก็ได้ เพราะเราไม่ได้เรียนมาแบบนักวิชาชีพ” แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพบปัญหาว่า เด็กมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมือนเพื่อน เราควรจะรีบส่งไปตรวจ คัดกรอง กับนักกิจกรรมบำบัด แพทย์พัฒนาการครับ
ส่วนคนที่เคยต่อว่าผมก็พูดยากเนอะเพราะก็เขาไม่รู้นิ เอาเป็นว่าถ้าเรายังรู้สึกคาใจ ก็ขอให้ตอบในใจไปเลยละกันครับว่า “ที่ผมทำอะไรได้ไม่เหมือนชาวบ้าน นั้นก็เพราะว่า สมองของผมไม่เหมือนกับสมองของพวกคุณไงละ” โอเคเนอะ... 🤣............................

❤ อ้างอิง

Ayres, A. J. (1972). Sensory integration and learning disorders. Western Psychological Services: Los Angeles

Salah, A., Amr, M., El-Sayed, M. et al. (2024). Sensory processing patterns among children with autism spectrum disorder (ASD) and attention deficit hyperactivity disorder (ADHD) using short sensory profile and evoked potentials: a case–control study. Middle East Curr Psychiatry, 31(52), 1-14.

#ออทิสติก #เรื่องออทิสติกโดยPสุรเชษฐ์ #แอสเพอร์เกอร์ #จิตวิทยา #พัฒนาการเด็ก #เด็กปฐมวัย #เด็กพิเศษ #ทักษะสังคม #สมาธิสั้น #เด็กพิเศษ #เล่นของเล่นทรงตัวไม่ได้ #เด็กปฐมวัย #จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #หัวไม่แล่น #การศึกษา #การศึกษาพิเศษ #ครอบครัว #แม่และเด็ก #ผู้พิการ #เด็กและวัยรุ่น #ความรู้สังคมไทย

ทำไมลูกอยู่โรงเรียนเป็นเด็กดี แต่พอกลับบ้านปุ๊บ... ระเบิดลงปั๊บ? 🎒💥คุณครูชม แต่แม่กุมขมับ... นักกิจกรรมบำบัดมีคำตอบให้ค่...
31/05/2026

ทำไมลูกอยู่โรงเรียนเป็นเด็กดี แต่พอกลับบ้านปุ๊บ... ระเบิดลงปั๊บ? 🎒💥
คุณครูชม แต่แม่กุมขมับ... นักกิจกรรมบำบัดมีคำตอบให้ค่ะ! ✨

“อยู่ที่โรงเรียนน่ารักมากเลยค่ะคุณแม่ ช่วยเหลือครูดีมาก เชื่อฟังระบบระเบียบทุกอย่าง” 👩‍🏫✨
พอกลับมาถึงบ้านปุ๊บ: ทิ้งตัวลงนอนร้องไห้เอาแต่ใจ เรื่องเล็กน้อยก็กรีดร้อง อาละวาดใส่คุณแม่ซะงั้น! 😭ดุไปก็แล้ว ปลอบไปก็แล้ว แอบน้อยใจว่าทำไมงอแงเฉพาะกับเรา...

คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนกำลังเจอปัญหานี้ในช่วงเปิดเทอมอยู่บ้างคะ? คุณไม่ได้เลี้ยงลูกผิดพลาด และลูกไม่ได้นิสัยเสียใส่เราค่ะ❤️

ในทางกิจกรรมบำบัดและจิตวิทยาเด็ก พฤติกรรมหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้มีชื่อเรียกสากลว่า ภาวะ After-School Restraint Collapse (ภาวะพลังหมดและระเบิดอารมณ์หลังเลิกเรียน) ค่ะ ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ในเด็กวัยอนุบาลถึงประถมต้น

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? มาส่องสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองและระบบประสาทของลูกกันค่ะ 👇🏻

#กิจกรรมบำบัด #นักกิจกรรมบำบัด #พัฒนาการเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก ็ก #พฤติกรรม

🕘เวลาเปิดทำการ อังคาร- อาทิตย์ 09:00-18:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)
☎️โทร 092-4620005, 082-0253952
💚 Line : https://lin.ee/tTebf6S
📍Google Map : https://maps.app.goo.gl/df9EewEMpeAhvHsDA
🏫ที่ตั้ง : 55/37 โครงการสำเพ็ง2 (ฝั่งพระเจ้าตาก) ถ.กัลปพฤกษ์ บางแค กรุงเทพฯ
** ขออนุญาตไม่รับเคสwalk in กรุณาลงนัดจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการเท่านั้นนะคะ

ลูกเราไม่ได้ดื้อ... แค่มี "พิมพ์เขียวอารมณ์" ที่ไม่เหมือนใคร 🧬👶🏻มาเช็ก “3 พื้นฐานอารมณ์เด็ก” ในมุมมองนักกิจกรรมบำบัดกันค...
30/05/2026

ลูกเราไม่ได้ดื้อ... แค่มี "พิมพ์เขียวอารมณ์" ที่ไม่เหมือนใคร 🧬👶🏻
มาเช็ก “3 พื้นฐานอารมณ์เด็ก” ในมุมมองนักกิจกรรมบำบัดกันค่ะ ✨

เคยสงสัยไหมคะว่า... ทำไมเด็กแต่ละคนถึงมีปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัวต่างกันเหลือเกิน? บางคนกินง่ายนอนง่าย บางคนเสียงดังนิดเดียวก็ร้องไห้บ้านแตก หรือบางคนกว่าจะยอมเล่นของเล่นชิ้นใหม่ได้ ต้องนั่งจ้องอยู่นานสองนาน

ในมุมมองของนักกิจกรรมบำบัด... พฤติกรรมเหล่านี้เรียกว่า "พื้นฐานอารมณ์เด็ก" (Child Temperament) ค่ะ สิ่งนี้คือต้นทุนระบบประสาทและอารมณ์ที่ติดตัวเด็กทุกคนมาตั้งแต่เกิด เป็นเหมือนลายเซ็นเฉพาะตัวที่บอกว่าเขาจะตอบสนองต่อโลกใบนี้อย่างไร

ไม่มีพื้นฐานอารมณ์แบบไหนที่ดีที่สุด หรือแย่ที่สุดนะคะ แต่การที่เรารู้ว่าลูกเป็นสายไหน จะช่วยให้เราปรับการเลี้ยงดูได้ "พอดี" กับเขาที่สุดค่ะ มาลองเช็กกันเลยค่ะว่าลูกเราเป็นสายไหน 👇🏻

#กิจกรรมบำบัด #นักกิจกรรมบำบัด #พัฒนาการเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก ็ก #พฤติกรรม

🕘เวลาเปิดทำการ อังคาร- อาทิตย์ 09:00-18:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)
☎️โทร 092-4620005, 082-0253952
💚 Line : https://lin.ee/tTebf6S
📍Google Map : https://maps.app.goo.gl/df9EewEMpeAhvHsDA
🏫ที่ตั้ง : 55/37 โครงการสำเพ็ง2 (ฝั่งพระเจ้าตาก) ถ.กัลปพฤกษ์ บางแค กรุงเทพฯ
** ขออนุญาตไม่รับเคสwalk in กรุณาลงนัดจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการเท่านั้นนะคะ

📝วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาทางฮักกลอรี่คลินิกมีการจัดอบรมภายในให้กับนักกิจกรรมบำบัดและนักแก้ไขการพูดในหัวข...
28/05/2026

📝วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
ทางฮักกลอรี่คลินิกมีการจัดอบรมภายในให้กับนักกิจกรรมบำบัดและนักแก้ไขการพูด

ในหัวข้อ “ทำความเข้าใจพฤติกรรม ความแตกต่างของเด็ก อารมณ์ การตอบสนอง และการสื่อสารในช่วงวัย”

เพราะพัฒนาการเด็กไม่ใช่แค่การฝึกให้เขาแข็งแรงแค่ร่างกาย แต่การเข้าใจถึงจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรมเด็กก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักกิจกรรมบำบัดและนักแก้ไขการพูดทีมฮักกลอรี่ให้ความสำคัญ

ขอขอบคุณวิทยากรทั้งสองท่าน ครูเมษ์ [ผส.ชนาภา ลินลาวรรณ (ผส.140)] และ ครูกวาง [กบ.กุณฑลีพร ศรีจันทร์ (กบ.608)] ที่ได้มาจัดอบรมอัปเดตความรู้ให้กับทางทีมฮักกลอรี่ในครั้งนี้ค่ะ

เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลเด็กๆให้มีความพร้อมทั้งกายและใจค่ะ🥰👧🏻👦🏻

#อบรม #กิจกรรมบำบัด

💡คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเคยสงสัยไหมคะว่า... พาเตรียมตัว พาลูกมาฝึกกิจกรรมบำบัด (OT) สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ แต่ท...
23/05/2026

💡คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเคยสงสัยไหมคะว่า... พาเตรียมตัว พาลูกมาฝึกกิจกรรมบำบัด (OT) สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ แต่ทำไมพัฒนาการบางอย่างอาจจะยังเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ใจคิด?

ในมุมมองของนักกิจกรรมบำบัด... พัฒนาการของเด็กๆ เหมือนการเรียนภาษาใหม่ค่ะ ถ้าลูกได้ฝึกพูดภาษาใหม่ในห้องเรียนแค่สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง แต่เวลาที่เหลืออีก 167 ชั่วโมงในสัปดาห์ ลูกกลับไปใช้ภาษาเดิม สมองอันมหัศจรรย์ของเขาก็จะค่อยๆ ลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปอย่างน่าเสียดาย

ห้องฝึก OT เป็นเหมือนสถานที่ ‘จุดประกาย’ และ ‘ส่งไม้ต่อ’ เทคนิคที่ถูกต้องให้กับครอบครัว แต่ “ห้องเรียนที่แท้จริง” ที่จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างสมองและการเรียนรู้ของลูกให้ยั่งยืนได้... ก็คือที่บ้านนั่นเองค่ะ 🏡✨

🔐การปรับพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่บ้านร่วมด้วย จึงเป็น ‘Key Lock’ สำคัญที่จะช่วยติดสปีดให้ผลการฝึกเดินหน้าได้อย่างก้าวกระโดด

(ลองดูพฤติกรรมในบ้านที่เราสามารถปรับเปลี่ยนร่วมกัน เพื่อช่วยให้การฝึกของลูกได้ผลดีที่สุดด้านล่างกันค่ะ 👇🏻)

#กิจกรรมบำบัด #นักกิจกรรมบำบัด #พัฒนาการเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก ็ก

🕘เวลาเปิดทำการ อังคาร- อาทิตย์ 09:00-18:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)
☎️โทร 092-4620005, 082-0253952
💚 Line : https://lin.ee/tTebf6S
📍Google Map : https://maps.app.goo.gl/df9EewEMpeAhvHsDA
🏫ที่ตั้ง : 55/37 โครงการสำเพ็ง2 (ฝั่งพระเจ้าตาก) ถ.กัลปพฤกษ์ บางแค กรุงเทพฯ
** ขออนุญาตไม่รับเคสwalk in กรุณาลงนัดจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการเท่านั้นนะคะ

💗 Hugglory Clinic รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “OT สัมพันธ์ ครั้งที่ 8“ วันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 ...
23/05/2026

💗 Hugglory Clinic รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “OT สัมพันธ์ ครั้งที่ 8“ วันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสานความสัมพันธ์ของนักศึกษากิจกรรมบำบัดจาก 3 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 🤝✨

ขอให้มิตรภาพและแรงบันดาลใจจากกิจกรรมครั้งนี้ เป็นพลังสำคัญในการเติบโตของนักกิจกรรมบำบัดรุ่นใหม่ และร่วมกันพัฒนาวิชาชีพกิจกรรมบำบัดให้ก้าวไกลไปด้วยกันนะคะน้องๆทุกคน 🥰✌️🥳

#โอทีสัมพันธ์ครั้งที่8

21/05/2026

# # 🧠 เมื่อลูกขยิบตาถี่ หรือชอบส่งเสียงแปลก ๆไม่ได้กวน แต่เป็นเพราะ “สมองเบรกไม่อยู่”
คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมครับ อยู่ดี ๆ ลูกก็เริ่มขยิบตาถี่ ๆ ยักไหล่ สะบัดคอ หรือบางทีก็ชอบทำเสียงกระแอม สูดจมูกซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัด
พอเราดุว่า “หยุดทำได้แล้ว” ลูกอาจจะหยุดได้แป๊บเดียว แล้วก็กลับมาทำใหม่จนเราเริ่มหงุดหงิดคิดว่าลูกเรียกร้องความสนใจ หรือนิสัยไม่ดี

ช้าก่อนครับ! จริง ๆ แล้วลูกไม่ได้แกล้งทำ และเขาควบคุมมันไม่ได้ 100% เพราะนี่คืออาการของ “โรคติกส์” (Tic Disorder)

วันนี้เรามาเปิดความลับในสมองของลูกกันครับว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมการ "ดุ" ถึงยิ่งทำให้อาการแย่ลง

# # 🔍 เกิดอะไรขึ้นในสมองของเด็กที่เป็น "ติกส์"

ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ สมองของเราทุกคนจะมี "ระบบสั่งการให้เคลื่อนไหว" และ "ระบบเบรก" คอยทำงานควบคู่กัน

1. ตัวสั่งการทำงานมากเกินไป: ในสมองของเด็กที่เป็นติกส์ สารสื่อประสาท (โดยเฉพาะโดปามีน) เกิดความไม่สมดุล ทำให้ส่งสัญญาณสั่งให้กล้ามเนื้อกระตุก หรือสั่งให้เปล่งเสียงบ่อยเกินไป

2. ระบบเบรก (Basal Ganglia) อ่อนแรง: ปกติสมองส่วนนี้จะคอยกรองและ "เบรก" ท่าทางที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ในเด็กที่เป็นติกส์ ตัวเบรกนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ สัญญาณขยะเหล่านั้นจึงหลุดออกมาเป็นท่าทางขยิบตา ยักไหล่ หรือเสียงกระแอมนั่นเอง

💡 เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนรถยนต์ที่ "คันเร่งค้าง" และ "เบรกมือเสื่อม" ต่อให้ลูกอยากหยุดแค่ไหน รถก็ยังวิ่งต่ออยู่ดีครับ

# # 📊 "ติกส์" มีกี่แบบ? ลูกเราเข้าข่ายไหน?
ทางการแพทย์แบ่งอาการติกส์ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ครับ:

* ติกส์ทางกาย (Motor Tics): ขยิบตา, ย่นจมูก, อ้าปาก, ยักไหล่, สะบัดคอ
* ติกส์ทางเสียง (Vocal Tics): ไอ, กระแอม, สูดจมูก, ทำเสียงอึดอัดในลำคอ

ถ้าน้องเป็น ๆ หาย ๆ ไม่เกิน 1 ปี มักจะเป็นชนิดชั่วคราวที่หายเองได้เมื่อโตขึ้น แต่ถ้าเป็นทั้งทางกายและทางเสียงร่วมกันนานกว่า 1 ปี จะเข้าข่าย โรคทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome) ซึ่งควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ

# # ⚠️ สิ่งกระตุ้นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ "นิสัย" แต่คือ "ความเครียด"
สิ่งสำคัญที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคือ อาการติกส์จะ "รุนแรงขึ้นทันที" เมื่อเด็กเผชิญกับ:

* ความเครียด ความกังวล หรือการถูกกดดัน
* การอดนอน หรือร่างกายเหนื่อยล้า
* การจ้องหน้าจอมือถือ/ไอแพดนานเกินไป (เพราะแสงและเนื้อหาไปกระตุ้นสมอง)

ดังนั้น การที่เราไปทัก ไปดุ หรือบังคับให้เขาหยุด จะยิ่งไปเพิ่มความเครียดในสมอง ส่งผลให้สารเคมีรวนกว่าเดิม และกระตุ้นให้เกิดอาการติกส์ถี่ขึ้นและแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

# # 🛠️ ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร? (คาถาสามคำ: เฉย - เสริม - คุย)

1. "เฉย" อาการ (Ignore): แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเมื่อลูกแสดงอาการ ไม่ทัก ไม่ล้อเลียน ไม่ดุ เพื่อลดความกดดันในใจเด็ก
2. "เสริม" กิจกรรม (Redirect): พาลูกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและผ่อนคลาย เช่น เล่นกีฬา วาดรูป เล่นดนตรี เมื่อสมองโฟกัสกับสิ่งที่ชอบ ระบบเบรกจะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น อาการจคะลดลงโดยอัตโนมัติ
3. "คุย" ปรับความเข้าใจ (Educate): บอกลูกอย่างใจดีว่า "แม่รู้ว่าหนูไม่ได้อยากทำ มันคือปฏิกิริยาของสมอง ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยนะ" เพื่อไม่ให้เด็กดิ่งหรือเสียความมั่นใจ

📌 สำหรับคุณพ่อคุณแม่
โรคติกส์ส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นและหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้นและสมองพัฒนาสมบูรณ์ สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดไม่ใช่การรักษาที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ "ความเข้าใจและพื้นที่ปลอดภัย" จากครอบครัวครับ 💖

หากคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าอาการกระทบกับการเรียนหรือการเข้าสังคมของลูก การพาน้องไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือหมอสมองเด็กเพื่อรับคำแนะนำ หรือฝึกพฤติกรรมบำบัด เป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ขออนุญาตแชร์บทความจากคุณหมอค่ะ🙏
19/05/2026

ขออนุญาตแชร์บทความจากคุณหมอค่ะ🙏

ทุกวันนี้ Denver II เป็นหนึ่งในเครื่องมือคัดกรองพัฒนาการที่คุณพ่อคุณแม่อาจได้ยินกันบ่อย

หลายโรงเรียนแพทย์ คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ และแพทย์พัฒนาการเอง ก็มีการนำมาใช้ในการคัดกรองและประเมินพัฒนาการเด็กในบางช่วงวัย

เพราะ Denver II เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการคัดกรองและเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยสำคัญหรือเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง

ในการดูแลพัฒนาการเด็ก มี 2 หลักการที่สำคัญมาก คือ developmental surveillance และ developmental screening

Developmental surveillance คือ การติดตามพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องในชีวิตจริง ทั้งจากการสังเกตของแพทย์ พ่อแม่ ครู และความกังวลของผู้ดูแล

ส่วน developmental screening คือ การใช้เครื่องมือมาตรฐานเพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยงด้านพัฒนาการ ซึ่งอาจใช้เป็น universal screening ในเด็กบางช่วงวัยตามแนวทางการดูแลเด็กปกติ หรือใช้เมื่อมีความกังวลเรื่องพัฒนาการ

เครื่องมือที่ใช้คัดกรองพัฒนาการเองก็มีหลายเครื่องมือ เช่น
• Denver II
• DSPM
• M-CHAT-R/F
• ASQ

ซึ่งเครื่องมือแต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน และไม่มีเครื่องมือใดแม่นยำ 100%

ในประเทศไทย แนวทางการคัดกรองพัฒนาการเด็กทั่วไป แนะนำให้ทำในช่วงวัยสำคัญ เช่น
• 9 เดือน
• 18 เดือน
• 30 เดือน
• 42 เดือน
• 60 เดือน

และมีการเฝ้าระวังพัฒนาการต่อเนื่องในทุกช่วงวัยที่เด็กมาพบแพทย์

ส่วนการคัดกรองออทิสติก เช่น M-CHAT-R/F แนะนำช่วงประมาณ 18–24 เดือน, 36 เดือน และอาจมีการติดตามเพิ่มเติมในบางช่วงวัยตามความเสี่ยงหรือความกังวลของผู้ดูแล

ตัวอย่างการใช้เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง เช่น Denver II ถูกออกแบบมาเพื่อดูพัฒนาการพื้นฐานหลายด้าน ได้แก่
• กล้ามเนื้อมัดใหญ่และการเคลื่อนไหว
• ภาษา
• การใช้มือและการแก้ปัญหา
• การเข้าสังคมพื้นฐานและการช่วยเหลือตัวเอง

ข้อดีคือ
• เห็นภาพรวมหลายด้าน
• ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงประมาณ 6 ปี
• ช่วยคัดกรองเด็กที่อาจมีพัฒนาการล่าช้าได้
• ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการติดตามและเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก

แต่สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้ คือ Denver II เป็นเพียง
“เครื่องมือคัดกรองพัฒนาการเบื้องต้น”
ไม่ใช่แบบทดสอบ IQ และ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประเมินระดับสติปัญญาของเด็กโดยตรง
ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค
และอาจไม่สามารถตรวจพบปัญหาพัฒนาการได้ทุกด้าน

ดังนั้น การที่เด็ก “ผ่าน Denver II ” จึงไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาพัฒนาการแน่นอนเสมอไป

และในทางกลับกัน เด็กที่ทำบางข้อไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กมีระดับสติปัญญาต่ำเสมอไปเช่นกัน

ในบางงานศึกษาของ Glascoe และคณะ มีรายงานว่า Denver II มี sensitivity ประมาณ 56–83% และ specificity ประมาณ 43–80% ขึ้นกับวิธีแปลผลและประชากรที่ศึกษา

แปลแบบง่าย ๆ คือ
• เด็กบางคน “มีปัญหาจริง แต่คัดกรองไม่เจอ” ได้
• และเด็กบางคน “ดูเหมือนมีความเสี่ยง แต่สุดท้ายไม่ได้มีปัญหาชัดเจน” ก็เกิดได้เช่นกัน

ดังนั้น Denver II ที่ปกติ ไม่ได้แปลว่าตัดปัญหาพัฒนาการได้ทั้งหมด โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่หรือครูยังเห็นความกังวลในชีวิตจริง

และปัญหาบางอย่างอาจไม่ถูกจับได้ชัดจาก Denver II ในเด็กบางราย เช่น
• ออทิสติก
• ปัญหาสมาธิสั้น
• ปัญหาการใช้ภาษาสื่อสารเชิงสังคม

ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้การประเมินเพิ่มเติมร่วมด้วย

เวลาประเมินเด็กจริง ๆ หมอจึงไม่ได้ดูแค่ผลคัดกรอง
แต่ดูร่วมกับ
• การใช้ชีวิตจริง
• พฤติกรรมในหลายบริบท
• ความเห็นจากครูและผู้ปกครอง
• ความต่อเนื่องของพัฒนาการ
• และคุณภาพของการสื่อสารและการเข้าสังคม

แล้วเมื่อไหร่ควรพาลูกมาพบหมอพัฒนาการ?

จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหา “ชัดมาก” ก่อนค่ะ

ถ้ามีความกังวลต่อเนื่อง เช่น
• พูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน
• เรียกชื่อไม่ค่อยหัน
• เล่นไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน
• ไม่ค่อยสื่อสารความต้องการ
• สบตาน้อย
• มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ มาก
• สมาธิสั้นจนกระทบชีวิตประจำวัน
• อารมณ์รุนแรงมากผิดวัย
• เข้าสังคมยาก
• ครูเริ่มกังวล
• มีปัญหาในโรงเรียน
• สงสัยพัฒนาการล่าช้า
• หรือพ่อแม่รู้สึกว่า “มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม” หรือสงสัยพัฒนาการถดถอย

ควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินพัฒนาการโดยรวม มากกว่าดูเพียงผลจากการคัดกรอง Denver II เพียงอย่างเดียว

เพราะแม้เครื่องมือคัดกรองจะ “ผ่าน” ก็ยังอาจมีความจำเป็นต้องประเมินด้านอื่นเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมศักยภาพของเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

แล้วเด็กปกติ จำเป็นต้องตรวจ Denver II ไหม?

จริง ๆ การติดตามพัฒนาการเด็ก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำ Denver II เพียงอย่างเดียว

เด็กที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ใช้ชีวิตได้เหมาะสมกับวัย และไม่มีความกังวลชัดเจน อาจไม่ได้จำเป็นต้องทำ Denver II ทุกคนในทุกบริบท

อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางช่วงวัย หรือเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง การทำ developmental screening ก็อาจมีประโยชน์ เพราะช่วยให้เห็น “สัญญาณเล็ก ๆ” ที่บางครั้งยังไม่ชัดในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่พ่อแม่อาจได้จากการคัดกรอง เช่น
• เห็นภาพรวมพัฒนาการของลูก
• มีจุดไหนที่ควรส่งเสริมหรือเฝ้าระวังเพิ่ม
• ใช้ติดตามเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือมีประวัติพัฒนาการล่าช้าในครอบครัว
• และในบางกรณี ช่วยให้พบปัญหาได้เร็วขึ้นก่อนเริ่มกระทบการเรียนหรือการใช้ชีวิต

และสิ่งสำคัญคือ ผลคัดกรองควรถูกใช้ “ร่วมกับ” การประเมินชีวิตจริงของเด็ก ไม่ใช่ดูเพียงผลคัดกรองจาก Denver II เท่านั้นค่ะ

#พัฒนาการเด็ก

#พัฒนาการล่าช้า
#พ่อแม่พอเพียง
#หมอพัฒนาการ

ที่อยู่

55/37 โครงการสำเพ็ง2 ถ. กัลปพฤกษ์ บางแค
Bangkok
10160

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hugglory Clinic คลินิกพัฒนาการเด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Hugglory Clinic คลินิกพัฒนาการเด็ก:

แชร์