อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก

อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก ...

หลายคนอาจคิดว่าการรักษาสิ้นสุดลงเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลแต่ในความเป็นจริง สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย นั่นอาจเป็นเพียงจ...
14/06/2026

หลายคนอาจคิดว่าการรักษาสิ้นสุดลงเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล

แต่ในความเป็นจริง สำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย นั่นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอีกช่วงหนึ่ง

โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง หรือผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก การรอดชีวิตจากภาวะวิกฤตอาจไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการรักษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ไปที่ “กนก คลินิกกายภาพบำบัด” เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท เพื่อเยี่ยมชมการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง หรือ Intermediate Care (IMC)

สิ่งที่ได้เห็นในวันนั้น ทำให้ผมยิ่งเชื่อมั่นว่า ระบบสุขภาพที่ดี ไม่ได้จบลงเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล แต่ต้องเดินหน้าต่อไปจนกว่าผู้ป่วยจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด

ในวงการฟื้นฟูสมรรถภาพ มีคำหนึ่งที่ผมได้ยินอยู่เสมอ คือคำว่า “180 วันแรก คือช่วงเวลาทอง”

เพราะช่วงเวลานี้เป็นระยะที่ร่างกายและสมองยังมีศักยภาพในการฟื้นตัวสูงที่สุด หากผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม โอกาสที่จะกลับมาเดิน พูด ใช้ชีวิตประจำวัน หรือช่วยเหลือตนเองได้ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

หนึ่งในเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้กับผมในวันนั้น คือเรื่องของ “น้องตินติน” เด็กชายวัย 8 ปี ที่ป่วยจากภาวะเส้นเลือดสมองแตก อันเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิด จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

หลังการผ่าตัด น้องมีอาการอ่อนแรงซีกขวา ไม่สามารถนั่ง พูด หรือทรงตัวได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาการดูแลจากครอบครัวเกือบทั้งหมด

ระหว่างที่ผมได้พูดคุยกับครอบครัวของน้องตินติน สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงพัฒนาการของเด็กคนหนึ่ง แต่คือความหวังที่กำลังค่อย ๆ กลับคืนมาสู่ครอบครัวอีกครั้ง

ดร.ศิวพร มหิทธิมหาวงศ์ คุณแม่น้องตินติน เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของครอบครัว เพราะไม่มีใครรู้ว่าน้องจะฟื้นตัวกลับมาได้มากน้อยเพียงใด

“ช่วงแรกน้องทำอะไรไม่ได้เลย นั่งไม่ได้ พูดไม่ได้ คอตั้งไม่ได้ ต้องช่วยเหลือทุกอย่าง แต่หลังจากได้รับการกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 เดือน พัฒนาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นความเปลี่ยนแปลงแทบทุกสัปดาห์ จากที่เคยนั่งไม่ได้ก็เริ่มนั่งทรงตัวได้ จากที่สื่อสารไม่ได้ก็เริ่มตอบสนองและพูดคุยได้มากขึ้น ทำให้ครอบครัวมีกำลังใจขึ้นมาก”

คำบอกเล่าของคุณแม่ ทำให้ผมนึกถึงความจริงข้อหนึ่งว่า

สำหรับครอบครัวของผู้ป่วยแล้ว ความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน อาจมีคุณค่ามหาศาล เพราะนั่นหมายถึงความหวังที่กำลังกลับมา

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือค่าใช้จ่ายในการรักษาน้องตินติน ตั้งแต่การผ่าตัดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมกันเป็นเงินหลักล้านบาท

หากไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลายครอบครัวอาจต้องเผชิญภาระทางการเงินที่หนักเกินกำลัง

แต่เมื่อระบบเข้ามาช่วยรองรับค่าใช้จ่ายส่วนสำคัญ ครอบครัวจึงสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับการดูแลและฟื้นฟูลูกได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายจนเกินไป

ด้านนายระพีพัฒน์ จิตมาลย์ หัวหน้านักกายภาพบำบัด กนก คลินิกกายภาพบำบัด อธิบายว่า การฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะไม่ได้เป็นเพียงการฝึกกล้ามเนื้อหรือการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ต้องออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ และอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวอย่างใกล้ชิด

“ผลการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวได้อย่างมาก โดยเฉพาะในเด็กที่ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาสูง ทุกครั้งที่เด็กทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การหยิบจับสิ่งของ หรือการก้าวเดิน ล้วนเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของทั้งทีมรักษาและครอบครัว”

เรื่องราวของน้องตินติน ทำให้เราเห็นชัดว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพไม่ใช่เพียงขั้นตอนต่อเนื่องหลังการรักษา แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน “ผู้รอดชีวิต” ให้กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

ปัจจุบัน สิทธิประโยชน์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลางของบัตรทอง ครอบคลุมผู้ป่วย 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง และผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โดยสามารถเข้ารับบริการกายภาพบำบัดได้สูงสุด 20 ครั้ง ภายใน 180 วันหลังพ้นภาวะวิกฤต ทั้งในรูปแบบการเข้ารับบริการที่คลินิกและการเยี่ยมบ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปัจจุบันมีคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเข้าร่วมให้บริการ IMC ในระบบบัตรทองแล้วกว่า 362 แห่งทั่วประเทศ และ สปสช. ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายบริการร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายและหน่วยบริการในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการฟื้นฟูใกล้บ้านได้มากขึ้น ลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และไม่พลาดโอกาสสำคัญในช่วงเวลาทองของการรักษา

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันก็พบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบฟื้นฟูสมรรถภาพจึงมีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด

เพราะเป้าหมายของระบบสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดจากโรคหรืออุบัติเหตุ

แต่คือการช่วยให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และมีความหวังที่จะใช้ชีวิตในวันข้างหน้าต่อไปได้อีกครั้ง

บางครั้ง การรักษาที่มีคุณค่าที่สุด อาจไม่ใช่การทำให้โรคหายขาด

แต่คือการทำให้คนคนหนึ่งกลับมายิ้มได้อีกครั้ง กลับมาเดินได้อีกครั้ง หรือกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เขารักได้อีกครั้ง

และนี่คือเหตุผลที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เราไม่อยากให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะผ่านพ้นห้องฉุกเฉินหรือออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว.

น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร ...
14/06/2026

น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ข้าพระพุทธเจ้า
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ
รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

บางครั้งเวลาเราพูดถึง “นวัตกรรมทางการแพทย์”หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยจากต่างประเทศเครื่องมือราคาแพง หรือสิ่งที่อยู่...
08/06/2026

บางครั้งเวลาเราพูดถึง “นวัตกรรมทางการแพทย์”
หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยจากต่างประเทศ
เครื่องมือราคาแพง หรือสิ่งที่อยู่ไกลตัวประชาชน

แต่ในความเป็นจริง
นวัตกรรมที่มีคุณค่าที่สุด
อาจเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า

“เราจะช่วยให้ผู้ป่วยคนหนึ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร”

ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ “ม.อ.”
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการพัฒนางานวิจัย
ให้ไม่หยุดอยู่แค่ในห้องทดลองหรือบนชั้นวางผลงานวิชาการ
แต่สามารถเดินทางต่อไปถึงมือประชาชนได้จริง

ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก
ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยของ ม.อ.
ที่ร่วมกันนำเสนอผลงานหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุด
ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ม.อ. มีนักวิจัยเก่ง ๆ จำนวนมาก
แต่คือวิธีคิดของผู้บริหารและทีมนักวิจัย
ที่มองงานวิจัยไม่ใช่แค่ “ผลงาน”
แต่มองเป็น “ความหวัง” ของผู้ป่วย
และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพไทย

หลายคนอาจไม่ทราบว่า
“ถุงทวารเทียม” ที่ใช้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ซึ่งปัจจุบันเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 30 บาท
มีส่วนสำคัญจากผลงานของนักวิจัยไทย
โดยมี นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ
หัวหน้าโครงการวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนา ม.อ.
เป็นหนึ่งในทีมผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมนี้

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นหนึ่ง
แต่คือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
คือการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
และคือหลักฐานสำคัญว่า
“งานวิจัยของคนไทย สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไทยได้จริง”

ในวันนั้น ผมยังได้เห็นนวัตกรรมอีกหลายเรื่อง
ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเบาหวาน
ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขอนามัย
อาหารเหลวสำหรับผู้ป่วย
รวมถึง ProMed CA
นวัตกรรมโพรไบโอติกและโพสต์ไบโอติกสายพันธุ์ไทย
ที่มีข้อมูลการศึกษาสนับสนุนเรื่องการลดความเสี่ยง
และลดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. แล้ว
และอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย

ผมเชื่อว่า
หัวใจของนวัตกรรมที่ดี
ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี
แต่เริ่มจากความเข้าใจความทุกข์ของผู้ป่วย
ความเข้าใจปัญหาหน้างานของบุคลากร
และความตั้งใจที่จะทำให้ระบบสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม

ในมุมของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.
เรายินดีอย่างยิ่งที่จะเห็นนวัตกรรมของคนไทยเติบโต
หากนวัตกรรมใดผ่านการประเมิน
ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย
มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ
และตอบโจทย์ความจำเป็นของระบบสุขภาพ
สปสช. ก็พร้อมพิจารณาสนับสนุน
เพื่อให้นวัตกรรมนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

เพราะทุกครั้งที่เราเลือกใช้นวัตกรรมของคนไทย
เราไม่ได้เพียงซื้อผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น
แต่เรากำลังสนับสนุนนักวิจัยไทย
สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี
ลดการพึ่งพาการนำเข้า
และช่วยต่อยอดเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ผมเชื่อว่าอนาคตของระบบสุขภาพไทย
จะไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
แต่เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยบริการ
หน่วยงานด้านนโยบาย และผู้คนอีกมากมาย
ที่ช่วยกันเปลี่ยน “องค์ความรู้”
ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่ประชาชนจับต้องได้”

การไปเยือน ม.อ. ครั้งนี้
ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า
ประเทศไทยยังมีนักวิจัยเก่ง ๆ อีกจำนวนมาก
ที่กำลังทำงานอย่างเงียบ ๆ
ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน

และในฐานะคนทำงานในระบบหลักประกันสุขภาพ
ผมรู้สึกขอบคุณทุกความพยายามเหล่านี้

เพราะสุดท้ายแล้ว
นวัตกรรมที่ดีที่สุด
ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด
แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นจริงครับ.

หลายครั้งเวลาเราพูดถึง “นวัตกรรมทางการแพทย์”หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เครื่องมือราคาแพง หรืออุปกรณ์ที่อยู่ในโรงพยา...
31/05/2026

หลายครั้งเวลาเราพูดถึง “นวัตกรรมทางการแพทย์”

หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เครื่องมือราคาแพง หรืออุปกรณ์ที่อยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

แต่สำหรับผม...

นวัตกรรมที่มีคุณค่าที่สุด ไม่ได้วัดจากความทันสมัยเพียงอย่างเดียว

หากแต่วัดจากว่า “ช่วยแก้ปัญหาให้คนทำงานได้จริงหรือไม่”
และ “ช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลที่รวดเร็วและปลอดภัยขึ้นหรือไม่”

เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ผมมีโอกาสเดินทางไปที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ

ที่นี่เป็นโรงพยาบาลหลักในการดูแลกำลังพลในพื้นที่ภาคตะวันออก และมีภารกิจสำคัญในการตรวจคัดกรองสุขภาพทหารกองประจำการใหม่ปีละประมาณ 12,000 นาย หรือผลัดละกว่า 3,000 นาย

สิ่งที่ผมประทับใจตั้งแต่ครั้งแรก คือความเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพของทหารใหม่อย่างรอบด้าน

ตั้งแต่การตรวจเลือด การประเมินสุขภาพจิต การคัดกรองสารเสพติด ไปจนถึงการเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ “วัณโรค”

เพราะเมื่อคนจำนวนมากจากหลากหลายพื้นที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในค่ายทหาร ความเสี่ยงของการแพร่กระจายโรคย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

วันนั้นทีมแพทย์เล่าให้ฟังว่า แม้จะมีการเอกซเรย์ทรวงอกทหารใหม่ทุกนาย แต่ยังต้องส่งภาพไปให้หน่วยบริการอื่นช่วยอ่านผล ทำให้ต้องรอประมาณ 1-2 วันกว่าจะทราบผล

ผมยังจำบทสนทนาในวันนั้นได้ดี

เราพูดคุยกันว่า...

หากมีเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองและช่วยอ่านผลได้ตั้งแต่หน้างาน จะช่วยให้การค้นหาผู้มีความเสี่ยงทำได้รวดเร็วขึ้นเพียงใด

และที่สำคัญ จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะแพร่กระจายไปสู่เพื่อนทหาร ครอบครัว และชุมชนได้มากแค่ไหน

จากโจทย์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นหน้างานในวันนั้น

สปสช. จึงได้สนับสนุนการนำนวัตกรรม “Chest X-ray AI” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทยในบัญชีนวัตกรรมไทย มาใช้ในการคัดกรองผู้ป่วย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสกลับไปที่เดิมอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อไปดูปัญหา

แต่เพื่อไปดูว่า สิ่งที่เราคุยกันในวันนั้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับ พล.ร.ต.สุเชษฐ ตรรกธาดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ฯ และทีมบุคลากรที่ปฏิบัติงานจริง

สิ่งที่ได้เห็นทำให้รู้สึกชื่นใจไม่น้อย

ระบบถูกติดตั้งและนำมาใช้งานจริงแล้ว สามารถช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอกได้ภายในวันเดียว

น.ต.นพ.พิชญพงษ์ ยรรยงสถิต แพทย์ประจำหน่วยเวชกรรมป้องกัน เล่าให้ฟังว่า AI ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ด่านคัดกรองชั้นแรก” ช่วยแจ้งเตือนความผิดปกติเบื้องต้น ก่อนที่แพทย์จะตรวจทบทวนซ้ำอีกครั้ง

ทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบสองชั้นที่ช่วยเพิ่มทั้งความรวดเร็วและความมั่นใจในการวินิจฉัย

จากเดิมที่ต้องรอผล 1-2 วัน ปัจจุบันสามารถทราบผลได้ภายในวันเดียว

AI มีความแม่นยำในการคัดกรองประมาณ 92% ขณะที่อัตราผลบวกลวงอยู่เพียง 4% และยังมีรังสีแพทย์ช่วยยืนยันผลซ้ำอีกชั้นหนึ่ง

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ “AI แทนหมอ”

แต่เป็นเรื่องของ “AI ช่วยหมอ”

ช่วยคัดกรอง ช่วยแจ้งเตือน และช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ความเร็วของระบบ

แต่คือการที่ผู้มีความเสี่ยงได้รับการตรวจยืนยันและเข้าสู่การรักษาได้เร็วขึ้น

ลดโอกาสการแพร่ระบาดในศูนย์ฝึก

ลดความเสี่ยงต่อเพื่อนร่วมหน่วย

และลดโอกาสที่เชื้อจะกระจายกลับไปสู่ครอบครัวและชุมชนในอนาคต

สิ่งที่ผมชอบมากอีกเรื่องหนึ่ง คือทีมแพทย์และผู้ใช้งานจริงยังได้สะท้อนข้อเสนอแนะกลับมายังผู้พัฒนา ทั้งเรื่องรูปแบบการแสดงผล รายงานผล และการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น

เพราะนวัตกรรมที่ดี ไม่ได้จบลงในวันที่ติดตั้งระบบ

แต่เริ่มต้นจากวันนั้นต่างหาก

และในครั้งนี้ เราไม่ได้เดินทางไปเพียงเพื่อติดตามผลการดำเนินงาน

แต่ยังพาทีมผู้พัฒนาระบบไปฟังเสียงจากผู้ใช้งานจริงด้วยตนเอง

เพราะนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ที่สุด ไม่ได้เกิดจากการคิดอยู่ในห้องประชุม

แต่เกิดจากการรับฟังปัญหาหน้างาน แล้วนำกลับมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน Chest X-ray AI ถูกนำไปใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 445 แห่งทั่วประเทศ

และมีเป้าหมายขยายการใช้งานครอบคลุม 887 แห่งภายในปีงบประมาณ 2570

สำหรับผม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะวันที่ประชาชนเจ็บป่วย

แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรค การค้นหาความเสี่ยง และการสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์มีเครื่องมือที่ช่วยดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้ไปอยู่ในมือของคนทำงานที่มีหัวใจของการบริการ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ

แต่คือความอุ่นใจ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน

รวมถึงลูกหลานของประชาชนที่กำลังเตรียมตัวทำหน้าที่รับใช้ประเทศอยู่ในวันนี้

นี่อาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ของนวัตกรรมไทย

แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประเทศในระยะยาวครับ.

เวลาเราพูดถึง “ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง”หรือผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหลายคนอาจนึกถึงโรงพยาบาลนึกถึงหมอ พยาบาล หรือยาเป็นส...
24/05/2026

เวลาเราพูดถึง “ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง”
หรือผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง
หลายคนอาจนึกถึงโรงพยาบาล
นึกถึงหมอ พยาบาล หรือยาเป็นสิ่งแรก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว…
การดูแลที่สำคัญไม่แพ้การรักษา
คือ “การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน”
เพื่อให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
และครอบครัวยังพอมีแรงเดินต่อไปได้ในแต่ละวัน

สิ่งเล็ก ๆ อย่างเตียงผู้ป่วย
รถเข็น ที่นอนลม เครื่องดูดเสมหะ
หรือเครื่องผลิตออกซิเจน
อาจดูเป็นเพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นหนึ่ง

แต่สำหรับหลายครอบครัว
มันคือสิ่งที่ช่วยให้คนที่เรารัก “ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น”
ช่วยลดภาระของผู้ดูแล
และทำให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นได้จริงในบ้านของตัวเอง

ผมมีโอกาสลงพื้นที่เทศบาลตำบลหนองตำลึง จังหวัดชลบุรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
และได้เห็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าชื่นใจของการทำงานร่วมกันในระดับท้องถิ่น

ที่นี่เพิ่งเปิด
“ศูนย์ซ่อมสร้าง ดัดแปลงเตียง รถเข็น และอุปกรณ์ทางการแพทย์”

ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการ “ซ่อมของเก่า”
แต่เกิดจากความตั้งใจของคนในพื้นที่
ที่อยากให้ผู้ป่วยเข้าถึงอุปกรณ์จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง
ใกล้บ้าน สะดวก และไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว

ในวันเปิดศูนย์ฯ
คุณวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
ได้มาเป็นประธานเปิดด้วยตนเอง
สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้
แท้จริงแล้วคือ “เรื่องใหญ่” ของคุณภาพชีวิตประชาชน

สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ชัดเจน คือ
คุณวิทยาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นที่เข้าใจ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” อย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่เพียงในระดับนโยบาย
แต่เป็นความเข้าใจจากการ “ลงมือทำจริง”
และติดตามงานอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

จึงมองเห็นว่า
กองทุนสุขภาพในระดับพื้นที่
หากออกแบบและบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน
จะสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างมหาศาล

ท่านได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า
เดิมพื้นที่มี “ศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์” อยู่แล้ว
แต่เมื่อดำเนินงานไปสักระยะ
พบว่าอุปกรณ์จำนวนไม่น้อย แม้จะชำรุด
แต่ยังสามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก

จึงต่อยอดมาเป็น “ศูนย์ซ่อมสร้างฯ” แห่งนี้
โดยใช้การสนับสนุนผ่าน “กองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดชลบุรี”
เชื่อมโยงกับกลไก “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น” หรือ กปท.

เพื่อให้อุปกรณ์หนึ่งชิ้น
กลับมาช่วยผู้ป่วยได้อีกหลายครั้ง

ช่วยลดภาระของครอบครัว
และทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงอุปกรณ์จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ต้องรอคอยหรือเดินทางไกล

ระหว่างเดินเยี่ยมชมศูนย์ฯ
มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า “การดูแลสุขภาพ” วันนี้
ไม่ได้มีแค่เรื่องการเข้าถึงบริการ
แต่รวมถึง “ความปลอดภัยของอุปกรณ์ทางการแพทย์” ด้วย

คุณวิทยาชี้ให้ดูเครื่องผลิตออกซิเจนเครื่องหนึ่ง
พร้อมเล่าว่า เป็นเครื่องที่ได้รับบริจาคมา
ก่อนหน้านี้ศูนย์ได้นำส่งไปให้ผู้ป่วยที่บ้านใช้งานจริง

แต่หลังใช้งานไปสักระยะ
อาการของผู้ป่วยกลับไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

ทางศูนย์จึงนำเครื่องกลับมาตรวจสอบอย่างละเอียด
ผลที่พบคือ
เครื่องดังกล่าวผลิตความเข้มข้นของออกซิเจนได้เพียงประมาณ 20%

ซึ่งแทบไม่ต่างจากออกซิเจนในอากาศปกติ
ทั้งที่เครื่องผลิตออกซิเจนทางการแพทย์
ควรให้ความเข้มข้นของออกซิเจนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90

เมื่อสอบถามย้อนกลับไป
จึงพบว่า เครื่องดังกล่าวถูกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

เรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ
แต่สะท้อนความเสี่ยงสำคัญในยุคปัจจุบัน

เพราะอุปกรณ์ทางการแพทย์
ไม่ใช่สินค้าใช้ทั่วไปเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป

หากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน
ผลที่เสียหายอาจไม่ใช่แค่ “เสียเงิน”
แต่อาจหมายถึงโอกาสในการรักษา
หรือความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง

โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนเลือกซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อความสะดวก
ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น

อุปกรณ์ทางการแพทย์ควรเลือกซื้อจากบริษัท
หรือผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
มีมาตรฐาน มีการตรวจสอบได้
และมีบริการดูแลหลังการขายที่เหมาะสม

เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “มีอุปกรณ์ใช้”
แต่คืออุปกรณ์นั้นต้อง “ปลอดภัยและได้มาตรฐาน” ด้วย

คุณสรรเสริญ ชลอำนวย นายกเทศมนตรีตำบลหนองตำลึง
เล่าให้ฟังว่า
ในพื้นที่มีผู้สูงอายุกว่า 2,769 คน
คนพิการ 472 คน
รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทางการแพทย์อีกจำนวนมาก

ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า
สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว
และการเข้าถึงอุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ
จะกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

เทศบาลจึงพยายามใช้ทุกกลไกที่มี
ทั้งการขับเคลื่อนผ่าน กปท.
การประสานการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด
รวมถึงการเชื่อมงานกับหน่วยบริการในพื้นที่

เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลได้อย่างครบวงจร

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือ
แนวคิดของศูนย์แห่งนี้
มีต้นแบบมาจาก “ศูนย์ปันน้ำใจสาธุ”
มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือ ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ที่นำเตียงและรถวีลแชร์เก่ามาซ่อมแซม
ก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่จำเป็นต้องใช้งาน

และวันนี้ จังหวัดชลบุรี
ได้ขยายผลแนวคิดนี้
จนเกิดศูนย์ลักษณะเดียวกันแล้วกว่า 40 แห่ง

เรื่องนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า
หากมี “ระบบ” ที่ดี
อุปกรณ์หนึ่งชิ้นสามารถกลับมาสร้างคุณค่าได้อีกหลายครั้ง

และบางครั้ง…
การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด
อาจไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด

แต่อาจเริ่มจากการที่คนในชุมชน
ช่วยกันคิด ช่วยกันซ่อม ช่วยกันส่งต่อ
เพื่อให้ใครอีกคน
ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของ “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น” หรือ กปท.
ที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งงบประมาณด้านสุขภาพ

แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่น
ออกแบบการดูแลประชาชน
ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่จริง

และเมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมาดูแลคนของตัวเองอย่างจริงจัง
ระบบสุขภาพที่อบอุ่นและยั่งยืน
ก็จะค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากชุมชนครับ.

บางครั้ง…เวลาเราพูดถึง “ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง” หรือ “ผู้มีภาวะพึ่งพิง”หลายคนอาจนึกถึงเรื่องการรักษาพยาบาลนึกถึงหมอ พยาบ...
17/05/2026

บางครั้ง…เวลาเราพูดถึง “ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง” หรือ “ผู้มีภาวะพึ่งพิง”

หลายคนอาจนึกถึงเรื่องการรักษาพยาบาล
นึกถึงหมอ พยาบาล ยา หรือโรงพยาบาล

แต่ในชีวิตจริง…
สิ่งที่หนักไม่แพ้กัน คือ “ภาระของคนในครอบครัว”
ที่ต้องคอยดูแลกันทุกวัน

บางบ้าน ลูกต้องหยุดงานมาดูแลพ่อแม่
บางบ้าน ผู้สูงอายุอยู่กันเพียงสองคน
บางคนป่วยจนแค่ลุกจากเตียง ก็เป็นเรื่องยากมากแล้ว

นี่คือเหตุผลว่า ทำไม “Caregiver”
หรือผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง
จึงกลายเป็นกำลังสำคัญของชุมชนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผมมีโอกาสลงพื้นที่ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีคุณวุฒินันท์ รัตนเพชร
ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองสาหร่าย

และคุณกมล คำดีผล
ผู้อำนวยการสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินีนิคมลำตะคอง

ช่วยเล่าให้ฟังถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ชัดมาก คือ
ที่นี่ไม่ได้มองการดูแลผู้ป่วยเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเพียงลำพัง

แต่เป็น “เรื่องของทั้งชุมชน”
ที่ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคองชีวิตของคนในพื้นที่

ตำบลหนองสาหร่ายมีประชากรราว 34,000 คน
มีผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 246 คน
ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยเรื้อรัง
หลายคนจำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องถึงบ้าน

ที่ผ่านมา อบต. หน่วยบริการในพื้นที่ และ สปสช.
ได้ร่วมกันวางระบบดูแลระยะยาวในชุมชน หรือ LTC มาอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
“คนดูแล” ก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย

โครงการจ้างงาน Caregiver
ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
จึงเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างสำคัญนี้

ทำให้ตำบลหนองสาหร่ายมี Caregiver เพิ่มขึ้นอีก 15 คน
มาร่วมทำงานกับทีมเดิมในระบบ LTC ของ สปสช.
ที่มีอยู่แล้ว 68 คน

คุณจุไรวัลย์ สุนทรวรรณ
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สอน.นิคมลำตะคอง
และผู้จัดการการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Care Manager

เล่าให้ฟังว่า Caregiver ที่เข้าร่วมโครงการ
ได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและการลงปฏิบัติจริงในพื้นที่

โดยมีทีมหน่วยบริการคอยเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญคือ Caregiver ที่นี่ไม่ได้ทำงานแบบต่างคนต่างทำ
แต่มี Care Manager ช่วยวางแผนการดูแล
พาเรียนรู้จากหน้างานจริง
และติดตามผู้ป่วยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ทำให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
ไม่ได้เป็นเพียง “การเยี่ยมบ้าน”
แต่เป็นการเชื่อมต่อระบบสุขภาพ ระบบชุมชน
และหัวใจของคนดูแลเข้าด้วยกัน

คุณสุประวีณ์ เมียกขุนทด
หนึ่งใน Caregiver จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เล่าให้ฟังว่า

ช่วงแรก ผู้ป่วยบางรายยังไม่ค่อยเปิดใจ
แต่เมื่อเข้าไปดูแลอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ป่วยเริ่มพูดคุย เริ่มยิ้ม
และให้ความร่วมมือมากขึ้น

บางคนเริ่มพยายามช่วยเหลือตัวเองมากกว่าเดิม

สำหรับคนทำงานแล้ว
รอยยิ้มเล็ก ๆ หรือการที่ผู้ป่วยลุกขึ้นมาทำอะไรได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนทั่วไป

แต่สำหรับครอบครัว และสำหรับ Caregiver
นี่คือกำลังใจที่มีค่ามาก

อีกมุมหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก
คือโครงการนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะเรื่องสุขภาพ

แต่ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้
และสร้างคุณค่าให้กับคนในชุมชน

หลายคนไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มีงานทำ”
แต่ได้กลับมารู้สึกว่า
ตัวเองมีความหมายต่อชีวิตของคนอื่น

ในภาพใหญ่ระดับประเทศ
วันนี้ สปสช. มีการจ้าง Caregiver ทั่วประเทศแล้วกว่า 11,000 คน
และยังมีเป้าหมายเพิ่มให้ถึง 18,000 คน

เพราะยิ่งประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นเท่าไร
การดูแลระยะยาวในชุมชน
ก็ยิ่งเป็นระบบที่จำเป็นมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับผม…

Caregiver อาจไม่ใช่อาชีพที่คนพูดถึงบ่อยที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่อยู่หน้าเวทีของระบบสุขภาพ

แต่เป็นคนที่ทำให้ระบบสุขภาพเดินต่อได้จริง
ในระดับบ้าน ในระดับครอบครัว และในระดับชุมชน

เพราะทุกครั้งที่ Caregiver เดินเข้าไปในบ้านของผู้ป่วย

สิ่งที่เข้าไปพร้อมกัน
ไม่ใช่แค่บริการสุขภาพ

แต่คือ “ความอุ่นใจ”
ของผู้ป่วย
ของครอบครัว
และของชุมชนทั้งชุมชน

หมายเหตุ: บุคคลในข่าวและภาพได้ให้ความยินยอมในการให้สัมภาษณ์และบันทึกภาพเพื่อใช้ในการเผยแพร่แล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)

ทุกวันนี้…ถ้าเราลองมองไปรอบตัว จะพบว่า “โรคเบาหวาน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดมากครับหลายคนอาจมีพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง...
12/05/2026

ทุกวันนี้…ถ้าเราลองมองไปรอบตัว จะพบว่า “โรคเบาหวาน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดมากครับ

หลายคนอาจมีพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่ต้องกินยาควบคุมน้ำตาลทุกวัน
บางคนต้องฉีดอินซูลิน บางคนมีโรคแทรกซ้อนตามมา ทั้งโรคไต โรคหัวใจ ตาเสื่อม หรือแผลที่เท้า

ที่น่ากังวลคือ คนไทยจำนวนไม่น้อย “ป่วยโดยไม่รู้ตัว”
และเมื่อรู้ตัวอีกที…โรคก็เริ่มส่งผลต่อคุณภาพชีวิตไปแล้ว

ในฐานะคนทำงานด้านหลักประกันสุขภาพ ผมมองว่า “เบาหวาน” ไม่ใช่แค่ปัญหาทางการแพทย์
แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว
เพราะเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
และใช้งบประมาณดูแลรักษาจำนวนมากในทุกปี

ที่ผ่านมา ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท”
ได้สนับสนุนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานมาต่อเนื่อง
ทั้งการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การตรวจติดตามระดับน้ำตาล การเข้าถึงยา เวชภัณฑ์ รวมถึงการดูแลภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

แต่วันนี้…โจทย์ของเรากำลังเปลี่ยนไปครับ

จากเดิมที่เคยมุ่ง “รักษาเมื่อป่วย” เรากำลังพูดถึงเป้าหมายใหม่
คือ การทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ภาวะ “DM Remission” หรือ “เบาหวานระยะสงบ”
พูดง่ายๆ คือ ผู้ป่วยบางส่วนอาจควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี จนไม่จำเป็นต้องใช้ยาเหมือนเดิม หรือใช้ยาน้อยลง
ผ่านการปรับอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปครับ
ซึ่งการจะไปสู่เป้าหมายข้างต้นนี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
และเวที “DM Remission : โอกาสใหม่ของการดูแลเบาหวานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”
ซึ่ง สปสช. ได้จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็เห็นกลไกหนึ่งของการขับเคลื่อน
โดยเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ทั้งแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยบริการ และผู้ป่วย

สิ่งที่ผมรู้สึกถึงคุณค่าจากเวทีนี้
คือเราไม่ได้คุยกันแค่เรื่อง “ยา” หรือ “การรักษา”
แต่เรากำลังพูดถึงการออกแบบระบบสุขภาพใหม่ ที่ทำให้คนไทยมีโอกาสกลับมามีสุขภาพดีได้จริง

รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายกคนที่ 1 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
สะท้อนประเด็นที่น่าสนใจมากครับว่า การทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสงบอย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องเริ่มจาก “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ของประชาชน การปรับทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

อาจารย์เพชรพูดถึงเรื่องที่ผมเห็นด้วยมาก คือ ถ้าสังคมยังเต็มไปด้วยอาหารที่เข้าถึงง่ายแต่ไม่ดีต่อสุขภาพ
หรือพื้นที่ใช้ชีวิตยังไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย การดูแลเบาหวานก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนจำนวนมาก

ขณะที่ คุณณัฐธิวรรณ พันธ์มุง รองผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค
ร่วมสะท้อนอีกมุมที่สำคัญว่า แม้แนวคิด “เบาหวานระยะสงบ” จะได้รับการยอมรับมากขึ้น
แต่หน่วยบริการจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและภาระงาน
เพราะการดูแลลักษณะนี้ต้องใช้เวลา ต้องติดตามใกล้ชิด และต้องทำแบบเฉพาะบุคคล

สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณณัฐธิวรรณมองว่า การดูแลแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่
แต่โรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาล รพ.สต. ก็สามารถทำได้
หากมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งทีมสหวิชาชีพ นักโภชนาการ หรือระบบพี่เลี้ยงในพื้นที่

ด้าน นพ.เอกพล พิศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า
วันนี้ระบบสุขภาพของเราอาจยัง “ลงทุนกับการรักษา” มากกว่า “ลงทุนกับการป้องกัน”
พร้อมเสนอว่า หากเราต้องการให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสงบจริง
สิทธิประโยชน์ควรครอบคลุมเรื่องอาหารสุขภาพ อุปกรณ์ติดตามอาการ
และการดูแลพฤติกรรมสุขภาพอย่างจริงจัง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะตอนเกิดโรคแล้วเท่านั้น

อีกความเห็นที่ผมชอบมาก มาจาก พญ.เจนจิรา แก้วพรม โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน จ.ขอนแก่น
ที่เสนอว่า ประเทศไทยอาจต้องสร้าง “แรงจูงใจ” ให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น
เช่น สิทธิประโยชน์หรือมาตรการทางภาษีสำหรับคนที่ลดน้ำหนัก หรือปรับพฤติกรรมสุขภาพได้สำเร็จ
รวมถึงการผลักดันองค์ความรู้ด้านสุขภาพให้กลายเป็นกระแสของสังคม ไม่ใช่เรื่องเฉพาะในโรงพยาบาล

และอีกเสียงที่สำคัญมาก คือเสียงจาก “ผู้ป่วย”
คุณกัญญาภัทร ณ พัทลุง ผู้แทนผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถเข้าสู่ภาวะสงบได้ เล่าว่า
สิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วย คือการเข้าถึงข้อมูลที่เข้าใจง่าย และมีคนคอยสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นช่องทางปรึกษาผ่านไลน์ แอปพลิเคชัน หรือระบบติดตามด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย
เพราะการดูแลเบาหวานไม่ใช่เรื่องของวันสองวัน แต่คือการค่อยๆ ปรับพฤติกรรมไปพร้อมกับกำลังใจ

สิ่งที่ผมรู้สึกชัดมากจากเวทีนี้ คือทุกคนกำลังมองไปในทิศทางเดียวกัน
นั่นคือ เราอยากเห็นระบบสุขภาพที่ไม่ได้รอให้ประชาชนป่วยหนักก่อน
แต่ช่วยให้คนไทย “ป่วยน้อยลง” และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับ สปสช. เวทีแบบนี้มีความสำคัญมากครับ
เพราะระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะเดินหน้าได้ดี ไม่ใช่จากการคิดโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
แต่เกิดจากการรับฟังเสียงของทุกคนที่อยู่ในระบบ
ทั้งภาควิชาการ หน่วยบริการ ผู้ปฏิบัติงาน และที่สำคัญที่สุด คือ “เสียงของผู้ป่วย”

บางครั้งข้อเสนอเล็กๆ จากคนหน้างาน หรือประสบการณ์ตรงของผู้ป่วย อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระบบสุขภาพไทยก็ได้
และสำหรับผม นี่คือคุณค่าของเวทีรับฟังความคิดเห็น

เพราะทุกเสียงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมวันนั้น จะไม่จบแค่การพูดคุย
แต่จะถูกนำไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาระบบบริการและสิทธิประโยชน์
เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานของประเทศไทย เดินไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคตครับ.

////

จากวันแรก…ถึงวันนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ดูแลคนไทยได้มากกว่าที่เราคิดช่วงนี้ผมอยากชวนทุกคนย้อนดูเรื่องใกล้ตัวเรื่องหนึ่งครับเ...
04/05/2026

จากวันแรก…ถึงวันนี้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ดูแลคนไทยได้มากกว่าที่เราคิด

ช่วงนี้ผมอยากชวนทุกคนย้อนดูเรื่องใกล้ตัวเรื่องหนึ่งครับ
เป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าเล็ก
แต่สำหรับคนบางกลุ่ม…เรื่องนี้ไม่เล็กเลย

นั่นคือเรื่องของ
“วัคซีนไข้หวัดใหญ่”**

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2551
ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเริ่มดูแลการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง
ในวันนั้น เรายังเริ่มจากกลุ่มไม่ใหญ่นัก
เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ระบบค่อย ๆ ขยายวงการดูแลออกไปทีละชั้น
เหมือนการวาดวงกลมแห่งความปลอดภัยให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ

จากผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค
สู่หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก
ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
รวมถึงผู้ต้องขัง

ทั้งหมดนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพว่า
การป้องกันโรค ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

และในปี 2569 นี้
ถือเป็นอีกก้าวสำคัญครับ

เมื่อบอร์ด สปสช. มีมติขยายสิทธิให้
เด็กอายุ 6 เดือน ถึงต่ำกว่า 5 ปีทุกคน
สามารถเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้

เด็กวัยนี้ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง
ไข้หวัดใหญ่อาจไม่ใช่แค่ไข้ธรรมดา
แต่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

การป้องกันเด็กหนึ่งคน
จึงไม่ใช่แค่การดูแลเด็กคนนั้น
แต่ยังช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อในบ้าน
ช่วยปกป้องพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย
และคนในครอบครัวไปพร้อมกัน

สำหรับปี 2569 นี้
กลุ่มเสี่ยงที่สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ ได้แก่

1. หญิงตั้งครรภ์
2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึงต่ำกว่า 5 ปี
3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค
4. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
5. ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
6. ผู้ที่มีโรคอ้วน
7. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

สิ่งที่ผมอยากเน้นมากกว่าสิทธิ คือ
สิทธิที่มี ต้องเข้าถึงได้จริง

ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับบริการได้ที่หน่วยบริการในระบบบัตรทอง
เช่น โรงพยาบาลรัฐ รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร
และคลินิกชุมชนอบอุ่น

สามารถตรวจสอบหน่วยบริการใกล้บ้าน
หรือจองคิวล่วงหน้าผ่านแอป “เป๋าตัง”
เมนูกระเป๋าสุขภาพ
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน สปสช. 1330

ปีนี้เริ่มรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569
สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิ
ฉีดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่เนื่องจากวัคซีนมีจำนวนจำกัด
จึงอยากชวนให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
หรือมีคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
รีบวางแผนเข้ารับบริการนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้สั้น ๆ ครับ

ไข้หวัดใหญ่ อาจดูเป็นโรคเล็ก
แต่สำหรับบางคน…มันไม่เล็กเลย

การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา
แต่คือการป้องกันตั้งแต่วันนี้

ปีนี้…ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ผมอยากชวนให้ไปฉีดวัคซีนครับ
เพราะการป้องกันหนึ่งเข็ม
อาจช่วยปกป้องได้มากกว่าหนึ่งชีวิตในครอบครัวครับ.

"บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากนโยบายบนโต๊ะประชุมแต่อาจเริ่มจาก “เสียงเล็ก ๆ” ของใครบางคนที่เลือกจะไม่...
19/04/2026

"บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
ไม่ได้เริ่มจากนโยบายบนโต๊ะประชุม

แต่อาจเริ่มจาก “เสียงเล็ก ๆ” ของใครบางคน
ที่เลือกจะไม่เงียบ…ในวันที่หลายคนยังมองไม่เห็นปัญหา

ผมยังจำได้ดี…ว่ารู้จัก “คุณธีรยุทธ สุคนธวิท” ครั้งแรก
ราวปี 2548
ในช่วงที่ผมเพิ่งเข้ามาทำงานที่ สปสช. ได้ประมาณปีเศษ
และในบทบาทของกรรมการทันตแพทยสภา

ตอนนั้น เราได้ร่วมกันจัดโครงการประกวด “แปรงสีฟันสำหรับคนพิการ”
เปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา
ที่สนใจได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้ามา

แต่สิ่งที่ผมไม่เคยลืม คือ
ในเวทีวันนั้น…มีคนพิการเพียงคนเดียวที่ส่งผลงานเข้าประกวด
และคนนั้นก็คือ “คุณธีรยุทธ”

ผลงานของเขาไม่ได้ชนะเพียงเพราะความคิดสร้างสรรค์
แต่เพราะเขา “เข้าใจความยากลำบากจากประสบการณ์จริง”
เข้าใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างแท้จริง

วันนั้น…ผมได้เห็นชัดเจนว่า
“คนที่อยู่กับปัญหา คือคนที่เข้าใจคำตอบได้ลึกที่สุด”

หลังจากนั้น ผมมีโอกาสได้พบคุณธีรยุทธอีกหลายครั้ง
โดยเฉพาะในจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในวันที่เรากำลังพยายามทำให้ “สิทธิ”
ไม่ใช่แค่คำในเอกสาร
แต่เป็นสิ่งที่ประชาชน โดยเฉพาะ “คนพิการ” เข้าถึงได้จริง

สิ่งที่ผมประทับใจเสมอ คือ
คุณธีรยุทธไม่เคยมองตัวเองเป็น “ผู้มาขอสิทธิ”
แต่เป็น “ผู้ร่วมออกแบบระบบ”

หลายครั้ง…เขาใช้ประสบการณ์ของตัวเอง
สะท้อนให้คนทำงานในระบบฯ เห็นภาพจริง
ว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนพิการ
ไม่ได้ติดแค่เรื่องสิทธิในกระดาษ
แต่ติดอยู่ใน “รายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน”

และถ้าเราไม่รับฟัง…
เราก็จะไม่มีวันเข้าใจ

เขาย้ำอยู่เสมอว่า
“คนพิการไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
แต่อยากได้ระบบที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง”

คำพูดเรียบง่าย…แต่ทรงพลังนี้
ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในระบบ

ทั้งการพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์คนพิการในมิติต่าง ๆ
ทำให้บริการในระบบบัตรทอง “เข้าถึงได้จริง” มากขึ้น

การขับเคลื่อน “หน่วยบริการมาตรา 3”
โดยองค์กรเครือข่ายคนพิการ
ที่เข้ามามีบทบาทเป็นหน่วยบริการ ดูแลกันเองอย่างเข้าใจ

และการผลักดันให้มีตัวแทนคนพิการ
เข้าไปมีส่วนร่วมในบอร์ด สปสช.
ซึ่งวันนี้ คุณวันเสาร์ ไชยกุล
ได้เข้ามาทำหน้าที่กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อร่วมขับเคลื่อนในระดับนโยบาย

สำหรับผม…สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้
ไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบ

แต่คือ “การเปลี่ยนบทบาท”
จากคนพิการในฐานะ “ผู้รับบริการ”
สู่ “ผู้มีส่วนร่วมในระบบสุขภาพ” อย่างแท้จริง

และเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้
มีทั้ง “ความคิด” และ “ความเชื่อ” ของคุณธีรยุทธอยู่เสมอ

โดยเฉพาะแนวคิด “การใช้ชีวิตอิสระ” หรือ Independent Living
ที่ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตเพียงลำพัง
แต่หมายถึงการมีสิทธิเลือก มีศักดิ์ศรี
และมีระบบรองรับให้ใช้ชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้…คุณธีรยุทธจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว
แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้
ไม่ใช่เพียงผลงาน

แต่คือ “คนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเดินต่อ”
และ “ความเชื่อ” ว่า
คนพิการต้องมีสิทธิ มีเสียง และมีที่ยืนในสังคมนี้

ในนามของรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ผู้ที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานและขับเคลื่อนระบบไปด้วยกัน

ผมขอร่วมไว้อาลัย และขอบคุณจากใจ

ขอบคุณที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพ
มองเห็น “ความหมายของคำว่าเท่าเทียม” ได้ชัดขึ้น

และผมเชื่อว่า…
ทุกก้าวต่อจากนี้ของระบบสุขภาพไทย
ยังคงมี “ร่องรอยของความตั้งใจ” ของคุณธีรยุทธ
อยู่ในนั้นเสมอ"

/////

ที่อยู่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก:

แชร์