08/08/2026
#เด็กสมัยนี้แย่ลงหรือแท้จริงเป็นเพราะสังคมกำลังล้มเหลวบิดเบี้ยว? ครูพิมชวนคิดเรื่องนี้ในมุมมองทางจิตวิทยากันค่ะ (บทความนี้มีความยาวค่อนข้างมาก เพราะอยากนำเสนอให้ครบทุกด้านเท่าที่จะทำได้ค่ะ #ย้ำว่าคนมีลูกทุกคนควรอ่าน ไม่มีลูกก็ยิ่งต้องอ่าน!)
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า เราควรพอได้แล้วกับการถอดบทเรียนเป็นเคสๆ ไป เพราะทุกครั้งที่วิเคราะห์เคสหนึ่งได้ ก็ยังเกิดเคสใหม่ๆ ได้ทุกครั้ง ดังนั้นเจตนาของบทความนี้ ถึงมิใช่การถอดบทเรียนของเคสใดเคสหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการวิเคราะห์สาเหตุตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ว่าการประกอบร่างของ "เด็กที่กลายเป็นปีศาจหรือฆาตรกร" นั้น มิได้เกิดขึ้นจากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียว และมิใช่เรื่องที่จะแก้ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ "พวกเราทุกคน" ที่ต่างต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแบบนี้ขึ้นอีก (จริงๆ ซักที)
" #ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ?" คำถามที่สังคมมักพาดหัวข่าวด้วยความตกใจทุกครั้งที่เกิดเหตุอาชญากรรมโดยเยาวชน คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการประณามว่า "เพราะตัวเด็กเองที่แย่" ทว่าในมุมมองทางจิตวิทยาและอาชญาวิทยา การโยนความผิดให้เด็กเป็นเพียงการมองปรากฏการณ์ที่ปลายเหตุ จุดนี้มิใช่การฟอกขาวให้ผู้ก่อเหตุ และมิใช่การบอกว่า "เด็กไม่ผิด" เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริงกันให้ได้ก่อนว่า เด็กผิด แต่...ไม่ได้ผิด..เพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราสรุปแบบง่ายๆ เลยว่า ก็เด็กมันแย่ ก็เด็กมันเลว นั่นแปลว่าเรากำลังปฏิเสธที่จะหาทางออกหรือหนทางแก้ไขร่วมกัน เพราะเมื่อเราสรุปแบบนั้น มันเหมือนกับการบอกว่า "เพราะอย่างนั้นเราจึงทำอะไรไม่ได้" ซึ่งมันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง เพราะลำพังแค่ความเกเรของเด็กเพียงอย่างเดียว ไม่อาจนำไปสู่อาชญากรรมที่รุนแรงได้ หากไม่มี "ปัจจัยเชิงโครงสร้าง" คอยโอบอุ้มและผลักดัน
ความจริงที่เราต้องยอมรับก่อนก็คือ เด็กยุคนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในโลกใบเดียวกับที่เราเคยโตมา แต่พวกเขากำลังเติบโตท่ามกลาง "ระบบสภาวะแวดล้อมที่บิดเบี้ยวและเปราะบาง"ที่ประกอบขึ้นจาก 6 ปัจจัยหลักทางจิตวิทยา (เท่าที่ครูพิมจะวิเคราะห์ออกมาได้ในขณะนี้) ดังนี้ค่ะ :
1. #บาดแผลจากครอบครัว และ #การถูกเพิกเฉยทางอารมณ์ (Emotional Neglect)
รากฐานแรกเกิดจากบาดแผลในบ้าน ทั้งการทารุณกรรม ความรุนแรงในครอบครัว การเติบโตกับผู้เลี้ยงดูที่ไม่ใช่พ่อแม่ หรือครอบครัวที่แตกแยก ไม่ใส่ใจ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบร่างของเยาวอาชญากรแทบทั้งสิ้น มากกว่า 70% ของเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มาจากครอบครัวที่เปราะบาง ไม่อยู่ร่วมกับบิดามารดา หรือพ่อแม่แยกทางกัน
งานวิจัยด้านระบบประสาทวิทยาและจิตวิทยาพัฒนาการยืนยันตรงกันว่า การถูกละเลยทางอารมณ์ (Emotional Neglect) แม้เด็กจะได้รับปัจจัยสี่อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งโรงเรียนดีๆ ก็ตาม แต่การชี้นำทางอารมณ์ที่ขาดหายไป จะเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ส่งผลให้เด็กขาดการฝึกฝน Executive Function (EF) หรือความสามารถในการกำกับตนเอง การยับยั้งชั่งใจ การรอคอย และการคิดแก้ปัญหาเชิงอารมณ์ เมื่อเจอมรสุมชีวิต เด็กจึง "ระเบิด" อารมณ์ออกมาได้ง่ายดายกว่าปกติ
2. #วงจรการเรียนรู้ที่ส่งต่อความรุนแรง
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมผ่านการสังเกตและเลียนแบบ เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ความรุนแรง มีแนวโน้มสูงที่จะซึมซับว่า "ความรุนแรงคือเครื่องมือในการแก้ปัญหาหรือสร้างอำนาจ" สถิติทางอาชญาวิทยาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า เด็กที่กระทำความผิดร้ายแรงส่วนใหญ่ มีประวัติเคยเป็น "เหยื่อ" หรือ "พยาน" ของความรุนแรงในบ้านมาก่อนทั้งสิ้น และมากกว่า 50% ของเด็กกลุ่มนี้ มีประวัติเคย “ถูกทำร้ายร่างกาย” หรือถูกลงโทษอย่างรุนแรงในครอบครัวมาก่อนตั้งแต่ยังเล็ก (ตบ ตี หรือเฆี่ยนด้วยวัตถุ)
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ สถิติความรุนแรงในครอบครัว จาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่พบว่า "เด็ก" ยังคงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Intergenerational Transmission of Violence หรือ การส่งต่อความรุนแรงข้ามรุ่น—เด็กที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในบ้าน จะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าความรุนแรงคือเครื่องมือในการใช้อำนาจและแก้ปัญหา
3. #อิทธิพลของสื่อ และ #ปรากฏการณ์เลียนแบบ (Copycat Effect)
สมัยก่อนนี้ การที่เด็กคนหนึ่งจะได้เข้าถึงสื่อที่มีความรุนแรงนั้น เป็นไปได้ยากและมีความซับซ้อนมาก ไหนจะต้องรอให้ข่าวหรือเรื่องราวนั้นอยู่ในสื่อหลัก หรือถ้าอยู่ในสื่อรองหรือสื่อใต้ดิน ก็ต้องหาวิธีการที่แอบซ่อนกว่าจะได้เข้าถึง ไหนจะต้องรอเวลากว่าจะได้ดู ยังไม่รวมถึงความถี่ที่ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สื่อยุคดิจิทัลเข้าถึงเด็กง่ายดายเพียงปลายนิ้ว สื่อหลัก สื่อรอง และชาวบ้าน 1 2 3 ที่อยากเป็นสื่อ ก็ล้วนที่มุ่งเน้นการสร้าง Engagement หรือยอดไลก์ยอดแชร์ จึงมักนำเสนอข่าวความรุนแรงด้วยรายละเอียดที่ละเอียดเกินความจำเป็น (Sensationalism) เด็กและเยาวชนได้เห็นภาพความรุนแรงกันอย่างง่ายดายและซ้ำๆ แทบจะเป็นรายชั่วโมง รายนาที การเสพภาพหรือคลิปวิดีโอที่มีความรุนแรง การบูลลี่ หรือการละเมิดผู้อื่นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (Normalize) ทำให้สมองส่วนรับรู้ความรู้สึก (Empathy) ของเด็กทำงานลดลง จนเกิดความชินชา และมองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเรื่อง “ปกติ” ยังไม่รวมถึงการที่เด็กขาดการสอนให้ "รู้เท่าทันสื่อ" (Media Literacy) จากผู้ปกครองและคนใกล้ชิด ส่งผลให้เกิด "Copycat Effect" หรือพฤติกรรมเลียนแบบได้อย่างง่ายๆ
สื่อรวมถึงผู้แชร์ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตนไม่ได้แค่เปิดเผยความรุนแรง แต่กำลังป้อน "คู่มือการก่อเหตุ" เข้าสู่จิตใต้สำนึกของเด็กทุกวันๆ เมื่อเด็กซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ผ่านการสอนให้ใช้ความคิดในการยั้งคิดไตร่ตรอง เมื่อเกิดปัญหาหรือโอกาสที่เอื้ออำนวย จึงเลือกใช้ทางออกที่คุ้นเคยโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่มองว่าสิ่งนั้นผิดปกติ เพราะสมองเกิดความเคยชินกับการรับรู้มาเป็นระยะเวลานาน จิตใต้สำนึกหรือสัญชาตญาณดิบ จึงเอาชนะสมองส่วนจิตรู้สำนึกหรือจริยธรรมไปได้อย่างง่ายดาย เพราะมันดึงเอามาใช้ได้ง่ายกว่านั่นเอง
4. #โรงเรียนที่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และ #ระบบซัพพอร์ตจิตใจที่บกพร่อง
เมื่อเด็กมีปัญหามาจากบ้าน โรงเรียนควรเป็น "ตาข่ายรองรับ" (Safety Net) แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาปัจจุบันกลับเน้นย้ำการแข่งขันทางวิชาการ ครูต้องแบกรับภาระงานเอกสารจนไม่มีเวลาทำหน้าที่ Home Room หรือสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกเพื่อดูแลจิตใจเด็กได้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานศึกษาจำนวนมากยังขาดแคลนนักจิตวิทยาโรงเรียน และมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือขั้นตอนระเบียบข้อบังคับ ทำให้ไม่สามารถส่งต่อเด็กที่มีปัญหากระบวนการทางจิตวิทยาให้ได้รับการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที แม้แต่ครูเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและรู้สึกว่าตนเองไม่มีกำลังหรือไม่มีเครื่องมือมากพอที่จะจัดการปัญหาหลายๆ อย่างได้ และปัญหาทั้งหลายก็มักถูกซุกไว้ใต้พรม เด็กไม่อาจพึ่งพาครู ครูไม่อาจพึ่งพาโรงเรียน โรงเรียนไม่อาจพึ่งพาสังกัด สังกัดไม่อาจพึ่งพารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการบอกว่า "พื้นที่ของฉันสะอาดปลอดภัย" ทำให้ไม่มีใครยอมรับความจริงและลงมือแก้ปัญหาด้านสุขภาพจิตกันอย่างเป็นรูปธรรม
5. #ระบบสังคมที่เน้น"ผลลัพธ์" มากกว่า "การเข้าใจตัวตน"
เด็กยุคนี้แบกรับความคาดหวังสูงมาก ทั้งเรื่องการเรียน ตัวตนในโลกจริง และตัวตนในโลกออนไลน์ การเปรียบเทียบหรือกดดัน ไม่ได้มาจากแค่คนข้างบ้านหรือในชุมชนเหมือนสมัยก่อน แต่ขยายวงกว้างไปจนถึงโลกไร้พรมแดน แต่กลับขาดการฝึกฝนทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Skills) เมื่อระบบผลักดันให้เขาต้องสำเร็จ แต่ไม่ได้สอนวิธีรับมือกับความล้มเหลว เด็กจึงเลือกใช้กลไกการปกป้องตัวเองด้วยการต่อต้าน ก้าวร้าว หรือถดถอยออกจากสังคม และหาหนทางสำเร็จตามความคิดของตน โดยไม่สนความถูกต้องหรือวิธีการที่เหมาะสม
6. #การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และ #กฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และกฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ "สภาวะจิตใจที่เปราะบาง" กลายเป็น "อาชญากรรม" คือการเข้าถึงอาวุธ หรือสิ่งเทียมอาวุธผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้การควบคุม กฎหมายและการบังคับใช้ที่อ่อนแอ ทำให้ช่องว่างระหว่าง "ความคิดอยากทำลาย" กับ "การลงมือก่อเหตุจริง" แคบลงจนน่าตกใจ (ตอนแรกอาจแค่คิด แต่เมื่อการเข้าถึงอาวุธทำได้ง่าย การลงมือทำจึงง่ายดายขึ้น)
นอกจากนี้ ทฤษฎีการเลียนแบบทางสังคม ยังอธิบายเพิ่มเติมได้อีกว่า หากเด็กได้เห็น มีประสบการณ์ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยกับความรุนแรง (เช่นเสพสื่อเหล่านี้มาก่อน / เคยเห็นคนใกล้ชิดถูกกระทำมาก่อน / เคยถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน) เมื่อมีอาวุธหรือสิ่งที่เอื้อต่อการก่อเหตุ ก็สามารถที่จะใช้ความรุนแรงได้มากและซับซ้อนกว่าที่ตนได้ประสบมา (พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พอมีอาวุธในมือ ความรุนแรงก็ยิ่งมากขึ้น วิธีการพิสดารมากขึ้น บางครั้งอาจจะมากกว่าที่ตัวผู้ก่อเหตุเคยเจอหรือคาดคิดไว้เสียอีก)
ทีนี้เมื่อเด็กสมัยนี้มีสิ่งเหล่านี้ในมือได้อย่างง่ายๆ การก่อเหตุร้ายจึงบานปลายแบบที่เราเห็นได้ในปัจจุบันนั่นเองค่ะ
#เราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เรามักวิเคราะห์ วิจัย และจบลงด้วยการโทษว่าเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ปัญหาไม่เคยถูกแก้ในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ความจริงคือ สังคมเราบิดเบี้ยวไปจนถึงจุดที่ไม่ควรจะเบี้ยวไปมากกว่านี้แล้ว และเราทุกคน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้ร้ายคนต่อไป โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ทันระวัง
ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า "ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงแย่?" (เพราะหากอ่านมาถึงจุดนี้ก็เคงเข้าใจแล้วว่า มันไม่ได้มีที่มาเพียงแค่หนทางเดียว) แต่คือการที่ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมหันกลับมาสำรวจตัวเองผ่านการตอบคำถามเหล่านี้...
#ในฐานะสื่อมวลชนและสำนักข่าว: เรากำลังนำเสนอข่าวด้วยความรับผิดชอบ และตระหนักถึงอิทธิพลของข่าวต่อจิตใต้สำนึกของเยาวชนอยู่หรือไม่? เราพร้อมจะก้าวข้ามการใช้วิธีนำเสนอข่าวเชิงหวือหวา (Sensationalism) หรือการไล่ล่าจรรโลงยอด Engagement เพียงอย่างเดียว แล้วหันมาทำหน้าที่ "เกราะป้องกัน" สังคม ด้วยการคัดกรองเนื้อหา ไม่ระบุรายละเอียดของวิธีการก่อเหตุ ไม่สรรเสริญหรือสร้างจุดสนใจให้ผู้ก่อเหตุ และยึดมั่นในจริยธรรมสื่อเพื่อไม่ให้ข่าวของเรากลายเป็น "คู่มืออาชญากรรม" เลียนแบบให้เด็กคนต่อไปหรือเปล่า?
#ในฐานะผู้บริโภคสื่อ: เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการให้สปอตไลต์แก่ผู้กระทำความผิด ยอดกดไลก์ กดแชร์ ข่าวความรุนแรงที่ละเอียดเกินไปอยู่หรือเปล่า? เราพูดถึงข่าวเหล่านี้โดยที่ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่? เรากำลังส่งต่ออะไรไปให้ลูกหลานและคนรอบตัวของเรา
#ในฐานะผู้ปกครอง: เรากำลังเพิกเฉยทางอารมณ์ ละเลยการฝึก EF และยื่นหน้าจอให้ลูกเพื่อตัดความยุ่งยากอยู่หรือไม่? เราเคยสอนให้ลูกเข้าใจและรู้เท่าทันสื่ออย่างจริงจังหรือยัง? เราเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการปัญหาและการควบคุมอารมณ์ไหม? เราคอยจัดสรรเวลาคุณภาพเพื่อใช้กับลูกอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
#ในฐานะบุคลากรทางการศึกษา: เรามองเห็น "ความเปราะบาง" ในตาของเด็ก ก่อนมองเห็น "คะแนนสอบ" ของพวกเขาแล้วใช่ไหม? เรามองพฤติกรรมของเด็กว่าเป็นเพราะนิสัย หรือกำลังมองไปถึงข้างในว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราแล้วหรือยัง? เราต้องการแค่เด็กที่ว่านอนสอนง่าย และกำลังทำร้ายเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจหรือเปล่า?
#ในฐานะภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: เมื่อไหร่ที่เราจะควบคุมการเข้าถึงอาวุธ ควบคุมการนำเสนอของสื่อ และจัดสรรนักจิตวิทยาเข้าไปในสถานศึกษาอย่างจริงจัง? เรากำลังปิดบังปัญหาที่แท้จริงอยู่หรือไม่? เราเคยผลักดันนโยบายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังแล้วเหรอยัง? เรามุ่งเน้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจแต่ละเลยโครงสร้างทางจิตใจอยู่ไหม?
เด็กที่แย่ไม่ใช่สาเหตุ แต่เป็น "ผลลัพธ์" ของระบบสังคมที่ล้มเหลวในการสร้างพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วมาร่วมมือกันรื้อโครงสร้างปัญหา และแก้ไขมันไปทีละจุด เพราะการสร้างเด็กที่เข้มแข็ง ย่อมง่ายกว่าการซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่แตกสลายในอนาคต (หรือบางครั้งก็แตกสลายตั้งแต่ยังไม่โตเสียด้วยซ้ำไป...)
ด้วยรักและห่วงใยเด็กและเยาวชนทุกๆ สมัย...จากใจจริง
ครูพิม
นักจิตวิทยาคนหนึ่งที่รู้สึกถึงการแตกสลายทุกครั้งที่ได้ยินข่าวร้ายๆ ของเด็กและเยาวชน
#จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #เลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ #พัฒนาการเด็ก #พื้นที่ปลอดภัย #ยุวอาชญากร