Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์

Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์ Stay Connected.

Bwell Digital Health แพลตฟอร์ม Digital Health Ecosystem ที่เชื่อมโยงระบบสุขภาพดิจิทัลและข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอย่างไร้รอยต่อ พร้อมโซลูชัน Cybersecurity สำหรับ Healthcare เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน — Stay Healthy.

กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือระยะ 10 ปี กับ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยนครพนม พัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ โดยมีโรง...
24/03/2026

กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือระยะ 10 ปี กับ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยนครพนม พัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์

โดยมีโรงพยาบาลกระบี่ และโรงพยาบาลนครพนม เป็นแหล่งจัดการเรียนการสอนชั้นคลินิก (ปีที่ 4 – 6) ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและการกระจายบุคลากรแพทย์ในระบบสาธารณสุข
(อ่านต่อในคอมเม้นท์)

กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือระยะ 10 ปี กับ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยนครพนม พัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ โดยมีโรงพยาบาลกระบี่ และโรงพยาบาลนครพนม เป็นแหล่งจัดการเรียนการสอนชั้นคลินิก (ปีที่ 4 – 6) ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและการกระจายบุคลากรแพทย์ในระบบสาธารณสุข
..อ่านต่อในคอมเม้นท์

Fuji Film จากบริษัทกล้อง สู่ผู้เล่น HealthTech ที่กำลังแก้ Pain Point ระบบสาธารณสุขเมื่อ AI เข้าไปอยู่ใน Workflow จริง เ...
22/03/2026

Fuji Film จากบริษัทกล้อง สู่ผู้เล่น HealthTech ที่กำลังแก้ Pain Point ระบบสาธารณสุข
เมื่อ AI เข้าไปอยู่ใน Workflow จริง เกมการดูแลผู้ป่วยกำลังเปลี่ยนไปทั้งระบบ

(อ่านต่อในลิ้งค์)

Cr. / rechhub.in.th

หากพูดถึงชื่อฟูจิฟิล์ม หลายคนอาจนึกถึงกล้องถ่ายรูปตัวโปรดหรือฟิล์มสีสวย ๆ ในความทรงจำ
แต่ในโลกยุค 2026 นี้ ฟูจิฟิล์มได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ ในวงการ Healthtech ที่กำลังเข้ามาแก้โจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่งของระบบสาธารณสุขไทย นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำและภาระงานที่ล้นมือของบุคลากรทางการแพทย์
เชื่อไหมว่า ในบางพื้นที่ของประเทศไทย แพทย์หนึ่งคนอาจต้องดูแลประชากรเกือบ 2,500 คน นี่ไม่ใช่ตัวเลขสมมติ แต่มันคือโจทย์ที่ฟูจิฟิล์มกำลังพยายามแก้ด้วยการส่ง AI เข้าไปติดปีก ให้กับคุณหมอและนักรังสีเทคนิคทั่วประเทศ
ก่อนจะไปดูโซลูชัน เราต้องมาดูแผลในระบบก่อน ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศระบุว่า ความต้องการรับบริการของผู้ป่วยนอกในไทยเพิ่มขึ้นถึง 27% แต่ปัญหาคือบุคลากรไม่ได้เพิ่มตามในสัดส่วนเดียวกัน
ความท้าทายที่น่าตกใจที่สุดคือการกระจุกตัวของแพทย์
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 1:2,497
- ภาคใต้ อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรอยู่ที่ 1:1,831
ลองจินตนาการถึงบรรยากาศในโรงพยาบาลรัฐต่างจังหวัดที่คนไข้นอนรอเต็มพื้นที่ แถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำ แพทย์และนักรังสีเทคนิคต้องทำงานแข่งกับเวลาจนเกิดภาวะ Burnout หรืออาการหมดไฟ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความแตกต่างของทักษะเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ประสบการณ์ไม่เท่ากัน ทำให้ภาพเอกซเรย์บางภาพอาจต้องถ่ายซ้ำ หรือการวินิจฉัยอาจเกิดความล่าช้าในเคสที่เร่งด่วน
AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ทำหน้าที่ ตั้งแต่หน้าเครื่องจนถึงโต๊ะหมอ
ฟูจิฟิล์มไม่ได้มอง AI เป็นแค่โปรแกรมตรวจจับโรค แต่ AI ของพวกเขาเข้าไปฝังตัวอยู่ในทุกขั้นตอนของ Workflow เพื่อช่วยให้งานง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และลดภาระบุคลากรได้จริง
1.ในขั้นตอนการเอกซเรย์ AI จะช่วยจัดท่าทางและควบคุมคุณภาพภาพ (Positioning & Motion Detection) โดยในเครื่องรุ่นใหม่ AI จะทำงานร่วมกับกล้อง 3D เพื่อช่วยจัดท่าทางคนไข้ให้เป๊ะที่สุดไม่ต้องกังวลว่าคนไข้จะขยับตัวจนภาพเบลอ เพราะมีระบบ Motion Detection แจ้งเตือน และระบบ Last Image View ที่ช่วยเปรียบเทียบภาพ ทำให้ไม่ต้องเรียกคนไข้กลับมาถ่ายใหม่บ่อย ๆ ลดทั้งปริมาณรังสีและเวลาที่เสียไป
2.AI ช่วยตรวจจับความผิดปกติ นี่คือตาที่สามของคุณหมอ โดย AI จะช่วยคัดกรองเบื้องต้น เช่น การหาจุดผิดปกติในปอดจากการเอกซเรย์ทรวงอก หรือการตรวจหาจุดเสี่ยงมะเร็งเต้านมในภาพแมมโมแกรม ซึ่งช่วยลดโอกาสความผิดพลาดจากการมองข้ามจุดเล็ก ๆ ไปได้
3.AI ช่วยคัดกรองเคสเร่งด่วน ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า REiLI (ไรลี่) AI จะทำหน้าที่จัดลำดับความสำคัญ โดยการแจ้งเตือนแพทย์ทันทีหากพบเคสที่มีความเสี่ยงสูงหรือวิกฤต เพื่อให้แพทย์เข้าถึงคนไข้กลุ่มนี้ได้ก่อนใคร แทนที่จะต้องรออ่านผลตามคิวปกติ
เปิดตัว 2 ขุนพลใหม่จากงานล่าสุด FDR Visionary Suite และ FDR Go iQ
ในงาน Fujifilm Visionary RadTech ที่ผ่านมา ฟูจิฟิล์มเปิดตัวเรือธงสองรุ่นใหม่ที่นำ AI มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ
- FDR Visionary Suite ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลระดับไฮเอนด์สำหรับห้องรังสีวิทยา มาพร้อมเทคโนโลยี ISS (Irradiated Side Sampling) ที่ให้ภาพคมชัดสูงแต่ใช้ปริมาณรังสีต่ำ ไฮไลต์เด็ดคือระบบ Live View และกล้อง AI ที่ช่วยจัดท่าทางคนไข้ให้อัตโนมัติ เพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วสำหรับแผนกที่มีคนไข้หนาแน่น
- FDR Go iQ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Portable) ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและพื้นที่ห่างไกล รุ่นนี้มาพร้อม กล้อง 3D และซอฟต์แวร์ Position Navi ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพข้างเตียงคนไข้ได้อย่างแม่นยำเหมือนอยู่ในห้องเอกซเรย์หลัก และยังมีแผ่นรับภาพ D-EVO III ที่กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP56 พร้อมเคลือบสารต้านเชื้อแบคทีเรีย เหมาะกับการลุยงานหนักในหอผู้ป่วยวิกฤต
Techhub แอบสงสัยนะครับว่า AI ทั้งหมดนี้ ถูกเทรนด้วย Data ของใคร? เพราะสรีระของคนแต่ละประเทศนั้นต่างกัน แล้วจะมาใช้กับคนไทยได้จริงหรือ เพราะสรีระของคนเอเชียมีความเฉพาะตัว เช่น เนื้อเยื่อเต้านมของผู้หญิงเอเชียจะมีความหนาแน่นมากกว่าชาติตะวันตก การใช้ AI ที่เทรนด้วยข้อมูลยุโรปอย่างเดียวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้หรือเปล่า
ผู้บริหารของ Fujifilm ให้คำตอบว่า แหล่งข้อมูล AI ของฟูจิฟิล์มถูกฝึกฝน มาจากข้อมูลมหาศาลทั้ง X-ray, CT Scan และ MRI จาก โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและสถาบันการแพทย์ชั้นนำในไทย รวมถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาคทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยกว่า 3,000 คนทั่วโลก คอยปรับแต่งอัลกอริทึมให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของประชากรในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะรู้จักปอดและหัวใจของคนไทยดีที่สุด
ฟูจิฟิล์มยังมีแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า "REiLI" (ไรลี่) ซึ่งเป็นระบบเปิดที่คอยจัดการเวิร์กโฟลว์ทั้งหมด โดยสามารถเชื่อมต่อ AI จากนักพัฒนาภายนอก มาช่วยทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ลดเวลา และ ลดความผิดพลาด
- ความแม่นยำสูงกว่า 80% จากผลการศึกษาพบว่า AI ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับความผิดปกติได้มากกว่า 80% ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความมั่นใจให้กับแพทย์ได้มาก
- ลดภาระงานลง 50% มี AI ช่วยจัดการเรื่องน่าปวดหัวอย่างการคัดกรองเคส โดยจะจัดลำดับความสำคัญ ให้แพทย์ทราบว่าเคสไหนวิกฤตต้องอ่านผลก่อน ช่วยลดเวลาทำงานในแต่ละเคสลงได้ครึ่งหนึ่ง!
- ความเร็วระดับติดสปีด การใช้ AI และกล้อง 3D ช่วยจัดท่าทาง ทำให้กระบวนการเตรียมภาพทำได้เร็วขึ้นอย่างมาก ช่วยให้แผนกรังสีวิทยาที่เดิมทีรับคนไข้ได้จำกัด สามารถดูแลคนไข้ได้เพิ่มขึ้นในเวลาเท่าเดิม
พันธกิจของฟูจิฟิล์มภายใต้แนวคิด Giving our world more smiles ไม่ใช่เพียงแค่การขายเครื่องมือแพทย์ราคาแพง แต่คือการสร้างระบบนิเวศสาธารณสุข ที่ยั่งยืน
เมื่อแพทย์หนึ่งคนไม่ต้องแบกภาระเทียบเท่าคน 2,497 คนเพียงลำพัง แต่มี AI คอยเป็นหูเป็นตา ช่วยสแกนความผิดปกติ ช่วยจัดท่าทาง และช่วยคัดกรองเคสด่วน สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความแม่นยำทางการแพทย์ที่สูงขึ้นแต่คือ "เวลา" ที่แพทย์จะมีให้คนไข้มากขึ้น และความเหนื่อยล้าที่ลดลง
วันนี้ ฟูจิฟิล์มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีจะมีคุณค่าที่สุด เมื่อมันถูกนำมาใช้เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่บนดอยสูงหรือในเมืองใหญ่ เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน
ที่มา
https://www.techhub.in.th/solving-difficult-problems-by-using-ai-to-replace-radiologists-can-help-reduce-the-burden-on-doctors/

——————
⭐️ ติดตามอัปเดตข่าวไอที How To , Tips เทคนิคใหม่ ๆ ได้ทุกวัน
ค้นหาข่าวที่อยู่ในความสนใจได้ที่ >> www.techhub.in.th
มีข้อสงสัยทัก LINE Techhub : https://lin.ee/Sietmnt

Healthcare Sentinel 2026: เมื่อ AI และ Supply Chain เปลี่ยนรูปแบบภัยคุกคามโรงพยาบาลในรอบปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขไม่ได้เ...
17/03/2026

Healthcare Sentinel 2026: เมื่อ AI และ Supply Chain เปลี่ยนรูปแบบภัยคุกคามโรงพยาบาล

ในรอบปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขไม่ได้เผชิญหน้ากับเพียงแค่ "ไวรัสทางชีวภาพ" แต่กำลังต่อสู้กับ "ไวรัสทางไซเบอร์" ที่มีความฉลาดและรวดเร็วขึ้นอย่างทวีคูณ
สถิติจาก Health-ISAC 2026 Annual Report ยืนยันว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้บริหารโรงพยาบาลต้องปรับมุมมองจาก "การป้องกัน" สู่ "การสร้างความพร้อมรับมือ" (Resilience)

3 แนวโน้มภัยคุกคามระดับวิกฤตในปี 2026
(อ่านตอในคอมเม้นท์)

อัพเดทความเคลื่อนไหวในวงการ HealthTech มูลค่าแสนล้าน 🧬•FujiFilm สู้ศึก HealthTech แสนล้านชูกลยุทธ์ Visionary RadTech, Re...
15/03/2026

อัพเดทความเคลื่อนไหวในวงการ HealthTech มูลค่าแสนล้าน 🧬


FujiFilm สู้ศึก HealthTech แสนล้าน
ชูกลยุทธ์ Visionary RadTech, Redefining X-ray with Al
ประกาศจุดยืนผู้นำด้านนวัตกรรม AI ทางการแพทย์เปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขเชิงรับ สู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก


(อ่านต่อ)

Cr. /

ตลาด AI ทางการแพทย์ทั่วโลกกำลังทะยานสู่ 505,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576! เจาะลึกเกมรุก Fujifilm ส่งโซลูชัน AI พลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทย มุ่งเป้าแก้วิกฤตขาดแคลนบุคลากรและรุกตลาด HealthTech ด้วยเป้าโต 15%
ประเทศไทยกำลังเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขอย่างหนัก เมื่อดีมานด์ผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 27% แต่สวนทางกับจำนวนแพทย์ที่ขาดแคลนและกระจุกตัว ล่าสุด Fujifilm (ประเทศไทย) ได้จัดงาน "Fujifilm Visionary RadTech" โชว์ศักยภาพการนำ AI มาดิสรัปต์เวิร์กโฟลว์การแพทย์ให้ก้าวสู่ยุค "Early Detection"
ขับเคลื่อนด้วย Data แบบ Localization: AI จะเก่งได้ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ ฟูจิฟิล์มไม่ได้ใช้ข้อมูลแบบเหมารวม แต่ร่วมมือกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในไทย นำข้อมูลสแกน CT/MRI มาพัฒนา AI ให้เข้ากับสรีระคนเอเชียโดยเฉพาะ (ความแม่นยำ >90%) เพราะการใช้ AI แก้ปัญหาธุรกิจต้องวัดผลได้จริง
ดิสรัปต์ Workflow ลดต้นทุนแฝง: เปิดตัวเครื่องเอกซเรย์ FDR Visionary Suite และ FDR Go iQ ที่มีระบบจัดท่าอัตโนมัติด้วย AI ป้องกันการถ่ายภาพซ้ำ (Re-take rate) ซึ่งช่วยประหยัดเวลาของบุคลากรที่ขาดแคลน เป็นเทรนด์สากลที่องค์กรนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาแรงงาน ไม่ใช่เพื่อมาแทนที่หมอ แต่มาเป็นผู้ช่วยมือขวา
สู้ศึก HealthTech ด้วย Trust & R&D: การแข่งขันในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ดุเดือดมาก โดยเฉพาะจากฝั่งจีน แต่ฟูจิฟิล์มงัดข้อได้เปรียบด้วยทีมนักวิจัยกว่า 3,000 คนทั่วโลก เน้นจุดขายที่ "ความน่าเชื่อถือ" สอดรับเทรนด์ Longevity Tech ที่มุ่งเน้นการออกแบบชีวิตให้ยืนยาว เพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน
เป้าหมาย 3-5 ปีข้างหน้าของฟูจิฟิล์ม คือการเปลี่ยนโฉมไทยให้เป็นประเทศที่สามารถ "ตรวจพบโรคก่อนเกิดโรค" เปลี่ยนโมเดลจากเชิงรับเป็นเชิงรุก
แล้วธุรกิจของคุณล่ะ มีการนำ AI มาช่วยแก้ Pain Point เรื่องเวลาและบุคลากรในมิติไหนกันบ้างแล้วหรือยัง ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลย

DCT ดันไทยเร่งเครื่อง Data–AI สู่ Digital Hub อาเซียน 🚀•DCT นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิ...
03/03/2026

DCT ดันไทยเร่งเครื่อง Data–AI สู่ Digital Hub อาเซียน 🚀



DCT นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ และ ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ รวมภาคธุรกิจดิจิทัลเสนอโรดแมประดับชาติ

ชง 5 นโยบายเร่งด่วน Data Center Strategy, AI Governance, Digital Sovereignty และเพิ่มสัดส่วนสาขา STEM ให้ถึง 50% และยกระดับทักษะการเขียนโปรแกรมของคนไทยเป็น 16% เพื่อรองรับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

เป้าหมายชัด — เปลี่ยนไทยจาก Tech User เป็น Tech Builder และ Regional Digital Hub



(อ่านต่อในคอมเม้นท์)

ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ | 27 ก.พ. 2569

DCT ชงรัฐบาลเร่งเครื่องดิจิทัลแห่งชาติ วางเกม Data–AI ปั้นคนไทย 50% STEM สู่ Digital Hub อาเซียน •(อ่านต่อ)             ...
27/02/2026

DCT ชงรัฐบาลเร่งเครื่องดิจิทัลแห่งชาติ วางเกม Data–AI ปั้นคนไทย 50% STEM สู่ Digital Hub อาเซียน



(อ่านต่อ)

#ดิจิทัลไทย #นโยบายดิจิทัล

ด่วน! พบแคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผลในวงกว้างThaiCERT รายงานการติดตามภัยคุกคามไซเบอร์ ...
26/02/2026

ด่วน! พบแคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผลในวงกว้าง

ThaiCERT รายงานการติดตามภัยคุกคามไซเบอร์ พบการโจมตีอุปกรณ์ FortiGate Firewall มากกว่า 600 เครื่อง ใน 55 ประเทศทั่วโลก

โดยผู้โจมตีได้นำเทคโนโลยี Generative AI (Commercial Gen-AI) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผน วิเคราะห์ช่องโหว่ และสร้างสคริปต์โจมตีแบบอัตโนมัติ

เป้าหมายสำคัญคืออุปกรณ์ที่เปิดพอร์ตบริหารจัดการสู่สาธารณะ หรือมีการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงระบบและขยายผลการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
(อ่านต่อ)

Cr. /

ด่วน! แคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผล
ThaiCERT ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ พบแคมเปญการโจมตีอุปกรณ์ FortiGate Firewall มากกว่า 600 เครื่อง ใน 55 ประเทศทั่วโลก โดยผู้โจมตีมีการนำเทคโนโลยี Generative AI (Commercial Gen-AI) เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนและสร้างเครื่องมือโจมตีแบบอัตโนมัติ เพื่อเข้าสู่ระบบที่เปิดพอร์ตทิ้งไว้หรือใช้รหัสผ่านที่คาดเดาง่าย

1. รายละเอียดภัยคุกคาม
การโจมตีมุ่งเป้าไปยังอุปกรณ์ FortiGate ที่มีการตั้งค่าไม่รัดกุม โดยผู้โจมตีใช้ AI (Large Language Models - LLMs) ในการเขียนสคริปต์เพื่อสแกนหาพอร์ตบริหารจัดการระบบ (Management Interface) และใช้ AI ช่วยวิเคราะห์แผนการโจมตีรวมถึงสร้างชุดคำสั่งทางเทคนิคที่แม่นยำเพื่อขยายผลการโจมตีในวงกว้าง

2. ภาพรวมกระบวนการโจมตี
2.1 การเตรียมการ: ผู้โจมตีใช้สคริปต์ที่สร้างโดย AI สแกนหาพอร์ตบริหารจัดการระบบที่เปิดสู่สาธารณะผ่านพอร์ต 443, 8443, 10443 และ 4443
2.2 เข้าถึงระบบ: ใช้วิธีการเข้าถึงผ่านรหัสผ่านพื้นฐาน (Common credentials) หรือรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เพื่อล็อกอินเข้าสู่หน้าจัดการของ FortiGate
2.3 ยึดสิทธิ์และขยายผล: เมื่อเข้าสู่ระบบได้ จะใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สในการดึงรหัสผ่าน NTLM hashes และฐานข้อมูลบัญชีผู้ใช้ เพื่อเคลื่อนย้ายภายในเครือข่ายด้วยเทคนิค Pass-the-hash
2.4 ทำลายระบบสำรองข้อมูล: มุ่งเป้าโจมตีเซิร์ฟเวอร์ Veeam Backup & Replication เพื่อทำลายข้อมูลสำรองก่อนเริ่มทำการเรียกค่าไถ่

3. ระบบที่ได้รับผลกระทบ
3.1 อุปกรณ์ FortiGate Firewall ที่เปิดพอร์ตบริหารจัดการระบบ ที่เข้าถึงได้โดยตรงจากอินเทอร์เน็ต
3.2 บัญชีผู้ดูแลระบบที่ไม่ได้เปิดใช้งานการพิสูจน์ตัวตนหลายปัจจัย (MFA) หรือมีการตั้งค่ารหัสผ่านที่คาดเดาง่าย
3.3 ระบบสำรองข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายหลักและไม่มีมาตรการป้องกันการแก้ไขข้อมูลสำรอง

4. แนวทางการบรรเทาและป้องกันความเสี่ยง
4.1 จำกัดการเข้าถึงพอร์ตบริหารจัดการระบบ ให้เข้าถึงได้ผ่านการเชื่อมต่อ VPN หรือจากเลขไอพี (IP Address) ที่กำหนดไว้เท่านั้น
4.2 เปลี่ยนรหัสผ่านให้มีความซับซ้อนและเปิดใช้งาน MFA สำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบทั้งหมดทันที
4.3 ตรวจสอบความปลอดภัยของ Veeam Backup และพิจารณาใช้ Immutable Backup (ข้อมูลสำรองที่แก้ไขไม่ได้) เพื่อป้องกันการถูกทำลายข้อมูล

5. คำแนะนำด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม
5.1 ตรวจสอบ Log การล็อกอินที่ผิดปกติบนพอร์ตจัดการ และการรันสคริปต์ที่พยายามดึงไฟล์คอนฟิกหรือรหัสผ่านออกจากอุปกรณ์
5.2 เฝ้าระวังพฤติกรรมการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายที่ผิดปกติ (Lateral Movement) หลังจากอุปกรณ์ Firewall ถูกบุกรุก
5.3 ตรวจสอบพอร์ต 443, 8443, 10443 และ 4443 ว่ามีความจำเป็นต้องเปิดสู่ภายนอกหรือไม่

6. แหล่งอ้างอิง (References)
6.1 https://dg.th/38ei7tb5ko
6.2 https://dg.th/2apfhxl5g6

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอ...
25/02/2026

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน อยู่ในระดับสูง

Cr. / #สภาพัฒน์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน อยู่ในระดับสูง
| เกาะกระแส | สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า พบความเคลื่อนไหวสถานการณ์แรงงาน การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.9 จากไตรมาส 4 ปี 2567 จากการหดตัวในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 3.4

ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.2 โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า และสาขาการผลิต ขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 1.2 แต่สาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก หดตัว อัตราการว่างงานรวมลดลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.70 หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิด การถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี

2) การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของ แรงงานจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจน และเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ
สำหรับหนี้สินครัวเรือน ในไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.29 โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท เป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 86.8 ต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.4 ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ของไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังได้รายงานสถานการณ์ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.3 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปี 2567-2568 (2026 Global Medical Trends, 2025) ซึ่งประเทศไทย มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.8 ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ร้อยละ 0.7 ในปี 2568 กว่า 15 เท่า (WTW, 2025)
แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ โดยบริษัทประกันร้อยละ 74.0 ระบุว่าเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ (ร้อยละ 52.0) ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ได้แก่

1) การลงทุน ในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย โรงพยาบาลเอกชนร้อยละ 92.0 ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้น เพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน

2) การแข่งขัน ด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 45.0 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น

3) การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุน ด้านอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ

4) การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมา
จ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็นร้อยละ 28.0 ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียงร้อยละ 5.0 เท่านั้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน คปภ. และภาค
ธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็น
ติดตามอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภาวะสังคมไทย #อัตราว่างงาน #หนี้ครัวเรือน #เงินเฟ้อทางการแพทย์ #สภาพัฒน์ #ไทยพับลิก้า

Claude Cowork อัปเกรดครั้งใหญ่ ดัน AI เข้าจัดการงานเอกสารและระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อ Google Workspace, Do...
25/02/2026

Claude Cowork อัปเกรดครั้งใหญ่ ดัน AI เข้าจัดการงานเอกสารและระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อ Google Workspace, Docusign และ WordPress ได้เต็มรูปแบบ

รองรับปลั๊กอินเฉพาะสายงาน ตั้งแต่ HR, Design, Engineering ไปจนถึง Finance และสามารถทำงานข้าม Excel–PowerPoint ได้แบบ End-to-End

นี่คืออีกก้าวสำคัญของ Anthropic ในการพัฒนา AI Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงในองค์กรระดับ Enterprise.

Anthropic ประกาศอัปเกรดแพลตฟอร์ม Claude Cowork ครั้งใหญ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเน้นการนำ AI เข้าไปจัดการกับงานเอกสารและระบบหลังบ้านขององค์กร
การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้ Claude สามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันยอดนิยมได้หลากหลายขึ้น และรองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ในหลายแผนก อาทิ
การเชื่อมต่อแอปฯ ภายนอก: รองรับการทำงานร่วมกับ Google Workspace, Docusign และ WordPress อย่างเต็มรูปแบบ

ปลั๊กอินสำเร็จรูป: ครอบคลุมสายงานเฉพาะทาง ทั้งฝ่ายบุคคล (HR), งานออกแบบ (Design), วิศวกรรม และการเงิน

การทำงานข้ามโปรแกรม: Claude สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนแบบต้นจนจบระหว่าง Excel และ PowerPoint โดยสามารถส่งต่อบริบทข้อมูลจากตารางไปสร้างเป็นสไลด์นำเสนอได้ทันที
ก้าวย่างนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของ Anthropic ในการพัฒนา AI Agent ต่อเนื่องจากการเปิดตัว Claude Cowork เมื่อเดือนก่อน รวมถึงความสำเร็จของ Claude Code (เครื่องมือช่วยเขียนโค้ด) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แม้แต่ในหมู่พนักงานของ Microsoft ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงที่มีฟีเจอร์ AI สำหรับออฟฟิศของตัวเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ การเปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอย่าง Claude Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ยังช่วยเสริมเขี้ยวเล็บให้ AI มีความฉลาดในการนำทางข้อมูลใน Spreadsheet และจัดการงานหลายขั้นตอนที่มีความซับซ้อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ฟีเจอร์ใหม่ของ Claude Cowork เริ่มเปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา โดยยังคงอยู่ในช่วง Research Preview ซึ่งจำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้งานแบบชำระเงินในแพ็กเกจ Pro, Max, Team และ Enterprise เท่านั้น

ที่อยู่

Bangna
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์:

ทางลัด

แชร์