16/06/2016
คุณประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆที่มีในน้ำแร่อิชิฟูจิ
ประโยชน์ของวาเนเดียม Vanadium
ธาตุวาเนเดียมช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
วาเนดิลซัลเฟต (Vanadyl sulfate) แพทย์ทางเลือกได้นำมาใช้ ในการรักษาโรคเบาหวาน
ช่วยควบคุมภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ช่วยให้สารอาหารสามารถเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้นและช่วยเพิ่มพลังงาน
วาเนเดียมช่วยขัดขวางการก่อตัวของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
แร่ธาตุวาเนเดียมมีความจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน
วาเนดิลซัลเฟตมีจำหน่ายในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม นักเพาะกายเชื่อว่ามันจะช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อในร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงและช่วยให้ได้รูปทรงที่สวยงาม โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทานสำหรับการเพาะกายก็คือ 10 มิลลิกรัม โดยรับประทานก่อนออกกำลังกายประมาณครึ่งชั่วโมง
ประโยชน์ของโซเดียม Natrium
โซเดียมช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียจากความร้อนหรือลมแดดได้
โซเดียม จะช่วยให้แคลเซียม และแร่ธาตุอื่น ๆ สามารถละลายในเลือดได้
ประโยชน์ของโพแทสเซียม Kalium
โพแทสเซียมช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกายและช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ
ช่วยลดความดันโลหิต
ช่วยรักษาภูมิแพ้
ช่วยให้มีสติปัญญา จิตใจร่าเริงแจ่มใสได้ โดยการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง
ช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย
แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่น ๆ แคลเซียมและฟอสฟอรัส จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดนอัตราส่วนของแคลเซียมเท่ากับ 2 : 1 ของฟอสฟอรัส และแคลเซียมและแมกนีเซียม จะทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพที่ดีหัวใจและเส้นเลือด
โดย 20% ของแคลเซียมในกระดูกของวัยผู้ใหญ่ จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ทุกปี นอกจากนี้ร่างกายจำเป็นต้องมี วิตามินดี ที่เพียงพอ แคลเซียมจึงจะดูดซึมได้ดี -โดยวิตามินรวมและแร่ธาตุในอาหารเสริมที่มีคุณภาพส่วนมากจะมีแคลเซียมอยู่ด้วย
แหล่งที่พบแคลเซียมตามธรรมชาติ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ชีส เต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแห้ง วอลนัท เมล็ดทานตะวัน ผักเคล บรอกโคลี กำหล่ำใบเขียว ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน เป็นต้น
ผลเสียของการรับประทานแคลเซียมมากเกินขนาด หากรับประทานมากกว่า 2,500 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ มีอาการท้องผูก และเพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไตและการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ โดยศัตรูของแคลเซียม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมัน อาหารที่มีกรดออกซาลิก (เช่นช็อกโกแลต ผักขม ผักบีต) และกรดไฟติก ในปริมาณมากจะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกาย
คำแนะนำในการรับประทานแคลเซียม
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานสำหรับผู้ใหญ่ต่อวันคือ 1,200 มิลลิกรัม สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรอยู่ที่ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัม และสำหรับผู้สูงอายุวันละ 1,500 มิลลิกรัม
แคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมมีจำหน่ายแบบเม็ดขนาดตั้งแต่ 250 – 500 มิลลิกรัม รูปแบบของแคลเซียมที่ดีที่สุดคือ ไฮดร็อกซีอะพาไทต์ , แคลเซียมซิเทรต , แคลเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต (ซึ่งแคลเซียมซิเทรตให้ปริมาณแคลเซียมมากที่สุด โดยมีวางจำหน่ายในรูปแบบเคี้ยวในรสชาติต่าง ๆ และแบบเม็ดที่ละลายได้ในน้ำ)
แคลเซียมกลูโคเนต (แบบมังสวิรัติ) หรือ แคลเซียมแล็กเทต (อนุพันธ์ของแล็กโทส) เป็นอาหารเสริมที่ไม่มีตะกั่วเจื่อปน และดูดซึมได้ง่าย โดยกลูโคเนตจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าแล็กเทต
อักษรย่อบนฉลากอาหารเสริม USP (U.S. Phamacopeia) มีไว้เพื่อบ่งบอกว่าอาหารเสริมชนิดนั้นได้ผ่านมาตฐานการตรวจสอบว่าสามารถละลายได้หมดภายใน 30 นาที
การรับประทานแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียม ควรมีแคลเซียม 2 ส่วนต่อแมกนีเซียม 1 ส่วน
หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะ อาจทำให้ประสิทธิภาพของแคลเซียมในอาหารเสริมลดลง
หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง การรับประทานแคลเซียมเสริมสามารถช่วยได้
ผู้ที่ปวดท้องประจำเดือน หากรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยบรรเทาอาการได้
การเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ ก็ได้รับแคลเซียมเช่นกัน
หากรับประทานแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ต่อวัน แล้วพบว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ควรจะหาน้ำแครนเบอร์รี่มาดื่มด้วย เพราะสามารถป้องกันไม่ให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการติดเชื้อเกาะที่ผนังเซลล์ของทางเดินปัสสาวะได้
วัยรุ่นที่มีอาการเจ็บกระดูกซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโต การรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยให้อาการดีขึ้น
การรับประทานแคลเซียมเสริมในปริมาณมากทุกวันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของไขมันที่รับประทานเข้าไปได้
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทำให้ร่างกายใช้แคลเซียมมากขึ้น ควรรับประทานแคลเซียมซิเทรตในปริมาณ 1,500 มิลลิกรัม
การดื่มน้ำอัดลมมาก ร่างกายจะสูญเสียแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
แคลเซียมจะทำงานร่วมกับวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ได้ดีที่สุด
แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดหากรับประทานหลังอาหารและก่อนนอน
หากจะรับประทานแคลเซียมตอนท้องว่าง หรือสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรรับประทานเป็น แคลเซียมซิเทรต และ แคลเซียมไฮดร็อกซีอะพาไทต์ จะดีที่สุด
การรับประทานแคลเซียมชนิดที่แตกตัวได้ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดโทษได้ เช่น ข้อตึง ผนังเส้นเลือดแดงแข็ง
ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเกิน 500 มิลลิกรัม ได้ในมื้อเดียว ดังนั้นควรแบ่งรับประทานออกเป็นมื้อ ๆ
ร่างกายจะต้องการแคลเซียมมากขึ้น หากคุณนอนอยู่บนเตียงตลอดมากกว่า 1 สัปดาห์
การรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริมกันก่อนเข้านอน จะช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
Magnesium
แมกนีเซียม (Magnesium) มีความสำคัญต่อการเผาผลาญของ แคลเซียม และ วิตามินซี เช่นเดียวกับฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม โดยแมกนีเซียมมีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก. หรือ mg.)
มีความสำคัญต่อการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นแร่ธาตุที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ และส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในเลือกให้เป็นพลังงาน โดยในร่างกายมนุษย์จะมีแมกนีเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21 กรัม หรือ 21,000 มิลลิกรัม
แหล่งที่พบแมกนีเซียมได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ อาหารจำพวกปลาและหอย ถั่ว อัลมอนด์ เมล็ดธัญพืช ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี มะเดื่อฝรั่ง ผักสีเขียวเข้ม กล้วย เป็นต้น
หากร่างกายขาดแมกนีเซียม จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันป้องกันโรคต่าง ๆของร่างกายจะลดลง ระบบกล้ามเนื้อและระบบย่อยอาหารอาจทำงานผิดปกติ ระบบประสาทบางส่วนอาจถูกทำลาย กระดูกอ่อนจนร่างกายรับน้ำหนักไม่ไหว ร่างกายจะเก็บสะสมพลังงานไว้ไม่ได้ โดยศัตรูของแมกนีเซียม ได้แก่ แอลกอฮอล์ และยาขับปัสสาวะ นอกจากนี้คนที่ผิวแพ้ง่ายมักจะขาดแมกนีเซียม เนื่องจากแมกนีเซียมน้อยเกินไปจะทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ที่ไม่ดี การสร้างเกราะป้องกันผิวก็แย่ตามไปด้วย
แมกนีเซียมยังจำเป็นสำหรับการพัฒนาเซลล์ให้เปลี่ยนเป็นเซลล์ชั้นขี้ไคลด้วยและยังช่วยลดการหลังของฮีสตามีน ที่เป็นสาเหตุของอาหารคันของผิวหนังด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ช่วยรักษาอาการซึมเศร้า ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ช่วยทำให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยทำให้ฟันแข็งแรง และยังช่วยบรรเทาอาการปวดประจเดือนอีกด้วย
ประโยชน์ของแมกนีเซียม
ธาตุแมกนีเซียม
ช่วยในการเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้
ป้องกันการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
ช่วยทำให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคหัวใจเฉียบพลัน
ช่วยลดความรุนแรงของการเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Anginapain)
ช่วยให้สุขภาพฟันแข็งแรง
ช่วยป้องกันการคลอดบุตรก่อนครบกำหนด
ช่วยบรรเทาอาการปวดก่อนมีประจำเดือน (PMS)
ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยในกระเพาะ
ช่วยป้องกันการสะสมตัวของแคลเซียม นิ่วในไต และนิ้วในถุงน้ำดีได้
เมื่อทำงานร่วมกับแคลเซียม จะทำงานคล้ายยาสงบประสาท บรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน
ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
มีส่วนช่วยในการป้องกันและรักษาโรคหืดหอบ
ความกระด้างในน้ำ Hardness
ความกระด้างไม่มีผลเชิงลบต่อสุขภาพ การดื่มน้ำที่มีความกระด้างเท่ากับดื่มน้ำที่มีแคลเซียม และแมกนีเซียมปนอยู่ด้วยซึ่งธาตุทั้งสองนี้มีผลต่อสุขภาพ ดังนี้
แคลเซียม
• ช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ
การขาดแคลเซียมหัวใจจะทำงานไม่ปกติ อาจเกิดโรคหัวใจได้
• เป็นตัวเร่ง(Co-Factor)การทำงานของเอนไซม์หลายชนิด
ในร่างกายมนุษย์เช่นการสร้าง DNA เป็นต้น
• ช่วยรักษาสมดุลด่างในร่างกาย
• ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
แมกนีเซียม
• ช่วยในการคลายตัวของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งต้องทำงานร่วมกับแคลเซียม
• เป็นตัวเร่ง(Co-Factor)ให้กับเอนไซม์ ซึ่งมีหน้าที่เผาผลาญ อาหาร แป้ง น้ำตาล และไขมัน
• เป็นองค์ประกอบของเลซิติน(Lecitin) ป้องกันไม่ให้คลอ เลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
ป้องกันการเกิดนิ่วเนื่องจากการจับตัวของแคลเซียมออก ซาเลต (Calcium Oxalate) ในไตและในถุงน้ำดี
pH คือ
pH (พีเอช) เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดจากปฏิกิริยาของอิออนของไฮโดรเจน (H+) สามารถทดสอบได้หลายวิธี โดยวิธีที่นิยมและง่ายสุดคือทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสจากการเปลี่ยนสี
สำหรับตัวเลขที่แสดงค่าพีเอช ถ้ามีค่าเท่ากับ 7 แสดงว่าสารนั้นเป็นกลางไม่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบส ถ้ามีค่าน้อยกว่า 7 แสดงว่าเป็นกรด และถ้ามากกว่า 7 แสดงว่าเป็นเบส
pH (พี เอช) หมายถึง หน่วยวัดค่าความเป็น กรด-ด่าง ซึ่งมีช่วงตั้งแต่ ๐-๑๔ คือ ถ้าความเป็นกรดในอาหารสูงมาก ค่า pH = ๐ แต่ถ้าความเป็นด่างสูงมาก ค่า pH = ๑๔ หรือถ้าเป็นกลาง ไม่เป็นกรด ไม่เป็นด่าง ค่า pH = ๗
น้ำด่างมีคุณประโยชน์ที่ดีกว่าน้ำปกติหรือน้ำที่มีค่า pH เป็นกลาง นั้นเป็นความจริง ด้วยที่น้ำด่างมีค่าความเป็นด่างทำให้เวลาดื่มน้ำด่างเข้าไปนั้น ร่างกายจะปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้อย่างพอดี ดังนั้นเมื่อร่างกายปรับสภาพให้เป็นด่างแบบอ่อน ๆ โอกาสที่เซลล์มะเร็งจะเติบโตจึงมีน้อย (เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีในสภาพร่างกายที่เป็นกรด) การตรวจดูสภาพความเป็นกรดด่างของร่างกายให้ตรวจดูจากปัสสาวะที่เราขับถ่ายออกมา ถ้าสีใสไม่มีกลิ่นแสดงว่าปัสสาวะที่ขับออกมามีค่าความเป็นด่าง แต่ถ้าปัสสาวะสีเข้มมีกลิ่นเหม็นแสดงว่ามีความเป็นกรดสูง และนี่เองคือเหตุผลที่ว่าเวลาคุณเข้าไปรับการตรวจร่างกายจะต้องมีการตรวจปัสสาวะด้วยทุกครั้ง