ฟาร์มาชอพ PharmaShop

ฟาร์มาชอพ PharmaShop ให้คำปรึกษาด้านยา และสุขภาพ โดยเภสัชกร

09/06/2026

ประกาศ!!
ตอนนี้ระบบโควต้ากลับมาอีกแล้ว
เปิดรอบ 06.00 , 12.00 , 17.00 ครับ

27/05/2026

"เภสัชกร" คำง่ายๆแต่ความหมายสุดลึกล้ำ เอ๊ยยย ไม่เล่นสิ 555

เภสัชกรในโรงพยาบาล มีหน้าที่สำคัญในการดูแลเรื่องยา
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด
โดยทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล และทีมสหสาขาวิชาชีพ

หน้าที่ของเภสัชกร ก่อนที่จะได้หยิบยาไปให้ถึงผู้ป่วยแต่ละราย
มีรายละเอียดมากมาย ก่อนที่เราจะส่งมอบยาอกไป

1. ตรวจสอบความถูกต้องของใบสั่งยา
ตรวจสอบชื่อผู้ป่วย อายุ น้ำหนัก และประวัติการแพ้ยา

ตรวจสอบว่ายาที่แพทย์สั่งเหมาะสมกับโรคและสภาวะของผู้ป่วยหรือไม่

ตรวจสอบขนาดยา วิธีใช้ยา และระยะเวลาการใช้ยาให้ถูกต้อง

2. จัดเตรียมและจ่ายยา
จัดยาให้ครบถ้วน ถูกชนิด ถูกขนาด และถูกจำนวน

จัดทำฉลากยาให้ชัดเจน อ่านง่าย

ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนส่งมอบให้ผู้ป่วย

3. ให้คำแนะนำการใช้ยา
อธิบายวิธีใช้ยาอย่างถูกต้อง

แนะนำข้อควรระวัง อาการไม่พึงประสงค์ และการเก็บรักษายา

ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับยาแก่ผู้ป่วยและญาติ

4. เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านยา
ตรวจสอบการแพ้ยาและปฏิกิริยาระหว่างยา

เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยา

ป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication Error)

5. ดูแลการใช้ยาในผู้ป่วยเฉพาะทาง
เช่น

ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน

6. บริหารจัดการระบบยาในโรงพยาบาล
ควบคุมคุณภาพและการจัดเก็บยา

ตรวจสอบวันหมดอายุของยา

วางแผนสำรองยาให้เพียงพอสำหรับผู้ป่วย

7. ร่วมดูแลรักษากับทีมสหวิชาชีพ
เภสัชกรทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วย

“เภสัชกรไม่ได้มีหน้าที่แค่จ่ายยา
แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยา
ที่ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”

ยาทาสิวยี่ห้อ Benzac 5% และ Benzac 2.5% ความแรงมีผลต่อการรักษาหรือไม่?
25/05/2026

ยาทาสิวยี่ห้อ Benzac 5% และ Benzac 2.5% ความแรงมีผลต่อการรักษาหรือไม่?

Benzoyl peroxide 2.5% vs 5%
ความเข้มข้นที่สูงกว่า ได้ผลดีกว่าจริงไหม?

Benzoyl peroxide หรือ BPO เป็นยาทาสิวที่ใช้กันมานาน และพบได้หลายรูปแบบ เช่น เจล ครีม โลชัน โฟม คลีนเซอร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผสมร่วมกับยารักษาสิวชนิดอื่น ความเข้มข้นที่พบบ่อย ได้แก่ 2.5%, 5% และ 10%

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ถ้า benzoyl peroxide 5% มีความเข้มข้นสูงกว่า 2.5% แล้วจะให้ผลดีกว่าหรือทำให้สิวดีขึ้นเร็วกว่าเสมอหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไป

สำหรับสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หลักฐานทางคลินิกไม่ได้ชี้ชัดว่า benzoyl peroxide 5% ให้ผลดีกว่า 2.5% อย่างมีนัยสำคัญในทุกกรณี ขณะเดียวกัน ความเข้มข้นที่สูงขึ้นอาจเพิ่มโอกาสเกิดการระคายเคืองในบางคน เช่น ผิวแห้ง แดง ลอก แสบ หรือคัน โดยเฉพาะเมื่อใช้บนใบหน้า ใช้บ่อยเกินไป หรือใช้ร่วมกับยาทาหลายชนิดที่ทำให้ผิวระคายเคือง

กลไกของ benzoyl peroxide คือช่วยลดเชื้อ Cutibacterium acnes ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดสิวอักเสบ โดยออกฤทธิ์ผ่านอนุมูลออกซิเจนที่รบกวนโปรตีนของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังอาจช่วยลดความมันเล็กน้อย และช่วยผลัดเซลล์บริเวณรูขุมขนบางส่วน จึงมีประโยชน์ต่อทั้งสิวอักเสบ และสิวอุดตันบางส่วน

จุดเด่นสำคัญของ benzoyl peroxide คือไม่ใช่ยาปฏิชีวนะทาสิว และยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในลักษณะเดียวกับ topical antibiotics

หลักฐานเปรียบเทียบ benzoyl peroxide 2.5%, 5% และ 10% พบว่า benzoyl peroxide 2.5% มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายาหลอก และให้ผลในการลดสิวอักเสบชนิดตุ่มนูนและตุ่มหนองใกล้เคียงกับ 5% และ 10% ในผู้ป่วยสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่าอาการลอก แดง และแสบร้อนจาก 2.5% น้อยกว่า 10% และใกล้เคียงกับ 5% ขณะที่งานวิจัยในญี่ปุ่นซึ่งติดตามการใช้ 2.5% และ 5% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ รายงานว่า ทั้งสองความเข้มข้นสามารถใช้รักษาสิวได้ และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์โดยรวมใกล้เคียงกัน โดยส่วนใหญ่เป็นระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ benzoyl peroxide 2.5% มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ ผู้ที่มีผิวหน้าแพ้ง่าย หรือผู้ที่กังวลเรื่องการระคายเคือง เพราะหากยาให้ผลใกล้เคียงกัน แต่ใช้ต่อเนื่องได้ง่ายกว่า ผลลัพธ์ในชีวิตจริงอาจดีกว่าการเริ่มด้วยความเข้มข้นสูงแล้วต้องหยุดใช้เพราะผิวแห้ง แสบ หรือลอกมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม benzoyl peroxide 5% อาจเหมาะในบางกรณี เช่น ผู้ที่เคยใช้ 2.5% แล้วทนได้ดี แต่ยังควบคุมสิวได้ไม่เพียงพอ หรือใช้บริเวณผิวที่ทนยาได้มากกว่า เช่น หลัง หน้าอก หรือไหล่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์แบบล้างออก แต่ควรเพิ่มความถี่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และลดความถี่หรือหยุดใช้หากเกิดการระคายเคืองมาก

อาการระคายเคืองจาก benzoyl peroxide ไม่ได้ขึ้นกับเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสูตรตำรับของผลิตภัณฑ์ด้วย เช่น แบบเจลอาจทำให้ผิวแห้งมากกว่าครีม ผลิตภัณฑ์แบบทาทิ้งไว้อาจระคายเคืองมากกว่าแบบล้างออก และบางสูตรอาจมีส่วนผสมที่ช่วยลดการระคายเคืองได้

วิธีใช้เพื่อลดโอกาสระคายเคือง คือเริ่มจากปริมาณน้อย ทาบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิวหรือบริเวณที่มีแนวโน้มเป็นสิว ไม่จำเป็นต้องทาหนา เพราะการทาหนาไม่ได้แปลว่าจะทำให้สิวดีขึ้นเร็วกว่า แต่อาจเพิ่มโอกาสผิวแห้ง แสบ แดง หรือลอกได้

ผู้เริ่มต้นอาจเริ่มใช้วันเว้นวัน หรือวันละครั้ง แล้วค่อยปรับตามความทนของผิว ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่อุดตันร่วมด้วย และหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา ริมฝีปาก ซอกจมูก หรือผิวที่มีแผล

หากใช้ร่วมกับยาทากลุ่ม retinoid เช่น adapalene ควรจัดเวลาใช้ให้เหมาะสม เช่น ใช้ benzoyl peroxide ตอนเช้า และใช้ retinoid ตอนกลางคืน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ผสมตามคำแนะนำ เพราะการใช้ยาทาหลายชนิดร่วมกันอาจเพิ่มโอกาสระคายเคืองได้

อีกเรื่องที่ควรทราบคือ benzoyl peroxide สามารถฟอกสีผ้า ผ้าขนหนู ปลอกหมอน เสื้อผ้า หรือเส้นผมได้ จึงควรระวังหลังทา และล้างมือให้สะอาดหลังใช้

สำหรับสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง สิวลึก สิวเป็นก้อน หรือสิวที่เริ่มทิ้งรอยและแผลเป็น ไม่ควรพึ่งการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของ benzoyl peroxide เพียงอย่างเดียว เพราะแนวทางการรักษาสิวมักให้ความสำคัญกับการใช้ยาหลายกลไกตามชนิดและความรุนแรงของสิว เช่น การใช้ร่วมกับ topical retinoid หรือ topical antibiotic ในบางกรณี และควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือเภสัชกรหากสิวรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น

ประเด็นความปลอดภัยล่าสุดที่มีการพูดถึง คือเรื่อง benzene contamination ในผลิตภัณฑ์ที่มี benzoyl peroxide โดย FDA รายงานในปี 2025 ว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ตรวจมี benzene ในระดับตรวจไม่พบหรือระดับต่ำมาก แต่มีบางรายการที่พบระดับสูงและมีการเรียกคืนในระดับร้านค้าปลีก

ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยง benzoyl peroxide ทุกกรณี แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หมดอายุ ไม่เก็บไว้ในที่ร้อนจัด เช่น ในรถยนต์ และควรเก็บตามคำแนะนำบนฉลาก โดยทั่วไปคือที่อุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่า

สรุปคือ benzoyl peroxide 5% ไม่ได้แปลว่าดีกว่า 2.5% เสมอไป โดยเฉพาะในสิวอักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลางบนใบหน้า การเริ่มที่ 2.5% มักเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เพราะมีหลักฐานว่าสามารถช่วยลดสิวอักเสบได้ และอาจทนต่อยาได้ง่ายกว่าในหลายคน

ส่วน 5% อาจพิจารณาใช้ในบางกรณีที่ผิวทนได้ดี ใช้บริเวณลำตัว หรือใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร แต่ไม่ควรมองว่าความเข้มข้นสูงที่สุดคือทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป

การรักษาสิวที่ดีควรพิจารณาจากชนิดของสิว ความรุนแรงของสิว สภาพผิว ความสม่ำเสมอในการใช้ยา และการลดผลข้างเคียง เพื่อให้สามารถใช้ยาได้ต่อเนื่องอย่างเหมาะสม

เมื่อโดนตะขาบกัด ต้องดูแลอย่างไร
21/05/2026

เมื่อโดนตะขาบกัด ต้องดูแลอย่างไร

โดนตะขาบกัดต้องใช้ยาอะไรบ้าง? แนวทางดูแลและตัวอย่างขนาดยา

บทความนี้เป็นข้อมูลทางการแพทย์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่ใบสั่งยาเฉพาะบุคคล

- ภาพรวมทางการแพทย์
การถูกตะขาบกัดมักทำให้เกิดอาการปวด แดง บวม ร้อน หรือชาบริเวณที่ถูกกัด โดยอาการส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เฉพาะตำแหน่งและสามารถดีขึ้นได้เองตามเวลา อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อของแผล เนื้อตาย กล้ามเนื้อสลาย ภาวะหัวใจขาดเลือด หรือ anaphylaxis แม้จะพบไม่บ่อย
ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษจำเพาะสำหรับพิษตะขาบ การรักษาหลักจึงเน้นการดูแลตามอาการ ได้แก่ การทำความสะอาดแผล การบรรเทาอาการปวด การประเมินวัคซีนบาดทะยัก และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
ข้อมูลจากผู้ป่วยตะขาบกัดในฮ่องกงจำนวน 46 ราย พบว่าอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดบริเวณแผล แดง บวม และชา ขณะที่อาการทางระบบ เช่น เจ็บหน้าอก ใจสั่น อาเจียน เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะ พบได้บางส่วน โดยแนวทางรักษาที่ใช้บ่อยคือยาแก้ปวด ยาต้านฮิสตามีน และการดูแลตามอาการ

- การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ควรล้างบริเวณที่ถูกกัดด้วยสบู่และน้ำสะอาดปริมาณมาก หลีกเลี่ยงการล้างด้วยแอลกอฮอล์โดยตรง จากนั้นสามารถประคบเย็นโดยใช้น้ำแข็งห่อผ้า เช่น ประคบ 10 นาที และพัก 10 นาที สลับกันเพื่อลดอาการปวดและบวม
ควรรีบไปโรงพยาบาลหรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 หากมีอาการต่อไปนี้
* หายใจลำบาก
* แน่นหน้าอก
* หน้ามืดหรือหมดสติ
* หน้า ปาก หรือคอบวม
* ผื่นลมพิษทั่วตัว
* ใจสั่นรุนแรง
* ปวดมากผิดปกติ
* แผลบวมแดงลุกลามเร็ว
* มีหนองหรือไข้
* แผลมีสีดำคล้ำ
* ถูกกัดบริเวณตา ปาก หรืออวัยวะเพศ
* ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ

- ยาที่ใช้บ่อยและตัวอย่างขนาดยา
# พาราเซตามอล (Paracetamol / Acetaminophen)
ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง
ตัวอย่างขนาดยาในผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นอายุ ≥13 ปี และน้ำหนัก ≥50 กก.
* 650 มก. ทุก 4 ชั่วโมง หรือ
* 1,000 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ
* ไม่ควรเกิน 4,000 มก./วัน

# ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
เหมาะสำหรับอาการปวดร่วมกับการอักเสบหรือบวม
ตัวอย่างขนาดยาในผู้ใหญ่และวัยรุ่น
* 200–400 มก. ทุก 4–6 ชั่วโมงตามอาการ
* การใช้ด้วยตนเองไม่ควรเกิน 1,200 มก./วัน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
กรณีคำนวณตามน้ำหนักในเด็ก
* 5–10 มก./กก./ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง
* ไม่เกิน 40 มก./กก./วัน
แนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร โรคไต ภาวะเลือดออกง่าย หรือมีประวัติแพ้ NSAIDs

# ยาต้านฮิสตามีน เช่น Cetirizine
ใช้ในกรณีมีอาการคัน ผื่น หรือบวมจากปฏิกิริยาแพ้เฉพาะที่
ตัวอย่างขนาดยา
* ผู้ใหญ่: 10 มก. วันละครั้ง
* เด็กอายุ 6–12 ปี: 5–10 มก./วัน ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการคันและผื่น แต่ไม่ใช่ยาหลักในการรักษา anaphylaxis และอาจทำให้ง่วงได้ในบางราย

# Hydrocortisone 1% cream
ใช้ในกรณีมีผื่นอักเสบหรือคันเฉพาะที่ โดยผิวหนังต้องไม่มีแผลเปิด
วิธีใช้
* ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง
* ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 7 วัน หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ไม่ควรทาบริเวณแผลเปิด แผลติดเชื้อ หรือรอบดวงตา

# ยาชาเฉพาะที่หรือยาแก้ปวดเพิ่มเติม
ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง อาจต้องได้รับยาชาเฉพาะที่หรือยาแก้ปวดชนิดอื่นภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรฉีดยาชาด้วยตนเอง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายจากพิษของยา การแพ้ยา หรือการติดเชื้อได้

# จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยไม่มีข้อบ่งชี้ เนื่องจากการติดเชื้อหลังตะขาบกัดพบได้ไม่บ่อย หากแผลได้รับการทำความสะอาดและดูแลอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการที่สงสัยการติดเชื้อ เช่น
* แดงบวมลุกลาม
* ปวดมากขึ้น
* มีหนอง
* มีไข้
* มีเส้นแดงลามจากแผล
* สงสัย cellulitis
ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ ซึ่งอาจพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม
ตัวอย่างขนาดยาที่ใช้ใน cellulitis แบบไม่รุนแรงในผู้ใหญ่ ได้แก่
* Cephalexin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง
* Dicloxacillin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง
การใช้ยาในเด็กหรือผู้มีโรคประจำตัวจำเป็นต้องปรับตามน้ำหนักตัว การทำงานของไต และประวัติการแพ้ยา

- ความสำคัญของวัคซีนบาดทะยัก
แผลจากตะขาบกัดถือเป็นแผลเจาะที่อาจมีความเสี่ยงต่อบาดทะยัก จึงควรประเมินประวัติการได้รับวัคซีน
โดยทั่วไป
* หากได้รับวัคซีนครบและเข็มล่าสุดไม่เกิน 5 ปี มักไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้น
* หากเป็นแผลสกปรกหรือแผลเจาะ และเข็มล่าสุดเกิน 5 ปี อาจต้องพิจารณาฉีดกระตุ้น
* หากประวัติวัคซีนไม่ชัดเจนหรือได้รับไม่ครบ อาจต้องประเมินเพิ่มเติมโดยบุคลากรทางการแพทย์

- หากเกิดอาการแพ้รุนแรง
หากมีอาการเข้าข่าย anaphylaxis เช่น
* หายใจลำบาก
* เสียงแหบ
* คอบวม
* ความดันต่ำ
* หน้ามืด
* ผื่นลมพิษทั่วตัวร่วมกับอาการระบบอื่น
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ จำเป็นต้องได้รับ epinephrine/adrenaline ฉีดเข้ากล้ามโดยเร็วภายใต้การดูแลในสถานพยาบาล

- สรุป
การรักษาตะขาบกัดส่วนใหญ่เน้นการดูแลตามอาการ ได้แก่ การล้างแผล การประคบเย็น การใช้ยาแก้ปวด และการใช้ยาแก้คันเมื่อจำเป็น ควรประเมินความเสี่ยงบาดทะยักร่วมด้วย และไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีข้อบ่งชี้
หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม เจ็บหน้าอก แผลลุกลามเร็ว หรือมีอาการผิดปกติทางระบบ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

รังแครักษาได้
19/05/2026

รังแครักษาได้

รังแคเยอะ ใช้อะไรช่วยให้รังแคลดลงได้บ้าง?

รังแคเป็นภาวะที่พบขุยสีขาวหรือเหลืองบนหนังศีรษะ อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ สาเหตุเกี่ยวข้องได้ทั้งหนังศีรษะมัน การระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม หรือโรคผิวหนังบางชนิด โดยในผู้ที่มีอาการเป็นมากหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย อาจสัมพันธ์กับภาวะ seborrheic dermatitis ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบของหนังศีรษะและยีสต์ธรรมชาติบนผิวหนังชื่อ Malassezia

รังแคส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ แต่บางรายอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จึงอาจต้องใช้แชมพูยาต่อเนื่องแบบเว้นระยะเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ และไม่สามารถรับประกันการหายขาดถาวรได้ในทุกคน

- หลักการรักษา
การรักษาหลักคือการใช้แชมพูขจัดรังแคหรือแชมพูยา โดยควรให้ตัวยาสัมผัสหนังศีรษะตามเวลาที่แนะนำก่อนล้างออก ไม่ควรรีบล้างทันทีหลังฟอกผม สารออกฤทธิ์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ ketoconazole, selenium sulfide, zinc pyrithione, salicylic acid, sulfur, coal tar และ ciclopirox หากใช้แชมพูชนิดเดียวแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาสลับกลุ่มตัวยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

- ตัวอย่างตัวยาที่ใช้บ่อย

# Ketoconazole shampoo 2%
ใช้ชโลมบนหนังศีรษะที่เปียก ฟอกให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 3–5 นาทีแล้วล้างออก โดยทั่วไปใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง นานประมาณ 2–4 สัปดาห์ หลังอาการดีขึ้นอาจลดเหลือทุก 1–2 สัปดาห์เพื่อควบคุมอาการ เหมาะในผู้ที่มีรังแคมาก คัน หรือสงสัย seborrheic dermatitis

# Selenium sulfide 1%
ใช้ในปริมาณพอคลุมหนังศีรษะ ฟอกนวดทิ้งไว้ประมาณ 3–5 นาทีแล้วล้างออก มักใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการเข้าตา และไม่ควรใช้บนผิวหนังที่แตก แดง อักเสบ หรือมีแผล

# Selenium sulfide 2.5% lotion/shampoo
ใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงแรก แล้วค่อยลดความถี่ลงหลังอาการดีขึ้น อาจทำให้หนังศีรษะหรือเส้นผมแห้ง มันผิดปกติ หรือระคายเคืองได้ในบางราย

# Ciclopirox shampoo 1%
ใช้ประมาณ 5 mL หรือประมาณ 1 ช้อนชา หากผมยาวอาจใช้มากขึ้น ฟอกทิ้งไว้ประมาณ 3 นาทีแล้วล้างออก มักใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง นานประมาณ 4 สัปดาห์ โดยเว้นระยะอย่างน้อย 3 วันระหว่างการใช้แต่ละครั้ง เป็นยาต้านเชื้อราแบบใช้ภายนอกที่ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

# Zinc pyrithione 1%
ใช้เป็นแชมพูขจัดรังแค โดยฟอกให้สัมผัสหนังศีรษะก่อนล้างออก มักใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน หรือใช้ตามฉลาก เหมาะกับรังแคทั่วไป และอาจสลับใช้กับ ketoconazole หรือ selenium sulfide ได้

# Salicylic acid / coal tar shampoo
ใช้ฟอกหนังศีรษะและทิ้งไว้ตามเวลาที่ระบุบนฉลาก บางผลิตภัณฑ์แนะนำให้ทิ้งไว้ประมาณ 5–10 นาทีก่อนล้างออก มักใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน โดย salicylic acid ช่วยลดขุยหนา ส่วน coal tar อาจทำให้หนังศีรษะไวต่อแสงแดดมากขึ้น

- ตัวอย่างแนวทางการใช้แชมพูยา
ในผู้ที่มีรังแคมาก คัน หนังศีรษะมัน หรือมีขุยกลับมาเป็นซ้ำ อาจเริ่มด้วย ketoconazole shampoo 2% สัปดาห์ละ 2 ครั้ง นานประมาณ 2–4 สัปดาห์ โดยฟอกทิ้งไว้ 3–5 นาทีแล้วล้างออก หลังอาการดีขึ้นอาจใช้ต่อแบบเว้นระยะเพื่อควบคุมอาการ หากยังมีขุยหรือหนังศีรษะมันมาก อาจสลับใช้ selenium sulfide หรือ zinc pyrithione ในคนละวันได้

ไม่ควรใช้แชมพูหลายชนิดพร้อมกันในวันเดียวมากเกินไป เพราะอาจทำให้หนังศีรษะแห้งหรือระคายเคืองได้

วันที่ไม่ได้ใช้แชมพูยา สามารถใช้แชมพูอ่อนโยนทั่วไปได้ตามปกติ โดยผู้ที่หนังศีรษะมันอาจต้องสระผมบ่อยขึ้น ส่วนผู้ที่ผมแห้งหรือผมหยิก ควรเน้นให้ตัวยาสัมผัสบริเวณหนังศีรษะมากกว่าปลายผม เนื่องจากแชมพูยาบางชนิดอาจทำให้เส้นผมแห้งได้

- ข้อควรระวัง
แชมพูยาส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอก ควรหลีกเลี่ยงการเข้าตาและไม่ควรกลืน หากใช้แล้วมีอาการแสบ แดง คันมากขึ้น ผื่นขึ้น หรือผมร่วงผิดปกติ ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ไม่ควรซื้อยากินต้านเชื้อรา ยาสเตียรอยด์ชนิดแรง หรือยาบางชนิด เช่น isotretinoin มาใช้เองเพื่อรักษารังแค เนื่องจากจำเป็นต้องได้รับการประเมินข้อบ่งใช้ ข้อห้ามใช้ และผลข้างเคียงโดยแพทย์ก่อน

- เมื่อใดควรพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากใช้แชมพูยาอย่างเหมาะสมประมาณ 4 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติร่วม เช่น ผื่นแดงมาก ปวด แสบ มีน้ำเหลืองหรือหนอง ผมร่วงเป็นหย่อม สะเก็ดหนาเป็นแผ่น หรือมีขุยลามไปบริเวณคิ้ว ใบหน้า หู หรือหน้าอก เพราะอาจไม่ใช่รังแคทั่วไป แต่อาจเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่นได้

- สรุป
รังแคสามารถดูแลได้ด้วยการใช้แชมพูยาที่เหมาะสม เช่น ketoconazole, selenium sulfide, zinc pyrithione, ciclopirox, salicylic acid หรือ coal tar โดยควรใช้ให้สัมผัสหนังศีรษะตามเวลาที่แนะนำและใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ หลังอาการดีขึ้นอาจใช้แบบเว้นระยะเพื่อช่วยควบคุมการกลับมาเป็นซ้ำ หากอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลเบื้องต้น ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินเพิ่มเติมครับ

🚨 เมื่อเกิด “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต 6 อาการ”1️⃣ เข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ 🏥2️⃣ ใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตน 🪪3️⃣ รักษา...
17/05/2026

🚨 เมื่อเกิด “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต 6 อาการ”

1️⃣ เข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ 🏥
2️⃣ ใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตน 🪪
3️⃣ รักษาฟรี 72 ชั่วโมงแรก 💙

นี่คือ “สิทธิ UCEP”
สิทธิรักษาฉุกเฉินสำหรับทุกคน ✨

📞 โทร 1669 เมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน

#เจ็บป่วยฉุกเฉิน #1669 #รักษาฟรี72ชั่วโมง

🚨 จำไว้ 3 อย่าง
เมื่อเกิด “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต 6 อาการ”

1️⃣ เข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ 🏥
2️⃣ ใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตน 🪪
3️⃣ รักษาฟรี 72 ชั่วโมงแรก 💙

นี่คือ “สิทธิ UCEP”
สิทธิรักษาฉุกเฉินสำหรับทุกคน ✨

📞 โทร 1669 เมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน

#เจ็บป่วยฉุกเฉิน #1669 #รักษาฟรี72ชั่วโมง

05/05/2026
วิธีย้ายสิทธิหน่วยบริการให้บุคคลในครอบครัวผ่านแอปสปสช 13301. โหลดแอป สปสช 1330 จาก App Store หรือ play store2. สมัครสมาช...
26/04/2026

วิธีย้ายสิทธิหน่วยบริการให้บุคคลในครอบครัวผ่านแอปสปสช 1330
1. โหลดแอป สปสช 1330 จาก App Store หรือ play store
2. สมัครสมาชิกใหม่ สปสช.
3. เลือกเมนู “ ตรวจสอบสิทธิ์ และเปลี่ยนหน่วยบริการ“
4. คลิกไอคอน ซ้ายบนสุด เลือกเมนู “ตรวจสอบสิทธิ์บุคคลในครอบครัว“
5. เลือก เพิ่มคนในครอบครัว
6. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
7. กดค้นหา >> ตรวจสอบข้อมูล และกดบันทึก

ถ้าทำไม่เป็น หรือทำแล้วมีปัญหา ให้มาปรึกษาที่ร้านได้ครับ

ยาแก้แพ้ Cetirizine กินต่อเนื่องได้นานขนาดไหน?
26/04/2026

ยาแก้แพ้ Cetirizine กินต่อเนื่องได้นานขนาดไหน?

Cetirizine กินต่อเนื่องได้นานแค่ไหน?

- ประเด็นสำคัญ
Cetirizine ไม่มีระยะเวลาการใช้สูงสุดที่กำหนดตายตัวเหมือนกันในผู้ป่วยทุกราย ระยะเวลาการใช้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการแพ้ ความรุนแรงของอาการ และโรคร่วม หลักการทั่วไปคือใช้ยาเท่าที่จำเป็น หากมีความจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้ทุกวันเป็นระยะเวลาหลายเดือน ควรมีการประเมินความเหมาะสมโดยแพทย์หรือเภสัชกร

- ข้อมูลทั่วไปของยา
Cetirizine เป็นยาในกลุ่ม antihistamine ใช้บรรเทาอาการแพ้ เช่น จาม น้ำมูกไหล คันจมูก คันคอ ตาแดง คันตา น้ำตาไหล และใช้รักษาผื่นลมพิษ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งผลของ histamine ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้

- ระยะเวลาการใช้ตามลักษณะอาการ
ในกรณีอาการแพ้เฉียบพลัน เช่น การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ชั่วคราวหรือแมลงกัดต่อย อาจใช้ยาเพียงครั้งเดียวหรือในช่วงสั้น 1–2 วันตามอาการ
สำหรับโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล อาจจำเป็นต้องใช้ยาสม่ำเสมอในช่วงที่มีสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่นหรือเกสรพืช
ในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังหรืออาการแพ้ต่อเนื่อง อาจต้องใช้ยาระยะยาวภายใต้การติดตามอาการ โดยแนวทางสากลระบุว่ายา antihistamine ชนิด H1 รุ่นที่ 2 เช่น cetirizine เป็นยาหลัก และแนะนำให้ใช้แบบสม่ำเสมอ ทั้งนี้การปรับขนาดยาสูงกว่าปกติควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

- ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไป
สำหรับยาเม็ด cetirizine ขนาด 10 mg ในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป ใช้วันละ 10 mg วันละครั้ง และไม่ควรเกิน 10 mg ภายใน 24 ชั่วโมง ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงอาจใช้ขนาด 5 mg ได้
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต โรคตับ และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้ยา

- ความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว
Cetirizine จัดเป็น antihistamine รุ่นที่ 2 ซึ่งมีแนวโน้มก่ออาการง่วงน้อยกว่ายารุ่นเดิม โดยทั่วไปสามารถใช้ได้ต่อเนื่องและมีความปลอดภัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามควรใช้เท่าที่จำเป็น เนื่องจากมีรายงานว่าการหยุดยาหลังใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการคันรุนแรงได้ในบางราย แม้พบไม่บ่อย

ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ผู้ที่ใช้ cetirizine หรือ levocetirizine ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะหลายเดือนหรือหลายปี อาจเกิดอาการคันทั่วร่างกายภายในไม่กี่วันหลังหยุดยา จึงควรมีการประเมินความเหมาะสมของการใช้ระยะยาวร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์

- แนวทางการหยุดยา
ในกรณีใช้ยาเป็นระยะสั้นหรือใช้เป็นครั้งคราว สามารถหยุดยาได้เมื่ออาการดีขึ้น
แต่ในผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ควรหยุดหรือปรับขนาดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีอาการคันหลังหยุดยา

- อาการไม่พึงประสงค์
อาการง่วงหรืออ่อนเพลียเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อย นอกจากนี้อาจพบอาการปวดศีรษะ ปากแห้ง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือท้องเสียได้
ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และระมัดระวังการขับขี่ยานพาหนะหรือใช้เครื่องจักร เนื่องจากยาอาจเพิ่มความง่วง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาท

- ข้อควรระวังในการใช้ต่อเนื่อง
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาอย่างต่อเนื่องในกรณีมีโรคไต โรคตับ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ใช้ยากล่อมประสาท หรือมีอาการง่วงผิดปกติ รวมถึงกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาทุกวันเป็นเวลานาน
ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหากมีลมพิษเรื้อรังเกิน 6 สัปดาห์ อาการไม่ชัดเจน อาการแพ้รุนแรง หรืออาการไม่ตอบสนองต่อการรักษา

- สรุป
Cetirizine สามารถใช้ต่อเนื่องได้ตามความจำเป็นของโรค ตั้งแต่การใช้ระยะสั้นในอาการแพ้เฉียบพลัน ไปจนถึงการใช้ระยะยาวในบางภาวะ เช่น ลมพิษเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีการประเมินความจำเป็น โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้ทุกวันเป็นระยะเวลาหลายเดือน และไม่ควรหยุดยาเองในผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะรายบุคคล

ผู้ป่วยฮีทสโตรก ปฐมพยาบาลอย่างไร
21/04/2026

ผู้ป่วยฮีทสโตรก ปฐมพยาบาลอย่างไร

ที่อยู่

31/128 ม. 1 ถนน เอกชัย, บางขุนเทียน, จอมทอง
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 20:00
อังคาร 07:00 - 20:00
พุธ 07:00 - 20:00
พฤหัสบดี 07:00 - 20:00
ศุกร์ 07:00 - 20:00
เสาร์ 07:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฟาร์มาชอพ PharmaShopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์