K.o blood system ดูแลระบบเลือด

K.o blood system ดูแลระบบเลือด K.O Blood System ดูแลระบบเลือด ด้วยสุดยอดสารอ?

K.O Blood System ดูแลระบบเลือด ด้วยสุดยอดสารอาหารทั้ง9ชนิด ช่วยบำรุงเลือด เพิ่มและสร้างการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาว ลดโคเลสเตอรอล และไขมันไม่ให้อุดตันในเส้นเลือด

โรคภูมิเพี้ยน(ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง)    ระบบภูมิต้านทาน ซึ่งมีหน้าที่ไว้ต้านทานโรค ก็คือเอาไว้ต่อสู้กับเชื้อโรค นั่นเอง...
09/10/2017

โรคภูมิเพี้ยน(ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง)

ระบบภูมิต้านทาน ซึ่งมีหน้าที่ไว้ต้านทานโรค ก็คือเอาไว้ต่อสู้กับเชื้อโรค นั่นเอง เวลาเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ระบบภูมิต้านทานจะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ เพื่อทำลายเชื้อ ทำให้เรามีอาการต่างๆ นา ๆ เช่นทางเดินหายใจก็จะเป็นหวัด ถ้าทางผิวหนังก็เป็น ฝี หนอง ทางเดินอาหารก็จะมีภาวะกระเพาะลำไส้อักเสบ เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้ เป็นต้น

เซลล์ของร่างกายก็จะถูกทำลายไป กลุ่มของโรคนี้เราเรียกว่า AUTO-IMMUNE ซึ่งก่อให้เกิดอาการได้หลากหลาย ก่อชื่อโรคประหลาด ๆ อีกหลายชื่อ ตามแต่อาการและอวัยวะที่มันเข้าไปทำลาย เช่น

- โรครูมาตอยด์ ก็จะมีอาการทางข้อ คือ ข้ออักเสบ ปวดข้อ กระดูกข้อต่อถูกทำลาย

- โรค DLE เป็นภาวะภูมิต้านทานไวเกินที่ผิวหนัง

- โรคเอสแอลอีหรือโรคพุ่มพวง เป็นภาวะภูมิต้านทานทำลายตัวเองตลอดทั่วทั้งร่างกาย เช่นที่ไต ก็เข้าไปทำลายหน่วยไต พอไตเป็นรูรั่วโปรตีนก็จะออกมามาก ข้อก็จะเกิดอาการข้ออักเสบคล้ายคนที่เป็นรูมาตอยด์ แต่จะไม่ค่อยทำลายกระดูกเท่า หรือถ้าเป็นที่กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ก็จะมีอาการปวดเมื่อยย้ายไปมา ที่ปอดก็ทำให้ปอดเป็นจุด ที่หัวใจ ที่ระบบประสาทก็เกิดขึ้นได้ ฯลฯ

สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงด้วย 'โกเรจิ้นส์-ดี" ให้คุณปลอดภัยจากโรคร้าย

สอบถามสายด่วน: 061-9746635
หรือรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ที่
https://line.me/R/ti/p/%40dcontacteyes

ข้อมูล: gtfbkk

Product Name : K.O (เค.โอ) อาหารเสริมบำรุงเลือดSize : 600 mg./แคปซูลSuggested :  รับประทานวันละ 1 แคปซูล Product’s Benef...
08/09/2017

Product Name : K.O (เค.โอ) อาหารเสริมบำรุงเลือด
Size : 600 mg./แคปซูล
Suggested : รับประทานวันละ 1 แคปซูล

Product’s Benefit
- ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
- เพิ่มเม็ดเลือดแดงในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล และเพิ่ม growth hormone
- ช่วยบำรุงเลือด
- กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยลดโคเลสเตอรอล, LDL-ไขมันไม่ดีเพิ่ม HDL-ไขมันดี
- เพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

Selling point

- มีการใช้สารสกัดหลากหลายชนิด
- ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงร่างกายไปในตัว

Active Ingredient
1. Krill oil powder จัดอยู่ในกลุ่มโอเมก้า 3 ที่อยู่ใต้ท้องทะเลลึกบริเวณแถบขั้วโลกที่น้ำเย็นจัดและที่ที่กุ้งจิ๋วชนิดนี้ชุมนุมกันคับคั่งที่สุด คริลล์จัดเป็นสัตว์ทะเลในกลุ่มกุ้งและปูใกล้เคียงกลุ่มแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของปลาในทะเลลึก ปลานั้นก็จะมีคุณทางโภชนาการที่สูงมาก นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ได้ค้นพบและพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของคริลออยล์ได้ดังต่อไปนี้
-ต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง
-ลดการอักเสบของไข้ข้อ
-บำรุงสมอง และระบบประสาท
-ป้องกันโรคความจำเสื่อม
-ยกกระชับผิวหนังและกล้ามเนื้อ
-ช่วยให้ระบบการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานของร่างกายตอบสนองได้อย่างปกติ
-ส่งเสริมสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด
-ส่งเสริมการทำงานของสมอง และสุขภาพของสมอง
-ส่งเสริมการทำงานการเคลื่อนไหวของข้อ
-ลดอาการของไขข้ออักเสบรูมาตอยด์
-ลดการปวด และอาการข้อติดขัด
-เพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องร่างกายจากรังสี UV ที่ทำให้ผิวหนังถูกทำลาย
-ส่งเสริมให้ระบบ DHA ในสมองปกติ ส่งเสริมสุขภาพจิตใจ

2. Broccoli extract บร็อคโคลี่เป็นผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามินC และสารอาหารอื่นๆอีกมากมายรวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง
ประโยชน์ของบร็อคโคลี่
1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์
3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งต่อมลูกหมาก
6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้
10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น

3. L-Arginine เป็นสารอาหารที่จำเป็นในเรื่องสุขภาพทางเพศ L-Arginine หากมีปริมาณต่ำจะทำให้ประสิทธิภาพทางเพศและความต้องการทางเพศลดลง เนื่องจาก จะกระตุ้นให้ร่างกายผลิต ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) เพื่อช่วยในเรื่องการขยายตัวของหลอดเลือดช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตเข้าสู่ระบบและปรับปรุงความไวต่อความรู้สึกของเซลล์นอกจากนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น Growth Hormone (HGH) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า L-Arginine ช่วยเพิ่มโกรทฮอร์โมนได้ถึง 300%

4. Spirulina powder สกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล 2 สายพันธุ์ คือ Ascophyllumnodosum and Fucusvesiculosus ใช้วิธี hot water extract ในการสกัด อุดมไปด้วย polyphenol และphlorotanninsลดน้ำหนัก มีผลในการยับยั้ง Alpha-Amylase และ Alpha-Glucosidaseที่ใช้ในการย่อยแป้งและยังมีสาร Fucoidanที่ช่วยชะลอการดุดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ฟื้นฟูตับให้ผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น ลดภาวะการดื้ออินซูลิน

5. Apple extract สารสกัดจากแอปเปิ้ล คุณสมบัติในการลดน้ำหนักอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่มีคุณภาพช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจึงทำให้รู้สึกอิ่มนานและช่วยลดความอยากอาหารนอกจากนั้นยังประกอบด้วยสารไฟโตเคมิคอล "แอ๊ปเปิ้ลโพลีฟีนอล" ซึ่งช่วยลดการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องและรอบเอว (Belly Fat Deposit) และยังมีคุณสมบัติในการล้างพิษนั่นคือมีเส้นใยธรรมชาติที่มีคุณสมบัติดูดซับโคเลสเตอรอลและช่วยในการชะล้างขับถ่ายพิษจากลำไส้เพิ่มการขับออกของโลหะหนักตะกั่วปรอทป้องกันการเกิดอาการเป็นพิษจากสารตะกั่วช่วยดูดซับรังสี ที่เป็นพิษต่อร่างกายป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีสร้างสมดุลน้ำตาลในเลือดลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง

6. Centella asiatica extract สารสกัด ใบบัวบก มีฤทธิ์ในการยับยั้งอนุมูลอิสระลดรอย หมองคล้ำ รอยด่างดำของผิว รอยแดง รอยแผลเป็นต่างๆ ลดอาการบวมช้ำ โดยเฉาะรอยคล้ำใต้ตา จะเลือนหายไปในเวลาอันรวดเร็ว กระตุ้นการสร้าง collagen และ elastin ในชั้นผิวได้ดีเยี่ยมไม่แพ้สารอื่นๆ ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ ช่วยรักษาแผล มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง ฆ่าเชื้อรา ลดการอักเสบของแผล สร้างเซลล์ผิวใหม่ทำให้รอยแผลเป็นมีขนาดเล็กลง ยับยั้งกระบวนการเกิดแผลเป็นชนิดนูน ซึ่งทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและตึงกระชับ ลบริ้วรอยเหี่ยวย่นนอกจากนั้นในใบบัวบกยังมีสารที่เป็นตัวช่วย ในการสมานแผล ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เนื้อเยื่อทำงานได้เต็มที่สมานกันได้ดี และที่สำคัญคือมีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant ที่สูงกว่าวิตามิน E ถึง 5 เท่า

7. Grape seed extract เมล็ดองุ่นนั้นมีประโยชน์กับผิวพรรณเป็นอย่างมาก ซึ่งในองุ่นนั้นมีสารกลุ่มเฟลโวนอยด์ที่พบมากในเมล็ด และเปลือกขององุ่น มีสารเฟลโวนอยด์(Flavonoid) ที่เรียกว่า โปรแอนโธไซยานิดิน สารนี้เมื่อรวมตัวกันจะอยู่ในรูปของ โอริโกเมริค โปรแอนโธไซยานิดิน (Oligomeric proanthocyyanidin) หรือเรียกย่อๆ ว่า OPC มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและมากกว่าวิตามินอีถึง 20 และ 50 เท่าตามลำดับ บางทีเรียกกันว่า ซูเปอร์แอนติออกซิแดนท์ (Superantioxidant) OPC เป็นชื่อย่อของ Oligoneric Proanthocuanidin จัดเป็นสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารสีแดงชื่อแอนโทไซยานิดิน OPC เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่า Antioxidant อื่นๆ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Superantioxidant
ประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
1.) ป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ
2.) ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง
3.) ต้านการอักเสบ
4.) ลดอาการภูมิแพ้
5.) ป้องกันสมองเสื่อม
6.) ป้องกันมะเร็ง
7.) ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
8. Coenzyme Q10 powder Coenzyme Q10 หรือ Co Q10 หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Ubiquinone เป็น สารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสารที่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย เป็นสารสำคัญในการสังเคราะห์ Adenosinetriphosphate (ATP) ซึ่งเปรียบได้กับขุมพลังงานของเซลล์ทั่วร่างกายเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้าย
ประโยชน์ของโคเอนไซม์คิวเทน ดังนี้
-โคเอนไซม์คิวเทนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างพลังงาน มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะถ้าหากร่างกายขาด Coenzyme Q10 เซลล์ในร่างจะหยุดทำงานทันที
-มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง
-Coenzyme Q10 มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินอี ช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ เพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
-ช่วยรักษาโรคเหงือก ชะลอความผิดปกติและการดำเนินของโรคพาร์กินสันได้
-สำหรับผู้สูงอายุหลาย ๆ คนแล้วการรับประทานโคคิว 10 จะทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนมีพลังขึ้นมาทันที
-เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เพราะโคคิว 10 จะไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน และเชื่อว่าสามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคมะเร็งได้

9. Chromium picolinate โครเมียมจะทำงานร่วมกับอินซูลินในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาล ช่วยนำโปรตีนไปยังส่วนต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการใช้ต่อวันสำหรับวัยผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ที่เสี่ยงต่อการขาดแร่ธาตุชนิดนี้จะได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และนักกีฬาโดยร่างกายจะเก็บโครเมียมไว้ในร่างกายได้น้อยลงเมื่อคุณมีอายุมากขึ้น และเกือบ 90% ของผู้ใหญ่โดยทั่วไปยังได้รับโครเมียมไม่เพียงพอต่อร่างกาย ซึ่งการขาดธาตุโครเมียมนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคผนังเส้นเลือดแข็งตัว และโรคเบาหวานได้

#กรีนแอล #ไขมันอุดตัน #ดีท็อกซ์เลือด #ดีท็อกซ์ตับ #ความดัน #เบาหวาน

ไซนัสอักเสบ !!!โพรงอากาศอักเสบ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ไซนัสอักเสบ (อังกฤษ: Sinusitis) เป็นการอักเสบในช่องโพรงอากาศภายในก...
13/08/2017

ไซนัสอักเสบ !!!

โพรงอากาศอักเสบ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ไซนัสอักเสบ (อังกฤษ: Sinusitis) เป็นการอักเสบในช่องโพรงอากาศภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ภายในโพรงอากาศจะมีการสร้างสารมูกจำนวนมาก ผู้ป่วยมักจะมีอาการคัดแน่นจมูก รับประทานอาหารไม่รู้รสชาติ รักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินเพื่อนพูดคำว่า “เป็นไซนัส” บางคนก็บอกว่าตัวเอง “เป็นไซนัส” อีกหลายคนคงยังไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร อันที่จริงแล้ว ไซนัส (Sinus) แปลว่า โพรง ซึ่งหมายถึงที่โล่ง ๆ ไม่มีอะไรบรรจุอยู่ ในที่นี้เราหมายถึงโพรงอากาศที่อยู่รอบ ๆ โพรงจมูกเราทั้งซ้ายและขวา ในคนปกติทั่วไปจะมีอยู่ข้างละ 4 โพรงอากาศ โพรงอากาศนี้เป็นที่โล่ง ๆ ในกะโหลกศีรษะของเรา แต่ละโพรงอากาศก็จะมีรูระบายอากาศตามธรรมชาติ โดยทั่วไปโพรงละ 1 รู ซึ่ง จะระบายเข้าสู่โพรงจมูก เมื่อโพรงไซนัสมีการอักเสบเกิดขึ้นเรียกว่า เป็นไซนัสอักเสบ คนที่รู้จักโรคนี้แล้วคงไม่อยากเรียกยาวๆ ก็เลยเรียกกันย่อๆ ว่าเป็นไซนัส (เป็นที่รู้กัน) นานๆ เข้าคนชักไม่รู้กันก็เลยงง

โพรงไซนัสที่เรามีอยู่นั้นมีชื่อดังนี้คือ ETHMOID SINUS อยู่บริเวณระหว่างตาทั้งสอง ถัดไปคือ MAXILLARY SINUS อยู่บริเวณแก้ม ต่อไปคือ FRONTAL SINUS อยู่ที่หน้าผาก และ สุดท้ายคือ SPHENOID SINUS อยู่ในสุดของรูจมูกและอยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะด้วย ชื่อเรียกโพรงไซนัสเหล่านี้ ฟังแล้วยังไงก็ไม่คุ้นหู แต่มีความหมายในแง่ของอาการที่คนเป็นไซนัสอักเสบจะรู้สึกได้ นอกจากนี้เมื่อเกิดการอักเสบ ชนิดที่รักษาทางยาไม่หายแล้ว ต้องผ่าตัดรักษาก็จะมีวิธีการผ่าตัดไซนัสแต่ละบริเวณไม่เหมือนกัน

ไซนัสอักเสบเกิดได้อย่างไร?

กลไกการเกิดไซนัส/โพรงอากาศข้างจมูกอักเสบ เริ่มจากระยะอักเสบเฉียบพลัน โดยแบคทีเรีย จะก่อให้เกิดการอักเสบ บวม ของเยื่อบุไซนัส และเกิดการบวมตีบตันของรูเปิดจากไซนัสเข้าโพรงจมูก ทำให้มีภาวะออกซิเจนต่ำเกิดขึ้นภายในไซนัส ทำให้มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในภาวะออกซิเจนต่ำ ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่ต่อต้านแบคทีเรีย ยิ่งลดลง จึงส่งผลให้เซลล์ขนไม่ทำงาน และถูกทำลาย การกำจัดสารคัดหลั่งออกจากไซนัส จึงทำได้ยาก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะเกิดเป็นการอักเสบเรื้อรัง เยื่อบุจมูก และเยื่อบุไซนัสจะบวมเรื้อรัง และเกิดเป็นพังผืด กลายเป็นก้อนเนื้อที่เรียกว่า ริดสี ดวงจมูก และ/หรือ ริดสีดวงไซนัสได้ ซึ่งยิ่งก่อให้เกิดการอุดตันของรูเปิดไซนัส และในโพรงไซ นัส ดังนั้นในการรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรัง จึงต้องผ่าตัดเอาริดสีดวงและเยื่อบุที่เสียออก ร่วมกับทำทางระบายสารคัดหลั่งจากไซนัสเข้าโพรงจมูก

อาการของไซนัสอักเสบ

◾จะมีอาการปวดหน่วงๆ ตามจุดไซนัส เช่น หน้าผาก หัวตา โหนกแก้ม หรือรอบๆ กระบอกตา ถ้าเอานิ้วกดหรือ เคาะแรงๆ ตรงไซนัสที่อักเสบก็จะเจ็บ
◾ปวดศีรษะ อาการปวดมักเป็นมากในตอนเช้าหรือบ่าย และเวลาก้มศีรษะ หรือเปลี่ยนท่า
◾มีอาการ ปวดหู หูอื้อ เนื่องจากการอุดตันของท่อยูสเตเชี่ยนทำให้ความดันในไซนัสสูงกว่าอากาศ
◾คัดจมูก และมีน้ำมูกไหล น้ำมูกไหลลงคอ มีการคัดแน่นจมูกหรือหายใจมีกลิ่น

ปรึกษาสุขภาพ/สอบถามเพิ่มเติมฟรี
โทร 061-9746635 คุณก็อป

ไซอาติกา ( Sciatica) เป็นอาการปวดสะโพก ร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง อาการปวดขาอาจลามไปจนถึงเท้า และอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วม...
22/07/2017

ไซอาติกา ( Sciatica) เป็นอาการปวดสะโพก ร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง อาการปวดขาอาจลามไปจนถึงเท้า และอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย อาจเป็นสัญญานของอาการปวดสะโพกที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่บริเวณสะโพก หรือเอวมักพบในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง

อาการปวดสะโพกจะแตกต่างจากรูปแบบอื่นๆของอาการปวดหลัง เพราะส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดเริ่มขึ้นที่

ด้านหลังสะโพก และร้าวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง จะรู้สึกเสียวแปล๊บ ร้อนๆบริเวณที่ปวด อาจปวดตั้งแต่

เล็กน้อย ไปจนถึงปวดขั้นรุนแรง บางรายอาจมีอาการขาชาร่วมด้วย

สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

1. หมอนรองกระดูกเคลื่อน และหมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวด

สะโพกร้าวลงขา ซึ่งมีอาการปวดที่รุนแรงมาก

2. กระดูกสันหลังที่มีเส้นประสาทไขสันหลังตีบ หรือแคบลง พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากในขณะที่เรามีอายุเพิ่ม

มากขึ้น กระดูกจะมีการเสื่อมสภาพตามวัย ทำให้กระดูกตีบ และแคบ สร้างแรงกดดันต่อเส้นประสาท

เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดสะโพกร้าวลงขา โดยเฉพาะเมื่อนั่งนานๆ นั่งหลังค่อมหลังงอ จะทำให้แรงกด

ต่อเส้นประสาทเพิ่มขึ้นมา

3. กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) กระดูกสันหลังชิ้นใดชิ้นหนึ่งมีการเคลื่อนไปข้างหน้า หรือข้างหลัง

มากกว่ากระดูกสันหลังชิ้นอื่นๆ ทำให้เกิดความดันในเส้นประสาท

4. เส้นประสาทมีการยึด หรือรั้ง

5. กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis syndrome) หรือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกอักเสบเรื้อรัง

ทำให้เส้นประสาทติดอยู่ลึงลงไปในสะโพก ทำให้เกิดอาการปวด

6. สาเหตุอื่นๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกหักที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน มักพบในผู้สูงอายุ

7. มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาในระหว่างตั้งครรภ์

8. ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปวดสะโพกร้าวลงขาที่พบไม่บ่อยนัก เช่น เนื้องอก ลิ่มเลือด หรือฝีไปกดทับเส้นประสาท

9. อายุที่มากขึ้น ทำให้กระดูกสันหลังมีความเสื่อมถอยของความแข็งแรงลง เช่น กระดูกพรุน

10. โรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่น โรคข้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม เป็นต้น

11. โรคอ้วน เพราะน้ำหนักที่มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีพุงจะเพิ่มความเครียดให้กระดูกสันหลังมากขึ้น

12. พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานเป็นประจำ โดยเฉพาะการนั่งหลังงอ เป็นปัจจัยเสี่ยง

ต่อการเกิดอาการปวดสะโพกร้าวลงขาและปัญหาอื่นๆ ตามมา

อาการปวดสะโพกร้าวลงขาที่ควรเข้าพบแพทย์

– อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากเริ่มมีอาการผ่านไปหลายวัน และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น

– มีอายุน้อยกว่า 20 ปี และมากกว่า 55 ปี ที่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาเป็นครั้งแรก

– ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือมีประวัติการเป็นมะเร็ง

– ผู้ที่มีการยกของหนักเมื่อก่อนมีอาการไม่นาน หรือมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาร่วมกับอาการหนาวสั่น และมีไข้

– ผู้ป่วยHIV

– ประสบอุบัติเหตุรุนแรง และเกิดอาการปวดอย่างเฉียบพลัน เช่น ตกบันได

– สูญเสียการควบคุมของลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ หรือมีอาการชาในอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย

----------------------------------------------------------------------------------------------

เราจัดชุดสารอาหารที่ฟื้นฟูตรงจุดของอาการ ไว้ให้ท่านแล้ว จะมีชุดทดลอง 15 วัน และ ชุด 1 เดือน

-ชุดทานเพื่อป้องกันบำรุงกระดูก
-ชุดฟื้นฟูข้อเข่าเสื่อม
-ชุดฟื้นฟูหมอนรองกระดูกทับเส้น
-ชุดฟื้นฟูรูมาตอยด์
-ชุดฟื้นฟูเก๊าท์
-ชุดฟื้นฟูกระดูกเสื่อม
-ชุดฟื้นฟูกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท
ฯลฯ

สามารถสั่งซื้อได้จากทางศูนย์ได้เลยครับ มีบริการจัดส่งถึงหน้าบ้าน

สนใจติดต่อคุณก็อป 061-9746635
สั่งทางไลน์ https://line.me/R/ti/p/%40dcontacteyes
ไลน์ (มี@ด้วย)

คุณเคยสังเกตไหม ว่าทำไม???- ปวดศีรษะบ่อย - มึนงง- เบลอ - ท้องอืด- ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่มีสาเหตุ???เพราะร่างกายฟ้องว่ามีส...
20/07/2017

คุณเคยสังเกตไหม ว่าทำไม???
- ปวดศีรษะบ่อย - มึนงง
- เบลอ - ท้องอืด
- ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่มีสาเหตุ???

เพราะร่างกายฟ้องว่ามีสิ่งผิดปกติ!!!

>>>ล้างสารพิษที่หนืดข้น ให้ใสสะอาด
ขนาดรถยนต์วิ่งไม่ถึงหมื่นโล ยังต้องถ่ายน้ำมันเครื่อง
แล้วร่างกายเราละ ใช้มาแล้วกี่ปี???

เริ่มเถอะคะ ดูแลตัวเองง่ายๆ ด้วย K.O ดีท็อกซ์เลือด
สนใจติดต่อสอบถาม 061-9746635 คุณก็อป

หรือทักแชท
m.me/alertide1688

“โรคสมองเสื่อม” เป็นภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อยในวัยผู้สูงอายุอาการเหล่านี้จะค่อยๆ แสดงออกมาและเริ่มรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเ...
13/07/2017

“โรคสมองเสื่อม” เป็นภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อยในวัยผู้สูงอายุ
อาการเหล่านี้จะค่อยๆ แสดงออกมาและเริ่มรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงระดับหนึ่งก็จะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรืออาจจะรุนแรงไปถึงขั้นลืมแม้กระทั่งการเดิน ยืน หรือเคี้ยวอาหาร
เพราะฉะนั้นก่อนที่โรคสมองเสื่อมจะเข้ามาคุกคามชีวิตของเราในอนาคต
ทางที่ดีตอนนี้เราควรบำรุงดูแลร่างกายของเราให้ดีด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ที่เราอยากจะขอแนะนำเพื่อนๆ ดังต่อไปนี้คับ
1.อาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า-3
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าโอเมก้า-3 นั้นมีสรรพคุณช่วยในการบำรุงสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเราจะสามารถพบสารชนิดนี้ได้ในปลาทะเลเสียเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาก็จะเป็นผักและผลไม้ รวมไปถึงเครื่องเทศชนิดต่างๆ ดังนั้นแล้วการป้องกันโรคสมองเสื่อม ให้เราหันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า-3 ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 200 กรัมขึ้นไป ก็จะช่วยให้สมองของเรามีความแข็งแรง กระตุ้นการทำงานและป้องกันการเสื่อมสภาพได้เป็นอย่างดี
2.อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ มีหน้าที่เข้าไปชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองยังคงเป็นปกติ โดยเราจะสามารถพบสารชนิดนี้ได้ในอาหารจำพวกผักและผลไม้เช่น แครอท สตอเบอรี่ แบล็คเบอรี่ รวมไปถึงในเครื่องเทศชนิดต่างๆ ทั้งนี้เราควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน จึงจะป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมได้มีประสิทธิภาพ
3.อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและอี
วิตามินซีและอีเป็นหนึ่งสารอาหารทางเลือกสำหรับการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์สมอง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท พบได้มากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลส้ม ผักกะหล่ำปลี และมะเขือเทศสีดา นอกจากนั้นแล้ววิตามินทั้งสองชนิดนี้ยังช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เกิดการขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยเราควรรับประทานสารอาหารชนิดนี้ในปริมาณเท่าๆ กับสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ต่อวัน
4.อาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต
โฟเลตมีหน้าที่เข้าไปกระตุ้นการทำงานของแอมิโน ตัวช่วยซ่อมแซมเซลล์สมองที่เสียหายให้สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนใหม่ โดยเราจะสามาระพบโฟเลตได้มากในอาหารประเภทข้าวกล้อง ผักโขม และถั่วชนิดต่างๆ รวมไปถึงผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว โดยสามารถรับประทานในปริมาณเท่าๆ กับสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ต่อวัน
เห็นคุณประโยชน์ของอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมดังนี้แล้ว เพื่อนๆ ไม่ควรรอช้าที่จะหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเหล่า เพื่อเราจะได้มีสมองที่จดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำแลพสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไปได้อีกนาน
#ดีท็อกซ์เลือดko #ดีท็อกซ์เลือด #รับสมัครตัวแทนจำหน่าย
สนใจปรึกษา
โทร.061-9746635
Line:

คลิกลิ้งค์เพื่อแอดไลน์
http://line.me/R/ti/p/

เปลี่ยนวิธีพูดกับลูก ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน ระหว่างนั่งรอเพื่อนเพื่อคุยเรื่อง งานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีเหตุให้ไปเห็นเหตุการณ์...
11/07/2017

เปลี่ยนวิธีพูดกับลูก ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน

ระหว่างนั่งรอเพื่อนเพื่อคุยเรื่อง งานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีเหตุให้ไปเห็นเหตุการณ์ของแม่ที่กำลังดุลูกอยู่อย่างเผ็ดร้อน ดูจากหนูน้อยเด็กหญิงก็น่าจะอายุราวๆ 5 - 6 ขวบเท่านั้น กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ ในขณะที่แม่ซึ่งโกรธและอารมณ์เสียกำลังต่อว่าลูกของเธอ ประมาณว่าดื้อ พูดไม่ฟัง เห็นไหมทำแก้วน้ำแตกเลย รู้ไหมว่าต้องเสียตังค์เลย และขณะที่กำลังเงื้อมือจะตีลูก พ่อก็ห้ามไว้แล้วบอกว่าพอได้แล้ว อายคนอื่นบ้าง

แม่วัยสาวยังอารมณ์เสียบอกต่อว่าทำไมต้องอาย ไม่เห็นต้องอายเลย ก็ลูกมันดื้อน่ะ ไม่เห็นเหรอ

เด็กน้อยน่าสงสารมาก แค่ทำแก้วน้ำแตก ก็ใจเสียอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอแม่สวมบทยักษ์โกรธและต่อว่าอย่างรุนแรงอีก แล้วหนูน้อยจะรู้สึกอย่างไร ?

ครั้นถ้าเราเข้าไปจุ้น คงต้องเจอตอกกลับแน่ ใจก็ภาวนาขอให้เพื่อนรีบมา จะได้ขอย้ายร้าน เพราะหนูน้อยน่าสงสารจริงๆ
เชื่อเหลือเกินว่าเพื่อนพ่อแม่อาจต้องเคยเจอสถานการณ์ในท่วงทำนองแบบ นี้ ประมาณลูกไม่เชื่อฟัง ลูกทำข้าวของเสียหาย ฯลฯ เจอแล้วทำอย่างไร จัดการแบบไหน

แบบแรก... ไม่แตกต่างจากกรณีคุณแม่ท่านนั้น โกรธและต่อว่าทันที

แบบที่สอง... หงุดหงิด ไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ทำโทษรุนแรง อาจจะใช้วิธีลงโทษแบบอื่น

แบบที่สาม... ตั้งสติ รีบบอกให้ลูกระมัดระวังเศษแก้วที่แตกจะบาดเท้าลูกได้ แล้วพูดคุยกับลูกว่าหนูต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากกว่านี้

คุณคิดว่าสถานการณ์เดียวกัน แต่แม่ใช้วิธีแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ตัวลูกจะแตกต่างกันไหม !

การเลือกวิธีการในการจัดการปัญหากับลูก มันส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ตัวเด็กเสมอ ถ้าเราใช้วิธีคิด หรือพฤติกรรมด้านลบในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็ลบแน่นอน แต่ถ้าเราใช้วิธีคิดหรือพฤติกรรมด้านบวกในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็จะได้ด้านบวกเช่นกัน

นึกถึงประโยคของ ท่าน ว.วชิรเมธี ที่เคยพูดถึงการใช้คำพูดกับการสอนลูก ว่าต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับการใช้คำพูดทางบวกเพราะมีผลต่อลูกมาก ถ้าพ่อแม่ยิ่งตอกย้ำทัศนคติและคำพูดด้านลบทุกวันๆ เด็กจะทำอะไรไม่เป็นเลย

เปรียบได้กับผู้บริหารที่ตำหนิลูกน้องทุกวันย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพ ของงานลดลงตามไปด้วย แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีใหม่ลองใช้คำพูดให้กำลังใจเมื่อทำผิดพลาดประสิทธิภาพของ งานก็จะดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากคำพูดที่ดีจะช่วยเสริมให้เกิดกำลังใจนำไปสู่ความเชื่อมั่นในที่สุด

ฉะนั้น ถ้าเราเอาวิธีคิดบวก (Positive Thinking) มาใช้ในการดูแลลูก ก็สามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ฝึกจากเรื่องเล็กๆ ใช้การพูดด้วยเหตุและผล อย่าคิดว่าลูกเล็กเกินไปแล้วไม่เข้าใจ ความจริงเขาสามารถซึมซับและเข้าใจได้ตามวัยของเขา พ่อแม่ไม่ควรใช้วิธีเลี้ยงดูด้วยการบังคับ การขู่เข็ญหรือใช้การทำโทษด้วยการตี แม้จะได้ผลในช่วงแรกเพราะความกลัว แต่ทุกครั้งที่เด็กถูกขู่ว่าจะโดนทำโทษเด็กจะรู้สึกขัดข้องในใจหรือเกิดความ ขัดแย้งในใจ ทำให้ความไว้วางใจต่อพ่อแม่และความใกล้ชิดที่มีต่อกันเกิดช่องว่าง
การเลี้ยงลูกด้วยวิธีด้านบวก คือ การใช้วิธีที่นุ่มนวล ใช้เทคนิคการพูดคุยและสร้างวินัยโดยไม่ไปทำร้ายจิตใจเด็ก

วันนี้มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากค่ะ

หนึ่ง - ฝึกคิดหลายแง่มุม

ยกตัวอย่างหากมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ควรฝึกว่าสามารถมองได้หลายมุม มีเรื่องให้ตัดสินใจก็มีหลากหลายวิธี และการมองหลายๆ มุม หรือตัดสินใจทางใด จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยพยายามใส่ทัศนคติที่ดี หรือวิธีคิดที่เป็นบวก เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะติดตัวไปด้วย
ที่สำคัญ เมื่อเราเริ่มฝึกจากตัวเองก่อน ก็จะทำให้การฝึกลูกเป็นไปได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เขามองเห็นความแตกต่างและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง จะทำให้ลูกรู้จักยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

สอง - ฝึกสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

พ่อแม่เริ่มจากการตั้งเป้าหมายและพยายามทำให้เกิดผลสำเร็จ หรืออาจจะตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไปพร้อมๆ กับลูก โดยดูให้เหมาะกับวัย และเมื่อเราหรือลูกสามารถทำได้ก็ให้รางวัลด้วยการโอบกอดซึ่งกันและกัน ชื่นชมซึ่งกันและกัน ลูกก็จะรู้สึกดีที่สามารถทำได้ และเห็นแบบอย่างของพ่อแม่ด้วย ทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และมีแรงจูงใจที่อยากจะทำสิ่งใดๆให้สำเร็จ

สาม - ฝึกเผชิญปัญหา

ถ้าพ่อแม่เกิดปัญหาและพร้อมเผชิญปัญหา ลูกก็เรียนรู้จากพ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่มักกลัวหรือกังวลว่าลูกจะผิดหวังหรือล้มเหลว ซึ่งจริงๆ แล้วความผิดหวังหรือล้มเหลวเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อลูกโต ขึ้น เพียงแต่พ่อแม่คอยเป็นผู้ให้คําแนะนํา และท้ายสุดก็จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในตนเองอีกด้วย

การฝึกเผชิญปัญหาจะทำให้เราสามารถเผชิญกับความผิดหวัง ความคิดในด้านลบก็ไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าคิดบวก ก็ทำให้พร้อมที่จะหาทางแก้ปัญหาต่อไปด้วย

ตัวอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้นของแม่ลูกคู่หนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ดี

ลองคิดดูว่าถ้าแม่เป็นแบบที่สาม ลูกจะเป็นอย่างไร อาการใจเสียเรื่องทำแก้วน้ำแตก แต่แม่ก็เป็นห่วงกลัวลูกจะถูกเศษแก้วทำให้เจ็บได้ ลูกสัมผัสได้ด้วยความรักที่แม่มีให้ แม้เขาจะทำผิดพลาด แต่เขาจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าครั้งต่อไปเขาจะระมัดระวังมากกว่านี้ และจะเชื่อฟังแม่มากกว่านี้ เพราะแม่ได้เตือนก่อนหน้านี้แล้ว

ในขณะที่แม่แบบที่หนึ่งที่นอกจากทำให้ลูกใจเสียแล้ว ยังทำให้ลูกกลัวและกังวลถึงความผิดพลาดไปหมด กลัวแม่ด้วย ความคิดเหล่านี้เมื่อติดตัวไป เขาก็อาจจะขาดความมั่นใจในตัวเอง

ส่วนแม่แบบที่สองเป็นแม่ส่วนใหญ่ ที่ทั้งสงสารลูก แต่เมื่อผิดพลาดก็ต้องทำโทษ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้เติมวิธีคิดบวกเข้าไปด้วย
ความคิดในเชิงบวกเป็นเรื่องจำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน การคิดบวกไม่ได้หมายความว่าไร้เดียงสา หรือไม่ทันคน แต่การคิดบวกหรือ การสร้างพลังบวก ช่วยส่งเสริมศักยภาพของตนเองได้มากมาย ทั้งยังสามารถแปรเปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นดีได้อีกด้วย
มาเริ่มต้นตั้งต้นใหม่กันแต่วันนี้ดีไหมคะ...

เราอาจจะยังเปลี่ยนโลกรอบตัวไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนปรับตัวเราได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/

สนับสนุนการนำเสนอข้อมูลโดย Alertide ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมอง ลดปัญหาภาวะสมาธิสั้นในเด็ก ช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น นิ่งขึ้น และเรียนดีขึ้น

ขอแนะนำ อเลอไทด์ (Alertide) อาหารบำรุงสมอง ช่วยในการบำรุงสมอง ช่วยเรื่องความจำ และการเรียนรู้ การสร้างความจำ รักษาความจำ รวมถึงช่วยฟื้นฟูเซลส์สมองที่เสียหาย หรือเสื่อมสภาพให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ขึ้น
ติดต่อเราเพื่อสั่งซื้อ/รับคำปรึกษาฟรี
แอดมิน ☎ :061-9746635

8 ประโยชน์จากการดื่มน้ำอุ่น      #เคโอดีท็อซ์เลือด  #ล้างระบบเลือด  #รับสมัครตัวแทนจำหน่าย
21/06/2017

8 ประโยชน์จากการดื่มน้ำอุ่น
#เคโอดีท็อซ์เลือด #ล้างระบบเลือด #รับสมัครตัวแทนจำหน่าย

     # #ระบบเลือด  #เม็ดเลือดแดง  #เม็ดเลือดขาว  #คอลเลสเตอรอล
06/06/2017

# #ระบบเลือด #เม็ดเลือดแดง #เม็ดเลือดขาว #คอลเลสเตอรอล

ที่อยู่

Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

0619746635

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ K.o blood system ดูแลระบบเลือดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง K.o blood system ดูแลระบบเลือด:

แชร์