Trader ใครว่ายาก

Trader ใครว่ายาก ความรู้เรื่องเทรด

15/06/2026

#โค้ชเจมมี่เจมส์ #ทองคำ ่ายาก #การลงทุนมีความเสี่ยง ักเทรด #เทรดหาค่ากาแฟเช้านี่ #ผู้ติดตาม #เทรดทอง #โค้ชเจมส์มี่เจมส์

15/06/2026

#โค้ชเจมส์มี่เจมส์ #การลงทุนมีความเสี่ยง #ผู้ติดตาม ักเทรด #เทรดหาค่ากาแฟเช้านี่ #โค้ชเจมมี่เจมส์ ่ายาก #เทรดทอง #ทองคำ

วันนี้ เช้า - บ่าย ยัง Biased ฝั่ง Sell นะคะแล้วช่วงที่เข้าสู่ปลายๆ London และต้น Newyork ค่อยมาวิเคราะห์เทรดกันอีกทีศุก...
12/06/2026

วันนี้ เช้า - บ่าย ยัง Biased ฝั่ง Sell นะคะ

แล้วช่วงที่เข้าสู่ปลายๆ London และต้น Newyork ค่อยมาวิเคราะห์เทรดกันอีกที

ศุกร์สุดสัปดาห์ ระมัดระวังการเทรดกันด้วยนะคะ SL ก็ยังสำคัญอยู่เสมอ

GBS M5 ลุ้น TP ค่ะ   #เทรดหาค่ากาแฟเช้านี่  #โค้ชเจมมี่เจมส์  #การลงทุนมีความเสี่ยง      #ผู้ติดตาม    ่ายาก  #เทรดทอง  ...
12/06/2026

GBS M5 ลุ้น TP ค่ะ
#เทรดหาค่ากาแฟเช้านี่ #โค้ชเจมมี่เจมส์ #การลงทุนมีความเสี่ยง #ผู้ติดตาม ่ายาก #เทรดทอง #โค้ชเจมส์มี่เจมส์ ักเทรด

11/06/2026

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ Fed กำลังเปลี่ยนมือ หนี้รัฐบาลอเมริกันกำลังจะแพงขึ้นอีก

ตัวเลขที่ออกมาวันนี้ขัดกับสิ่งที่ตลาดพยายามบอกตัวเองมาตลอด 6 เดือน ว่าเงินเฟ้อกำลังจะจบ ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้เร็วๆ นี้ และว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชนะ แต่เมื่อตัวเลขราคาผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมออกมาที่ 4.2% ต่อปี สูงกว่าเดือนเมษายนที่ 3.8% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด ภาพที่เคยดูเรียบร้อยก็ถูกรื้อทิ้งในชั่วข้ามคืน

ราคาน้ำมันเบนซินพุ่ง 40.5% เทียบปีก่อน พลังงานโดยรวมขึ้น 23.5% และอาหารที่เคยสงบก็กลับมาร้อนแรงที่ 3.1% สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน มันคือสิ่งที่คนอเมริกันจ่ายจริงทุกวัน และมันบอกว่าสงครามในตะวันออกกลางไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอข่าว มันลามมาถึงปั๊มน้ำมันและตู้เย็นในบ้านแล้ว

เกิดอะไรขึ้น

ตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคม 2026 ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยแพร่เช้าวันที่ 10 มิถุนายน ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามแล้วที่ตัวเลขนี้เร่งขึ้น โดยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.5% เมษายน 3.8% และพฤษภาคม 4.2%

หัวใจสำคัญของการเร่งตัวครั้งนี้อยู่ที่พลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิงที่บ้านพุ่งขึ้น 58.9% เทียบปีก่อน น้ำมันเบนซินขึ้น 40.5% ตัวเลขเหล่านี้มีรากเหง้าตรงๆ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันตึงตัว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูง และต้นทุนที่สูงขึ้นส่งต่อมาถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่น่ากังวลกว่าราคาพลังงานคือ core inflation หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ตัดพลังงานและอาหารออก ก็ยังปรับขึ้นมาที่ 2.9% จาก 2.8% เดือนก่อน ที่อยู่อาศัยขึ้น 3.4% อาหารขึ้น 3.1% บ่งชี้ว่าแรงกดดันราคาไม่ได้อยู่แค่ในหมวดพลังงานเท่านั้น มันกระจายวงกว้างขึ้นแล้ว

เพียงไม่กี่วันก่อนหน้า ตัวเลขจ้างงานเดือนพฤษภาคมที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดก็เพิ่งทำให้ตลาดรีบ reprice นโยบาย Fed ไปแล้วครั้งหนึ่ง พอ CPI ยิ่งร้อนกว่าคาดอีก โมเมนตัมของการคาดการณ์ก็เปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน

กลไกเบื้องหลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างสงคราม พลังงาน และเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ในปี 2026 ไม่ได้ซับซ้อนกว่าที่เคยเกิดขึ้นในปี 2022 มากนัก แต่มีจุดที่แตกต่างและน่าสนใจกว่า

ปี 2022 เงินเฟ้อมาจากสองทาง คือ demand shock จากการอัดฉีดเงินช่วงโควิด และ supply shock จากสงครามยูเครน ปี 2026 demand ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนเดิม แต่ supply shock จากตะวันออกกลางหนักกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งทำให้ Fed อยู่ในสถานะที่ลำบากกว่า เพราะเครื่องมือหลักของ Fed คือดอกเบี้ย ซึ่งกดเงินเฟ้อฝั่ง demand ได้ดี แต่ทำอะไรกับ supply shock แทบไม่ได้เลย

ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ มันจะชะลอเศรษฐกิจที่ไม่ได้ร้อนแรงอยู่แล้ว ถ้า Fed นิ่งเฉยหรือลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะยิ่งฝังตัวลึกขึ้น สถานการณ์แบบนี้มีชื่อเรียกในตำราเศรษฐศาสตร์ว่า stagflation ซึ่งเป็นฝันร้ายที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามหลีกเลี่ยง

Kevin Warsh ผู้ว่าการ Fed คนใหม่ที่เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งไม่นาน กำลังเผชิญกับการประชุม FOMC ครั้งแรกในวันที่ 16-17 มิถุนายน ท่ามกลางตัวเลขที่ไม่เป็นมิตร ตลาดปรับ pricing ให้มีโอกาส 70% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม แต่สำหรับมิถุนายนนี้ odds ยังอยู่ที่ 99.1% ที่จะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน

กลไกที่ทำให้เงินเฟ้อมีความเหนียวนิดหน่อยคือ shelter inflation หรือค่าที่พักอาศัย ที่ขึ้น 3.4% ตัวนี้ไม่ได้ผันผวนตาม commodity มันสะท้อนสัญญาเช่าจริง ค่าผ่อนบ้านจริง และมักจะทอดยาวออกไป ทำให้แม้ราคาพลังงานจะลงในอนาคต ตัว core inflation ก็จะไม่หายไปง่าย

วิเคราะห์ตาม angle: us_debt

ประเด็นที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังจะต้องรับมือไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยนโยบาย มันเป็นเรื่องของต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลกลางที่กำลังจะแพงขึ้นในโครงสร้าง

สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะรวมเกิน 36 ล้านล้านดอลลาร์ และในแต่ละปีรัฐบาลต้องออกพันธบัตรใหม่จำนวนมากเพื่อรีไฟแนนซ์ตราสารที่ครบอายุ รวมถึงใช้จ่ายขาดดุลใหม่ ต้นทุนของการออกพันธบัตรเหล่านี้ผูกกับ yield โดยตรง

เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนพันธบัตรย่อมต้องการ yield ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการสูญเสียอำนาจซื้อจริง สิ่งนี้ทำให้ yield พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีและ 30 ปีของสหรัฐฯ มีแรงกดดันขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ yield ขึ้น ราคาพันธบัตรเก่าที่ถืออยู่ก็ลงตาม และภาระดอกเบี้ยในงบประมาณรัฐบาลก็เพิ่มขึ้น

ภาพรวมคือ สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่วงจรที่น่ากังวล เงินเฟ้อสูง ทำให้ yield พุ่ง ทำให้ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลเพิ่ม ทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่ม ทำให้ supply พันธบัตรมากขึ้น ซึ่งกดดัน yield ให้ขึ้นอีก

ในสถานการณ์ที่ CPI พุ่งมาที่ 4.2% ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามว่า real yield หรือ yield ที่ปรับเงินเฟ้อแล้ว จะยังเป็นบวกพอที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปเองก็กำลังขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ทางเลือกของนักลงทุนพันธบัตรโลกมีมากขึ้น

Kevin Warsh มีชื่อเสียงในเรื่องการให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ การที่เขารับไม้ต่อจาก Jerome Powell ในจังหวะที่ CPI กำลังเร่งตัวขึ้นพอดีนี้ สร้างความไม่แน่นอนในตลาดว่าสัญญาณจาก FOMC มิถุนายนจะเอนเอียงไปทางใด ถ้า Warsh ส่งสัญญาณ hawkish ชัดในการแถลงข่าวหลังการประชุม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นก็จะปรับขึ้นทันที กระทบต้นทุนรีไฟแนนซ์หนี้รัฐบาลในส่วนที่เป็น T-bill และ T-note อายุสั้น

ในแง่ความเสี่ยงระยะยาว เงินเฟ้อที่ฝังตัวลึกจาก supply shock พลังงานไม่ใช่แค่ปัญหา 1-2 ไตรมาส ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป ราคาพลังงานจะทรงตัวสูง และ CPI ก็จะไม่ลงง่าย ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มดอกเบี้ยระยะกลางของสหรัฐฯ มีน้ำหนักไปทาง higher for longer มากขึ้น กระทบภาระหนี้สาธารณะในระดับโครงสร้าง

สัญญาณที่ต้องจับตา

การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน คือจุดที่ต้องดู โดยเฉพาะ dot plot ที่จะแสดงว่าสมาชิก Fed แต่ละคนมองดอกเบี้ยปลายปีไว้ที่เท่าไร ถ้า dot plot เลื่อนขึ้นจาก projection รอบก่อน หมายความว่า Fed เองก็ยอมรับว่าเงินเฟ้อสูงกว่าที่คาด

ตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนที่จะออกในเดือนกรกฎาคม คือตัวบอกว่า 4.2% เป็นจุดพีคหรือยัง ถ้าพลังงานยังทรงตัวสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ตัวเลขมิถุนายนก็อาจยังไม่หักหัว

Yield พันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ที่ระดับ 4.5-5% คือโซนที่นักลงทุนสถาบันจะเริ่มทบทวน allocation ระหว่าง bond กับ equity ถ้าทะลุ 5% ขึ้นไปและทรงตัวอยู่ได้ จะเป็นแรงกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐาน และเพิ่มต้นทุนให้กับรัฐบาลในการออก bond ใหม่

สุดท้าย ตัวเลขการต่ออายุสัญญาเช่าในตลาดที่พักอาศัย ถ้า shelter inflation ยังไม่ขยับลงจาก 3.4% ใน 2-3 เดือนข้างหน้า มันจะยืนยันว่า core inflation มีฐานแข็งที่จะต้านการลดดอกเบี้ยของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ

11/06/2026

ภาพรวมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าทองคำกำลังเผชิญความท้าทายมากกว่าช่วงที่เคยอยู่ในขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แรงซื้อจากธนาคารกลาง กองทุน ETF และผู้บริโภคล้วนเริ่มอ่อนตัวลง ขณะที่สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงยังคงสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันว่าตลาดขาลงระยะยาวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ในระยะสั้นทองคำอาจยังเคลื่อนไหวในลักษณะ “สะสมกำลัง” และรีบาวด์เชิงเทคนิค แต่การจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน หรือปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความเสี่ยงของการปรับฐานในระยะกลางยังคงเป็นฉากทัศน์ที่ต้องให้ความสำคัญ

11/06/2026

ระดับราคาที่ต้องจับตาในปัจจุบัน ได้แก่:

แนวต้านใกล้: 4,350 ดอลลาร์/ออนซ์
แนวรับใกล้: 4,100 ดอลลาร์/ออนซ์
หากราคาสามารถทะลุและยืนเหนือระดับ 4,350 ดอลลาร์/ออนซ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น จะเป็นการยืนยันโอกาสการเกิดรีบาวด์เชิงเทคนิคในรอบใหม่
ในทางกลับกัน หากแรงขายกลับเข้ามาอีกครั้งและกดราคาหลุดต่ำกว่าจุดต่ำล่าสุด เป้าหมายถัดไปอาจขยับลงสู่บริเวณ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นโซนแนวรับเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ

ฮ.อาปาเช่ร่วงกลางช่องแคบฮอร์มุซ: สหรัฐโจมตีอิหร่านกลับ
11/06/2026

ฮ.อาปาเช่ร่วงกลางช่องแคบฮอร์มุซ: สหรัฐโจมตีอิหร่านกลับ

📢 อัปเดตสถานะ EA และการพัฒนาระบบใหม่เรียนลูกค้าทุกท่านค่ะขณะนี้ EA ได้ทำการ เคลียร์ออเดอร์ที่ค้างอยู่เรียบร้อยแล้ว ✅สำหร...
11/06/2026

📢 อัปเดตสถานะ EA และการพัฒนาระบบใหม่

เรียนลูกค้าทุกท่านค่ะ

ขณะนี้ EA ได้ทำการ เคลียร์ออเดอร์ที่ค้างอยู่เรียบร้อยแล้ว ✅

สำหรับในช่วงสัปดาห์นี้ หลังจบสัปดาห์ ทางผู้พัฒนามีแผนเปิดตัว EA All Season V.2

โดยยังคงใช้แนวคิดและกลยุทธ์การเทรดเดียวกับ V.1 ที่หลายท่านคุ้นเคย แต่จะมีการปรับปรุงด้านการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม

⚙️ จุดเด่นของ EA All Season V.2

* ใช้กลยุทธ์การเทรดหลักเหมือนเดิม
* เพิ่มระบบ “คัดและเริ่มรอบใหม่” เพื่อลดการสะสมออเดอร์จำนวนมาก
* เมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนด ระบบจะทำการปิดรอบและเริ่มต้นใหม่
* ตั้งเป้าหมายการทำกำไรเป็นรอบ ๆ ประมาณ 1% ต่อรอบ
* ลดโอกาสเกิดการสะสมไม้จำนวนมากในช่วงตลาดผันผวน
* เน้นการรักษาทุนและควบคุม DD ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

🎯 แนวคิดหลักของ V.2 คือ

“เก็บกำไรเป็นรอบเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ และรีเซ็ตพอร์ตใหม่ตามแผน”

แทนการปล่อยให้มีการสะสมออเดอร์จำนวนมากเหมือนที่อาจเกิดขึ้นในบางช่วงของ V.1

📌 สมาชิกทุกท่านสามารถเลือกใช้งานได้ตามสไตล์การลงทุนของตนเอง

* ใช้งานเฉพาะ EA All Season V.1
* ใช้งานเฉพาะ EA All Season V.2
* หรือใช้งาน ทั้ง V.1 และ V.2 ควบคู่กัน เพื่อกระจายรูปแบบการบริหารความเสี่ยง

เมื่อระบบ V.2 พร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ทางทีมงานจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งค่ะ

🙏 ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจและสนับสนุนการพัฒนาระบบมาโดยตลอด ทางทีมจะพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพตลาดมากยิ่งขึ้นต่อไปค่ะ

10/06/2026

ที่อยู่

เดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว 80 ลาดพร้าว ซอย4 แขวงจอมพล เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 21:00
อังคาร 11:00 - 21:00
พุธ 11:00 - 21:00
พฤหัสบดี 11:00 - 21:00
ศุกร์ 11:00 - 21:00
เสาร์ 11:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66825498287

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trader ใครว่ายากผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์