24/08/2026
The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.3)
📌วันนี้เราจะมาพยายาม (ต่อ) ที่จะตอบคำถามเดิม คำถามเดียวที่ว่า “อนาคตของโภชนาการการกีฬาจะเป็นเช่นไร”
💁♀️สไลด์นี้อาจารย์ก็เริ่มจากการกล่าวถึง “แนวความคิดดั้งเดิมของโภชนาการการกีฬา” (The Old Idea on Diet) คือ การช่วยให้นักกีฬา “ฝึกหนักขึ้น” ผ่านการส่งเสริมการฟื้นตัวระหว่างการฝึกแต่ละครั้ง โดย “โภชนาการที่ดี” จะช่วยส่งเสริม recovery ระหว่าง training sessions และเมื่อฟื้นตัวได้ดี นักกีฬาก็สามารถฝึกต่อได้ โดยมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือเกิด chronic fatigue น้อยลง
Training → Fatigue → Nutrition/Recovery → กลับไป Training ได้อีกครั้ง
ในที่นี้โภชนาการถูกมองเป็นเครื่องมือที่ช่วย “ซ่อม” หรือ “เติม” สิ่งที่สูญเสียไประหว่างการฝึก เช่น พลังงาน ไกลโคเจน ของเหลว หรือสารอาหารที่ใช้ในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
✅แนวคิดนี้ไม่ได้ผิด และยังคงมีความสำคัญ แต่อาจารย์เรียกว่า “old idea” เพราะมุมมองสมัยใหม่ไปไกลกว่าการช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวเร็วและฝึกได้มากขึ้นเท่านั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนคงจะแปลกใจไม่น้อย เดี๋ยวๆๆแนวคิดนี้เก่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่เห็นรู้เลย
💁♀️ในขณะที่ความคิดยังประมวลไม่เสร็จดี อาจารย์ก็เอ่ยสวนขึ้นมาทันควันว่า...
“Why train harder when you can train smarter?”
“ทำไมต้องฝึกให้หนักกว่าเดิม ถ้าเราสามารถฝึกให้ฉลาดขึ้นได้?”
ป้าด! เหมือนโดนตบด้วยคำพูดเบาๆ หน้าชาเล็กน้อย (ในใจก็พลันคิดว่า เออ!จริงแหะ)
จังหวะนั้นอาจารย์ก็อธิบายต่อว่า อันที่จริงโภชนาการสามารถช่วยส่งเสริมการปรับตัวของร่างกาย (adaptations) อันเกิดมาจากการฝึกซ้อม* ผ่านการปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (gene expression) และยังระบุว่ากลยุทธ์บางอย่างทางโภชนาการอาจช่วยเพิ่ม performance ในการแข่งขันได้โดยตรงอีกด้วย
*แวะอธิบายนิดนึง: ในที่นี้ ให้เราถือว่าทุกๆครั้งของการฝึกซ้อม มันคือการกระตุ้นให้ร่างกายได้เกิดการปรับตัว (ภาษาวิชาการเอิ้นว่า training stimulus) โภชนาการไม่ได้เป็นเพียง “เชื้อเพลิง” แต่มีบทบาทสำคัญต่อการตอบสนองของร่างกายต่อการฝึก โดยเมื่อร่างกายได้รับ training stimulus อย่างเหมาะสม เช่น การฝึกวิ่ง endurance หรือ resistance training เซลล์จะตอบสนองด้วยกระบวนการทางชีวเคมีหลายขั้นตอน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ gene expression ซึ่งนำไปสู่การสร้างโปรตีนและการปรับตัวของเนื้อเยื่อ
✅ดังนั้น หากนักกีฬาปรับชนิด ปริมาณ หรือช่วงเวลาของสารอาหารอย่างเหมาะสม การตอบสนองต่อ training stimulus ก็อาจแตกต่างไปด้วย ประเด็นนี้นำไปสู่แนวคิดสำคัญคือ Nutrition can modulate training adaptation หรือโภชนาการอาจใช้เป็นเครื่องมือในการ “กำกับ” การปรับตัวจากการฝึก ไม่ใช่แค่เพียงช่วยให้นักกีฬาสามารถกลับไปฝึกครั้งต่อไปได้เท่านั้น
(ในการนี้ แอดฯขอเพิ่มรูปที่แอดฯใช้บรรยายประจำเข้ามาแทรกโดยพลการเลย เพื่ออรรถรสที่ต่อเนื่อง)
**หากทุกครั้งที่มีการกระตุ้นด้วยการฝึกซ้อม (training) อย่างเหมาะสม ร่างกายจะเกิด fatigue และเมื่อนักกีฬามีการ recovery ที่เหมาะสมด้วย ร่างกายจะฟื้นตัวกลับมา และกลับมาใน version ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม (เรียกว่า supercompensation หมายว่า เป็นการปรับตัวตอบสนองต่อการฝึกซ้อมได้ดีนั่นเอง) เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดนักกีฬาคนนั้นจะ transform ไปเป็นนักกีฬาที่แข็งแกร่งแบบไร้กระเทียมทาน (รูปที่ 4-5)
**จากรูปนี้แอดฯก็เลยชอบโม้ไปว่า ชีวิตของนักกีฬามีแค่ 3 สิ่งที่ต้องโฟกัส คือ “กินให้ดี นอนให้พอ และซ้อมให้ถึง” แต่ประเด็นคือ รายละเอียดปลีกย่อยละน้อ…คำว่า “กินดี” แค่ไหนจะเรียกว่า “ดี” เพราะดีของแต่ละคนมันไม่เท่ากัลลลลล
บางคนทำดีแค่ไหน…เก๊าก็ไม่รักกกก
💁♀️นำไปสู่กลยุทธ์ใหม่ของโภชนาการการกีฬา นั่นคือ “Training Harder and Smarter” โดยระบุว่า กลยุทธ์สมัยใหม่ควรมีคุณสมบัติ 5 ประการ ได้แก่
1️⃣ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ (evidence-based) และเฉพาะเจาะจงกับชนิดกีฬา (sport-specific)
✅กล่าวคือ การเลือกใช้กลยุทธ์ทางโภชนาการไม่ควรพิจารณาเพียงเพราะเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความนิยม แต่ควรตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมีความจำเพาะต่อชนิดกีฬา เนื่องจากกีฬาแต่ละประเภทมีลักษณะการเล่นกีฬาและความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมสำหรับนักวิ่งมาราธอนอาจไม่เหมาะกับนักยกน้ำหนัก ขณะที่นักฟุตบอลก็มีความต้องการที่แตกต่างจากนักกีฬาประเภทที่เน้นความเร็ว การวางแผนโภชนาการจึงจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการเฉพาะของกีฬาแต่ละประเภท
2️⃣ต้องปรับให้เหมาะกับความต้องการและความชอบของบุคคลนั้นๆ (individual needs and preferences)
✅กล่าวคือ นักกีฬาสองคนในกีฬาเดียวกันไม่จำเป็นต้องใช้แผนอาหารเหมือนกัน เพราะความต้องการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
3️⃣ต้องติดตามผลด้วยโดยใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม (relevant biomarkers)
✅กล่าวคือ ในการติดตามผลการให้คำแนะนำทางโภชนาการ จะต้องมีการใช้ biomarker ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เพื่อประเมินว่าการให้คำแนะนำนั้นได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่
4️⃣การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ จะต้องมีการวางแผนโภชนาการให้สอดคล้องกับช่วงของการฝึกซ้อม ฤดูกาลแข่งขัน และตารางการแข่งขัน (periodise)
✅กล่าวคือ การปรับโภชนาการให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของการฝึกและการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องกินแบบเดียวกันตลอดทั้งปี
5️⃣ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่มีคุณวุฒิเหมาะสม (qualified nutrition professional) และทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพที่ให้การสนับสนุนนักกีฬาอย่างเป็นระบบ
✅กล่าวคือ การตัดสินใจที่ซับซ้อนเหล่านี้ควรอยู่ภายใต้ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และควรทำงานร่วมกับทีมสนับสนุนอื่นๆ ไม่ใช่ทำงานแบบแยกส่วนกัน
💁♀️จากนั้น อาจารย์ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่ความหวังอันเลือนลางอีกต่อไป เพราะ “The future begins today”
อาจารย์ชี้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราสามารถประเมินบุคคลในภาคสนามได้ในรูปแบบที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสามารถติดตามข้อมูลแบบ continuous real-time ได้หลายอย่าง เช่น oxygen uptake, heart rate, core temperature, tissue glucose/lactate concentration, sweat rate and composition และ hydration status รวมถึงเทคโนโลยีในกลุ่ม “omics”
✅ประเด็นสำคัญคือ ในอดีตข้อมูลทางสรีรวิทยาจำนวนมากต้องวัดในห้องแลป แต่เทคโนโลยีใหม่ช่วยให้สามารถติดตามนักกีฬาในสภาพจริงได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากสามารถติดตาม sweat rate และ sweat composition ได้ ก็อาจช่วยให้การวางแผน hydration มีความเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น ในส่วนของเทคโนโลยี “omics” ก็เช่นกัน หมายถึง เทคโนโลยีเชิงชีวภาพหลายประเภท ซึ่งสามารถให้ข้อมูลระดับโมเลกุลจำนวนมากได้
✅และอาจารย์ก็จบสไลด์ด้วยประโยคที่ว่า “Adopting these methodologies will allow questions to be answered” การใช้เครื่องมือสมัยใหม่นี้ จะช่วยให้เราสามารถตอบคำถามที่ก่อนหน้านี้อาจจะตอบได้ยาก....ได้ง่ายขึ้น
💁♀️ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิด โภชนาการเฉพาะบุคคล (individualised nutrition) เพราะโภชนาการการกีฬาในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของ สูตรเดียวใช้ได้กับทุกคน (one size fits all) อีกต่อไป แต่ต้องเป็นเหมือนการ “ตัดเสื้อวัดตัว” ที่นำหลัก การปฏิบัติโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based practice) มาปรับใช้ให้เหมาะกับนักกีฬาแต่ละคน
กระบวนการเริ่มจากการกำหนด เป้าหมายด้านโภชนาการ (nutrition goals) ให้ชัดเจนก่อนว่า นักกีฬาคนนี้ต้องการอะไร จากนั้นจึงพัฒนา กลยุทธ์การกิน (eating strategies) ที่ตอบโจทย์เป้าหมายนั้น ทั้งในแง่ของชนิดอาหาร ปริมาณ และช่วงเวลาในการรับประทาน และสุดท้ายคือการ ติดตามผลลัพธ์ (monitor outcomes) เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ที่วางไว้ให้ผลจริงหรือไม่ ทั้งในด้าน สมรรถนะ (performance) และ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers)
✅กล่าวง่าย ๆ คือ เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “อาหารอะไรดีที่สุด?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เป้าหมายของนักกีฬาคนนี้คืออะไร?” เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว จึงค่อยถามต่อว่า “ต้องใช้กลยุทธ์แบบไหน ควรกินอะไร ปริมาณเท่าไร และเวลาใด?” และเมื่อนำแผนไปใช้แล้ว ก็ต้องกลับมาติดตามว่า “สิ่งที่ทำอยู่นั้นได้ผลจริงหรือไม่?” เพื่อนำผลที่ได้มาปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการตอบสนองของนักกีฬาแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ทิ้งท้ายสไลด์นี้ด้วยประเด็นที่น่าสนใจว่า ในวงการโภชนาการการกีฬามักมีสิ่งที่ไม่คาดคิด (unexpected) เกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการค้นพบและนำครีเอทีน (creatine) มาใช้ในวงการกีฬาอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 และ ไนเตรต (nitrate) ในช่วงทศวรรษ 2000 ซึ่งการค้นพบเหล่านี้ได้เปลี่ยนทั้งความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติด้านโภชนาการการกีฬาไปอย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนว่า วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการการกีฬายังไม่ได้มีคำตอบที่สิ้นสุด และในอนาคตเราอาจค้นพบ สาร/กลยุทธ์/แนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแนวทางการดูแลและพัฒนาสมรรถนะของนักกีฬาได้อีก
💁♀️จากนั้นอาจารย์ก็แวะมาพูดเรื่อง Responders and Non-responders ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องโดยตรงจากแนวคิดโภชนาการเฉพาะบุคคล เพราะแม้เราจะปรับคำแนะนำให้เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคลแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะ ตอบสนอง (response) ต่อกลยุทธ์หรือ intervention แบบเดียวกัน
อาจารย์อธิบายแนวคิด ผู้ที่ตอบสนองและผู้ที่ไม่ตอบสนองผ่านการตัวอย่าง สมมติว่าเราให้ Treatment X แล้วผลการทดสอบก่อนและหลังการให้ treatment มีค่าเฉลี่ยเท่ากันที่ 48 ± 2 วินาที หากพิจารณาเฉพาะค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เราอาจสรุปได้ว่า Treatment X “ไม่มีผล” ต่อสมรรถนะ
แต่หากมองลงไปในระดับบุคคล ภาพอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เช่น ผู้เข้าร่วม 50% อาจมีสมรรถนะดีขึ้น 2 วินาที ขณะที่อีก 50% กลับแย่ลง 2 วินาที เมื่อผลของทุกคนถูกนำมาเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงทั้งสองทิศทางจึงหักล้างกัน และทำให้ค่าเฉลี่ยของกลุ่มดูเหมือนว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ทั้งที่ในระดับบุคคลอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โค้ชเจ้ากรรมก็อยากรู้ด้วยสิว่า นักกีฬาของช้านอยู่ +2 หรือ -2 วินาที เพราะแค่เพียงเสี้ยวนาทีก็มีความหมาย…
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญของแนวคิด ความแตกต่างของการตอบสนองระหว่างบุคคล (inter-individual variability in response) กล่าวคือ หาก intervention ส่งผลแตกต่างกันในแต่ละคน การพิจารณาเฉพาะค่าเฉลี่ยระดับกลุ่มอาจบดบังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในระดับบุคคลได้
อย่างไรก็ตาม การเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถแบ่งทุกคนออกเป็นผู้ตอบสนองและ ผู้ไม่ตอบสนองได้ทันที เพราะความแตกต่างที่เห็นอาจเกิดจาก ความแปรปรวนหรือความคลาดเคลื่อนของการวัดได้เช่นกัน
✅อาจารย์จึงสรุปประเด็นนี้ด้วยประโยคว่า “Scientists deal with populations, but athletes are individuals.” กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์มักสร้างองค์ความรู้จากการศึกษาประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง (populations) และรายงานผลในรูปของค่าเฉลี่ย แต่เมื่อผู้ปฏิบัติงาน (practitioner) นำความรู้นั้นไปใช้จริง คนที่อยู่ตรงหน้าคือ นักกีฬาแต่ละคน (individual athlete) ไม่ใช่ “ค่าเฉลี่ย” ของกลุ่มตัวอย่าง
คาเฟอีน (caffeine) เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพนี้ได้ดี เพราะการตอบสนองต่อคาเฟอีนอาจแตกต่างกันระหว่างบุคคล โดยอาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางพันธุกรรม (genetic polymorphisms) เช่น ความแปรผันของยีน CYP1A2 ที่อาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อคาเฟอีน รวมถึงความแปรผันของยีน ADORA2A ที่มีการศึกษาในบริบทของความวิตกกังวลและการรบกวนการนอนหลับ ดังนั้น การได้รับคาเฟอีนในปริมาณเดียวกันจึงอาจไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในนักกีฬาทุกคน
✅ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่ข้อสรุปสำคัญของอาจารย์ที่ว่า “Individualisation is essential” หรือ “การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลเป็นสิ่งจำเป็น” เพราะแม้คำแนะนำด้านโภชนาการจะมีพื้นฐานมาจากหลักฐานในระดับประชากร แต่เมื่อนำมาใช้จริง จำเป็นต้องปรับให้เข้ากับนักกีฬาแต่ละคน พร้อมทั้ง ติดตามการตอบสนอง (monitor individual response) เพื่อดูว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นให้ผลกับบุคคลนั้นจริงหรือไม่
แอดฯก็กลับมานั่งคิดเหมือนกันนะว่า เราจะ work hard ไปทำไม? ถ้าเราสามารถ work smart ได้ แต่ติดตรงที่…ไปทำงานที่ใด คนที่นั่นก็ชอบบอกว่า พื้นที่สำหรับคน work smart เต็มแล้ว หนูต้อง work hard ไปก่อนนะคะ ก็เลยติดบ่วงกรรมที่ว่า “คนขยันอยู่ที่ไหนก็ลำบาก” เรื่อยไป
แต่เราก็ไม่ท้อนะ…เพราะท้อมีเอาไว้สำหรับลิงเท่านั้น 🐒