สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย

สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย THE SPORTS MEDICINE ASSOCIATION OF THAILAND.

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.3) 📌วันนี้เราจะมาพยายาม (ต่อ) ที่จะตอบคำถามเดิม ...
24/08/2026

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.3)

📌วันนี้เราจะมาพยายาม (ต่อ) ที่จะตอบคำถามเดิม คำถามเดียวที่ว่า “อนาคตของโภชนาการการกีฬาจะเป็นเช่นไร”

💁‍♀️สไลด์นี้อาจารย์ก็เริ่มจากการกล่าวถึง “แนวความคิดดั้งเดิมของโภชนาการการกีฬา” (The Old Idea on Diet) คือ การช่วยให้นักกีฬา “ฝึกหนักขึ้น” ผ่านการส่งเสริมการฟื้นตัวระหว่างการฝึกแต่ละครั้ง โดย “โภชนาการที่ดี” จะช่วยส่งเสริม recovery ระหว่าง training sessions และเมื่อฟื้นตัวได้ดี นักกีฬาก็สามารถฝึกต่อได้ โดยมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือเกิด chronic fatigue น้อยลง

Training → Fatigue → Nutrition/Recovery → กลับไป Training ได้อีกครั้ง

ในที่นี้โภชนาการถูกมองเป็นเครื่องมือที่ช่วย “ซ่อม” หรือ “เติม” สิ่งที่สูญเสียไประหว่างการฝึก เช่น พลังงาน ไกลโคเจน ของเหลว หรือสารอาหารที่ใช้ในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

✅แนวคิดนี้ไม่ได้ผิด และยังคงมีความสำคัญ แต่อาจารย์เรียกว่า “old idea” เพราะมุมมองสมัยใหม่ไปไกลกว่าการช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวเร็วและฝึกได้มากขึ้นเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนคงจะแปลกใจไม่น้อย เดี๋ยวๆๆแนวคิดนี้เก่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่เห็นรู้เลย

💁‍♀️ในขณะที่ความคิดยังประมวลไม่เสร็จดี อาจารย์ก็เอ่ยสวนขึ้นมาทันควันว่า...

“Why train harder when you can train smarter?”
“ทำไมต้องฝึกให้หนักกว่าเดิม ถ้าเราสามารถฝึกให้ฉลาดขึ้นได้?”

ป้าด! เหมือนโดนตบด้วยคำพูดเบาๆ หน้าชาเล็กน้อย (ในใจก็พลันคิดว่า เออ!จริงแหะ)

จังหวะนั้นอาจารย์ก็อธิบายต่อว่า อันที่จริงโภชนาการสามารถช่วยส่งเสริมการปรับตัวของร่างกาย (adaptations) อันเกิดมาจากการฝึกซ้อม* ผ่านการปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีน (gene expression) และยังระบุว่ากลยุทธ์บางอย่างทางโภชนาการอาจช่วยเพิ่ม performance ในการแข่งขันได้โดยตรงอีกด้วย

*แวะอธิบายนิดนึง: ในที่นี้ ให้เราถือว่าทุกๆครั้งของการฝึกซ้อม มันคือการกระตุ้นให้ร่างกายได้เกิดการปรับตัว (ภาษาวิชาการเอิ้นว่า training stimulus) โภชนาการไม่ได้เป็นเพียง “เชื้อเพลิง” แต่มีบทบาทสำคัญต่อการตอบสนองของร่างกายต่อการฝึก โดยเมื่อร่างกายได้รับ training stimulus อย่างเหมาะสม เช่น การฝึกวิ่ง endurance หรือ resistance training เซลล์จะตอบสนองด้วยกระบวนการทางชีวเคมีหลายขั้นตอน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ gene expression ซึ่งนำไปสู่การสร้างโปรตีนและการปรับตัวของเนื้อเยื่อ

✅ดังนั้น หากนักกีฬาปรับชนิด ปริมาณ หรือช่วงเวลาของสารอาหารอย่างเหมาะสม การตอบสนองต่อ training stimulus ก็อาจแตกต่างไปด้วย ประเด็นนี้นำไปสู่แนวคิดสำคัญคือ Nutrition can modulate training adaptation หรือโภชนาการอาจใช้เป็นเครื่องมือในการ “กำกับ” การปรับตัวจากการฝึก ไม่ใช่แค่เพียงช่วยให้นักกีฬาสามารถกลับไปฝึกครั้งต่อไปได้เท่านั้น

(ในการนี้ แอดฯขอเพิ่มรูปที่แอดฯใช้บรรยายประจำเข้ามาแทรกโดยพลการเลย เพื่ออรรถรสที่ต่อเนื่อง)
**หากทุกครั้งที่มีการกระตุ้นด้วยการฝึกซ้อม (training) อย่างเหมาะสม ร่างกายจะเกิด fatigue และเมื่อนักกีฬามีการ recovery ที่เหมาะสมด้วย ร่างกายจะฟื้นตัวกลับมา และกลับมาใน version ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม (เรียกว่า supercompensation หมายว่า เป็นการปรับตัวตอบสนองต่อการฝึกซ้อมได้ดีนั่นเอง) เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดนักกีฬาคนนั้นจะ transform ไปเป็นนักกีฬาที่แข็งแกร่งแบบไร้กระเทียมทาน (รูปที่ 4-5)

**จากรูปนี้แอดฯก็เลยชอบโม้ไปว่า ชีวิตของนักกีฬามีแค่ 3 สิ่งที่ต้องโฟกัส คือ “กินให้ดี นอนให้พอ และซ้อมให้ถึง” แต่ประเด็นคือ รายละเอียดปลีกย่อยละน้อ…คำว่า “กินดี” แค่ไหนจะเรียกว่า “ดี” เพราะดีของแต่ละคนมันไม่เท่ากัลลลลล

บางคนทำดีแค่ไหน…เก๊าก็ไม่รักกกก

💁‍♀️นำไปสู่กลยุทธ์ใหม่ของโภชนาการการกีฬา นั่นคือ “Training Harder and Smarter” โดยระบุว่า กลยุทธ์สมัยใหม่ควรมีคุณสมบัติ 5 ประการ ได้แก่

1️⃣ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ (evidence-based) และเฉพาะเจาะจงกับชนิดกีฬา (sport-specific)
✅กล่าวคือ การเลือกใช้กลยุทธ์ทางโภชนาการไม่ควรพิจารณาเพียงเพราะเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความนิยม แต่ควรตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมีความจำเพาะต่อชนิดกีฬา เนื่องจากกีฬาแต่ละประเภทมีลักษณะการเล่นกีฬาและความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมสำหรับนักวิ่งมาราธอนอาจไม่เหมาะกับนักยกน้ำหนัก ขณะที่นักฟุตบอลก็มีความต้องการที่แตกต่างจากนักกีฬาประเภทที่เน้นความเร็ว การวางแผนโภชนาการจึงจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการเฉพาะของกีฬาแต่ละประเภท

2️⃣ต้องปรับให้เหมาะกับความต้องการและความชอบของบุคคลนั้นๆ (individual needs and preferences)
✅กล่าวคือ นักกีฬาสองคนในกีฬาเดียวกันไม่จำเป็นต้องใช้แผนอาหารเหมือนกัน เพราะความต้องการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

3️⃣ต้องติดตามผลด้วยโดยใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องและเหมาะสม (relevant biomarkers)
✅กล่าวคือ ในการติดตามผลการให้คำแนะนำทางโภชนาการ จะต้องมีการใช้ biomarker ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เพื่อประเมินว่าการให้คำแนะนำนั้นได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่

4️⃣การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ จะต้องมีการวางแผนโภชนาการให้สอดคล้องกับช่วงของการฝึกซ้อม ฤดูกาลแข่งขัน และตารางการแข่งขัน (periodise)
✅กล่าวคือ การปรับโภชนาการให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของการฝึกและการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องกินแบบเดียวกันตลอดทั้งปี

5️⃣ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่มีคุณวุฒิเหมาะสม (qualified nutrition professional) และทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพที่ให้การสนับสนุนนักกีฬาอย่างเป็นระบบ
✅กล่าวคือ การตัดสินใจที่ซับซ้อนเหล่านี้ควรอยู่ภายใต้ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และควรทำงานร่วมกับทีมสนับสนุนอื่นๆ ไม่ใช่ทำงานแบบแยกส่วนกัน

💁‍♀️จากนั้น อาจารย์ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พูดไม่ใช่ความหวังอันเลือนลางอีกต่อไป เพราะ “The future begins today”

อาจารย์ชี้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราสามารถประเมินบุคคลในภาคสนามได้ในรูปแบบที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสามารถติดตามข้อมูลแบบ continuous real-time ได้หลายอย่าง เช่น oxygen uptake, heart rate, core temperature, tissue glucose/lactate concentration, sweat rate and composition และ hydration status รวมถึงเทคโนโลยีในกลุ่ม “omics”

✅ประเด็นสำคัญคือ ในอดีตข้อมูลทางสรีรวิทยาจำนวนมากต้องวัดในห้องแลป แต่เทคโนโลยีใหม่ช่วยให้สามารถติดตามนักกีฬาในสภาพจริงได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากสามารถติดตาม sweat rate และ sweat composition ได้ ก็อาจช่วยให้การวางแผน hydration มีความเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น ในส่วนของเทคโนโลยี “omics” ก็เช่นกัน หมายถึง เทคโนโลยีเชิงชีวภาพหลายประเภท ซึ่งสามารถให้ข้อมูลระดับโมเลกุลจำนวนมากได้

✅และอาจารย์ก็จบสไลด์ด้วยประโยคที่ว่า “Adopting these methodologies will allow questions to be answered” การใช้เครื่องมือสมัยใหม่นี้ จะช่วยให้เราสามารถตอบคำถามที่ก่อนหน้านี้อาจจะตอบได้ยาก....ได้ง่ายขึ้น

💁‍♀️ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิด โภชนาการเฉพาะบุคคล (individualised nutrition) เพราะโภชนาการการกีฬาในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของ สูตรเดียวใช้ได้กับทุกคน (one size fits all) อีกต่อไป แต่ต้องเป็นเหมือนการ “ตัดเสื้อวัดตัว” ที่นำหลัก การปฏิบัติโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based practice) มาปรับใช้ให้เหมาะกับนักกีฬาแต่ละคน

กระบวนการเริ่มจากการกำหนด เป้าหมายด้านโภชนาการ (nutrition goals) ให้ชัดเจนก่อนว่า นักกีฬาคนนี้ต้องการอะไร จากนั้นจึงพัฒนา กลยุทธ์การกิน (eating strategies) ที่ตอบโจทย์เป้าหมายนั้น ทั้งในแง่ของชนิดอาหาร ปริมาณ และช่วงเวลาในการรับประทาน และสุดท้ายคือการ ติดตามผลลัพธ์ (monitor outcomes) เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ที่วางไว้ให้ผลจริงหรือไม่ ทั้งในด้าน สมรรถนะ (performance) และ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers)

✅กล่าวง่าย ๆ คือ เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “อาหารอะไรดีที่สุด?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เป้าหมายของนักกีฬาคนนี้คืออะไร?” เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว จึงค่อยถามต่อว่า “ต้องใช้กลยุทธ์แบบไหน ควรกินอะไร ปริมาณเท่าไร และเวลาใด?” และเมื่อนำแผนไปใช้แล้ว ก็ต้องกลับมาติดตามว่า “สิ่งที่ทำอยู่นั้นได้ผลจริงหรือไม่?” เพื่อนำผลที่ได้มาปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการตอบสนองของนักกีฬาแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์ทิ้งท้ายสไลด์นี้ด้วยประเด็นที่น่าสนใจว่า ในวงการโภชนาการการกีฬามักมีสิ่งที่ไม่คาดคิด (unexpected) เกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการค้นพบและนำครีเอทีน (creatine) มาใช้ในวงการกีฬาอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 และ ไนเตรต (nitrate) ในช่วงทศวรรษ 2000 ซึ่งการค้นพบเหล่านี้ได้เปลี่ยนทั้งความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติด้านโภชนาการการกีฬาไปอย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนว่า วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการการกีฬายังไม่ได้มีคำตอบที่สิ้นสุด และในอนาคตเราอาจค้นพบ สาร/กลยุทธ์/แนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแนวทางการดูแลและพัฒนาสมรรถนะของนักกีฬาได้อีก

💁‍♀️จากนั้นอาจารย์ก็แวะมาพูดเรื่อง Responders and Non-responders ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องโดยตรงจากแนวคิดโภชนาการเฉพาะบุคคล เพราะแม้เราจะปรับคำแนะนำให้เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคลแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะ ตอบสนอง (response) ต่อกลยุทธ์หรือ intervention แบบเดียวกัน

อาจารย์อธิบายแนวคิด ผู้ที่ตอบสนองและผู้ที่ไม่ตอบสนองผ่านการตัวอย่าง สมมติว่าเราให้ Treatment X แล้วผลการทดสอบก่อนและหลังการให้ treatment มีค่าเฉลี่ยเท่ากันที่ 48 ± 2 วินาที หากพิจารณาเฉพาะค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เราอาจสรุปได้ว่า Treatment X “ไม่มีผล” ต่อสมรรถนะ

แต่หากมองลงไปในระดับบุคคล ภาพอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เช่น ผู้เข้าร่วม 50% อาจมีสมรรถนะดีขึ้น 2 วินาที ขณะที่อีก 50% กลับแย่ลง 2 วินาที เมื่อผลของทุกคนถูกนำมาเฉลี่ย การเปลี่ยนแปลงทั้งสองทิศทางจึงหักล้างกัน และทำให้ค่าเฉลี่ยของกลุ่มดูเหมือนว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ทั้งที่ในระดับบุคคลอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โค้ชเจ้ากรรมก็อยากรู้ด้วยสิว่า นักกีฬาของช้านอยู่ +2 หรือ -2 วินาที เพราะแค่เพียงเสี้ยวนาทีก็มีความหมาย…

นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญของแนวคิด ความแตกต่างของการตอบสนองระหว่างบุคคล (inter-individual variability in response) กล่าวคือ หาก intervention ส่งผลแตกต่างกันในแต่ละคน การพิจารณาเฉพาะค่าเฉลี่ยระดับกลุ่มอาจบดบังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในระดับบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม การเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถแบ่งทุกคนออกเป็นผู้ตอบสนองและ ผู้ไม่ตอบสนองได้ทันที เพราะความแตกต่างที่เห็นอาจเกิดจาก ความแปรปรวนหรือความคลาดเคลื่อนของการวัดได้เช่นกัน

✅อาจารย์จึงสรุปประเด็นนี้ด้วยประโยคว่า “Scientists deal with populations, but athletes are individuals.” กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์มักสร้างองค์ความรู้จากการศึกษาประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง (populations) และรายงานผลในรูปของค่าเฉลี่ย แต่เมื่อผู้ปฏิบัติงาน (practitioner) นำความรู้นั้นไปใช้จริง คนที่อยู่ตรงหน้าคือ นักกีฬาแต่ละคน (individual athlete) ไม่ใช่ “ค่าเฉลี่ย” ของกลุ่มตัวอย่าง

คาเฟอีน (caffeine) เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพนี้ได้ดี เพราะการตอบสนองต่อคาเฟอีนอาจแตกต่างกันระหว่างบุคคล โดยอาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางพันธุกรรม (genetic polymorphisms) เช่น ความแปรผันของยีน CYP1A2 ที่อาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อคาเฟอีน รวมถึงความแปรผันของยีน ADORA2A ที่มีการศึกษาในบริบทของความวิตกกังวลและการรบกวนการนอนหลับ ดังนั้น การได้รับคาเฟอีนในปริมาณเดียวกันจึงอาจไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในนักกีฬาทุกคน

✅ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่ข้อสรุปสำคัญของอาจารย์ที่ว่า “Individualisation is essential” หรือ “การปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลเป็นสิ่งจำเป็น” เพราะแม้คำแนะนำด้านโภชนาการจะมีพื้นฐานมาจากหลักฐานในระดับประชากร แต่เมื่อนำมาใช้จริง จำเป็นต้องปรับให้เข้ากับนักกีฬาแต่ละคน พร้อมทั้ง ติดตามการตอบสนอง (monitor individual response) เพื่อดูว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นให้ผลกับบุคคลนั้นจริงหรือไม่

แอดฯก็กลับมานั่งคิดเหมือนกันนะว่า เราจะ work hard ไปทำไม? ถ้าเราสามารถ work smart ได้ แต่ติดตรงที่…ไปทำงานที่ใด คนที่นั่นก็ชอบบอกว่า พื้นที่สำหรับคน work smart เต็มแล้ว หนูต้อง work hard ไปก่อนนะคะ ก็เลยติดบ่วงกรรมที่ว่า “คนขยันอยู่ที่ไหนก็ลำบาก” เรื่อยไป

แต่เราก็ไม่ท้อนะ…เพราะท้อมีเอาไว้สำหรับลิงเท่านั้น 🐒

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.2)💁‍♀️ความเดิมคราวที่แล้วที่บอกว่า…ในวงการโภชนาก...
18/08/2026

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.2)

💁‍♀️ความเดิมคราวที่แล้วที่บอกว่า…ในวงการโภชนาการการกีฬายังมีอีกหลายเรื่องที่นักวิชาการยังไม่มีคำตอบที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน หรือ “NO Agreement“ กล่าวคือ แม้จะมีงานวิจัยรองรับอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการนำหลักฐานเหล่านั้นมาใช้จริง

มันไม่ใช่ว่า “ ทุกอย่างไม่มีคำตอบ” แต่ “คำตอบมักขึ้นกับบริบท” เช่น ชนิดกีฬา ระยะเวลาการแข่งขัน ระดับนักกีฬา สภาพอากาศ เพศ อายุ และเป้าหมายของการกิน ตัวอย่างเช่น การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง (High CHO) อาจเหมาะสำหรับกีฬาที่มีความหนักสูง แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงตลอดเวลา

✅ สิ่งนี้สะท้อนว่าการให้คำแนะนำด้านโภชนาการการกีฬาไม่ใช่เพียงการเลือกว่าฝ่ายใด “ถูก” หรือ “ผิด” แต่จำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานที่มีอยู่และข้อจำกัดของหลักฐานเหล่านั้นด้วย

วันนี้อาจารย์จะมาอธิบายว่า…เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

💁‍♀️เหตุใดนักวิชาการจึงถกเถียงกันมากเหลือเกิน ทั้งๆที่บางทีเราก็เห็นว่ามีหลักฐานพิสูจน์สิ่งที่เค้าถกเถียงกันแล้ว?

1️⃣ หลักฐานที่มีอยู่อาจยังไม่สมบูรณ์ และบางครั้งผลการศึกษาก็ขัดแย้งกันเอง
2️⃣ การมีความเชื่อที่หนักแน่นทั้งที่อาศัยหลักฐานแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น
3️⃣ บางความเชื่ออาจไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานใดๆ เลย

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการนำเสนอหลักฐานอย่างบิดเบือนโดยตั้งใจ หรืออิทธิพลจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น ในโลกของอาหารเสริมอาจมีแรงจูงใจทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิธีนำเสนอข้อมูล

อีกประเด็นที่สำคัญคือ social media เพราะสื่อสังคมออนไลน์เปิดโอกาสให้บุคคลต่าง ๆ สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ง่าย และอาจารย์ก็เน้นตรงที่ว่า “Social media prioritises opinions over evidence” กล่าวคือ social media มักให้ความสำคัญกับความคิดเห็นมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

✅ดังนั้น การที่ข้อมูลบางอย่างได้รับความนิยมสูงหรือถูกพูดซ้ำบ่อยครั้ง ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลนั้นมีหลักฐานที่แข็งแรงกว่าเสมอไป การประเมินคำกล่าวเกี่ยวกับอาหาร อาหารเสริม หรือกลยุทธ์ทางโภชนาการจึงต้องกลับไปดูคุณภาพของหลักฐาน ไม่ใช่อาศัยเพียงความมั่นใจหรือความนิยมของผู้พูดเพียงอย่างเดียว

💁‍♀️ทำไมความมั่นใจ ≠ ความถูกต้อง?

อาจารย์ก็ยกคำกล่าวของ Bertrand Russell ที่ว่า “The whole problem with the world is that fools and fanatics are always so certain of themselves, and wiser people so full of doubts.”

แปลว่า ระดับความมั่นใจของผู้พูดไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับความแข็งแรงของหลักฐาน คนที่พูดอย่างมั่นใจมากที่สุดอาจไม่ได้มีหลักฐานดีที่สุด ขณะที่ผู้ที่เข้าใจข้อจำกัดของหลักฐานอาจใช้ภาษาที่ระมัดระวังกว่า เพราะตระหนักว่าผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่

แนวคิดนี้สัมพันธ์โดยตรงกับเรื่องอาหารเสริมและคำแนะนำด้านโภชนาการ อาจารย์ยกตัวอย่างว่าถ้าเราไปถามนักวิชาการว่า อาหารเสริม X ใช้ได้ผลไหม นักวิชาการจะตอบว่า..ก็แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่ชนิดกีฬา แล้วแต่ว่าเป็นนักกีฬาระดับไหน…บลาๆๆ แต่ถ้าเราไปถามคนขายผลิตภัณฑ์ตัวนั้น เค้าจะตอบว่า “รับประกันว่าได้ผลแน่นวล” โดยไม่สนสี่ สนแปด อะไรเลย ความมั่นใจดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้แทนหลักฐานได้

✅ในทางวิทยาศาสตร์ ความไม่แน่ใจบางส่วนไม่ได้หมายถึง การไม่รู้ แต่สะท้อนถึงการยอมรับว่า ”หลักฐานมีขอบเขตและข้อจำกัด“ ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูลควรแยก “ความมั่นใจของผู้พูด” ออกจาก “ความแน่นอนของหลักฐาน”

**มั่นใจให้ 5 มั่นหน้าให้ 10 ใช้ไม่ได้ในวงการนี้นะคะ (แน่นวลว่า แอดฯกล่าวเอง)**

💁‍♀️ปริมาณของหลักฐาน (Quantity of evidence) ยังไม่มากพอ?

อาจารย์ก็มาพูดถึงปริมาณของหลักฐานหรืองานวิจัยกันบ้าง โดยแสดงกราฟจำนวนผลงานตีพิมพ์จากฐานข้อมูล Web of Science เมื่อใช้คำค้นว่า “sports nutrition”

จากกราฟจะเห็นว่าจำนวน publications ด้านโภชนาการการกีฬาเพิ่มขึ้นอย่างมากตามเวลา โดยเฉพาะในช่วง 15 ปีหลัง กราฟจึงสะท้อนว่าสาขานี้ไม่ได้ขาดงานวิจัยในเชิง “ปริมาณ” อีกต่อไป แต่กลับมีข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การมีงานวิจัยจำนวนมาก…ไม่ได้หมายความว่าความรู้ทุกเรื่องจะสมบูรณ์หรือได้ข้อสรุปที่แน่นอนโดยอัตโนมัติ งานวิจัยจำนวนมากอาจยังมีข้อจำกัด หรือมีการศึกษาที่แตกต่างกันจนไม่สามารถนำมารวมเป็นข้อสรุปเดียวได้ง่ายๆ

✅ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “มีงานวิจัยเรื่องนี้หรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “งานวิจัยที่มีอยู่นั้นมีคุณภาพเพียงใด?”

💁‍♀️ คุณภาพของหลักฐาน (Quality of Evidence)

อาจารย์ก็ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ถึงแม้เราจะมีงานวิจัยในปริมาณมากพอแล้ว แต่ “Much of the available evidence is weak” หรือหลักฐานที่มีอยู่จำนวนมากยังอ่อน โดยระบุข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่

⚠️poor study design — การออกแบบการศึกษาที่ไม่ดี
⚠️small sample sizes — จำนวนกลุ่มตัวอย่างน้อย
⚠️limited methodology — วิธีการศึกษามีข้อจำกัด
⚠️inappropriate exercise modality — รูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้ศึกษาไม่เหมาะสม
⚠️inappropriate study population — ประชากรที่นำมาศึกษาไม่เหมาะสมกับคำถามที่ต้องการตอบ

ข้อสุดท้ายมีความสำคัญอย่างมากในเชิงของโภชนาการการกีฬา เพราะผลที่ได้จากประชากรกลุ่มหนึ่งอาจไม่สามารถนำไปใช้กับประชากรอีกกลุ่มหนึ่งได้โดยตรง เช่น ผลจากบุคคลทั่วไปอาจไม่สามารถนำไปสรุปถึงนักกีฬาระดับสูง (elite) ได้

อีกปัญหาหนึ่ง คือ หลักฐานจำนวนหนึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor ต่ำและมีคุณภาพที่ชวนน่าสงสัย และอีกจำนวนหนึ่งก็อยู่ในวารสารวิชาการที่นักกีฬา โค้ช และ บุคลากรหน้างานไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการปฏิบัติจริง เมื่อผู้ที่ต้องใช้ข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงงานวิจัยต้นฉบับได้ ก็อาจต้องพึ่งข้อมูลที่ผ่านการสรุปหรือเผยแพร่ต่อในช่องทางอื่น ซึ่งเพิ่มโอกาสของ misinformation ได้มากกก

✅อย่างไรก็ตาม โลกก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียว อาจารย์ก็ไม่ได้สรุปว่าหลักฐานทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ แม้หลักฐานจำนวนมากจะมีข้อจำกัด แต่ก็ยังมีข้อมูลบางส่วนที่ชัดเจนเพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ดีได้

💁‍♀️หลักฐานที่น่าเชื่อถือ..ทำไมถึงสร้างยากแทร่? ในเมื่องานวิจัยมีมากมายเท่าใบไม้ร่วงในป่าใหญ่

อาจารย์ยกตัวอย่างความยากให้เห็น เช่น
การวัด endurance performance โดยเฉพาะเรื่อง repeatability หรือ ความสามารถของการทดสอบที่จะให้ผลใกล้เคียงกันเมื่อทำซ้ำ
*ในที่นี้จะใช้ค่า CV หรือ coefficient of variation ในหน่วยเปอร์เซ็นต์ เพื่อแสดงความแปรปรวนของการวัด

เมื่อนำเอาวิธีการวัด endurance performance มาเปรียบเทียบกันจะพบว่า แต่ละวิธีจะมีความแปรปรวนของการวัดที่แตกต่างกัน เช่น

Time to exhaustion = 5–26%
Time trial = 1–3%
Constant load then TT = 1–3%
Intermittent test = 2–5%**

ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญเพราะการวัด performance ของนักกีฬาไม่ได้ให้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง แม้จะเป็นนักกีฬาคนเดียวกันก็ตาม ยิ่ง CV สูง การทดสอบก็ยิ่งมีความแปรปรวนสูง และทำให้ยากขึ้นเมื่อต้องตัดสินว่าการเปลี่ยนแปลงที่พบเกิดจาก intervention ที่ให้จริง หรือเป็นเพียงความแปรปรวนตามธรรมชาติของการทดสอบ

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ time to exhaustion (ให้นักกีฬาออกกำลังกายจนกว่าจะรู้สึกเหนื่อยจนกระทั่งไม่สามารถออกกำลังต่อได้แล้ว เช่น การปั่นจักรยานจนกว่าจะปั่นไม่ไหว) ซึ่งมี CV กว้างถึง 5–26% ขณะที่ time trial (ให้ปั่นจักรยานในระยะทางที่กำหนดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้; เหมือนการแข่งขัน) มี CV เพียงประมาณ 1–3% จึงมี repeatability ที่ดีกว่า

✅เรื่องนี้สำคัญต่อการวิจัยโภชนาการอย่างมาก เพราะหากนักวิจัยต้องการตรวจสอบว่าอาหารหรืออาหารเสริมทำให้ performance ดีขึ้น ยิ่งผลนั้นมีค่าน้อยเท่าไหร่ วิธีการวัดยิ่งต้องมีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นั้นได้ มิฉะนั้นความแปรปรวนของการทดสอบก็อาจจะบดบังผลของ intervention ได้

💁‍♀️ทำไมความแตกต่างเพียงเล็กน้อยจึงสำคัญสำหรับนักกีฬา?

อาจารย์อธิบายด้วยการยกตัวอย่างผลการแข่งขัน London Marathon 2003 เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในกีฬาระดับสูง ความแตกต่างของ performance ระหว่างผู้แข่งขันอาจน้อยมาก

อันดับ 1️⃣ G. Abera จาก Ethiopia ทำเวลา 2:07:56
อันดับ 2️⃣ S. Baldini จาก Italy ทำเวลา 2:07:56 (เท่ากัน)
อันดับ 3️⃣ J. Ngolepus จาก Kenya ทำเวลา 2:07:57 (ห่างเพียงหนึ่งวินาที)
อันดับ 7️⃣ L. Bong-Ju จาก Korea ทำเวลา 2:08:10 (ความแตกต่างจากผู้ชนะเพียง 0.16%)

ข้อมูลนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการเปลี่ยนแปลง performance เพียงเศษเสี้ยวของเปอร์เซ็นต์จึงอาจมีความสำคัญใน elite sport ได้ ถึงแม้ในชีวิตประจำวัน การเพิ่มสมรรถนะ 0.5% อาจดูเล็กมาก แต่ในการแข่งขันที่อันดับต้นๆ ห่างกันเพียงไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กดังกล่าวอาจส่งผลต่ออันดับการแข่งขันได้

✅อาจารย์ก็สรุปว่า ถ้าผลที่เราต้องการตรวจจับมีขนาดเล็ก วิธีการวัดยิ่งต้องมีความแม่นยำสูงและค่า repeatability ก็ต้องสูงมากด้วยเช่นกัน (แม้จะทดลองซ้ำก็ยังได้ผลเหมือนเดิม)

✅หากความแตกต่างระหว่างนักกีฬาอยู่เพียงประมาณ 0.1–1% แต่การทดสอบมีความแปรปรวนสูงหลายเปอร์เซ็นต์ การระบุว่า intervention ทางโภชนาการให้ประโยชน์จริงหรือไม่ก็จะยิ่งทำได้ยาก

💁‍♀️ความยากในการพิสูจน์ประสิทธิผลเมื่อผลลัพธ์ไม่ชัดเจน

อาจารย์ก็เอ่ยว่า นอกจากปัญหาการวัด performance ที่ว่ายากแล้ว ที่ยากกว่านั้น คือ การวัดผลลัพธ์ กล่าวคือ ความยากในการประเมินว่า intervention มีประสิทธิผลหรือไม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้า endpoint หรือผลลัพธ์ที่ต้องการวัดไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างผลลัพธ์ที่วัดยาก ได้แก่ wound healing, muscle soreness, immune function, joint health ซึ่งแม้จะนักวิจัยจะทุ่มทั้งกาย เททั้งใจ ใช้ท้ังเวลาและกำลังทรัพย์มหาศาล ก็ไม่อาจสามารถพิสูจน์ประสิทธิผลของ nutritional strategies หรือ dietary supplements ในประเด็นเหล่านี้ได้

เนื่องจากผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้วัดได้ตรงไปตรงมาเหมือนเวลาที่ใช้ในการวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือผลการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น muscle soreness เป็นอาการที่มีความเป็น subjective ขณะที่ immune function เป็นระบบที่ซับซ้อนและอาจประเมินได้ด้วยตัวชี้วัด (biomarker) หลายชนิด

ดังนั้น การกล่าวว่าอาหารเสริมบางชนิด “ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน” “ช่วยสุขภาพข้อ” หรือ “ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ” จำเป็นต้องพิจารณาว่า งานวิจัยนั้นใช้ endpoint อะไรในการตัดสินว่าได้ผล

✅ประเด็นหลักที่อาจารย์ต้องการจะสื่อ คือ เรื่องความไม่แน่นอน ยิ่ง outcome มีความซับซ้อนและกำหนดได้ไม่ชัด การสร้างหลักฐาน (evidence) ที่สามารถพิสูจน์ประสิทธิผลได้อย่างเด็ดขาดก็ยิ่งยากเข้าไปอีก

💁‍♀️Absence of Evidence ≠ Evidence of Absence

2 คำนี้ต้องแยกความหมายให้ดี

คำว่า Absence of evidence of efficacy หมายถึง “เรายังไม่มีหลักฐานว่ามันได้ผล”

ส่วน Evidence of absence of efficacy หมายถึง “เรามีหลักฐานว่ามันไม่ได้ผล”

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

✅หากมีการศึกษาน้อยเกินไป งานวิจัยมีขนาดเล็ก หรือวิธีการวัดไม่ดีพอจนไม่สามารถตรวจพบผลได้ สิ่งที่สรุปได้อาจเป็นเพียงว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผล ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า intervention นั้นไม่มีประสิทธิผลอย่างแน่นอน

เช่นกันกับประโยคที่ว่า…

“Absence of evidence of adverse effects should not be taken to mean that a diet or supplement is safe.”

“การที่เรายังไม่พบหลักฐานว่าเกิดอันตราย ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย”

นี่เป็นหลักคิดที่สำคัญมากสำหรับการประเมินอาหารและอาหารเสริม เพราะเราต้องแยกคำถามเรื่อง efficacy และ safety ออกจากกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าได้ผล และในขณะเดียวกันก็อาจยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะรับรองความปลอดภัยเช่นกัน

✅ดังนั้น การไม่มีข้อมูลไม่ควรถูกใช้เป็นข้อพิสูจน์ทั้งในด้านบวกหรือด้านลบโดยอัตโนมัติ

แอดฯ ได้ฟังอาจารย์พูด ก็เหมือนได้บรรลุธรรมไปอีกขั้นหนึ่ง 🧘‍♀️ กลับมานั่งคิดต่ออยู่พักใหญ่ จึงสรุปกับตัวเองได้ว่า…

เขาไม่รักเรา ≠ เราไม่น่ารัก
เขาไม่เห็นค่าเรา ≠ เราไม่มีค่า
ไม่ใช่เพราะ absence of evidence หรือ evidence of absence อะไรทั้งนั้น
คนบางคน…เขาก็แค่ ตาถั่ว เฉยๆแหละ 🫛🥜

สมัยนี้…ไม่ใช่แค่ HYROX ที่ทุกคนต้องรู้จัก! อีกหนึ่งคำที่คนกีฬายุคใหม่ต้องรู้จักคือ Safeguardingขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมการ...
17/08/2026

สมัยนี้…ไม่ใช่แค่ HYROX ที่ทุกคนต้องรู้จัก!

อีกหนึ่งคำที่คนกีฬายุคใหม่ต้องรู้จักคือ Safeguarding

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมการอบรม Safeguarding in Sport: From Policy to Practice

เปิดตัว “นโยบายด้านความปลอดภัยทางกีฬาแห่งชาติ” ครั้งแรกในประเทศไทย 🇹🇭 และการขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบกีฬาที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ระดับนโยบายสู่การนำไปใช้จริง

📅 28 สิงหาคม 2569
📍 Convention Hall โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์

เพราะกีฬาแห่งอนาคต…ไม่ได้วัดแค่ใครชนะ
แต่วัดด้วยว่าทุกคน “ปลอดภัย” แค่ไหน

เพราะความปลอดภัยและความเท่าเทียมไม่ใช่ทางเลือก แต่คือมาตรฐานใหม่ของกีฬาไทย 🔥

🇹🇭💪🏻Safeguarding in Sport: From Policy to Practice

การคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยในกีฬา “จากนโยบาย สู่การปฏิบัติ”

ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของวงการกีฬาไทย กับการเปิดตัว

“นโยบายด้านความปลอดภัยทางกีฬาแห่งชาติ”ครั้งแรกในประเทศไทย และการขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบกีฬาที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ระดับนโยบายสู่การนำไปใช้จริง

พบกับการอบรมและสัมมนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ

✅Safeguarding in Sports
✅ Digital Safeguarding & Cyberbullying
✅สิทธิและสวัสดิภาพนักกีฬา
✅Gender Equality & GBV
✅การคุ้มครองเด็กและเยาวชน
✅บทบาทองค์กรกีฬาในการสร้างพื้นที่กีฬาที่ปลอดภัย

พร้อมเวทีเสวนา “From Policy to Practice” เชื่อมโยงภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคกีฬา ภาคสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมกันเปลี่ยน “นโยบาย” ให้เกิดเป็น “การปฏิบัติ” อย่างเป็นรูปธรรม

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569
Convention Hall โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์

ความปลอดภัยและความเท่าเทียมไม่ใช่ทางเลือก แต่คือมาตรฐานใหม่ของกีฬาไทย 🇹🇭✌🏻

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.1)เมื่อเดือนก่อนในงานประชุมวิชาการ AFSM 2026 ซึ่...
09/08/2026

The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends (Ep.1)

เมื่อเดือนก่อนในงานประชุมวิชาการ AFSM 2026 ซึ่งสมาคมฯ ของเรา (SMAT) ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพกับ AFSM และ TOSSM จัดขึ้น เราได้รับเกียรติจาก Prof. Ron Maughan บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน “เจ้าพ่อ” แห่งวงการโภชนาการการกีฬา มาร่วมเป็น Keynote Speaker ในหัวข้อ “The Future of Sports Nutrition: Evidence, Myths and Emerging Trends” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่แอดฯ ฟังแล้วได้ทั้งความรู้และมุมมองที่น่าสนใจหลายๆอย่าง วันนี้เลยตั้งใจว่าจะลองสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้น มาแบ่งปันให้แฟนๆ เพจได้เรียนรู้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่อง Sports Nutrition แต่อาจจะติดภารกิจไม่สามารถไปร่วมงานได้ (หวังอยู่ลึกๆว่า...เผื่อได้อ่านบทความนี้แล้ว ปีหน้าอาจจะ…มีใจไปเจอกันได้บ้าง)

ก่อนจะเริ่ม…แอดฯ ขอใช้โอกาสนี้กราบขอบพระคุณท่านนายกสมาคมฯ รศ.นพ. พินิจ กุลละวณิชย์ เป็นอย่างสูงที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสฟังการบรรยายดีๆจาก Prof. Ron ในครั้งนี้ จากสายสัมพันธ์อันดีของอาจารย์ และสำหรับแอดฯ เอง การที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบพระคุณท่านนายกฯและกรรมการบริหารสมาคมฯทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับโภชนาการการกีฬา และเปิดพื้นที่ให้ศาสตร์นี้ได้เข้ามามีบทบาทในวงการกีฬามากขึ้นค่ะ🙏

เรามาเริ่มกันเลย…
มาดูกันว่า ในมุมมองของ Prof. Ron อนาคตของ Sports Nutrition จะเป็นเช่นไร?
📌อะไรคือ Evidence (หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ)?
📌อะไรคือ Myth (เพียงความเชื่อ)?
📌มี Emerging trends (แนวโน้มใหม่ๆ/เทรนด์ใหม่ๆ)อะไรบ้างที่คนในวงการโภชนาการการกีฬาควรจับตามองเป็นพิเศษ?

💁‍♀️อาจารย์ก็เปิดการบรรยายด้วยสไลด์แรกที่กล่าวถึง
ปัจจัยที่ทำให้เป็นนักกีฬาคนหนึ่งกลายเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งได้แก่
☑️พรสวรรค์ (Talent)
☑️โอกาส (Opportunity)
☑️แรงจูงใจ (Motivation)
☑️การฝึกซ้อม (Training)
☑️ความสามารถในการตอบสนองต่อการฝึก (Trainability)
☑️การหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ (Avoiding injury)
☑️โภชนาการ (Nutrition)
☑️อาหารเสริม (Supplement)
✅ตรงนี้อาจารย์ทำตัวอักษรใหญ่เล็กไม่เท่ากันให้เห็นว่าจริงๆแล้วปัจจัยแต่ละอย่างให้ผลไม่เท่ากัน โดยเฉพาะ “อาหารเสริม” นั้นมีตัวเล็กมาก แทบจะมองไม่เห็นเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นๆแล้ว

💁‍♀️ต่อมาอาจารย์ก็พยายามชี้ให้เห็นว่าในบรรดาปัจจัยที่ว่ามานั้น มีทั้งปัจจัยที่เราควบคุม/เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้
✅ แม้ว่าพันธุกรรมหรือยีนอาจมีส่วนกำหนดศักยภาพ (potential) ของแต่ละบุคคล แต่สมรรถภาพหรือผลงานที่เกิดขึ้นจริง (performance) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น โอกาส แรงจูงใจ การฝึกซ้อม อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อม โภชนาการ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
👉แน่นวลว่าอะไรที่เปลี่ยนไม่ได้เราก็ต้องทำใจละเนอะ โฟกัสเฉพาะที่เราควบคุมได้ดีกว่า

💁‍♀️เข้าเรื่องที่ว่า...แล้ว บทบาทของ “โภชนาการการกีฬา” จะอยู่ที่ใดกันเล่า?
แน่นวลว่าอาจารย์ก็ไม่พลาดที่จะหยิบวลีเด็ดของตัวเองที่กลายเป็น viral quote ตลอดกาลมาพูด (ซึ่งแอดฯแอบเอาไปใช้เป็นประจำ)
✅ อาหารที่ดี…อาจไม่สามารถเปลี่ยนนักกีฬาธรรมดาให้กลายเป็นแชมป์ได้
แต่อาหารที่แย่…อาจทำให้ว่าที่แชมป์ กลายเป็นเพียงนักกีฬาธรรมดาคนหนึ่งได้
✅ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่นักกีฬาจะทุ่มเทซ้อมอย่างหนัก แต่กลับละเลยว่า “โภชนาการ” จะช่วยสนับสนุนศักยภาพและผลงานของตัวเองได้อย่างไร
⚠️ก็เหมือนรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ชั้นยอด แต่กลับไม่ใส่ใจว่า…เรากำลังเติมน้ำมันอะไรให้มัน

💁‍♀️อาจารย์เกริ่นว่า ไหนๆวันนี้จะมาพูดถึงเรื่อง “อนาคต” ก็เลยลองหยิบลูกแก้ววิเศษ (crystal ball) มาส่องดูสักหน่อย แต่สงสัยจะส่องแล้วไม่เห็นอะไร เลยเปลี่ยนไปส่องใน Google Search แทน
👉แล้วก็พบว่า ในปี 2025 ตลาด Sports Nutrition ทั่วโลกมีมูลค่าราว 22.02 billion USD และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 43.88 billion USD ในปี 2033
✅ก็เรียกได้ว่า “อนาคต” ยังสดใสอยู่และเป็นตลาดที่มีพื้นที่ให้เติบโตอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
(*จังหวะนี้แอดฯขอโฆษณาหน่อย หลักฐานมาขนาดนี้ จะลงทุนกับ sports nutritionist สักคนก็ต้องรีบแล้วนะ ถ้ารอนานกว่านี้ ทองอาจจะขึ้นราคาได้นะงับ)

💁‍♀️ก็เห็นมาแค่นั้น...ก็เลยวิเคราะห์อนาคตต่อไม่ได้ละ อาจารย์ก็เลยต้องหาทางอื่น จึงยกคำพูดคมๆ ของ Albert Einstein มาว่า “ถ้าเราอยากรู้อนาคต..ก็ให้กลับไปย้อนดูอดีต”

น่าสนใจแฮะ (อ.ไม่ได้กล่าว)

✅งั้นเรากลับไปดูอดีตของ Sports Nutrition กันจักหน่อย อาจารย์ก็เล่าเรื่องอดีตให้ฟังว่า
💬ในปี 1809 Captain Barclay (น่าจะเป็นหนุ่ม hot ในยุคนั้น) พยายาม Challenge ตัวเองด้วยการเดิน “1,000 ไมล์ ใน 1,000 ชั่วโมง” หรือคิดเป็นระยะทางประมาณ 1,609 กิโลเมตร ภายใน 42 วัน กติกาคือ ต้องเดิน 1 ไมล์ (ประมาณ 1.6 กม.) ในทุกๆ 1 ชั่วโมง ติดต่อกันจนครบ 1,000 ชั่วโมง
⚠️ซึ่งแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว เพราะนอกจากต้องเดินทั้งกลางวันกลางคืน ยังหมายความว่าแทบไม่มีโอกาสได้มีเวลานอนยาวๆ หรือกินอาหารดีๆเลย
(*จริงๆอยากชวน Captain มาเล่น HYROX น่าจะทรมานน้อยกว่า)

💬 อย่างไรก็ตาม Captain ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งน่าจะเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยในยุคนั้น เพราะเขาสามารถทำสำเร็จได้ในการพยายามครั้งที่ 4 หลังจากล้มเหลวมาแล้วถึง 3 ครั้ง แน่นอนว่าเมื่อประสบความสำเร็จ ผู้คนก็เริ่มอยากรู้ว่า…เขามีกลยุทธ์ในการกินอย่างไร?
⚠️Captain ไม่รอช้า…ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าแนวทางการกินของเขาค่อนข้างเรียบง่าย คือเน้นอาหารจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะ เนื้อวัวและเนื้อแกะ และหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่เชื่อว่าจะทำให้เกิดแก๊สหรือท้องอืด ส่วนผักอย่าง แครอตและมันฝรั่ง ก็ไม่กินเลย (ถือเป็นของต้องห้าม) เพราะในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นอาหารที่มีน้ำมากและย่อยยาก ขณะที่ ปลา ถูกมองว่ามีคุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ ส่วน เนย ชีส และไข่ ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงเช่นกัน

💬การเตรียมตัวก่อนการแข่งขันในยุคนั้นมีหลักสำคัญอยู่ 3 อย่าง คือ
“Sweating, meat-eating and purging”
⚠️พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้เหงื่อออกเยอะๆ + กินเนื้อ + การระบาย/ขับถ่ายออกจากร่างกาย

🙋‍♂️เดี๋ยวๆๆนี่มันอะไรคับเนี่ย..(แอดฯรำพึงรำพันอยู่บนเวที) ช่างขัดกับหลักการที่แอดฯเรียนมาทั้งชีวิต หรือ แอดฯควรจะเอาใบเซอร์ทั้งหมดไปเผาทิ้ง

💁‍♀️ช้าก่อน...อาจารย์รีบห้าม อันนี้อาจารย์จะชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญที่ว่า…
⚠️แม้จะใช้วิธีการกินและการเตรียมตัวแบบนี้ เขากลับยังสามารถสร้างผลงานที่น่าทึ่งได้ และเมื่อคนอื่นเห็นว่า “เฮ้ย...คนนี้ทำแบบนี้แล้วเก่ง” สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ คนอื่นๆ ก็เริ่ม “เลียนแบบ” ทั้งวิธีฝึกและวิธีกินของเขา เพราะเชื่อว่านี่คงเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ และตรงนี้แหละที่เป็นบทเรียนสำคัญมากๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับนักกีฬาเมื่อ 200 ปีก่อน แต่ยังใช้ได้กับวงการ Sports Nutrition ในปัจจุบันได้...เหมือนกัน

☑️การที่นักกีฬาคนหนึ่งประสบความสำเร็จ “ขณะที่” ใช้วิธีการบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเขาประสบความสำเร็จ “เพราะ” วิธีการนั้น หรือพูดอีกแบบว่า
☑️นักกีฬาอาจเก่ง “ทั้งๆ ที่” กินหรือฝึกแบบนั้น ไม่ใช่เก่ง “เพราะ” กินหรือฝึกแบบนั้น

✅ดังนั้น การที่เราเห็นนักกีฬาระดับโลกกินอาหารแบบหนึ่ง ใช้อาหารเสริมตัวหนึ่ง หรือมีวิธี recovery หรือ training แปลกๆ แล้วทำผลงานได้ดีมาก ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยอัตโนมัติว่า สิ่งนั้นคือ สาเหตุที่ทำให้เขาเก่ง เพราะของ 2 สิ่งอาจมีความสัมพันธ์ (association)กัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเหตุและผล (causation) ของกันและกัน

✅นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Sports Nutrition ไม่ควรตั้งอยู่บนคำว่า “นักกีฬาคนนี้ทำแล้วได้ผล” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับมาดูว่า “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกอะไรกับเราด้วย”

และอาจารย์ก็ทิ้งท้ายสไลด์นี้ไว้ว่า...
✅“Athletes — and those who work with them — would do well to remember this.”
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทั้ง นักกีฬา และคนที่ทำงานกับนักกีฬา ควรจำเอาไว้ให้ดี ก่อนที่เราจะวิ่งตาม “เคล็ดลับ” ใหม่ๆ ที่เห็นนักกีฬาระดับโลกทำกัน

ปัจจุบันเรื่องที่คนกำลังสับสนกันมากในวงการกีฬา เช่น
High CHO VS Keto Diet
High protein VS Moderate protein
Hydration: drink to thrist or a planned schedule
Female athlete triad/REDS
Supplement use
Etc, etc...

แหม!กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม..หมดโควต้าเขียนแว้วววว รอตอนต่อไปสัปดาห์หน้าน๊า เราจะมาลงรายละเอียดกันว่าแต่ละเรื่องเป็นยังไง อย่าเพิ่งไปไหนนนนกันนะ

ปูลู: 95%เป็นเนื้อหาที่อาจารย์พูดจริงๆ ส่วนอีก 5% ก็เป็นจินตนาการของแอดฯล้วนๆ

สไลด์สามารถตามได้ที่นี่: https://drive.google.com/drive/folders/14-InAJcIRZ91WEyNOK8lpABMbXCu38Q7?usp=sharing

ไม่ได้เป็นหมอ…แค่เป็นห่วงถึงจะรักษาใครไม่ได้เลย…แต่ก็ขยันใส่ใจแฟน (เพจ) อยู่นะ ฝากเพจสมาคมฯ ไว้ในอ้อมใจด้วยงับ ❤️สมัครสม...
08/08/2026

ไม่ได้เป็นหมอ…แค่เป็นห่วง

ถึงจะรักษาใครไม่ได้เลย…
แต่ก็ขยันใส่ใจแฟน (เพจ) อยู่นะ

ฝากเพจสมาคมฯ ไว้ในอ้อมใจด้วยงับ ❤️

สมัครสมาชิกได้แล้ววันนี้
https://forms.gle/9JdboYgCsABfyZ1t7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
[email protected]

ที่อยู่

อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+6621867111

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์