ร้านยาเมดิเมดิกส์

ร้านยาเมดิเมดิกส์ At Medimedix, we're committed to providing high-quality pharmaceutical services to our community.

📣 เริ่ม 1 มิถุนายนนี้!🎉 ร้านยาเมดิเมดิกส์ เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย แล้วค่ะ✅ ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง (G-Wallet) ได้✅ รั...
31/05/2026

📣 เริ่ม 1 มิถุนายนนี้!

🎉 ร้านยาเมดิเมดิกส์ เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย แล้วค่ะ

✅ ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง (G-Wallet) ได้
✅ รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ
✅ ซื้อยา เวชภัณฑ์ และสินค้าเพื่อสุขภาพได้สะดวก

💙 เชิญลูกค้าทุกท่านเข้ามาใช้สิทธิ์ได้ที่ร้านยาเมดิเมดิกส์

📍 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้าน

ใช้สิทธิ์ได้ง่าย สุขภาพดีได้ทุกวัน ❤️

03/05/2026

⏰ ทำไม “การเลือกอายุครรภ์คลอด” ถึงสำคัญ?

เวลาคุยเรื่องการคลอด หลายคนมักคิดว่า
“ยิ่งรอให้ครบกำหนดยิ่งดี”

โดยทั่วไป…ก็จริงครับ 😊
เพราะถ้าแม่และลูกแข็งแรงดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน การรอให้อายุครรภ์เหมาะสม โดยเฉพาะใกล้หรือเกิน 39 สัปดาห์ จะช่วยให้ทารกพร้อมมากขึ้นหลังคลอด

👶 ปอดพร้อมขึ้น
🍼 ดูดนมได้ดีขึ้น
🌡️ คุมน้ำตาลและอุณหภูมิได้ดีขึ้น
🏥 ลดโอกาสต้องนอน NICU

แต่ในชีวิตจริง การตั้งครรภ์ไม่ได้เหมือนกันทุกคน

บางครรภ์อาจมีภาวะที่ทำให้ “การรอต่อ” ไม่ปลอดภัยเท่าที่คิด เช่น

🩸 รกเกาะต่ำหรือรกผิดปกติ
📉 ทารกเจริญเติบโตช้า
💧 น้ำคร่ำน้อย
🤰 ครรภ์แฝด
❤️ ความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษ
🍬 เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี
💦 ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
🧵 ประวัติผ่าตัดมดลูกบางชนิด

ในบางสถานการณ์ ถ้ารอต่อไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแม่หรือลูกมากขึ้น

เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่
“ครบกำหนดหรือยัง?”

แต่คือ
“ถ้ารอต่อ แม่และลูกยังปลอดภัยไหม?”

⚖️ การกำหนดเวลาคลอด คือการชั่งน้ำหนักความเสี่ยง

ด้านหนึ่ง คือความเสี่ยงของการคลอดเร็วเกินไป
👶 ทารกอาจยังไม่พร้อมเต็มที่
🌬️ อาจมีปัญหาการหายใจ
🍼 อาจดูดนมได้ไม่ดี
🏥 อาจต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดหลังคลอด

แต่อีกด้านหนึ่ง คือความเสี่ยงของการรอนานเกินไป
🩸 แม่อาจมีเลือดออก
⚡ ความดันอาจรุนแรงขึ้น
📉 ทารกอาจได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารไม่พอ
💦 อาจมีการติดเชื้อหลังถุงน้ำคร่ำแตก
🚨 บางภาวะอาจกลายเป็นเหตุฉุกเฉินได้

ดังนั้น “เวลาคลอดที่ดีที่สุด”
จึงไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

แต่เป็นช่วงเวลาที่ทีมดูแลต้องพิจารณาจากหลายอย่างร่วมกัน เช่น

🗓️ อายุครรภ์ที่แม่นยำ
🩺 ภาวะของคุณแม่
👶 ภาวะของทารก
📊 ผลตรวจติดตาม
🏥 ความพร้อมของโรงพยาบาลและ NICU
💬 ความเข้าใจและความต้องการของผู้ป่วย

💡

✅ ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ควรหลีกเลี่ยงการคลอดเร็วเกินไป

✅ ถ้ามีข้อบ่งชี้ชัดเจน
ไม่ควรรอเพียงเพื่อให้ครบ 39 สัปดาห์

✅ การตัดสินใจควรเป็นรายบุคคล
เพราะแม่และทารกแต่ละรายมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน

❤️

คลอดเร็วเกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทารก

แต่…

รอนานเกินไปทั้งที่มีข้อบ่งชี้
อาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อแม่และลูก

การกำหนดเวลาคลอดจึงไม่ใช่การ “เร่งคลอด”
และไม่ใช่การ “รอให้ครบกำหนดเสมอ”

แต่คือการเลือกเวลาที่ปลอดภัยที่สุด
สำหรับแม่และลูกในสถานการณ์นั้น ๆ

📌 ดูสรุปช่วงอายุครรภ์ที่แนะนำในภาพประกอบได้เลยครับ 👇

“หนึ่งกล่องยา อาจต่อชีวิตใครได้อีกยาวไกล”  ร้านยาเมดิเมดิกส์ ขอร่วมบริจาค ยาให้กับโรงพยาบาลอุ้มผาง และขอให้สถานการณ์ดีขึ...
31/03/2026

“หนึ่งกล่องยา อาจต่อชีวิตใครได้อีกยาวไกล” ร้านยาเมดิเมดิกส์ ขอร่วมบริจาค ยาให้กับโรงพยาบาลอุ้มผาง และขอให้สถานการณ์ดีขึ้นในเร็ววันค่ะ

27/03/2026

ทำไมบางช่วงรู้สึกขี้ลืมมากกว่าปกติ


บางคนไม่ได้แค่ “ลืมของ”
แต่เหมือนกำลังค่อย ๆ หลุดออกจากช่วงเวลาของตัวเอง
วางของเมื่อกี้ หันกลับมาอีกที จำไม่ได้แล้ว
เดินไปจะทำอะไร อยู่ดี ๆ ก็ว่างเปล่า เหมือนความคิดหายไปต่อหน้าต่อตา

มันทำให้รู้สึกกลัวค่ะ
กลัวว่าตัวเองจะเริ่ม “ไม่เหมือนเดิม”


แต่ความจริงแล้ว หลายครั้งมันไม่ใช่ความจำหาย
แต่มันคือ “สมองไม่ได้รับโอกาสให้จำตั้งแต่แรก”

ในสมองของเรา มีศูนย์หนึ่งชื่อว่า ศูนย์เก็บความจำใหม่ (hippocampus)
หน้าที่ของมันคือเปลี่ยนเหตุการณ์เมื่อกี้ ให้กลายเป็นความทรงจำ
แต่ศูนย์นี้จะทำงานได้ ก็ต่อเมื่อมี “ข้อมูลที่ถูกส่งมาอย่างครบถ้วน”

ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องผ่าน ศูนย์ตรรกะและควบคุมความสนใจ (dorsolateral prefrontal cortex: dlPFC) ศูนย์นี้เหมือนมือที่คอย “จับความคิด” เอาไว้ไม่ให้หลุด
ถ้าวันไหนมันล้า เหนื่อย หรือโดนใช้งานหนักเกินไป ข้อมูลจะหลุดตั้งแต่ยังไม่ทันถูกเก็บ


อีกด้านหนึ่ง ยังมีเครือข่ายการสนใจเรื่องราวภายใน (default mode network: DMN) ที่ชอบพาเราไปคิดเรื่องอื่น คิดอดีต คิดอนาคต พอศูนย์นี้ทำงานมากเกินไป เราจะอยู่ตรงหน้า แต่ใจไม่อยู่ตรงนั้น

ผลที่เกิดขึ้นคือ
เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง แต่สมอง “ไม่ได้อยู่ด้วย”
จึงไม่มีอะไรถูกส่งเข้าไปเก็บใน hippocampus

บางคนเลยรู้สึกว่า “ฉันลืมเร็วมาก”
แต่จริง ๆ คือ “ฉันไม่ได้จำตั้งแต่แรก”


และถ้าช่วงนั้นมีความเครียด หรือพักผ่อนไม่พอ
ศูนย์อารมณ์ (amygdala) จะยิ่งเข้ามารบกวน
ทำให้ dlPFC ทำงานแย่ลงไปอีก

มันจึงไม่แปลกเลยค่ะ
ที่ช่วงชีวิตที่เหนื่อย สับสน หรือกดดัน
ความจำจะดูแย่ลงอย่างชัดเจน


ในเชิงกลไก มันคือ
ความสนใจลดลง → dlPFC จับข้อมูลไม่อยู่ → การเข้ารหัสความจำ (encoding) ไม่สมบูรณ์ → hippocampus เก็บไม่ได้


และสิ่งที่อยากให้รู้คือ อาการแบบนี้พบได้ในคนที่ยังอายุน้อยมาก ๆ
โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตเร็ว คิดหลายอย่างพร้อมกัน นอนน้อย หรือเครียดสะสม

มันไม่ใช่สัญญาณว่าคุณกำลัง “พัง”
แต่มันคือสัญญาณว่า สมองกำลัง “ขอพัก”

สิ่งที่ช่วยได้จริง ๆ อาจไม่ใช่การฝืนจำ
แต่คือการให้สมองกลับมามีจังหวะของตัวเองอีกครั้ง


นอนให้ลึกและพอ เพื่อให้ศูนย์ความจำได้เรียงข้อมูล
ลดการทำหลายอย่างพร้อมกัน เพื่อให้ dlPFC ได้ทำหน้าที่เต็มที่
และฝึกอยู่กับสิ่งตรงหน้า แม้เพียงช่วงสั้น ๆ

เพราะความจำที่ดี
ไม่ได้เริ่มจากสมองที่เก่ง
แต่มาจากสมองที่ “มีระบบประสาทที่พร้อมพอจะรับสิ่งตรงหน้า”


ส่วนท่านที่เป็นซึมเศร้า
รอให้ทุกอย่างดีขึ้น ความจำจะกลับมาเองค่ะ
แม้ช่วงที่ดิ่งมากๆ จะเหมือนสล๊อตจำอะไรไม่ค่อยได้ ตอบสนองอะไรได้ช้าก็ตาม

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

21/03/2026

โรคลำไส้แปรปรวน โรคที่ทำให้รู้ว่าสุขภาพจิตส่งผลต่อลำไส้จริงๆ


อารมณ์เครียด เป็นของอยู่คู่กับมนุษย์ เพราะสิ่งรอบตัวเกือบทั้งหมดย่อมไม่พอใจเรา หรืออาจจะสร้างอันตรายให้กับเรา ทำให้สมองแปลงเป็นความเครียดได้เสมอ แต่การเครียดทำให้เราเปลี่ยนแปลง แล้ววางแผน เพื่อรับมือกับสิ่งนั้นในอนาคตต่อไป

แต่ในบริบทที่กำลังจะพูดจุดนี้คือ เครียดเรื้อรัง (Chronic stress) ที่เราไม่สามารถกำจัดตัวกระตุ้นได้ และส่งผลต่อชีวิตประจำวันแบบเรื้อรัง นำไปสู่การที่ร่างกายเปิดโหมดสู้กับเครียดตลอดเวลา เช่น adrenaline หลั่งตลอด, cortisol หลั่งตลอด

วันแล้ววันเล่า จนวงจรสมองอาจเปลี่ยนไป (Brain reorganization) เปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาท และนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล

แต่มันไม่ได้จบแค่ระบบประสาทในสมองไง
มันส่งผลถึงระบบประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองกับลำไส้ด้วย


ปกติแล้วสมองจะมีการติดต่อกับระบบประสาทที่ผนังลำไส้เสมอ (Enteric nervous system: ENS) โดยสมองควบคุมภาพของการเคลื่อนไหวลำไส้ และลำไส้เองก็รับข้อมูลจากผิวสัมผัส, สัญญาณจากแบคทีเรียในลำไส้ ส่งย้อนกลับไปยังสมอง

เราจะเรียกการติดต่อสื่อสารนี้ว่า Brain - Gut Axis


ผลจากการที่มีความเครียดเรื้อรัง จะทำให้สัญญาณจากระบบประสาทอัตโนวัติทำงานผิดปกติไป ส่งผลให้ระบบประสาท ENS สร้างสัญญาณไฟฟ้ามากไปหรือน้อยไปได้ ทำให้การเคลื่อนไหวลำไส้ที่ผิดปกติ

▪️อาจจะเร็วไปจนดูดซึมสารน้ำไม่ทันจนถ่ายเหลว บีบแรงจนปวดท้อง
▪️อาจจะช้าไปจนดูดซึมสารน้ำจนอุจจาระแห้ง ท้องผูก สะสมแก๊สมาขึ้น ปวดท้องเช่นกัน

และขณะเดียวกัน สมองที่รับความเครียดหนักๆ บางครั้งจะมีการปรับให้ไวต่อประสาทสัมผัสมากขึ้น อย่างถ้ากรณีคนที่เป็น พานิกจะชัดมากคือไวต่อเสียง

ในกรณีโรคลำไส้แปรปรวน สมองจะไหวต่อการรับรู้ในระบบทางเดินอาหารมากขึ้น เรียกภาวะนี้ว่า Visceral hypersensitivity

ทำให้ผลจากการที่ลำไส้บีบตัวผิดปกติ ยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น ปวดแบบทรมาน


และที่จะพูดในวันนี้คือ โรคลำไส้แปรปรวนค่ะ (Irritable bowel syndrome: IBS)

ที่คนเป็นจะมาด้วยอาการปวดท้อง/รู้สึกไม่สบายท้องเรื้อรัง บางคนถ่ายเหลวเด่น (IBS-D) บางคนท้องผูกเรื้อรัง (IBS-C) บางคนก็สลับไปสลับมา (IBS-M) ซึ่งตรงนี้จะมีเกณฑ์การวินิจฉัยอยู่ค่ะโดยแพทย์


ยิ่งไปกว่านั้นพบว่า คนที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีแบคทีเรียนลำไส้เปลี่ยนชนิด (Dysbiosis) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุร่วมแรก หรือเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวลำไส้ผิดปกติก็ได้

กล่าวคือจะมีแบคทีเรียตัวดีๆ ที่สร้างกรดไขมันสายสั้น (Bacteroidetes) มีจำนวนลดลง แต่เพิ่มแบคทีเรียตัวสร้างสารอักเสบ (Firmicutes) จำนวนมากขึ้น

ผลคือทำให้ผนังลำไส้อ่อนแอลง เพราะขาดสารบำรุงอย่างกรดไขมันสายสั้น และได้รับสารก่ออักเสบ (LPS) ตลอด ทำให้ในที่สุดสารก่ออักเสบเหล่านี้ แพร่เข้าสู่ผนังได้มากขึ้น ยิ่งรบกวนการทำงานของระบบประสาท ENS ที่ผนังลำไส้

ก็ยิ่งเสริมกลไกการเคลื่อนไหวผิดปกติ และการปวดขึ้นไปอีก


แต่ไม่ใช่ว่าคนเครียดเรื้อรัง ทุกคนจะต้องเป็นนะคะ ส่วนใหญ่มักจะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เสริมกันจนสุดท้ายระบบ ENS ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม, การกินที่รับพลังงานเกินติดต่อกัน กินไฟเบอร์น้อย

ในคนที่มีภาวะทางจิตเวชอยู่แล้ว โดยเฉพาะซึมเศร้า เพิ่มโอกาสการพบร่วมด้วย เพราะปัจจัยเสี่ยงของซึมเศร้า มันก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคลำไส้แปรปรวนด้วยหลายอันเลย


ดังนั้นย้ำอีกทีว่า เครียดมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในสมอง ในที่สุดมันปรากฎในรูปอาการทางกายภาพที่จับต้องได้ เป็นจริงๆ ปวดจริงๆ ถ่ายผิดปกติจริงๆ

อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพจิตนะคะ
คนแต่ละคนเจออะไรมาไม่เหมือนกัน
เครียดมากน้อยไม่เท่ากัน
หลายครั้งเราต้องมีคนช่วยค่ะ หนึ่งในคนนั้นคือจิตแพทย์นะคะ

แต่กรณีถ้าเริ่มมีอาการปวดท้องเรื้อรัง มีถ่ายผิดปกติแล้ว ไปพบอายุรแพทย์ก่อนนะคะ เพื่อดูว่าใช่ IBS จริงๆ รึเปล่า หรือเป็นโรคอื่น

ที่อยู่

243/11 ซ. ลาดพร้าว 1 จอมพล จตุจักร กรุงเทพ
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66641380810

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยาเมดิเมดิกส์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ร้านยาเมดิเมดิกส์:

แชร์