รุ่งเจริญฟาร์มาซี ถนนนนทรี พระราม3

รุ่งเจริญฟาร์มาซี ถนนนนทรี พระราม3 ร้านขายยา อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ สมุนไพร ชุดตรวจ ATK รับจัดชุดสังฆทาน จัดยาตามใบสั่งแพทย์

06/02/2026

คลายตึง ‼️ ก่อนร่างพัง #ฉบับคนนั่งทำ
พีซ คลินิกกายภาพบำบัด รักษาอาการปวดตึงชาร้าว

17/01/2026

📌 กินยาแก้แพ้แล้ว “สมองเสื่อม” จริงไหม?

พ่อแม่หลายท่าน
อาจจะเห็นโพสต์นึงผ่านตา
แล้วเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมา

โพสต์นั้นเขียนทำนองว่า
👉 การกินยาแก้แพ้เป็นประจำ
อาจเร่งสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

พร้อมกับมีการลิสรายชื่อยาเอาไว้หลายตัว
ซึ่งบางตัว… ลูกของเราก็กินอยู่จริงๆ

คำถามที่ inbox แตกก็คือ
“แบบนี้ลูกจะสมองเสื่อมไหม?”

ก่อนอื่น
ขอให้ใจเย็นๆ กันก่อนนะครับ
เดี๋ยวผมขออธิบายให้ฟังเป็นประเด็นๆ



🔹 สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจก่อน

ผลข้างเคียงจากยา
ไม่สามารถเอาข้อมูลจากทุกกลุ่มอายุมาเหมารวมกันได้

งานวิจัยบางชิ้นทำในผู้สูงอายุ
ซึ่งสามารถแปลผลได้
"เฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น"

ไม่ได้หมายความว่า
ถ้ายานั้นมีผลข้างเคียงในผู้สูงอายุ
จะต้องเกิดผลแบบเดียวกันในเด็กเสมอไป

ในทางการแพทย์
👉 เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ
👉 และผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่เด็กที่ตัวโต

ดังนั้น
ผลข้างเคียงในเด็ก
ต้องดูจากงานวิจัยที่ทำในเด็กโดยเฉพาะ



อีกประเด็นสำคัญคือ
ยาแก้แพ้ไม่ได้เหมือนกันทุกตัว
และไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด

หัวใจของเรื่องนี้คือ
👉 ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
ซึ่งมีคุณสมบัติและผลข้างเคียง
แตกต่างกันอย่างชัดเจนมาก

ถ้าใครยังไม่เข้าใจเรื่อง
ยาแก้แพ้ในเด็กว่ามีกี่กลุ่ม
ต่างกันอย่างไร

ผมเขียนอธิบายไว้ละเอียดแล้ว
ในโพสต์ก่อนหน้านี้
แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านประกอบกันนะครับ
(แปะลิ้งไว้ในคอมเมนท์แรกครับ)

===============

🔹 ขอสรุปให้เข้าใจเป็น 5 ประเด็นดังนี้ครับ
(ใครขี้เกียจอ่าน ข้ามไปข้อ 5 เลย)

===============

1️⃣ ยาที่ถูกพูดถึงในโพสต์นั้น มีอะไรบ้าง?

ในโพสต์ที่หลายคนกังวล
มีการพูดถึงยาแก้แพ้ทั้งหมด 6 ตัว
(แม้หัวข้อจะเขียนว่า 4 ตัวก็ตาม)

ได้แก่
• Diphenhydramine (Benadryl)
• Hydroxyzine (Atarax)
• Chlorpheniramine (CPM)
• Dimenhydrinate (Dramamine)
• Cetirizine (เช่น Zyrtec, Cettec)
• Loratadine (Clarityne)

ตรงนี้สำคัญมากครับ
👉 เราต้องแยกยาเหล่านี้ออกเป็น “กลุ่มเก่า” กับ “กลุ่มใหม่” ก่อน
เพราะความเสี่ยงไม่เท่ากันเลย

===============

2️⃣ ยาแก้แพ้ 2 กลุ่มนี้ “ต่างกันชัดเจน”

🔸 กลุ่มที่ 1 : ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
(First-generation, กลุ่มที่ทำให้ง่วง)

ยากลุ่มนี้มีลักษณะสำคัญคือ
• ผ่านเข้าสมองได้
• มีผลข้างเคียงที่เรียกว่า anticholinergic

ยา 4 ตัวจากลิสข้างต้นที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ
• Diphenhydramine
• Hydroxyzine
• Chlorpheniramine (CPM)
• Dimenhydrinate

ฤทธิ์ anticholinergic
เป็นผลข้างเคียงจากโครงสร้างยาที่ทำให้น้ำมูกแห้ง
จึงมีคนนำไปใช้ตอนเป็นหวัด

แต่สิ่งที่ตามมาของยาแก้แพ้กลุ่มนี้ คือ
• เสมหะเหนียว ไอออกยาก (จากฤทธิ์ anticholinergic)
• ง่วง แต่การนอนไม่มีคุณภาพ (จากการที่ยาผ่านเข้าสมองได้)

📌 ในผู้สูงอายุ
มีข้อมูลชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
ยากลุ่มนี้อาจกระทบสมองในระยะยาว
จึงไม่แนะนำให้ใช้ในผู้สูงอายุ



แล้วในเด็กละ?

👉 ในเด็กยังไม่มีข้อมูลว่า
ยาแก้แพ้รุ่นเก่าทำให้สมองเสื่อม

แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง ได้แก่
• เสมหะเหนียว → ไม่เหมาะในเด็กเล็กและไม่แนะนำในเด็กที่มีหลอดลม/ปอดอักเสบ
• ง่วงนอนแต่รบกวนการนอนหลับลึกของเด็ก

และในปี 2024
มีงานวิจัยจากประเทศเกาหลี
ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA พบว่า
การใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าในเด็กเล็ก
👉 เพิ่มความเสี่ยงต่อการชักได้
โดยเฉพาะช่วงอายุ 6–24 เดือน

ด้วยเหตุนี้หน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯจึงแนะนำว่า
❌ ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

===============

3️⃣ แล้ว cetirizine กับ loratadine ที่ถูกพูดถึงล่ะ อันตรายไหม?

ยาสองตัวนี้คือ
👉 ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ (Second-generation)

รวมถึงยารุ่นใหม่ตัวอื่นๆ ที่ใช้ในเด็กบ่อย เช่น
• desloratadine (Aerius)
• levocetirizine (Xyzal)
• fexofenadine (Telfast)
• Bilastine (Bilaxten)



🟢 จุดเด่นของยาแก้แพ้รุ่นใหม่

ยาในกลุ่มนี้ถูกพัฒนามา
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของยาแก้แพ้รุ่นเก่าโดยตรง คือ

• 🧠 เข้าสมองได้น้อยมาก
• 🚫 ไม่มีฤทธิ์ anticholinergic

ดังนั้น
👉 ในเด็กจึงถือว่าเป็น ยาที่มีความปลอดภัยสูง



มีงานวิจัยปี 2020
ชื่อ Cetirizine use in childhood: a friendly 30-year drug
ยืนยันความปลอดภัยในการใช้ยานี้ในเด็ก

สรุปว่า
👉 cetirizine เป็นยาที่ปลอดภัยในการใช้ในเด็ก
เมื่อใช้ในขนาดและช่วงอายุที่เหมาะสม

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ้างคือ
👉 😴 ง่วงเล็กน้อยในเด็กบางราย
(ซึ่งไม่ใช่ทุกคน และมักไม่รุนแรง)



❌ ขีดเส้นใต้ให้ชัดๆ ตรงนี้

👉 ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์
ที่บอกว่า ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ เช่น
cetirizine หรือ loratadine
ทำให้เด็กสมองเสื่อม

ถ้าลูกจำเป็นต้องกินยาแก้แพ้รุ่นใหม่
เพราะมีอาการที่ควรกินจริงๆ
และใช้ถูกโรค ถูกขนาด ถูกช่วงอายุ
ก็ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลนะครับ

===============

4️⃣ ยาทุกตัวมีผลข้างเคียงเสมอ

ไม่มียาตัวไหนที่ปลอดภัยได้ 100%

บางผลข้างเคียง เราอาจรู้มานานแล้ว
แต่บางอย่างเพิ่งมาทราบจากงานวิจัยใหม่ๆ

และบางยาที่วันนี้เราคิดว่า “ปลอดภัยดี”
ในอนาคตก็อาจมีข้อมูลใหม่ออกมาว่า
ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นก็ได้

เพราะโลกของการแพทย์
ไม่เคยหยุดนิ่งและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ดังนั้น หลักการใช้ยาที่สำคัญที่สุดคือ
👉 ต้องได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง (Benefit > Risk)

ก่อนให้ยาลูกทุกครั้ง
ลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า
• จำเป็นจริงไหม
• ใช้เพื่ออะไร?
• มีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องเฝ้าระวัง

ถ้ายังลังเล ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

===============

5️⃣ สรุปสั้นๆ สำหรับพ่อแม่

🔴 ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
เช่น Chlorpheniramine (CPM), brompheniramine, Diphenhydramine, Hydroxyzine (Atarax)

❗ ไม่ได้ทำให้เด็กสมองเสื่อม
⚠️ แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังหลายเรื่อง
🚫 ไม่แนะนำใน
• เด็กเล็ก
• เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ



🟢 ยาแก้แพ้รุ่นใหม่
เช่น cetirizine (zyrtec), loratadine, desloratadine (Aerius),
levocetirizine (Xyzal), fexofenadine (Telfast), Bilastine (Bilaxten)

✅ มีความปลอดภัยสูงในเด็ก
🧠 ไม่มีข้อมูลว่าทำให้สมองเสื่อม
😴 cetirizine อาจทำให้ง่วงได้ในเด็กบางราย



🔵 เรื่อง “ยาแก้แพ้กับน้ำมูก” ที่พ่อแม่ต้องจำให้ขึ้นใจ

ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ ไม่สามารถรักษาน้ำมูกได้ทุกชนิด

✅ ช่วยลดน้ำมูกจาก "ภูมิแพ้" ได้
❌ แต่ไม่ช่วยลดน้ำมูกจาก "หวัดจากการติดเชื้อ"



🟠 ยาแก้แพ้รุ่นเก่าลดน้ำมูกได้ เพราะเป็นผลข้างเคียงของยา

⚠️ แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
👨‍⚕️ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้

📌 สรุปคือ ไม่ต้องกลัวเกินไป
แต่ก็อย่าใช้ยาแบบไม่เข้าใจครับ

17/01/2026

"นอนสระผม" แล้ววูบ! อันตรายกว่าเก้าอี้ทำฟันจริงหรือ?

"หมอคะ วันก่อนแม่ไปสระไดร์ที่ร้านเสริมสวย กลับมาบ่นว่ามึนหัว บ้านหมุน ตาลาย จะอ้วก ต้องนอนพักเป็นวันเลยค่ะ แกบอกว่าตอนนอนสระที่เตียง ขอบอ่างมันบาดคอมาก แบบนี้อันตรายไหมคะ?"

คำถามนี้เป็นเรื่องที่หมออยากเตือนทุกบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือคนที่มีปัญหากระดูกคอเสื่อมเลยครับ เพราะในทางการแพทย์ เรามีชื่อเรียกภาวะนี้โดยเฉพาะเลยว่า "Beauty Salon Stroke Syndrome" หรือ "กลุ่มอาการอัมพฤกษ์จากร้านเสริมสวย"

ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมครับ? แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ หากเรานอนสระผมในท่าที่ไม่ถูกต้องนานเกินไป โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยง วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันอย่างไรให้เรายังสวยหล่อได้โดยไม่เสี่ยงครับ

# # # ทำไม "เตียงสระผม" ถึงอันตรายกว่า "เก้าอี้ทำฟัน"?

แม้ทั้งสองสถานการณ์จะต้อง "นอนหงายและเงยคอ" เหมือนกัน แต่เตียงสระผมมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่น่ากลัวกว่า ดังนี้ครับ:

1. จุดกดทับที่แข็งและคม (The Hard Edge):
เก้าอี้ทำฟันส่วนใหญ่จะมีเบาะรองศีรษะที่นุ่มและปรับระดับได้ แต่ "อ่างสระผม" มักทำจากเซรามิกหรือพลาสติกแข็งๆ และมีขอบที่โค้งเว้า
เมื่อเราวางคอพาดลงไป น้ำหนักศีรษะทั้งหมดจะกดลงที่จุดเดียว คือบริเวณต้นคอ (ตำแหน่งกระดูกคอข้อที่ 1-2) ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดที่มี "หลอดเลือดแดง" (Vertebral Artery) วิ่งผ่านพอดีครับ

2. องศาการเงยที่มากกว่า (Extreme Hyperextension):
เพื่อให้ผมเปียกน้ำและไม่เลอะเสื้อ เรามักจะต้องยื่นคอและห้อยหัวลงไปในอ่างมากกว่าปกติ ท่านี้เปรียบเสมือนการเอา "สายยางรดน้ำต้นไม้มาหักพับ" ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง (Cerebellum) ไม่สะดวก

3. การบิดหมุนคอ (Twisting):
ช่างเสริมสวยมักจะจับศีรษะเราหันซ้ายที ขวาที เพื่อล้างฟองแชมพู จังหวะที่คอพาดอยู่บนขอบแข็งๆ แล้วถูกบิดนี่แหละครับ ที่เสี่ยงทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาด หรือเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันสมองได้

# # # ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?

ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนะครับ แต่กลุ่มเสี่ยงสูงคือ:

- ผู้ที่มีกระดูกคอเสื่อม: เพราะมีหินปูนเกาะ ทำให้ช่องทางเดินหลอดเลือดแคบอยู่แล้ว
- ผู้สูงอายุ: ที่หลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น เริ่มมีความแข็งตัว (Atherosclerosis)
- คนที่มีโรคประจำตัว: เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

# # # อาการเตือนภัย: ถ้าเป็นแบบนี้ ให้รีบลุกทันที!

ขณะนอนสระผม หรือลุกขึ้นมานั่งเป่าผม หากมีอาการเหล่านี้ ห้ามทนเด็ดขาดครับ

1. เวียนศีรษะรุนแรง: บ้านหมุนติ้ว ทรงตัวไม่อยู่
2. คลื่นไส้ อาเจียน:
3. ตาพร่ามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน:
4. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง: หรือมีอาการมุมปากตก
5. ชา หรืออ่อนแรง: ที่แขนขาข้างใดข้างหนึ่ง

อาการเหล่านี้คือสัญญาณของ Mini-stroke (สมองขาดเลือดชั่วคราว) ถ้าไม่รีบแก้ไข อาจกลายเป็นอัมพาตถาวรได้ครับ

# # # เทคนิค "สระผม" อย่างไรให้ปลอดภัย (ฉบับหมอกระดูก)

ไม่ต้องถึงขั้นเลิกเข้าร้านเสริมสวยนะครับ การไปสระผมผ่อนคลายยังทำได้ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนนิดหน่อยครับ

1. เตรียม "หมอนรองคอส่วนตัว" ไปด้วย:
สำคัญที่สุดครับ! ให้พกผ้าขนหนูผืนหนาๆ พับทบกันหลายๆ ชั้น หรือใช้ฟองน้ำรองคอ (Neck cushion) ที่หาซื้อได้ทั่วไป ติดตัวไปที่ร้านด้วย

- บอกช่างเลยว่า "ขอรองผ้านี้ที่ขอบอ่างนะครับ/คะ" เพื่อให้ผ้าช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่ให้ขอบอ่างกดทับหลอดเลือดโดยตรง และช่วยหนุนให้คอไม่เงยมากเกินไป

2. จัดท่าตัวเองใหม่ (Slide Down):
อย่าแค่นั่งเก้าอี้แล้วเอนหลังลงไปเฉยๆ ครับ

- ให้ "เลื่อนก้นลงมา" จนเกือบจะนอนราบไปกับเก้าอี้ เพื่อให้หลังและไหล่ช่วยรับน้ำหนัก และลดองศาการเงยของคอ ให้คออยู่ในแนวตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

3. สั่งงด "นวด/ดัด/บิด":
แจ้งช่างให้ชัดเจนว่า "มีปัญหากระดูกคอ ห้ามบิดคอแรงๆ ห้ามกระชาก และไม่ต้องนวดกดจุดที่ต้นคอ" ขอแค่เกาเบาๆ ล้างให้สะอาดก็พอครับ

4. อย่าลุกพรวดพราด:
เมื่อสระเสร็จ ให้ช่างค่อยๆ ประคองศีรษะขึ้นมา แล้วนั่งพักสัก 1-2 นาที ให้เลือดไหลเวียนปรับสภาพ ก่อนจะลุกไปที่โต๊ะไดร์ผมครับ

# # # สรุป

"ความสวย" ไม่ควรแลกมาด้วย "ความเสี่ยง" ครับ

ร้านเสริมสวยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ใหญ่หลายท่าน แต่สำหรับคนที่มีภาวะ กระดูกคอเสื่อม การนอนพาดคอบนขอบอ่างแข็งๆ โดยไม่มีอะไรรอง เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งครับ

ครั้งหน้าถ้าจะพาคุณแม่ไปสระผม อย่าลืมเตรียม "ผ้าขนหนูหนาๆ" ไปด้วย หรือเลือกร้านที่มีเตียงสระแบบนอนราบได้ (เตียงสปา) จะปลอดภัยต่อกระดูกคอและสมองมากที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: โทร 081-5303666

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกคอเสื่อม #นอนสระผม #เวียนหัว #บ้านหมุน #อัมพฤกษ์ #ผู้สูงอายุ #ร้านเสริมสวย #ปวดคอ

References:

1. Weintraub MI. Beauty parlor stroke syndrome: report of five cases. JAMA. 1993;269(16):2085-6.
2. Correia PN, Meyer IA, Eskandari A, Michel P. Beauty parlor stroke revisited: An 11-year single-center consecutive series. Int J Stroke. 2016;11(3):356-60.
3. Endo K, Ichimaru K, Komagata M, Yamamoto K. Cervical vertigo after hair shampoo treatment at a hairdressing salon: a case report. Spine (Phila Pa 1976). 2000;25(5):632-4.
4. Julià-Sánchez S, et al. Dental treatment in patients with cervical spondylosis: A review. J Clin Exp Dent. 2017. (Correlation with hyperextension risks).
5. Kamieniecki H, Szyfter W. Vertebral artery dissection: a review. Otolaryngol Pol. 2009.

30/12/2025

ร้านรุ่งเจริญฟาร์มาซี หยุดทำการเทศกาลปีใหม่ 30ธันวาคม2568 ถึง 3มกราคม 2569
ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ

13/12/2025
08/12/2025
07/12/2025

ท้องอืดทุกวัน กินอะไรก็จุก แน่น บุฟเฟต์ทีไรพังทุกที บางวันปวดท้องจนต้องรีบเข้าห้องน้ำ ทั้งที่กินเหมือนเดิมมาตลอด อาการแบบนี้อาจไม่ใช่ “กระเพาะไม่ดี” แต่เกิดจากอาหารกลุ่ม FODMAP ที่ลำไส้ย่อยยากและทำให้แบคทีเรียหมักจนเกิดแก๊สเยอะกว่าปกติ การปรับมากินอาหารแบบ Low FODMAP ช่วยลดแก๊ส ลดอืด และทำให้ระบบย่อยสงบลงจริงในไม่กี่วัน มาดูว่าอาหารที่ “กินได้ ไม่อืด” มีอะไรบ้างครับ

1) ปลา ไก่ ไข่ โปรตีนย่อยง่าย ไม่หมัก ไม่ทำลำไส้ปั่นป่วน
โปรตีนจากปลา ไก่ไม่ติดหนัง และไข่คืออาหารที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนท้องอืดเรื้อรัง เพราะไม่ผ่านการหมักในลำไส้เหมือนคาร์บซับซ้อน ทำให้ไม่มีแก๊สเพิ่ม สบายท้องตั้งแต่มื้อแรก เหมาะมากกับคนที่กินอะไรแล้วอืดง่าย กินโปรตีนลีนเหล่านี้จะช่วยให้ลำไส้สงบลงใน 2–3 วันและลดท้องป่องหลังอาหารได้เยอะมากครับ

2) ผักย่อยง่าย เช่น แครอท แตงกวา ฟักทอง ผักบุ้ง ผักกาดขาว
ผักหลายชนิดทำให้อืดเพราะมี FODMAP สูง โดยเฉพาะหัวหอม กระเทียม บรอกโคลี กะหล่ำ แต่ผักกลุ่ม Low FODMAP เช่น แครอท ฟักทอง แตงกวา ผักบุ้ง หรือผักกาดขาว ย่อยง่ายมาก ไม่ก่อแก๊ส ช่วยให้การขับถ่ายสมดุล และอาการแน่นท้องลดลง ผักเหล่านี้เหมาะกับคนที่กินสลัดแล้วอืด เพราะเป็นผักที่ลำไส้รับได้ดีจริง ๆ

3) คาร์บย่อยง่าย เช่น ข้าว กล้วยน้ำว้า ข้าวโอ๊ต มันเทศปริมาณพอดี
ไม่ใช่ว่าคนท้องอืดต้องงดคาร์บทั้งหมด แค่เลือกคาร์บที่ย่อยง่ายและไม่หมักเร็ว เช่น ข้าวสวย ข้าวโอ๊ต กล้วยน้ำว้า หรือมันเทศปริมาณไม่มาก คาร์บพวกนี้ให้พลังงานโดยไม่ทำให้ลำไส้ปั่นป่วน และช่วยให้จุลินทรีย์ลำไส้ทำงานแบบสมดุล เหมาะกับคนที่ท้องเสียหลังอาหารเช้าบ่อยหรือที่กินผลไม้น้ำตาลสูงแล้วปวดท้องทันทีครับ

4) ผลไม้ที่ไม่ทำให้ลำไส้บวม เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี กีวี ส้ม
รู้ไหมครับว่ามีผลไม้หลายชนิดทำให้อืด เช่น แอปเปิล แตงโม มะม่วง น้ำผึ้ง แต่ผลไม้ Low FODMAP อย่างกีวี ส้ม สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ช่วยให้ท้องสบายขึ้นเพราะไฟเบอร์ละลายน้ำและไม่หมักแรงในลำไส้ คนที่มักปวดบีบท้องหลังทานผลไม้ควรเริ่มจากผลไม้กลุ่มนี้ก่อน จะลดอาการลำไส้แปรปรวนได้ดีมากใน 3–7 วันเลยครับ

5) โยเกิร์ตบางชนิด และนมพืชที่ไม่เพิ่มแก๊ส
คนจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองแพ้แลคโตส พอกินนมวัวหรือไอศกรีมก็อืดทันที การเลือกโยเกิร์ตล้วนที่ไม่มีน้ำตาลผสม หรือนมพืชอย่างนมอัลมอนด์แบบไม่หวาน จะช่วยลดแก๊สได้ชัดเจน เหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟใส่นมหรือกินซีเรียลตอนเช้าแต่ท้องพังทุกครั้ง การเปลี่ยนชนิดนมช่วยลดอาการได้เร็วมากครับ

นอกจากกิน Low FODMAP ทำแบบนี้ไปด้วยครับ
• กินช้า เคี้ยวละเอียด
ลดอากาศที่กลืนเข้าไป ช่วยให้ท้องไม่บวม และลดแรงดันในลำไส้ทันทีหลังมื้ออาหาร
• หลีกเลี่ยงหัวหอม กระเทียมในน้ำซุป อาหารเจียว ผัด
หลายคนงงว่าทำไมกินแกงจืดก็ยังอืด เพราะซุปมี FODMAP จากหัวหอมที่ต้มอยู่ เปลี่ยนน้ำซุปจะช่วยได้มาก
• แบ่งมื้อ ไม่กินอิ่มจนแน่น
มื้อใหญ่เกินไปทำให้ลำไส้ถูกดันจนบวมและเกิดแก๊สเร็ว แบ่งมื้อเป็น 3–4 มื้อช่วยลดอาการได้ทันที
• ลดกาแฟเข้ม ชานม ของทอด และน้ำหวาน
เครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวผิดจังหวะ ทำให้ปวดท้องหรือท้องเสียหลังมื้อได้ง่ายมาก
• เสริมโปรไบโอติกชนิดเหมาะกับ IBS
บางสายพันธุ์ เช่น Lactobacillus plantarum 299v ช่วยลดแก๊ส ลดปวด และทำให้ระบบย่อยกลับมาสมดุลเร็วขึ้น เหมาะกับคนอืดเรื้อรังครับ

ถ้าท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียเป็น ๆ หาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตรวจทุกอย่างปกติ ปัญหาอาจมาจากอาหารกลุ่ม FODMAP ที่ลำไส้ไม่ถูกกับคุณ การเลือกอาหารแบบ Low FODMAP ช่วยลดแก๊ส ลดบวมท้อง และปรับลำไส้ให้สงบได้ภายในไม่กี่วัน ยิ่งทำร่วมกับการกินช้า ลดหัวหอม–กระเทียม แบ่งมื้อ และลดเครื่องดื่มกระตุ้น อาการจะดีขึ้นแบบรู้สึกได้ ลองทำ 2–4 สัปดาห์ แล้วเราจะเห็นว่าลำไส้ตอบสนองดีขึ้นจริงแบบต่างจากเดิมมากครับ

16/11/2025

การใช้ฟลูออไรด์ “ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม” ช่วยป้องกันฟันผุได้ 20-40% ทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้ และปลอดภัยต่อสุขภาพ

🌸ประโยชน์ของฟลูออไรด์ เกิดจากการให้ฟลูออไรด์“สัมผัสผิวฟันโดยตรง” ( topical use) เช่น การแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ และการเคลือบฟลูออไรด์โดยทันตแพทย์ ภายใต้การควบคุมปริมาณที่ใช้

🍀โทษของฟลูออไรด์ เกิดจาก“การรับประทาน”ฟลูออไรด์ในปริมาณมากเกินไป (systemic use) เช่น ฟลูออไรด์จากน้ำดื่ม หรือ จากการรับประทานฟลูออไรด์เสริมโดยขาดการควบคุมดูแล

🌸 คำแนะนำการใช้ฟลูออไรด์

1. แนะนำให้ใช้ “ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์” ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น
- เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ 1000 ppm
- ผู้ใหญ่ และ เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ 1500 ppm
โดยมีปริมาณที่แนะนำ และวิธีปฏิบัติ ตามตารางในภาพ cover photo ของเพจ ผู้ปกครองควรควบคุมดูแลในการใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์โดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี

2. ไม่แนะนำให้เด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ใช้ “น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์”เนื่องจากเด็กเล็กอาจเผลอกลืนโดยไม่ได้ตั้งใจ

3. ทันตแพทย์เด็กไม่จ่าย ”ฟลูออไรด์เสริมแบบรับประทานทั้งชนิดน้ำและชนิดเม็ด“ มาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี

📌มีเพียงเด็กที่มีความต้องการการดูแลเป็นพิเศษ (Special Health Care Needs) ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุสูง จึงอาจพิจารณาให้ยาเม็ดฟลูออไรด์เสริม

👉โดยมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมอีก ดังนี้

3.1 ปริมาณฟลูออไรด์ที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ เช่น น้ำดื่ม นม โดยพิจารณาจ่ายให้เฉพาะระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มต่ำกว่า 0.5 ppm กล่าวคือ
- ระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม

ที่อยู่

รุ่งเจริญฟาร์มาซี 99/354 ถนนนนทรี เขตยานนาวา
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 20:00
อังคาร 08:00 - 20:00
พุธ 08:00 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 20:00
เสาร์ 07:00 - 15:30
อาทิตย์ 07:00 - 15:30

เบอร์โทรศัพท์

+66824629646

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รุ่งเจริญฟาร์มาซี ถนนนนทรี พระราม3ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง รุ่งเจริญฟาร์มาซี ถนนนนทรี พระราม3:

แชร์