D-oro Detox ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก D-oro Detox, Bangkok.

มะเร็งลำไส้ เพชฌฆาตเงียบจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มาทำความรู้จักกับโรคให้ดียิ่งขึ้น แล้วถามตัวเองอีกที วันนี้คุณดูแลสุขภาพแ...
31/10/2017

มะเร็งลำไส้ เพชฌฆาตเงียบจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มาทำความรู้จักกับโรคให้ดียิ่งขึ้น แล้วถามตัวเองอีกที วันนี้คุณดูแลสุขภาพแล้วหรือยัง ?

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ที่ถือเป็นหนึ่งในสามของชนิดมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุด โดยในแต่ละปีนั้นมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้นี้มากขึ้นนับร้อยคน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกับเจ้ามะเร็งชนิดนี้ เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงความอันตรายและหันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น

มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร ?

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ที่เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้มีการแบ่งตัวและเพิ่มขึ้นของขนาดเยื่อบุอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเมื่อเซลล์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะเกิดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกขึ้นในลำไส้ ซึ่งเนื้องอกอาจจะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ได้ แต่หากกลายเป็นมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังชั้นกล้ามเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของลำไส้ผ่านท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือด และไปปรากฏยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เรียกว่า "มะเร็งแพร่กระจาย"

โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้นั้นก็เช่นเดียวโรคมะเร็งอื่น ๆ อีกหลายชนิด คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์มีการคาดว่าอาจจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น การถ่ายทอดของยีนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารไขมันสูง การไม่บริโภคผัก-ผลไม้ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือการมีสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ความผิดปกติที่เกิดในลำไส้หรือระบบขับถ่ายก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง หรือโรคลำไส้แปรปรวน เป็นต้น ทั้งนี้อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ของทั้งเพศชายและหญิงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน


มะเร็งลำไส้ ใครคือกลุ่มเสี่ยง ?

โรคมะเร็งลำไส้แม้จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับบางคนบางกลุ่ม อาจมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าคนอื่น โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้นมีดังนี้

- ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่ผ่านการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเป็นประจำ และกินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์น้อย
- ผู้ที่ชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่
- ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ค่อยมีการขยับไป-มา
- มากกว่า 90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในคนที่อายุมากกว่า 50 ปี
- มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ชนิด Adenomatous polyps
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
- มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน หรือโรคโครห์น (Crohn's disease)
- มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง แต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก

อาการมะเร็งลำไส้ มีสัญญาณเตือนเบื้องต้นอะไรบ้าง

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมะเร็งจะเริ่มต้นจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากละเลยก็อาจทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเราจึงควรสังเกตตัวเองว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้หรือไม่เพื่อที่จะได้พบแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาได้ไวขึ้นค่ะ

1. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม
2. ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนไป อาจมีขนาดเล็กลง หรือมีเลือดออกมาปะปนด้วย
3. ท้องผูก และท้องเสียสลับกันบ่อยผิดปกติ หรืออาจมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ บ่อยผิดปกติ และมักมีอาการปวดบริเวณท้องช่วงล่าง
5. ความอยากอาหารลดลง เพราะเมื่อมีก้อนเนื้ออยู่ในลำไส้ การทำงานของลำไส้จะช้าลง ส่งผลให้ไม่รู้สึกหิว
6. เกิดอาการอ่อนเพลียผิดปกติ เพราะการสูญเสียเลือดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้เนื่องจากเนื้องอก จะส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย ซึ่งถ้าหากเสียเลือดมากเกินไปอาจถึงขั้นช็อกได้
7. คลื่นไส้ อาเจียน หากอยู่ดี ๆ เริ่มมีอาการอาเจียนบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ที่เกิดจากมะเร็งทำให้เกิดอาการนี้ได้

มะเร็งลำไส้ อาการเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหน ?

ส่วนใหญ่แล้วอาการของมะเร็งลำไส้จะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อและตำแหน่งของมะเร็ง โดยหลัก ๆ แล้วจะมีการพบก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

- บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา

หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อมะเร็งที่บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย โลหิตจาง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร บางรายอาจมีอาการปวดหน่วง ๆ ที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา หากคลำบริเวณท้องก็จะพบก้อนเนื้ออยู่ด้วย ในกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยพบอาการลำไส้อุดตัน

- บริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย

ก้อนเนื้อมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการลำไส้อุดตันจากก้อนมะเร็ง หรือมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ มีอาการท้องผูก ปวดท้อง อาเจียน ไม่ผายลม บางรายอาจไม่มีการถ่ายอุจจาระเลย หรือถ้าถ่ายออกมาก็อาจมีเลือดปนออกมาด้วย

- บริเวณลำไส้ตรง

เนื่องจากลำไส้ตรงเป็นส่วนปลายของลำไส้ที่อยู่ใกล้ทวารหนัก หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้อบริเวณนี้ก็อาจจะมีอาการปวดทวารหนักอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด เมื่อถ่ายและก็อาจจะถ่ายไม่สุด บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบโต หรือมีก้อนเนื้อออกมาจากทวารหนักที่ไม่ใช่ริดสีดวง

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีอาการลำไส้อุดตัน จะมีอาการปวดท้องรุนแรงคล้ายลำไส้ถูกบิดอยู่เป็นระยะ อาจมีอาการถ่ายไม่ออก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้หากอยู่ในระยะเริ่มแรกก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากสีอุจจาระ หากมีความผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ก่อนจะดีที่สุดค่ะ


มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีกี่ระยะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่มีทั้งหมด 4 ระยะ ซึ่งในแต่ละระยะมีอัตราการหายขาดจากโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้

มะเร็งลำไส้ ระยะแรก (ระยะที่ 1) - ระยะเริ่มแรก เป็นระยะที่ยังไม่มีการลุกลาม จึงสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด อัตราการหายขาดอยู่ที่ 95%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 2 - เป็นระยะที่เริ่มลุกลาม โดยเซลล์มะเร็งจะทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้ และอาจลามไปถึงเยื่อหุ้มลำไส้ เนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ หรืออวัยวะข้างเคียง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทั้งแบบผ่าตัด และเคมีบำบัดควบคู่กันไป มีโอกาสหายขาดถึง 80-90% แต่ถ้าหากรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเดียวโอกาสจะอยู่ที่ 70%

มะเร็งลำไส้ ระยะที่ 3 - มะเร็งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุด และต้องมีการทำเคมีบำบัดด้วยเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและกลับมาลุกลามได้ ระยะนี้โอกาสหายขาดอยู่ที่ 60%

มะเร็งลำไส้ ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) - ถือเป็นระยะที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมะเร็งจะแพร่กระจายไปที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก ในการรักษาจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดอวัยวะบางส่วนที่เป็นมะเร็งออก และทำเคมีบำบัดร่วมด้วย ในระยะนี้หากได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องโอกาสหายขาดก็เทียบเท่ากับระยะที่ 3



การตรวจมะเร็งลำไส้ มีวิธีใดบ้าง

ในการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาโรคมะเร็งลำไส้สามารถทำได้หลายวิธี มีตั้งแต่วิธีเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติครอบครัว ประวัติส่วนตัว ตรวจร่างกายโดยทั่วไปแล้วจึงจะเข้าสู่การตรวจเฉพาะทาง มีวิธีตรวจดังนี้

1. การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก

วิธีนี้ถือเป็นการตรวจแบบเบื้องต้น โดยแพทย์จะสวมถุงมือและทาครีมหล่อลื่นแล้วจึงจะตรวจบริเวณปากทางของทวารหนัก เพื่อตรวจดูว่ามีก้อนเนื้อแปลกปลอมอะไรหรือไม่

2. ตรวจหาเลือดในอุจจาระ

แพทย์จะสั่งให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจงดเนื้อสัตว์และเลือดสัตว์ รวมทั้งอาหารเสริมบำรุงเลือดต่าง ๆ ที่อาจใช้อยู่เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นก็จะนำตัวอย่างอุจจาระที่ได้ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งถ้าหากมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระก็แปลว่าภายในระบบทางเดินอาหารอาจมีเลือดออก แพทย์ก็จะส่งตัวให้ไปทำการตรวจอย่างละเอียดในขั้นต่อไป

3. การส่องกล้อง

การส่องกล้องเพื่อตรวจวินิจฉัยมีทั้งหมด 2 แบบคือ แบบที่ตรวจเฉพาะลำไส้ส่วนล่าง เรียกว่า Sigmoidoscope และการส่องกล้องเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เรียกว่า Colonoscopy

4. การกลืนสีหรือแป้ง (barium e***a)

นอกจากส่องกล้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหาก้อนเนื้อได้ก็คือการกลืนสารทึบรังสี แล้วเอกซเรย์เพื่อดูความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

5. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หากพบความผิดปกติของลำไส้หลังจากเอกซเรย์ หรือขณะที่กำลังส่องกล้อง แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ถ้าหากใช่ แพทย์ก็จะวางแผนสำหรับการรักษาต่อไป

มะเร็งลำไส้ รักษาอย่างไร ?

หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่าอาการที่เป็นอยู่ในระยะใด จากนั้นจึงจะเริ่มต้นวางแผนสำหรับการรักษา ทั้งนี้แพทย์จะต้องเช็กสภาพความพร้อมของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ อายุ และระยะของมะเร็ง แล้วถึงจะวางแผนการรักษาได้ โดยวิธีการรักษาที่ใช้อยู่กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่

1. การผ่าตัด

การผ่าตัดถือเป็นวิธีการรักษาเบื้องต้นของโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โดยจะผ่าตัดนำลำไส้ส่วนที่เสียออกแล้วนำลำไส้ที่เหลือมาต่อกัน แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นมะเร็งนั้นอยู่ใกล้ทวารหนักก็อาจมีการตัดทวารหนักทิ้ง และให้ผู้ป่วยใช้การอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง จากนั้นแพทย์ก็จะทำการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจนมั่นใจว่าจะไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 2 ขึ้นไป ก็จะเพิ่มการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัดตามมาหลังการผ่าตัดด้วยเพื่อให้ ทำลายเซลล์มะเร็งให้หมด ไม่ให้หลงเหลือจนเกิดมะเร็งซ้ำ

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาเป็นการรักษาที่ใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่เกิดโรค วิธีนี้สามารถลดขนาดของก้อนเนื้อมะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น โดยการใช้รังสีรักษาจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด แต่ปัจจุบันนี้แพทย์นิยมให้ใช้การรักษาด้วยรังสีก่อนการผ่าตัด เนื่องจากได้ผลที่ดีกว่า แต่การให้รังสีหลังผ่าตัดก็สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของโรค และลดการนำลำไส้มาเปิดไว้ที่หน้าท้องได้เช่นกัน

3. เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด โดยผู้ป่วยหลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วก็จะต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาแบบนี้จะต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 2 เป็นต้นไป หรือมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ การใช้เคมีบำบัดสามารถเพิ่มโอกาสรอดของผู้ป่วยได้มากเลยทีเดียว ขณะที่ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาด้วยเคมีบำบัดก็จะกลายเป็นการรักษาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย ลดความทรมานจากมะเร็ง แต่จะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันอย่างไร

ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เนื้อแดงก็ควรรับประทานให้น้อยลง อีกทั้งยังควรดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรืออาการท้องผูกบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังควรตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งค่ะ

ป่วยมะเร็งลําไส้ กินอะไรได้บ้าง หรือห้ามกินอะไร

หากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกโภชนาการ โดยชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง แนะนำว่าผู้ป่วยควรจัดอาหารดังนี้

- คาร์โบไฮเดรต ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและมีใยอาหารมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง เพราะใยอาหารจะช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งและน้ำดีแล้วขับออกจากร่างกาย

- โปรตีน ควรทานวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮม เพราะมีสารไนไตรท์ที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งมากขึ้น ส่วนโปรตีนชนิดอื่นที่ควรทาน เช่น ไข่ และถั่ว เช่น ถั่วเหลือง

- ไขมัน เลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ หันไปทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น ไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งพบได้ในน้ำมันปลา แต่ไม่ควรทานวิตามินเสริม หรือน้ำมันปลา เพราะจะทำให้ได้รับไขมันเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรเลี่ยงไขมันที่เกิดจากการปิ้งย่างหรือน้ำมันทอดซ้ำที่มีสารก่อมะเร็งโดยตรง

- ผัก หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดควรเลี่ยงผักที่มีใยอาหารมาก ๆ รวมทั้งผักกลิ่นฉุนที่มีสารกำมะถันอยู่มาก เช่น ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ส่วนผักที่ควรรับประทานคือผักในตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ามีผลดีต่อการป้องกันและต่อต้านมะเร็งลำไส้ แต่ควรล้างให้สะอาด

- ผลไม้ สามารถทานได้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ยกเว้นผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดมาควรเลือกทานผลไม้ที่ย่อยง่าย เช่น มะละกอสุก ส้ม แก้วมังกร เป็นต้น และหลังจากการรับประทานผลไม้เส้นใยสูงแล้ว ควรเพิ่มการดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร

โรคมะเร็งลำไส้ เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อย่าปล่อยให้วิถีการดำเนินชีวิตของคุณต้องเข้าไปใกล้ความเสี่ยงโรคมะเร็งเลยจะดีกว่า เพราะเมื่อเจ้าโรคนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องเสียไปย่อมไม่คุ้มกันเลย หันกลับมารักตัวเองให้มากอีกนิดจะได้มีอายุที่ยืนยาวนะคะ

สอบถามข้อมูลโทร 087-6693236 เดือน

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #ริดสีดวงทวาร #มะเร็งลำไส้ #ดีท็อกซ์ #ดีโอโร่ #กาสโตแลค

 #สาเหตุท้องผูก และวิธีแก้ปัญหาการใช้ชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีสี่ปัจจัยสำคัญที่เราควรทำอย่างยิ่ง นั่นคือ “รับประทาน -...
29/10/2017

#สาเหตุท้องผูก และวิธีแก้ปัญหา

การใช้ชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีสี่ปัจจัยสำคัญที่เราควรทำอย่างยิ่ง นั่นคือ “รับประทาน - ขับถ่าย - ใช้ชีวิต และ นอนหลับ” เพราะนั่น คือสิ่งสำคัญในการดำรงกาย ดำรงใจ ไว้ให้ตัวเองนั้น ได้สู้ชีวิต และ สามารถใช้ชีวิตในวันที่รวดเร็วไวปานจรวด วันที่ช้าแสนช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน หรือ วันที่สบายๆ ชิลด์เอาท์ ตามสภาวะของแต่บุคคลในช่วงเวลาดังกล่าวไป

ซึ่งหาก ‘ระบบขับถ่าย’ ของคุณหรือใครก็ตาม เกิดมีปัญหางานเข้าขึ้นมาล่ะ บางคนก็อาจจะคิดว่าเรื่องเล็กน้อย คงไม่มีอะไรหรอก แล้วยังใช้ชีวิตแบบขำๆ กันต่อไป แต่แท้ที่จริงแล้ว มันแทบจะไม่ขำเลย เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนของ ‘อาการท้องผูก’ นั่นเอง

แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งด่วนตกใจไป เพราะ ‘อาการท้องผูก’ ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิดซักหน่อย และถ้าเรา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับถ่ายไปได้ การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ก็คงจะมีความสุขอยู่ อย่างแน่นอน ถ้าเราได้รู้ถึงสาเหตุของ ‘อาการท้องผูก’ อย่างแท้จริง

สาเหตุของโรค “อาการท้องผูก”

ด้านสาเหตุของ “อาการท้องผูก” มีหลายสาเหตุมากมายกันไป อาทิ

- การอั้นอุจจาระเป็นประจำ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้นิสัยการขับเสียไป
- การขาดการออกกำลังกาย
- ความเครียด
- รับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อยเกินไป
- การใช้ยาบางชนิด อาทิ ยาบำรุงเลือด, ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือฝิ่น, ยาแก้ชัก, ยารักษาโรคหัวใจ เป็นต้น
- การใช้ชีวิตแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ เฉื่อยๆ

อาการของ “การท้องผูก”

สำหรับอาการท้องผูกนั้นคือ การถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายเป็นไปด้วยความยากลำบาก อาจเป็นเพราะ อุจจาระอยู่ในสภาพที่แห้ง แข็ง หรือ เป็นก้อนเล็กก้อนน้อยเหมือนขี้แพะ

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางคนอาจมีความถี่ในการถ่านอุจจาระปกติ แต่ในการถ่ายแต่ละครั้งจะถ่ายด้วยความยากลำบากก็ถือว่าผู้ป่วยมีปัญหาท้องผูกเช่นกัน ในคนปกติจะถ่ายอุจจาระตั้งแต่วันละ 3 ครั้ง ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ดังนั้นคนที่ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์จะถือว่ามีอาการท้องผูก

ส่วนอาการท้องผูกมักสัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระลำบาก ต้องใช้เวลานานเบ่งนานกว่าปกติ หรือมีอาการเจ็บทวารหนักเวลาถ่าย คนที่มีอาการท้องผูกเกิดขึ้นนานติดต่อกันเกิน 3 เดือน จะถือว่ามีอาการท้องผูกเรื้อรัง

วิธีการดูแลตนเอง และ การรักษา

วิธีการรักษาที่เป็นพื้นฐานที่สุด คือ รับประทานอาหารจำพวกที่มีเส้นใยอาหารมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ จำพวก พรุน ส้ม มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักโขม ข้าวกล้อง เพราะจะช่วยในเรื่องขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้กากใยอาหารที่ได้รับเข้าไป ทำงานให้ได้ดีขึ้น และ เพื่อประสิทธิผลที่ดีขึ้น ควรที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว และสามารถขับเอากากอาหารออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น

และที่สำคัญที่สุด ต้องพยายามฝึกตนเองให้ขับถ่ายเป็นเวลา จะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ เพื่อที่ลำไส้จะได้เกิดความเคยชินกับการขับถ่ายเป็นเวลา นั่นเอง

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #ริดสีดวง #มะเร็งลำไส้ #ดีโอโร่

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236 คุณเดือน
http://line.me/ti/p/%40vdl7456v

✨  #ดีโอโร ล้างลำไส้ดียังไง❔ #ทำไมต้องดีทอกซ์❗🍏✔ล้างลำไส้ ขับสารพิษ สารเคมี ที่ตกค้างมายาวนาน🍈✔ซะล้างไขมันตามผนังลำไส้ ด...
29/10/2017

✨ #ดีโอโร ล้างลำไส้ดียังไง
❔ #ทำไมต้องดีทอกซ์❗
🍏✔ล้างลำไส้ ขับสารพิษ สารเคมี ที่ตกค้างมายาวนาน
🍈✔ซะล้างไขมันตามผนังลำไส้ ดักจับไขมันในทางเดินอาหาร
🍏✔ปรับสมดุลร่างกาย ขับถ่ายสะดวกขึ้น ไม่ต้องพึ่งยาระบาย
🍈✔พุงยุบลง ไม่มีของเสียในร่างกาย ลำไส้สะอาด
🍏✔ผิวพรรณจะสดใส
🍈✔ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้
🍏✔เมื่อทานอาหารเสริมใดๆ จะเห็นผลไวขึ้น เพราะร่างกายมีการดูดซึมที่ดีขึ้น

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #ริดสีดวง #มะเร็งลำไส้ #ดีโอโร่

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236 คุณเดือน

 #สุขภาพลำไส้กับผิวพรรณ        เริ่มต้นที่ลำไส้ที่ดีเนื่องจากเป็นส่วนของระบบขับถ่ายและดูดซึมสารอาหารต่างๆไปหล่อเลี้ยงร่า...
16/10/2017

#สุขภาพลำไส้กับผิวพรรณ
เริ่มต้นที่ลำไส้ที่ดีเนื่องจากเป็นส่วนของระบบขับถ่ายและดูดซึมสารอาหารต่างๆไปหล่อเลี้ยงร่างกาย สุขภาพอื่นๆก็จะดีตามมา ร่างกายจะแข็งแรงไม่ค่อยป่วยไม่ค่อยมีโรค เพราะว่าในไส้ของเราก็จะมีในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน มีในเรื่องของแบคทีเรียตัวดีกับตัวไม่ดี ซึ่งในส่วนสุขภาพลำไส้กับผิวพรรณที่เกี่ยวข้องกันนั้นคือ เมื่อร่างกายเรามีการขับของเสียออกทางอุจจาระ แล้วก็ดูดซึมสารอาหารดีๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ จากอาหารที่เรารับประทาน ถ้าถูดดูดซึมได้อย่างดี แล้วก็นำไปเลี้ยงส่วนต่างๆหรือว่านำไปจัดการในเรื่องของเซลล์บางเซลล์ ระบบต่างๆของร่างกายก็จะสมบูรณ์ทำให้ช่วยให้ผิวพรรณดีตามมานั้นเอง
การดูแลลำไส้ให้สุขภาพดีเริ่มต้นได้ง่ายๆ แค่รับประทานอาหารที่ย่อยได้ง่าย ไม่มีแคลอรี่สูง แล้วก็เป็นอาหารที่ไม่ค่อยผ่านกระบวนการสารกันบูด เพียงเท่านี้ลำไส้ก็จะสมบูรณ์และยังเป็นการทำให้แบคทีเรียตัวดีและไม่ดีสมดุลกัน นอกจากนี้การช่วยให้สุขภาพลำไส้ดียังขึ้นอยู่กับการเคี้ยวอาหาร โดยให้เคี้ยวให้นานขึ้น ให้ข้าวหรือแป้งเริ่มย่อยจากในปาก
ทั้งนี้ในส่วนของการล้างลำไส้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าล้างลำไส้ไปแล้วจะมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเพียงแค่หลังจากที่เราล้างลำไส้แล้วเราก็ต้องจัดการในเรื่องของการใช้จุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นจากโยเกิร์ต นมเปรี้ยว เติมเข้ามาด้วย หรือการเติมโปรไบโอติก เป็นการเติมจุลินทรีย์ตัวดีเข้ามาในลำไส้ เพื่อเป็นการปรับสมดุลจุลินทรีย์ดีและไม่ดีในลำไส้

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #อาหารไม่ย่อย #ลำไส้ #มะเร็งลำไส้ #ริดสีดวง #ดีโอโร่

สอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236

7 อาการ สัญญาณบอกโรคริดสีดวงทวาร ตรวจเช็คด่วน!!1. อาการแรกๆ ที่บ่งบอกคือ การถ่ายเป็นเลือด 2. อาการปวดบวม ระคายเคือง  หาก...
16/10/2017

7 อาการ สัญญาณบอกโรคริดสีดวงทวาร ตรวจเช็คด่วน!!

1. อาการแรกๆ ที่บ่งบอกคือ การถ่ายเป็นเลือด

2. อาการปวดบวม ระคายเคือง หากเป็นริดสีดวงแบบภายนอก แต่ถ้าเกิดลิ่มเลือดขึ้นด้วย จะเจ็บมากขึ้นอาการเจ็บนี้หายได้ใน2-3 วัน แต่ถ้าจะให้หายบวมอาจใช้เวลาเป็น 2-3 สัปดาห์

3. เลือดออกมากับก้อนอุจจาระ มีเลือดติดกระดาษชำระ หรือเลือดหยดลงในโถส้วม หรือมีลักษณะเป็นเมือกๆ มีก้อนรอบปากทวารหนัก หากเป็นริดสีดวงแบบภายใน ซึ่งถ้าหากหัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนัก หรือ อาการคันและ อาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่

4. มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ

5. ทวารหนักเปียกแฉะ และมีอาการคันรอบๆ จนทนไม่ไหวต้องเกา

6. ขณะกำลังขับถ่าย รู้สึกเจ็บบริเวณทวารหนักแบบผิดปกติ

7. เมื่อคลำแถวบริเวณทวารหนัก จะจับได้ว่ามีก้อนๆ

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่อาจไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ทำลายความสุขในชีวิตประจำวันมาก เนื่องจากเราต้องขับถ่ายทุกวัน เมื่อเป็นแล้วจะเจ็บปวด มีเลือดไหล นั่งก็ไม่ได้ ยืนก็ไม่สะดวก ดังนั้น ควรเริ่มจากการดูแลตัวเองในเรื่องของการรับประทานอาหารให้มีกากใยอาหาร จะได้ขับถ่ายสะดวก ไม่ควรมีการกลั้นอุจจาระ หากปวดควรรีบขับถ่ายและขับถ่ายให้หมด ไม่กะปริบกะปรอย ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการเบ่งถ่ายบ่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุที่มาของโรคริดสีดวงทวาร แต่ถ้าพบอาการในเบื้องต้น ตาม 7 อาการสัญญาณบอกโรคริดสีดวงทวารที่กล่าวมา ก็ควรรีบรักษาแต่เนิ่นๆ

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #อาหารไม่ย่อย #ลำไส้ #มะเร็งลำไส้ #ริดสีดวง #ดีโอโร่

สอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดง แต่ต่อมาเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นก็จะมีอาการผิดปกติต่าง ๆ ขึ้นกับตำแหน่...
16/10/2017

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดง แต่ต่อมาเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นก็จะมีอาการผิดปกติต่าง ๆ ขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของมะเร็ง เช่น


-มีอาการท้องผูก (อุจจาระแข็ง) สลับท้องเสีย (อุจจาระเหลว) แบบเรื้อรัง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือดเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือดสด (อาจทำให้คิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวาร)
-อุจจาระมีรูปร่างเปลี่ยนไป (ลักษณะเรียวยาวกว่าปกติ หรือเป็นเส้นเล็กลงที่มีขนาดเล็กกว่าแท่งดินสอ)
-มีอาการปวดท้องหรือท้องอืด/มีลมในท้องเรื้อรัง มีอาการปวดเบ่งที่ทวารหนักคล้ายปวดถ่ายอยู่ตลอดเวลา
-คลื่นไส้อาเจียน
-หากเป็นมากผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียหรืออ่อนแรง เบื่อ--อาหาร หรือน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
บางรายมีอาการซีด (โลหิตจาง) จากการมีเลือดออกทีละน้อย-เรื้อรังจากแผลมะเร็งโดยไม่รู้ตัว
-ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของลำไส้อุดกั้น คือ ปวดบิดในท้อง ท้องผูก ไม่ผายลม ซึ่งจะเป็นอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วทุเลาไปได้เอง และกลับมากำเริบขึ้นใหม่เป็นครั้งคราว
-อาจคลำพบก้อนในท้องที่บริเวณด้านขวาตอนล่าง
ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียงและก่อให้เกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปวดเนื่องจากมีการกดทับที่ก้นหรือฝีเย็บ

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #อาหารไม่ย่อย #ลำไส้ #มะเร็งลำไส้ #ริดสีดวง #ดีโอโร่

สอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236

5 เคล็ดลับช่วยดูแลรูปร่างให้สวยปัง    1. รักษาความคล่องแคล่วว่องไวให้กับร่างกายอยู่เสมอ    วิธีหนึ่งในการรักษาสมดุลของระ...
16/10/2017

5 เคล็ดลับช่วยดูแลรูปร่างให้สวยปัง

1. รักษาความคล่องแคล่วว่องไวให้กับร่างกายอยู่เสมอ

วิธีหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญในร่างกายก็คือการทำให้ร่างกายของเรากระปรี้กระเปร่า คล่องแคล่ว และแข็งแรงอยู่เสมอแม้อายุจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งหากคุณออกกำลังกายเป็นประจำก็จะช่วยกำจัดน้ำหนักและไขมันส่วนเกินออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย รู้หรือไม่ว่าเพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องเข้ายิมหรือฟิตเนสเพื่อขจัดความเอื่อยเฉื่อยภายในร่างกาย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบางอย่าง ทั้งการเลือกเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือพาสุนัขตัวโปรดออกไปวิ่งเล่นในวันหยุด ก็จะช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าภายในร่างกายของเราให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

2. สุขภาพจิตใจก็ต้องแข็งแรง

แน่นอนว่าเมื่ออายุมากขึ้น มนุษย์เราทุกคนก็จะต้องประสบกับปัญหาความจำ หลงๆ ลืมๆ กันมาบ้าง หากไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอ การดูแลสุขภาพจิตใจและสมองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญหากคุณต้องการให้รูปร่างดูดีอยู่เสมอ เพื่อนๆ สามารถเริ่มต้นกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการอ่านหนังสือเล่มโปรด เล่นหมากรุก หรือปริศนาอักษรไขว้ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสมอง การรับรู้ และความจำให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายจากความเครียดได้ดี รู้หรือไม่ว่า ความเครียดเนี่ยเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

3. อย่าลืมตรวจสุขภาพกันบ้างนะ

มีโรคหรืออาการเจ็บป่วยไม่น้อยที่มักจะเกิดเมื่อคุณอายุมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูง และโรคกระดูกพรุน อาการของโรคเหล่านี้อาจไม่แสดงออกชัดเจน แต่จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเราจนร้ายแรงในที่สุด ฉะนั้นแล้ว เมื่อเพื่อนๆ รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ หรือไม่แข็งแรงเหมือนเคย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอาการอย่างละเอียด เพราะมันจะช่วยให้เราสามารถดูแลอาการได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังจะช่วยระงับอาการไม่ให้รุนแรง เมื่อร่างกายของเราแข็งแรงเป็นปกติดีแล้ว ประสิทธิภาพในการดูแลรักษารูปร่างและน้ำหนักให้สมดุลก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์

กุญแจสำคัญในการควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ก็คงหนีไม่พ้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างสมดุลกัน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ลดปริมาณน้ำตาล และอาหาร Fast food และเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและโภชนาการ กลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) จะช่วยคุณในเรื่องของการควบคุมและลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพียงเลือกรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ องุ่น แอปเปิ้ล หัวหอม และบล็อกโคลี่ หรือจะนำไปปรุงกับเมนูสุดโปรดของคุณก็ยอดเยี่ยมไปเลยทีเดียว

5. ลงมือทำ!

เคล็ดลับต่างๆ ที่เพื่อนๆ เรียนรู้มาจะไม่ส่งผลสำเร็จเลยหากปราศจากการลงมือทำ นอกจากนี้เรายังไม่ควรรอให้ร่างกายย่ำแย่เสียก่อนที่จะบำรุงดูแลอย่างจริงจัง เมื่อระบบเผาผลาญร่างกายของเราทำงานได้น้อยลง กว่าที่คุณจะกู้ให้มันกลับมาทำงานได้เต็มที่เหมือนเดิมก็ยากไม่น้อยเลยทีเดียว เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรูปร่างให้ดูดีอยู่เสมอก็คือการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ จนกลายเป็นกิจวัตรเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับ ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ระบบต่างๆ ในร่างกายขอ #งคุณก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #อาหารไม่ย่อย #ลำไส้ #มะเร็งลำไส้ #ริดสีดวง #ดีโอโร่

สอบถามเพิ่มเติม
โทร 087-6693236

ท้องผูก สาเหตุและการดูแลท้องผูก หมายถึง อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งมักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง กากอาหารที่เคลื่อนมาถึงลำไ...
16/10/2017

ท้องผูก สาเหตุและการดูแล

ท้องผูก หมายถึง อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งมักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง กากอาหารที่เคลื่อนมาถึง
ลำไส้ใหญ่ใหม่ๆ จะยังค่อนข้างเหลวและมีน้ำอยู่มาก สำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและสารบางอย่างกลับเข้าสู่ร่างกาย
ทำให้อุจจาระแห้งขึ้นและเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนมากขึ้น ถ้าอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานๆ หรือร่างกายมี
ภาวะขาดน้ำ น้ำในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้น
อาการท้องผูกอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ เช่น อุปนิสัยในการถ่ายอุจจาระ การขาดการ เคลื่อนไหว
หรือออกกำลังกาย (เช่น ผู้ที่นั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานานๆ) รับประทาน
อาหารหรือยาบางอย่างที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ขาดฮอร์โมนบางอย่าง (เช่น ฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์)
ภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญ
พบว่ามีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับอาการท้องผูกมาก กล่าวคือ ส่วนใหญ่ฝังใจการการเรียนว่า ควรถ่ายอุจจาระ
เป็นประจำทุกวัน แต่ความจริงมีว่า ท้องผูกคืออาการที่อุจจาระแห้ง แข็ง ถ่ายลำบาก การใช้ยาถ่าย ยาระบาย
มากเกินไป ทำให้เกิดการติดเป็นนิสัยได้ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นสาเหตุของท้องผูกได้เช่นกัน เพราะก้อนเนื้อโต
ขวางทางไว้
การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำ มีผลดีต่อการทำงานของลำไส้ใหญ่ แก้ปัญหาท้องผูกได้
ดีมาก

ท้องผูกคืออะไร ?
ท้องผูกคือสภาพที่การถ่ายอุจจาระเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากอุจจาระอยู่ในสภาพที่แห้ง แข็ง
เป็นก้อนเล็กก้อนน้อยเหมือนขี้แพะ
จะเห็นว่า ความสำคัญอยู่ที่สภาพของอุจจาระมากกว่าที่จะเป็นความถี่ในการอุจจาระ คนมักจะเข้าใจว่า
คนเราควรถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวัน ซึ่งความจริงไม่จำเป็น ตราบใดที่การถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งเป็นไป
อย่างราบรื่น ไม่สร้างความทรมาน เจ็บปวดแก่ผู้นั้น

สาเหตุของท้องผูก
- การอั้นอุจจาระเป็นประจำ ทำให้นิสัยการถ่ายเสียไป เพราะตามปกติ เมื่อมีอุจจาระไปรอที่บริเวณลำไส้ใหญ่
ส่วนปลาย จะมีกระแสประสาทกระตุ้นเตือนให้เกิดการถ่าย แต่ถ้าอั้นไว้บ่อยๆ ระบบนี้ก็จะเสียไป ทำให้อุจจาระ
สะสมในลำไส้ใหญ่นานเกินไป น้ำในอุจจาระจะถูกดูดกลับมากเกินไป ทำให้อุจจาระแห้งแข็ง
- รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยเกินไป
- การใช้ชีวิตแบบเฉยๆ เฉื่อยๆ นั่งๆนอนๆ ขาดการออกกำลังกาย หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักบนเตียงติดต่อกัน
นานๆ
- รับประทานน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน
- ความเครียด ข้อนี้ค่อนข้างแปลก เนื่องจากในบางคนความเครียดทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน
- ยาบางชนิด ได้แก่
ยาแก้ปวดผสมโคเดอีนหรือฝิ่น
ยาแก้โรคซึมเศร้า เช่น Amitriptylene, Fluoxetine, Imipramine
ยาแก้ชัก เช่น Phenytoin, Carbamazepine
ยาบำรุงเลือด ประเภทธาตุเหล็ก
ยารักษาโรคหัวใจ เช่น Diltiazem, Nifedipine
ยาลดกรดที่มีเกลืออลูมิเนียม
การใช้ยาระบายประเภทที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่เป็นประจำ จนกระทั่งเกิดการติดยา ไม่สามารถ
หยุดยาได้ มีแต่จะต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ
- โรคภัยไข้เจ็บบางชนิด เช่น Diverticulosis, Irritable Bowel Syndrome, มะเร็งลำไส้ใหญ่,
โรคของต่อมธัยรอยด์

การรักษาอาการท้องผูก
ควรพิจารณาจากสาเหตุข้างบน และแก้ไข โดยมีแนวทางดังนี้

ทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาท้องผูกแล้ว ยังมีผลดีต่อการลด
โอกาสการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ด้วย กรณีที่ไม่
สามารถทานได้ ก็ควรเสริมด้วยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทเส้นใยอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ฝึกการถ่ายให้เป็นนิสัย ไม่อั้น ถ้ามีสัญญาณการถ่ายควรรีบถ่ายอุจจาระทันที เมื่อถึงเวลา
ถ่ายอุจจาระ ไม่ควรอ่านหนังสือ หรือทำอะไรอย่างอื่นๆ
จัดท่านั่งถ่ายให้ถูกต้อง คือ กรณีที่เป็นส้วมชักโครก ควรโค้งตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น
เปลี่ยนทัศนคติเรื่อง “การถ่ายอุจจาระทุกวัน” เพราะท้องผูกขึ้นกับสภาพอุจจาระไม่ใช่ความถี่
พิจารณาใช้ยาระบายที่เหมาะสม โดยถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด คงต้องพิจารณาหาสาเหตุและแก้ไขให้ตรงจุดเป็นกรณีๆ ไป
การรักษาเฉพาะหน้าอาจทำได้โดย เพิ่มอาหารที่มีกากหรือเส้นใยมากขึ้น หรือ รับประทานยาระบาย หรือ
สวนอุจจาระหรือเหน็บยาระบายทางทวารหนัก ไม่ควรรับประทานยาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลำไส้
เคยชินต่อยากระตุ้นได้ง่าย ทำให้ต้องรับประทานเป็นประจำและอาจต้องเพิ่มขนาดของยา ถ้าจำเป็นควรใช้
การสวนหรือยาเหน็บทางทวารหนักจะดีกว่า

ผักและผลไม้ที่มีกากใยอาหารมากและเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ พรุน ส้ม มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
ผักโขม ข้าวกล้อง ฯลฯ โดยเฉพาะพรุนนั้น เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์มากเป็นพิเศษ และยังเป็นไฟเบอร์ชนิดละลาย
น้ำได้ ทางการแพทย์จึงนิยมใช้พรุน ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติแก้ไขอาการท้องผูก

นอกจากนี้ พรุนยังเป็นผลไม้ที่ให้ผลทางด้านโภชนบำบัด สำหรับคนที่มีปัญหาทางระบบขับถ่ายริดสีดวงทวาร
และโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้โป่งพองได้เป็นอย่างดี การรับประทานลูกพรุนนั้น ไม่ว่าจะรับ
ประทานเป็นพรุนสด หรือพรุนสกัดเข้มข้นก็มีส่วนช่วย ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติได้ แต่แพทย์ไม่แนะนำให้รับ
ประทานพรุนแห้ง เนื่องจากในพรุนแห้ง จะมีส่วนผสมของน้ำตาลค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าบริโภคมากอาจทำให้เกิด
โรคอ้วนตามมาได้

ส่วนข้อดีของการรับประทานพรุน นอกจากจะช่วยในเรื่องระบบการขับถ่ายแล้ว คุณแม่ยังจะได้รับวิตามินและ
เกลือแร่ต่างๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสามารถช่วยป้องกัน และแก้ไขอาการของโรคอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ช่วยลด
โคเลสเตอรอล ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขจัดสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น
ช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้พรุนยังมีธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะ
โลหิตจางในคุณแม่หลังคลอดด้วย

นอกเหนือจากจะเพิ่มการรับประทานอาหาร ที่มีกากใยอาหาร ให้มากขึ้นแล้ว ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย
วันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้กากใยอาหารที่ได้รับเข้าไปทำงานได้ดีขึ้น ควบคู่กับ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อที่ลำไส้จะได้มีการเคลื่อนไหว และสามารถขับเอากากอาหารออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ ต้อง
พยายามฝึกตนเองให้ขับถ่ายเป็นเวลา จะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ เพื่อที่ลำไส้จะได้เกิดความเคยชินกับการ
ขับถ่ายเป็นเวลา

การป้องกันอาการท้องผูก
- ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้
- รับประทานอาหารที่มีกากหรือเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ มากขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อบริเวณท้อง
- การไม่ถ่ายอุจจาระเพราะไม่มีกากอาหาร เนื่องจากรับประทานอาหารไม่ได้ หรือ รับประทานอาหารที่ไม่มีกาก
ไม่เรียกว่าท้องผูก

#ท้องผูก #ขับถ่ายยาก #มะเร็งลำไส้ #ริดสีดวง #ดีโอโร่

ติดต่อสอบถาม
โทร 087-6693236

ที่อยู่

Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D-oro Detoxผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์