24/07/2026
🩺 สาระน่ารู้เกี่ยวกับ CGM จาก Chula GIM
เรื่องของ Continuous Glucose Monitoring (CGM) ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
บทความนี้นำเสนอข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการที่น่าสนใจ ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้อินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงมุมมองในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการใช้งานเครื่องมือชิ้นนี้ได้อย่างถูกต้องค่ะ
อ่านบทความเต็มๆ ด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ 👇
ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา Continuous Glucose Monitoring (CGM) กลายเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่เฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ยังขยายไปสู่กลุ่มคนรักสุขภาพที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน
จนหลายคนอาจสงสัยว่า "CGM มีประโยชน์กับทุกคนจริงหรือไม่?"
วันนี้ Chula GIM มาเคลียร์ชัดให้หายสงสัยกันค่ะ☝🏻🧐
หากตอบโดยอิงหลักฐานทางวิชาการ คำตอบคือ "มีประโยชน์ในบางกลุ่ม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในอีกหลายกลุ่ม"
💌 โดยคำแนะนำจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association; ADA) Standards of Care 2026 แนะนำว่า CGM ควรได้รับการแนะนำให้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกคน โดยแพทย์ควรพิจารณาเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยและเป้าหมายการรักษา อย่างไรก็ตาม ระดับของประโยชน์แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ดังนี้
📌กลุ่มที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีประโยชน์ชัดเจน
หลักฐานจากงานวิจัยจำนวนมาก รวมถึง randomized controlled trials และ meta-analyses แสดงตรงกันว่า CGM ให้ประโยชน์อย่างชัดเจนในผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาด้วยอินซูลิน ไม่ว่าจะเป็น
🔸เบาหวานทุกชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน
(เช่นเบาหวานชนิดที่ 1, 2, เบาหวานจากโรคของตับอ่อน)
🔸เบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กและวัยรุ่น
🔸หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
CGM นั้นช่วยเพิ่ม Time in Range (TIR), ลดระดับ HbA1c, ลดภาวะน้ำตาลต่ำ
โดยเฉพาะน้ำตาลต่ำที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว รวมทั้งช่วยลดความผันผวนของระดับน้ำตาล
ทำให้การปรับอินซูลินมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แนะนำว่า ควรใช้ CGM อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
📌อีกกลุ่มที่ควรพิจารณา คือ ผู้ป่วยที่ได้รับยาซึ่งอาจทำให้เกิด ภาวะน้ำตาลต่ำ เช่น sulfonylurea โดยเฉพาะผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) หรือผู้ที่เคยมีภาวะ hypoglycemia ซึ่ง CGM สามารถช่วยตรวจจับและแจ้งเตือนได้
🤷🏻แล้วคนที่ไม่ได้ฉีดอินซูลินล่ะ?
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รักษาด้วยยากิน ผู้ที่ควบคุมด้วยอาหารและการออกกำลังกาย หรือ ผู้ที่อยู่ในภาวะ prediabetes CGM จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ในการปรับพฤติกรรมหรือการรักษา
ตัวอย่างเช่น
🔹เรียนรู้ว่าอาหารชนิดใดทำให้น้ำตาลขึ้นสูง🍡 🍎
🔹การปรับปริมาณคาร์โบไฮเดรต 🍚
🔹เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกาย เป็นต้น
ซึ่งงานวิจัยพบว่า หากมีการให้คำแนะนำร่วมกับการใช้ข้อมูลจาก CGM ผู้ป่วยสามารถลด HbA1c ได้ แม้ไม่ได้ใช้อินซูลินก็ตาม
ดังนั้น CGM จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น
⭐️⭐️⭐️แล้วคนปกติ ควรใช้หรือไม่?⭐️⭐️⭐️
แม้ว่าจะมีการนำ CGM มาใช้ในกลุ่ม non-diabetes, wellness และ longevity เพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบัน **ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า การใช้ CGM ในคนที่ไม่มีเบาหวานช่วยให้สุขภาพดีขึ้น อายุยืนขึ้น หรือป้องกันโรคได้อย่างชัดเจน**
ระดับน้ำตาลหลังอาหารของคนปกติมีความแปรปรวนได้ตามธรรมชาติ
การเห็นกราฟน้ำตาลขึ้นลงเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่ามีความผิดปกติ และอาจทำให้เกิดความกังวลหรือจำกัดอาหารโดยไม่จำเป็น
💡ดังนั้น ในปัจจุบัน CGM ยังไม่ใช่อุปกรณ์ที่แนะนำให้ใช้เป็นประจำในคนทั่วไปที่ไม่มีโรคเบาหวาน🙅🏻♀️
CGM เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญของการดูแลโรคเบาหวาน
▶️ มีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนในผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินทุกกลุ่ม รวมถึงเด็กและหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ได้ใช้อินซูลิน
รวมถึงผู้ที่มี prediabetes CGM ก็สามารถมีประโยชน์ได้ หากนำข้อมูลไปใช้ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการรักษา ไม่ใช่เพียงติดเซ็นเซอร์แล้วดูตัวเลขเท่านั้น
▶️ ส่วนในกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่มีเบาหวาน แม้ CGM จะกำลังเป็นกระแส แต่ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้ต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ด้าน wellness หรือ longevity
เขียนและเรียบเรียงโดย
ผศ.(พิเศษ) พญ.ณิชกานต์ หลายชูไทย
(Internist, endocrinologist and certified diabetes educator)
ื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
#ไม่รู้อะไรถามchulagim