Healthi Life Plus

Healthi Life Plus กินอยู่ปลอดภัยให้ไกลโรค Health and Wellbeing Health and Well-being Business and services

https://www.sanook.com/health/14853/
05/09/2026

https://www.sanook.com/health/14853/

เมื่อแผลที่ใกล้หายเกิดอาการคันขึ้นมาจนแทบห้ามใจให้เกาไม่ไหว ทำไมจึงเกิดอาการคันเช่นนี้

https://www.facebook.com/share/p/18wCVKdN1w/?mibextid=wwXIfr
05/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/18wCVKdN1w/?mibextid=wwXIfr

มาบอกเคล็ดลับ ทำกะหล่ำปลีสดให้กรอบอร่อย ที่ร้านทงคัตสึไม่อยากบอกคุณ

ปรกติผมเริ่ม Session นี้ด้วยคำถามว่า "ถ้าบอกว่า กะหล่ำปลีสดที่ร้านทงคัตสึ เป็นกะหล่ำปลีที่อร่อยที่สุด เชื่อไหมครับ?" ร้อยทั้งร้อยเห็นด้วยกับผมครับ เพราะ ไม่มีใครตั้งใจเสิร์ฟกะหล่ำปลีสดกันขนาดนี้แล้วในอาหารประเภทอื่นๆ (ยกเว้นไส้กรอกอีสานนะครับ)

เพราะ เนื้อสัมผัสกะหล่ำทั้งกรอบ กรุบ หวาน เย็น ไม่มีรสฉุนชาที่เวลากินกะหล่ำปลีสดๆจะเจอ ยิ่งพอราดกับน้ำซอสงา หรือ ยูสึ นี่อร่อยเติมแต่กะหล่ำได้เรื่อยๆเลยทีเดียว

คำถามต่อมาที่ทุกคนถามคือ แล้วมันต่างจากกะหล่ำที่เราซอยกินเองที่บ้านตรงไหน

คำตอบคือมันต่างกันตั้งแต่ยังไม่ได้ซอยเลยครับ

ผมเลือกกะหล่ำด้วยการยกขึ้นมาชั่งด้วยมือ เทียบกันสองสามลูก แล้วเอาลูกที่หนักผิดกับขนาดของมัน ลูกไหนยกแล้วเบา แปลว่าใบเริ่มคายน้ำออกไปแล้ว ซอยยังไงก็ไม่กรอบ เพราะ ความกรอบของกะหล่ำมันคือน้ำที่อยู่ในเซลล์ล้วนๆเลยครับ ถ้าน้ำหายไปแล้วเราเรียกกลับมาไม่ได้

พอได้ลูกที่ใช่ ก็มาซอยด้วยแมนโดลินญี่ปุ่น ให้บางกว่า 0.5 มิลลิเมตร

ข้อนี้ผมพูดตรงๆในคลาสเลยว่ามีดเชฟทำไม่ได้ครับ ไม่ใช่เรื่องฝีมือไม่ถึงนะ แต่เป็นเรื่องความสม่ำเสมอล้วนๆ ต่อให้ซอยเก่งแค่ไหน มือคนซอยร้อยครั้งก็ได้ร้อยความหนา พอความหนาไม่เท่ากัน เส้นบางจะเหี่ยวก่อนเพื่อน เส้นหนาจะยังแข็งอยู่ กองเดียวกันแต่คนละสัมผัส เคี้ยวแล้วมันไม่นิ่ง

แมนโดลินตั้งค่าครั้งเดียวได้เท่ากันทั้งหัว ผมว่าการรู้ว่างานไหนควรหยิบอุปกรณ์อะไรมาใช้ มันก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยที่ซอยด้วยมีดไม่ได้

ซอยเสร็จก็มาล้าง น้ำแรกใส่เกลือลงไป 3 ช้อนโต๊ะ

พอล้างปุ๊บจะเห็นฟองขึ้นมาเยอะมากๆ ล้างต่อไปเรื่อยๆ พอถึงน้ำที่สามที่สี่ ฟองจะหายไปเอง นั่นแหละครับคือสัญญาณว่าพอแล้ว

ฟองที่เห็นมันคือน้ำในเซลล์ที่ไหลออกมาตอนโดนใบมีดตัดครับ ในกะหล่ำมีสารตัวหนึ่งที่นอนเงียบๆอยู่ในเซลล์ แต่พอเซลล์ถูกตัดเมื่อไหร่ เอนไซม์ในผักจะเปลี่ยนมันไปเป็นสารอีกตัว ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้วาซาบิกับมัสตาร์ดฉุนแสบขึ้นจมูกนั่นแหละ

รสฉุนชาที่ผมพูดถึงตอนต้น มันมาจากตรงนี้ล้วนๆเลยครับ ไม่ใช่ว่ากะหล่ำลูกนั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะเราเอามีดไปหั่นมันต่างหาก

โชคดีที่มันละลายน้ำ ล้างออกได้หมด ฟองหมดเมื่อไหร่ก็แปลว่าความฉุนถูกชะออกไปแล้ว

จากนั้นเอาไปพักในความเย็นจัดสัก 2 ชั่วโมง

พอเจอความเย็น เซลล์กะหล่ำจะดูดน้ำกลับเข้าไปจนเต่ง แรงดันข้างในจะดันผนังเซลล์ให้ตึง กัดลงไปแล้วมันเลยแตกเปาะ แถมความเย็นยังไปหยุดเอนไซม์ที่ทำให้ใบนิ่มไปพร้อมกันด้วยในตัว

ความเย็นในปากที่ทุกคนชอบ ก็มาจากขั้นตอนนี้แหละครับ

แต่มีข้อห้ามใหญ่มากอยู่ข้อหนึ่ง คือ อย่าปล่อยให้มันแข็งเป็นน้ำแข็งเด็ดขาด

หลายคนจะคิดว่ายิ่งเย็นยิ่งแข็งยิ่งกรอบ เอาจริงๆมันตรงกันข้ามเลยครับ พอน้ำในเซลล์กลายเป็นน้ำแข็ง ผลึกน้ำแข็งจะแทงผนังเซลล์จนขาด พอเอาออกมาละลาย น้ำที่เคยดันให้เต่งก็ไหลทิ้งไปหมด เหลือแต่ใบแฟบๆ

เหมือนผักที่เราแช่ฟรีซแล้วเอามาละลายนั่นแหละครับ ไม่มีทางกลับมากรอบได้อีกเลย เป้าหมายคือเย็นจัด แต่ยังไม่ถึงจุดเยือกแข็ง เส้นแบ่งมันบางกว่าที่คิด

สุดท้ายเอามาผึ่งให้สะเด็ดน้ำก่อนเสิร์ฟ อย่าข้ามขั้นนี้นะครับ เพราะ น้ำที่ค้างอยู่ที่ผิวใบมันจะไปเจือจางซอสงาให้เหลว แล้วกลายเป็นน้ำขังก้นจาน ซอสงาที่เราตั้งใจทำมาก็เสียของไปเฉยๆ

รวมๆแล้วกะหล่ำกองนี้ใช้เวลาเตรียมนานกว่าทอดหมูอีกครับ 5555

แต่ผมว่านี่แหละคือคำตอบว่าทำไมกะหล่ำร้านทงคัตสึถึงอร่อยที่สุด ไม่ได้มีเทคนิคลับอะไรเลยสักอย่าง มีแต่ขั้นตอนน่าเบื่อที่คนส่วนใหญ่ข้าม

เพื่อนๆเคยเจอร้านที่กะหล่ำอร่อยจนขอเติมรอบสองไหมครับ?

(Kyoto Protocol) ได้กำหนดประเภทของก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญไว้ 6 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออก...
04/05/2026

(Kyoto Protocol) ได้กำหนดประเภทของก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญไว้ 6 ชนิด ได้แก่
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2),
มีเทน (CH4),
ไนตรัสออกไซด์ (N2O),
ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs),
เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)
และ
ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)

หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) กันมาแล้ว เพราะก๊าซเรือนกระจกไม่เคยหายไปจากชีวิ.....

https://food.trueid.net/detail/qnEZxlRpxjPN
20/04/2026

https://food.trueid.net/detail/qnEZxlRpxjPN

นี่ไง 14 วิธีเก็บมะนาวให้อยู่นานที่สุด แบบไม่มีตู้เย็น มีใช้ตลอดถึงแม้ว่ามะนาวจะสามารถใช้ทำอาหารได้หลายอ...

https://kindeeyuudee.baanlaesuan.com/food-tips/how-to-store-tofu/
20/04/2026

https://kindeeyuudee.baanlaesuan.com/food-tips/how-to-store-tofu/

เต้าหู้เมื่อเปิดซองแล้วเหมือนวันหมดอายุเดินเร็วขึ้น มา วิธีเก็บเต้าหู้ ทั้งชนิดแข็งและอ่อนให้อยู่ได้นา...

https://www.facebook.com/100079774924194/posts/847760594559764/?
10/03/2026

https://www.facebook.com/100079774924194/posts/847760594559764/?

ชวนมองฝุ่นในเมืองจากนักเคมี ว่าน วิริยา ฝุ่นมลพิษในเมือง มีมากกว่า “PM2.5”
“เมื่อมีฝุ่นชนิดต่างๆ ที่ล่องลอยในอากาศ เราไม่อาจบอกได้ว่าเราจะสูดอะไรเข้าไป เพราะจริงๆ เมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศไม่ได้มีเฉพาะฝุ่น PM2.5 ยังมีฝุ่นมลพิษอีกหลายตัวที่ถูกมองข้ามไป เช่น โอโซน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เยอะแยะไปหมด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (ESRC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ความเห็นต่อการมองปัญหามลพิษทางอากาศภาคเมืองที่เรามีข้อสงสัยกันว่ามลพิษภาคเมืองมาจากที่ไหนบ้าง และเราจะดูแลป้องกันตัวเอง รวมถึงลดความเสี่ยงได้อย่างไร
อ่าน ชวนมองฝุ่นในเมืองจากนักเคมี ว่าน วิริยา ฝุ่นมลพิษในเมือง มีมากกว่า “PM2.5” สัมภาษณ์/เรียบเรียง เบญจา ศิลารักษ์ ต่อได้ทางเว็บไซต์ https://www.prachatham.com/posts/18122568
อ.ว่านยังคิดว่าที่ผ่านมาการสื่อสารในฤดูฝุ่นมักจะเป็นการสื่อสารเพียงแค่ “PM2.5” หรือฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว สะท้อนผ่านค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI สูงสุดมานำเสนอต่อสังคม แต่ค่า AQI นั้น หลักการที่ถูกต้องคือ การคำนวนค่ามลพิษทางอากาศหลัก 5 ชนิด ได้แก่ โอโซนภาคพื้นดิน, PM2.5, PM10, คาร์บอนมอนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดอออกไซด์ อันมีแหล่งกำเนิดจากการเผาไหม้ เช่น จากภาคคมนาคม โรงงาน โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเผาในที่โล่ง และกิจกรรมอื่น เช่น การซ่อมถนน การก่อสร้าง และอื่นๆ ซึ่งหากเครื่องวัดไม่ได้นำค่ามลพิษทางอากาศอื่นมาประเมิน เราจะไม่มีวันทราบถึงค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เมืองซึ่งมีที่มาของมลพิษทางอากาศหลากหลาย อ.ว่านกล่าวว่า “ความจริงแล้วเมื่อเราสูดอากาศหนึ่งรอบเราไม่ได้สูดเพียงตัวเดียว ดังนั้นในการคิดมลพิษทางอากาศจะใช้ตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้เราไม่สามารถมองปัญหาข้อเท็จจริงของมลพิษทางอากาศในเมืองได้อย่างแท้จริง”
ฝุ่นมลพิษในเมือง และแหล่งกำเนิดมลพิษ
อ.ว่านให้ความเห็นว่าเวลาเราพูดถึงมลพิษทางอากาศ ไม่ได้มีเฉพาะ PM2.5 ยังมีอีกหลายตัวที่ถูกมองข้ามไป เช่น PM10 โอโซน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไนโตรเจน ไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ VoCs (Volatile Organic Compounds (สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย) ที่มีแหล่งกำเนิดเช่น ปั๊มน้ำมัน และก๊าซฟอสซิลที่มีการผลิตทั้งปี และอื่นๆที่จะส่งผลต่อระบบการหายใจ ปัจจุบันการตรวจหาสารเคมีชนิดนี้ยังไม่มีการตรวจมาตรฐานทั่วประเทศ มีแค่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เดียวที่มีการตรวจ
การเกิดฝุ่นมลพิษที่มาจากกระบวนการเผาไหม้ทุกอย่างแต่ยังไม่ได้ถูกใส่ใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะสาร Acrylonitrile หรือสารประกอบอินทรีย์ที่มาจากพลาสติก ค่อนข้างสูง และยังไม่ค่อยมีใครสำรวจ ซึ่งอยู่ในกระบวนการปล่อยน้ำเสีย โรงงานอุตสาหกรรมในเขตเมือง และการจราจร
ฉะนั้นการมองฝุ่นมลพิษภาคเมือง อ.ว่านจึงเห็นว่าไม่สามารถจะมองเพียงแค่ 4 เดือนในฤดูฝุ่น “เพราะชีวิตเราไม่ได้อยู่แค่สี่เดือน” แต่จะต้องดูค่าฝุ่นตลอดทั้งปีที่มาจากหลายแหล่งกำเนิด ก็จะพบความจริงว่าคนในเมืองต้องเผชิญกับปัญหามลพิษที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจมีทั้งที่เกิดจากการจราจร กิจกรรมในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และการเผาชีวมวล
เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างมลพิษปฐมภูมิ (เช่น NOx, SO2, VOCs) ในบรรยากาศ ก็ทำให้เกิดฝุ่นตัวใหม่ขึ้น เช่น ฝุ่นที่ลอยในชั้นบรรยากาศเมื่อเดินทางมาเจอสารเคมีที่ตัวไหนที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก็สามารถเกิดฝุ่นตัวใหม่ขึ้น ซึ่งเราไม่มีทางรู้ว่าเป็นอะไรที่เราสูดดมเข้าไปและส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของเราอย่างไร ซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัยต่อในเรื่องนี้ ที่เรียกกันว่า “ฝุ่นทุติยภูมิ” คือ การที่สาร 2 ตัวมารวมกัน เช่น สารโลหะหนักกับกลุ่มสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)ที่มาก็มีทั้ง การเผาไหม้เชื้อเพลง ไอเสียจากโรงงานและรถยนต์ หรือกระทั่งใช้ถ่านทำอาหาร แอมโมเนียมที่มาจากปุ๋ย ของเสียงจากคน และสัตว์ โปรเตสเซียม จากการเผาไหม้ชีวมวล
นอกจากนี้อุณหภูมิการเผาที่ต่างกัน ก็ให้ขนาดที่ต่างกัน และระยะทางที่ต่างกันก็มีการสะสมฝุ่นจนขนาดใหญ่ เช่น ฝุ่นข้ามแดน เป็นต้น
ลดฝุ่น ลดผลกระทบอย่างไร
เมื่อพูดถึงการลดผลกระทบของฝุ่นมลพิษในภาคเมืองยังต้องมีงานศึกษาวิจัยโดยละเอียด เพราะ “แต่ละปี เรากินอาหาร เราอ้วนเท่ากันไหม เรากินต่างกัน ดังนั้นปริมาณที่สะสมในร่างกายก็ต่างกัน เช่นเดียวกับปัญหาฝุ่น” อ.ว่านเปรียบเทียบเรื่องฝุ่นที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างกัน ปริมาณไม่เท่ากันในแต่ละปีเพราะยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพอากาศ และอุณหภูมิของแต่ละปี เราจึงไม่สามารถนำข้อมูลแต่ละปีที่ต่างกันที่มาจากเหตุปัจจัยที่ต่างกันมาแก้ไขปัญหาฝุ่นได้ ดังนั้นถ้าเรามีบัญชีการปลดปล่อยมลพิษ(Emission Inventory ภายใต้พ.ร.บ.-PRTR) ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแบ่ง sector แหล่งที่มาได้ ไม่ใช่เพียงการประมาณ นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉพาะศูนย์กลางในเมืองเชียงใหม่อย่างเดียวก็ไม่ได้ ยังต้องมีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่อำเภออื่นๆ เช่น ฝาง แม่อาย ฯลฯ จึงสะท้อนคุณภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ได้ นอกจากนี้เรื่องฝุ่นยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการ flow ของอากาศด้วย
การเตรียมตัว และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบคือ ประชาชนต้องป้องกันตัวเอง ลดปริมาณเชื้อเพลิงในการคมนาคมลง และทำให้เป็น routine มากขึ้น และกิจกรรมทุกส่วนในเมืองมีผลต่อปัญหาฝุ่นหมด แม้แต่กิจกรรมปิ้งย่าง แม้จะเป็นส่วนก่อเพียง 1-2% แต่ถ้าลดได้ในวันค่ามลพิษสูงก็มีส่วนเยอะ รวมถึงการเผาในที่โล่ง และการเผาอื่นๆ ต้องมีการจัดการ โดยเฉพาะการเผาที่ไม่ได้มีการคัดแยกขยะ การเผารวมขยะพลาสติกกับใบไม้ อันตรายอย่างมากสำหรับคนที่ต้องสูดดม แต่วัฒนธรรมบ้านเรายังไม่มีวัฒนธรรมของการคัดแยกขยะ แม้จะแยกในตอนแรก สุดท้ายก็นำมาเผารวมกันเป็นต้น
นอกจากนี้ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศไม่เหมือนเดิม เราจึงไม่อาจจะมองกระบวนการแบบเดิม แผนการจัดการมลพิษต้องครอบคลุมรายละเอียดมากขึ้น ข้อเสียของประเทศไทยคือ คนที่กำหนดนโยบายไม่ใช่คนที่ทำจริง ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จริง
ข้อเสนอระยะยาว อ.ว่านเห็นว่าถ้าจะแก้ได้จริงๆ จะต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ระบบการทำงานต้องเป็นการส่งต่อข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง ส่วนกลางและท้องถิ่นจะต้องเป็นองคาพยพเดียวกัน สามารถจะนำข้อมูลจากพื้นที่ไปสู่การกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาได้จริง ผลักดันให้เกิด open source data ที่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้และย่อยให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆรับรู้ตรงกัน รวมถึงต้องมีบัญชีการปลดปล่อยมลพิษ ภายใต้ระบบรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR)ที่ต้องแยกตามประเภทการผลิต เนื่องจากสารพิษไม่เท่ากัน.
#ฝุ่นในเมือง
#ฝุ่นควันเชียงใหม่
#สภาลมหายใจเชียงใหม่
#ฝุ่นไฟdialogue

“พื้นที่เดียว แต่ทำหลายหน้าที่”(FBC มองพื้นที่ตามฟังก์ชัน)อ้างถึงโพสต์ของ ฝ่าฝุ่น พร้อมแผนที่ วันนี้ (ค่ำ พ3 ธค68) ทำให้...
03/12/2025

“พื้นที่เดียว แต่ทำหลายหน้าที่”
(FBC มองพื้นที่ตามฟังก์ชัน)

อ้างถึงโพสต์ของ ฝ่าฝุ่น พร้อมแผนที่ วันนี้ (ค่ำ พ3 ธค68) ทำให้เราเห็นอีกครั้งว่า พื้นที่ทุ่งหลาก–ทุ่งนา–พื้นที่ชุ่มน้ำตอนบนของเจ้าพระยา
คือ “พื้นที่เดียวที่ทำงานหลายฤดู”

ฤดูน้ำ → เป็น ทุ่งหลาก รับมวลน้ำ ช่วยปกป้องปทุม–นนท์–กทม.
ฤดูแล้ง → เป็น จุดเสี่ยงไฟ และเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 จากฟาง–ตอซัง
ปลายฤดูไฟ → กลายเป็น ต้นทางฝุ่น ที่ลมตะวันออกพัดสู่กรุงเทพฯ

นี่คือแก่นของ Function-Based Clusters (FBC):
พื้นที่ต้องถูกบริหารตาม “หน้าที่จริง” ไม่ใช่ตามเส้นขอบเขตปกครอง

เพราะถ้าเรารู้หน้าที่ของพื้นที่ เราจะรู้ทันทีว่าต้อง
ปกป้องอะไร / ดูแลอะไร / ห้ามทำอะไร / และลงทุนกับอะไร

พื้นที่เดียวกัน ถ้าไม่วางให้ตรงฟังก์ชัน
รัฐก็ต้องเสียค่าแก้ปัญหา สามรอบ — น้ำ, ไฟ, ฝุ่น
ทั้งที่จะแก้ทีเดียวให้ครบก็ทำได้

•••

“โซนเปราะบาง” และ RBC: ความเสี่ยง 3 ฤดู

พื้นที่ในภาพของ ฝ่าฝุ่น (ค่ำ พ3 ธค68) คือ “โซนเปราะบาง” ตามนิยามของ Risk-Based Clusters (RBC) เพราะมีความเสี่ยงซ้อนกันหลายชั้นในพื้นที่เดียว:

RBC–F (Fire): ฤดูแล้ง ความชื้นต่ำ ไฟปะทุไวและลุกลามเร็ว
RBC–A (Air Quality): ปลายฤดูแล้ง ลมนิ่ง BLH ต่ำ → ฝุ่นสะสมหนัก
RBC–W (Water): ต้นฤดูฝน น้ำมาก ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนต้องรับน้ำแทนเมืองใหญ่

พื้นที่ที่มี “ความเสี่ยงสามฤดู” แบบนี้
ถ้าบริหารแบบแยกกรม–แยกหน่วยงาน
ปัญหาก็จะวนซ้ำ: น้ำท่วม–ไฟลุก–ฝุ่นเข้ากรุงเทพฯ

แต่ถ้าเข้ากระบวนการ RBC จะเห็นความเสี่ยงเชื่อมโยงกัน
รู้ว่าต้อง “ลดเชื้อไฟ”, “จัดการฟาง”, “ควบคุมการเผา”,
และ “เตรียมพื้นที่หลาก” ล่วงหน้าในลำดับเวลาที่ถูกต้อง

การรู้ความเสี่ยงตามฤดู = คีย์ในการจัดการเชิงพื้นที่ที่ได้ผลจริง

•••

บูรณาการ ไฟ–น้ำ–ฝุ่น = ประโยชน์ 3 ต่อ

เมื่อเรานำ FBC + RBC มาวางบนพื้นที่ที่ ฝ่าฝุ่น (ค่ำ พ3 ธค68) ชี้ให้เห็น
จะเกิดประโยชน์ 3 ต่อที่คุ้มค่ากว่ามาตรการเดี่ยวหลายเท่า:

ลดไฟ — จัดการฟางและเชื้อเพลิงล่วงหน้า
มีเส้นทางดับไฟ เครื่องมือ และหมู่บ้านเฝ้าระวังตามคลัสเตอร์เสี่ยง

ลดฝุ่น — ลดไฟเท่ากับลด PM2.5 โดยตรง
ฝุ่นจากพื้นที่เปราะบางจะไม่ถูกพัดลงมากรุงเทพฯในวันที่อากาศปิด

ลดน้ำท่วม — ทุ่งหลากกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ
เป็นพื้นที่ buffer ของทั้งลุ่มน้ำ ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงใหม่ที่สร้างโดยคน

ยังได้ประโยชน์เพิ่มคือ
รายได้ใหม่ของเกษตรกรจากฟาง–ชีวมวล
และต้นทุนของรัฐลดลง เพราะแก้ปัญหา “สามระบบ” ด้วยแผนเดียว

นี่คือการจัดการเชิงพื้นที่แบบ “บูรณาการจริง”
ที่ผมเชื่อว่าประเทศไทยต้องเริ่มอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปีนี้

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66970796888

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthi Life Plusผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Healthi Life Plus:

ทางลัด

แชร์