DContact-eyesblink24 สมุทรปราการ

DContact-eyesblink24 สมุทรปราการ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก DContact-eyesblink24 สมุทรปราการ, Bangkok.

โรคเบาหวานขึ้นตา เป็นโรคแทรกซ้อนทางตาที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น อัน...
21/09/2017

โรคเบาหวานขึ้นตา เป็นโรคแทรกซ้อนทางตาที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อ
#ขอแนะนำดีคอนแทคผลิตภัณฑ์ที่เห็นผลจริง ยอดขายมากกว่า 3 ล้านกล่อง

ฟื้นฟูด้วยดีคอนแทคควบคู่ไปกับการรักษาโรคเบาหวาน

โทร. 085 482 3944 คุณณู
โทร. 080 428 4428 คุณมุ้ย
โทร. 087 428 4428 คุณอร

คลิกลิงก์เพื่อแอดไลน์ค่ะ 👇

https://line.me/R/ti/p/%40eyesblink

✅  #สเตียรอยด์คืออะไร #สเตียรอยด์ เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex steroids)สเต...
20/09/2017

✅ #สเตียรอยด์คืออะไร

#สเตียรอยด์ เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex steroids)
สเตียรอยด์สำหรับใช้ในทางการแพทย์นั้น เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค
กฎหมายกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษ เนื่องจากมีความเป็นพิษสูง และต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น

✔️ ประโยชน์ของสเตียรอยด์

ใช้เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมน : โดยปกติจะใช้สเตียรอยด์เพื่อทดแทนการขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และจากความบกพร่องของต่อมใต้สมองส่วนหน้า

ใช้รักษาโรค : สเตียรอยด์จะถูกใช้เมื่อใช้ยาอื่นไม่ได้ผล หรือโรคนั้นไม่อาจควบคุมด้วยยาอื่น เนื่องจากมีอาการข้างเคียงสูง วัตถุประสงค์ที่นำสเตียรอยด์ไปใช้ก็เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ และกดภูมิคุ้มกันในโรคต่าง ๆ นั้น เช่น โรคภูมิแพ้, โรคผิวหนัง, โรคตา และโรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์ เป็นต้น

✅ #อันตรายจากการใช้สเตียรอยด์

เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นยาซึ่งมีผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย แทบทุกระบบ การใช้สเตียรอยด์อาจนำไปสู่อันตรายมากมายหลายประการ ได้แก่

✔️ #การติดเชื้อ

การใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูงมีผลกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราได้ง่าย นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังอาจบดบังอาการแสดงของโรคติดเชื้อ ทำให้ตรวจพบโรคเมื่ออาการรุนแรงแล้ว

✔️ #กดการหลั่งฮอร์โมนภายในร่างกาย
การให้สเตียรอยด์ขนาดสูง จะไปกดการทำงานของระบบอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างและควบคุมการการหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ ซึ่งจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของยาและระยะเวลาในการใช้ยา ทำให้เมื่อหยุดใช้ยานี้แล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนนี้ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

✔️ #แผลในกระเพาะอาหาร
สเตียรอยด์มีผลทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง และยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทดแทนเนื้อเยื่อเก่าที่หลุดไป การใช้สเตียรอยด์อาจทำให้มีอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยไม่มีอาการปวดมาก่อน
✔️ #ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
สเตียรอยด์อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ และอารมณ์ของผู้ใช้ยาได้ นอกจากนี้ยังพบอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ เช่น นอนไม่หลับ เจริญอาหาร กระสับกระส่าย หงุดหงิด เป็นต้น

✔️ #กระดูกผุ (Osteoporosis)
การใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีผลทำให้กระดูกผุได้ ดังนั้น ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดกระดูกผุอยู่แล้ว เช่น ผู้สูงอายุ, หญิงวัยทอง และคนที่มีประวัติโรคไขกระดูก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

✔️ #ยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย
เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในขนาดสูง

✔️ #ทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ
ผลของสเตียรอยด์ ทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือโปแตสเซียมทางปัสสาวะมาก ซึ่งป้องกันได้โดยให้ลดการกินโซเดียม และกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงแทน เช่น ส้ม กล้วย ผู้ที่มีระดับโปแตสเซียมต่ำมาก อาจมีผลทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นได้

✔️ #ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
การใช้สเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาและแขน และต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเป็นปกติ

✔️ #ผลต่อตา
ยาหยอดตาบางชนิด มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย บางรายอาจทำให้ตาบอดได้

✔️ #ฤทธิ์และอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ
สเตียรอยด์มีผลทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า Cushing’s Syndrome ลักษณะที่พบในผู้ป่วยประเภทนี้ เช่น อ้วน ขนดก ระบบประจำเดือนผิดปกติ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อไม่มีแรง ปวดหลัง เป็นสิว มีอาการทางจิตใจ หัวใจล้มเหลว บวมน้ำ เป็นต้น
---------------------------------------
มีปัญหาดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน วุ้นในตาเสื่อม ตาพล่ามัว แสบตา เคืองตา น้าตาไหลหรือมีอาการปวดตามข้อ ปวดเข่า ปวดขา ปวดหลัง นิ้วล็อค เก๊าท์ ไม่อยากใช้ สเตียรอยด์
โทร. 085 482 3944 คุณ ณู
โทร. 080 428 4428 คุณ มุ้ย
โทร. 087 428 4428 คุณ อร

อันตรายที่คุณยังไม่รู้!! กินยาพาราครั้งละ 2 เม็ด ติดต่อกันอาจมีผลถึงแก่ชีวิต          หลายคนคงจะเลือกยาพาราในการบรรเทาอา...
19/09/2017

อันตรายที่คุณยังไม่รู้!! กินยาพาราครั้งละ 2 เม็ด ติดต่อกันอาจมีผลถึงแก่ชีวิต

หลายคนคงจะเลือกยาพาราในการบรรเทาอาการแก้ปวดหรือเลือกทีใช้เพื่อบรรเทาอาการต่างๆตามสรรพคุณที่ได้ระบุไว้เวลาที่ไม่สบาย ไข่เจียวเชื่อว่าเกือบจะทุกคนที่คิดว่ายาพาราเป็นยาที่อันตรายน้อยที่สุดและริษของยาเบาที่สุดแล้วในบรรดายาแก้ปวด แต่ท่านหารู้ไม่ว่ายาตัวนี้มีผลต่อร่างกายเราเช่นกัน และถ้าท่านรับประทานวันละ 2 เม็ดติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

​ เช่นเดียวกันกับหญิงท่านนี้ที่รับประทานยาพารามานานถึง 7 วัน เพราะป่วยเป็นไข้ เธออายุเพียง 20 ปีเท่านั้น เธอรับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ทุกวัน ติดต่อกันมาตลอดทั้ง 7 วัน เมื่อมารับการรักษาที่โรงพยาบาลพบว่า คุณเอมีภาวะตับอักเสบจากการรับประทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาด ติดต่อกันเป็นเวลานาน อันเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเราสามารถป้องกันได้จากการทำความเข้าใจเรื่องการใช้ยาพาราเซตามอล ดังนี้ค่ะ

การใช้ยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดอาจเกิดอันตรายอย่างไร?

ยาพาราเซตามอลปกติเป็นยาที่มีผลข้างเคียงน้อย หากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ปัจจุบันเราใช้ยาพาราเซตามอลกันอย่างแพร่หลายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางครั้งรับประทานกันมากเกินขนาด ก็อาจเป็นอันตรายได้ ดังเช่นในข่าวทานพาราเซตามอลทั้งประปุกเพื่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการเรียกร้องความสนใจ นึกว่ายาพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ได้มีอันตรายอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วการทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดสามารถทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวายได้ ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้นะคะ

ยาพารากินกี่เม็ด และระยะเวลาการใช้ยาที่เหมาะสมเท่ากับเท่าไร?

ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัมของยา ต่อน้ำหนักตัวของเด็กหนึ่งกิโลกรัม ใช้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลามีไข้ แต่วันหนึ่งไม่ควรเกิน 5 ครั้ง และไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3-5 วัน ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งยาพาราเซตามอล 1 เม็ด เท่ากับ 500 มิลลิกรัม ดังนั้นใน 1 วัน ไม่ควรทานเกิน 8 เม็ด

ในปัจจุบัน คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ประเทศไทย กำหนดให้แพทย์สั่งจ่ายยาพาราเซตามอลกับผู้ป่วยเพศหญิง จำนวน 1 เม็ด รับประทานมากที่สุดทุก 6 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยชายให้พิจารณาเป็นกรณีไป เนื่องจากผู้ป่วยชายบางคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำอาจมีโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จึงสามารถทานยาได้ในปริมาณที่น้อยกว่า และคณะอนุกรรมการยังให้เขียนกำกับบนฉลากยาด้วยว่า “ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลเกินวันละ 8 เม็ด เพราะเป็นพิษต่อตับ” ดังนั้น ที่เราเคยเห็นข้างขวดยาพาราเซตามอลระบุไว้ว่า รับประทานได้ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ก็จัดว่าเป็นการใช้ยาที่มีโอกาสเกินขนาด และเป็นอันตรายต่อตับได้

ข้อควรระวังอื่นๆ ในการใช้ยาพาราเซตามอลคืออะไร?

ควรระวังการทานยาพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะแอลกอฮอล์เองเป็นสารที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าหากได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้ หากไปดื่มร่วมกับทานพาราเซตามอลยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับอักเสบ จนตับวาย ได้เร็วและง่ายดายยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ดังนั้นนักดื่มทั้งหลายระวังกันให้ดีค่ะ

คุณหมอยังขอย้ำอีกนะคะว่าทุกคนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรทานยาพาราเซตามอลมากกว่าครั้งละ 1 เม็ด และไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน หากมีอาการไข้ติดต่อกันนานเกินกว่านั้น ควรไปพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของไข้ รู้แบบนี้แล้วเราก็ควรที่จะระวังในการใช้ยาด้วย ไข่เจียวหวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ

8 ตำแหน่งปิดทองพระ ให้อานิสงส์แรง !!
19/09/2017

8 ตำแหน่งปิดทองพระ ให้อานิสงส์แรง !!

สวัสดีพี่น้องชาวบ้าบิ่นทุกคนค่ะ การเข้าวัดทำบุญเป็นสิ่งที่ดี ทำให้จิตใจสงบ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องใดส่วนใหญ่จะหันหน้ามาพึ่งธรรมะนี่ละค่ะ หรือบางคนอาจจะชอบทำบุญเสริมบารมีให้ตัวเอง เมื่อเข้าวัดแล้วก็ต้องปิดทองพระ เชื่อว่าการปิดทองพระ ไม่ว่าจะเกิดชาติใด พบใดจะส่งผลให้ดูมีสง่าราศี ผิวพรรณสดใส รูปลักษณ์ภาย...

Did you know ? แค่เดินเพลินๆ ก็เบิร์นแคลอรี่ได้  #วิ่งสู่ชีวิตใหม่
16/09/2017

Did you know ? แค่เดินเพลินๆ ก็เบิร์นแคลอรี่ได้ #วิ่งสู่ชีวิตใหม่

แพทย์แนะสังเกตสัญญาณเตือน 'ไทรอยด์เป็นพิษ'
16/09/2017

แพทย์แนะสังเกตสัญญาณเตือน 'ไทรอยด์เป็นพิษ'

กรมการแพทย์ ชี้โรคไทรอยด์เป็นพิษ รักษาหายขาดได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แนะสังเกตอาการใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว มือสั่น หงุดหงิดง่าย ตาโปน ผมร่วง

ทำไม “มะเร็งตับ” ถึงคร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด?“มะเร็ง” คำนี้พูดเบาๆ ก็กลัว เพราะทุกคนรู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าม...
15/09/2017

ทำไม “มะเร็งตับ” ถึงคร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด?

“มะเร็ง” คำนี้พูดเบาๆ ก็กลัว เพราะทุกคนรู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้ามากเพียงใด แต่การเป็นโรคมะเร็งนั้นมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่าโรคไหนๆ แถมยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ค่อยจะได้ เราทราบกันถึงแต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดโรคมะเร็งมากขึ้นก็เท่านั้น

แต่หลายคนอาจจะกลัวว่าเป็นมะเร็งส่วนอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งส่วนอื่นๆ จนมองข้าม “มะเร็งตับ” ไป ทั้งที่จริงแล้ว ความน่ากลัวที่สุดของมะเร็ง อยู่ที่มะเร็งตับนี่แหละ

มะเร็งตับ คร่าชีวิตมากที่สุด

พบผู้ป่วยมะเร็งตับคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับมากถึง 14,000 คนต่อปี มีอัตราการเป็นมะเร็งตับต่อ 100,000 ประชากรเป็นอันดับที่ 8 ของโลก

สำหรับโอกาสรอดจากมะเร็งตับนั้นมีเพียง 13% เท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้ป่วยมะเร็งตับมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากถึง 87% เลยทีเดียว

มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 โดยพบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และพบมากเป็นอันดับที่ 3 ของเพศหญิง

โรคมะเร็งตับ คืออะไร ?

โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่เกิดขึ้นในผู้ชายไทย ทั้งยังพบมากเป็นอันดับ 4 ของผู้ป่วยมะเร็งรวมกันทั้งชายและหญิง ส่วนมากมะเร็งตับมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 30 - 70 ปี และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2 - 3 เท่า จัดว่าโรคนี้เป็นโรคที่มีความ
รุนแรงมาก จนอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เป็นจำนวนหลายราย อนึ่ง โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าผู้ป่วยจะได้เข้ารับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดก็ต้องพบว่าอยู่ในระยะท้ายของการเป็นมะเร็งตับซะแล้ว ซึ่งไม่โอกาสที่จะรักษาให้หายได้

สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งตับ

สาเหตุการเกิดมะเร็งเซลล์ตับ (HCC) ส่วนใหญ่พบว่าการเกิดมะเร็งตับประเภทนี้มีสาเหตุมากจากผู้ป่วยนั้นสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี (ชนิดบีพบได้น้อยกว่า) , ผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด และผู้ป่วยตับแข็ง นอกจากนั้นยังพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ที่เป็นสารพิษที่พบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง (โดยเฉพาะถั่วลิสงบด) พริกแห้ง , กระเทียม , หัวหอม , เต้าเจี้ยว , ข้าวโพด , ข้าวกล้อง , ข้าวซ้อมมือ , แหนม , องุ่นแห้ง , ปลาตากแห้ง , มันสำปะหลัง และธัญพืชเปียกชื้นชนิดต่างๆ ก็

อาจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้เช่นกัน หากยิ่งบริโภคเข้าไปคราวละมากๆ สารนี้ก็จะเข้าไปช่วยเสริมให้เกิดเซลล์มะเร็งตับในผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ง่ายยิ่งขึ้น

สาเหตุการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับ (CCA) ส่วนใหญ่พบว่าการเกิดมะเร็งตับประเภทนี้จะเกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับแบบเรื้อรัง เป็นพยาธิใบไม้ตับที่มีชื่อว่า Opisthorchis viverrini ซึ่งจะมีในปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ตามหนองบึง เมื่อกินปลาดิบๆ หรือปลาที่ยังสุกๆ ดิบๆ ทีมีพยาธิชนิดนี้เข้าไป ตัวอ่อนของพยาธิก็จะเข้าไปเจริญเติบโตและอาศัย
อยู่ในท่อน้ำดีภายในตับอย่างถาวร โดยสามารถอยู่ได้นานถึง 25 ปี หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษาก็จะทำให้เกิดการอักเสบและเกิดความผิดปกติภายในตับ เมื่อนานเข้า เซลล์ท่อน้ำดีก็จะกลายพันธุ์เป็นมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การได้รับสาร ไนโตรซามีน (Nitrosamine) ที่เป็นสารพิษพบโดยมากในอาหารจำพวกโปรตีนหมัก อาทิ
ปลาร้า , ปลาส้ม , หมูส้ม , แหนม หรืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินประสิว อย่าง ไส้กรอกรมควัน , ปลารมควัน ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งชนิดนี้ได้อีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งตับ

โดยปกติแล้วการแบ่งระยะของโรคมะเร็งตับนั้นมีได้หลายแบบ แต่ในภาพรวมจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ เช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ

โรคมะเร็งตับ ระยะที่ 1

ลักษณะของก้อนมะเร็งจะมีขนาดเล็กและมีเพียงก้อนเดียวเท่านั้น

โรคมะเร็งตับ ระยะที่ 2

ก้อนมะเร็งจะลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดภายในตับ และ/หรือมีมะเร็งหลายก้อน แต่ก็ยังคงมีขนาดที่เล็กอยู่

โรคมะเร็งตับ ระยะที่ 3

ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก และ/หรือมีการลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงตับ และ/หรือลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่ท้อง และ/หรือลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ตับ

โรคมะเร็งตับ ระยะที่ 4

เซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด โดยมักเข้าสู่ตับกลีบอื่นๆ รวมถึงปวด แต่ก็มีแนวโน้มว่าสามารถแพร่กระจายเข้าสู่อวัยวะอื่นได้เช่นกัน อาทิ สมอง กระดูก หรือแม้กระทั่งต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปจากตับ เช่น ต่อมน้ำเหลืองภายในช่องท้อง หรือบริเวณไหปลาร้า

การแยกโรคมะเร็งตับ ออกจากโรคอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน

ผู้ที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวม หรือเท้าบวม อาจเกิดจากโรคตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์สะสมมานาน และมักตรวจพบอาการฝ่ามือแดงและจุด
แดงเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าอก
ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียและน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ เช่น มะเร็งปอด จะมีอาการไอเรื้อรัง ไปเป็นเลือด และเจ็บหน้าอก , มะเร็งกระเพาะอาหาร จะมีอาการปวดท้องคล้ายกับเป็นโรคกระเพาะ , มะเร็งลำไส้ใหญ่
ปวดท้องเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังอาจเกิดจาก โรคเบาหวาน ที่จะมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย , วัณโรคปอด จะมีไข้และมีอาการไอเรื้อรัง ไอ้เป็นเลือด , โรคเอดส์ จะมีไข้เรื้อรัง ท้อง
เดินเรื้อรัง , คอพอกเป็นพิษ จะมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น ขี้ร้อน เหงื่อออกมากเป็นพิเศษ มีอาการคอพอก
และไม่ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะมีสาเหตุมาจากโรคใด้ก็ตาม เราควรรีบที่จะเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องให้หายเป็นปกติ
ทำไมคนไทยถึงเสี่ยงเป็นมะเร็งตับเป็นอันดับต้นๆ ของโลก?

เพราะการใช้ชีวิต และอาหารการกินของคนไทยหลายอย่าง ทำให้คนไทยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นการดื่มแอลกอฮอล์ จากการทานอาหารดิบๆ สุกๆ หรือปลาน้ำจืดดิบ ที่มี
พยาธิใบไม้ในตับ หรือการบริโภคอาหารที่มีเสี่ยงว่าจะมีส่วนประกอบของดินประสิวเป็นประจำ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก เนื้อเค็ม กุนเชียง หรือปลาเค็ม เป็นต้น

มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ยอมไปรับการรักษา จนปล่อยให้ตับติดเชื้อเรื้อรัง ตับอักเสบเป็นเวลานานๆ

การได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า “อะฟลาทอกซิน” เข้าไปในร่างกายเป็นเวลานาน อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยย่อยๆ อีกหลายปัจจัยที่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งตับที่หลายคนอาจไม่ทราบ เช่น การได้รับสารเคมีบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น การรับฮอร์โมนเสริม ยาคุมกำเนิด สารหนู หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และคนอ้วนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ก็เข้าข่ายผู้ที่มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับได้อย่างไร?

ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่

รักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากพบว่าตัวเองเป็นโรคอะไร ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

รับประทานที่ถูกสุขลักษณะ สะอาด ปรุงสุก 100% ไม่ผ่านการใส่สารเคมีต่างๆ มากเกินไป

ทานอาหารให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ ทานอย่างใดอย่างหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป

ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด

ตรวจสุขภาพทุกปี หรือทุกๆ 6 เดือน
แม้ว่าโรคมะเร็งจะเป็นโรคที่น่ากลัวมากขนาดไหน แต่หากพบในระยะแรกๆ จะสามารถรักษาให้มีอาการดีขึ้น จนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะฉะนั้นรักตัวเองให้มากๆ เลือกทานอาหารดีๆ ดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้เจ็บป่วย จะได้มีความสุขอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ศ. พิเศษ นพ. ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ แพทย์ศัลยกรรมมะเร็ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ
ภาพประกอบจาก istockphoto

ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?ตามหลักการแพทย์แล้ว  #ข้อเข่าเสื่อม แบ่งความรุนแรงทางภาพเอกซเรย์ได้ทั้งหมด 4 ระดับ ...
14/09/2017

ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ตามหลักการแพทย์แล้ว #ข้อเข่าเสื่อม แบ่งความรุนแรงทางภาพเอกซเรย์ได้ทั้งหมด 4 ระดับ ซึ่งความรุนแรงระดับที่ 3 หรือ 4 เป็นระดับที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
อย่างไรก็ตามการจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัดนั้น ทางคุณหมอยังต้องพิจารณาร่วมกับกับอาการปวด และคุณภาพชีวิตในด้านการยืน เดิน ของผู้ป่วย อีกด้วยนะครับ
ดังนั้น ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษาทุกคน อาจจะรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ที่ทางคุณหมอ พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสมครับ

ฟรี สัมมนาโครงการ "ฟิตเข่าให้ดี..ห่างหนีข้อเสื่อม" สำรองที่นั่งโทร. 02-681-1883 #ฟิตเข่าให้ดี #ห่างหนีข้อเสื่อม

ต้องรู้!! ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ 72 ชม.แรก ไม่ต้องทดรองจ่าย เข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้
13/09/2017

ต้องรู้!! ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ 72 ชม.แรก ไม่ต้องทดรองจ่าย เข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้

กรมบัญชีกลาง กำหนดเกณฑ์เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่" ชี้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สีแดง รักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องทดรองจ่ายเงิน ระยะ 72 ชั่วโมงแรก...

เห็นตาข่ายตกหล่นกลางถนนอย่าขับคร่อมเป็นอันขาดให้ลดความเร็วลงและขับหลบมันไป เพราะมันจะพันเพลาทำให้ระบบเครื่องยนต์ขัดข้องร...
12/09/2017

เห็นตาข่ายตกหล่นกลางถนนอย่าขับคร่อมเป็นอันขาดให้ลดความเร็วลงและขับหลบมันไป เพราะมันจะพันเพลาทำให้ระบบเครื่องยนต์ขัดข้องรถหยุดกระทันหันเสียการทรงตัวได้

เตือนไว้เลย! ถ้าไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง บอกเลยว่า..ควรหยุดกินอาหารชนิดนี้นี่คือหนึ่งในอาหารที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของโรคมะเ...
12/09/2017

เตือนไว้เลย! ถ้าไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง บอกเลยว่า..ควรหยุดกินอาหารชนิดนี้

นี่คือหนึ่งในอาหารที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของโรคมะเร็ง คุณควรหยุดรับประทานมัน! ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ชอบทานฮอทดอก เป็นที่คาดการณ์ว่ามีฮอทดอกประมาณ 7 ร้อยล้านชิ้นที่ผู้คนบริโภคแค่ในช่วงซัมเมอร์เท่านั้น

ใช่! ฮอทดอกอาจจะอร่อยและเป็นอาหารจานด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การทำงานของคุณไม่สามารถหยุดนิ่งได้

อย่างไรก็ตาม มันได้รับการเปิดเผยว่าอาหารขยะรสชาติอร่อยนี้คืออาหารที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็ง

ฮอทดอกทำยังไง

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับฮอทดอกคือกระบวนการการผลิต แต่ก่อนอื่นเรามาดูที่มาของอาหารขยะที่คุณชื่นชอบกันก่อนดีกว่า

เยอรมันบุก!

ผู้อพยพชาวเยอรมันมาพร้อมกับความคิดในการนำฮอทดอกกลับมายังนิวยอร์กในปี 1860

โดยทั่วไปแล้ว ฮอทดอกทำมาจากส่วนผสมของเนื้อหมู เนื้อวัว และไก่

เนื้อนี้จะถูกบด และใส่ลงในเครื่องโลหะ ที่ไก่ขูดจะถูกนำมาปรุงรสเพิ่มเติมด้วยอาหารประเภทแป้งเกลือ และเครื่องปรุงเลียนกลิ่นอื่นๆ

ความแตกต่างของแต่ละเครื่องปรุงจะขึ้นอยู่กับว่าฮอทดอกจะถูกนำไปขายที่ไหน เช่นเดียวกับที่คนจากภูมิภาคต่างๆในอเมริกามักจะมีความชื่นชอบในรสชาติที่แตกต่างกัน

ฮอทดอกจะถูกนำมาใส่น้ำและสารให้ความหวานเทียม ซึ่งพวกมันจะทำให้เนื้อเข้ากัน จนสามารถนำมาบรรจุใส่ในปลอกที่มีรูปร่างและขนาดเท่ากันได้

จากนั้นพวกมันก็จะถูกนำมาเรียงกันเพื่อพร้อมสำหรับการอบ เมื่ออบเสร็จมันจะถูกนำมาแช่ในน้ำเย็นผสมเกลือเพื่อเก็บรักษา และถูกบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์

มันจะถูกปิดผนึกด้วยเครื่องจักร และจะต้องมีการตรวจสอบข้อบกพร่องอย่างสม่ำเสมอ

สุดท้าย ฮอทดอกที่ถูกแพ็คเรียบร้อยจะถูกนำไปส่งในร้านค้าต่างๆ หรือแม้กระทั่งในร้านอาหารหรือบ้านคุณเอง

ทำไมฮอทดอกถึงเป็นอันตราย?

เหตุผลที่ว่าทำไมฮอทดอกถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ เราได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้ว นั่นก็เพราะกระบวนการที่พวกมันถูกยัดเยียดให้ในระหว่างการผลิต

เครื่องปรุงเทียม

สารให้ความหวานเทียม

อาหารประเภทแป้ง

น้ำเชื่อมข้าวโพด

ผงชูรส

สารเติมแต่งเหล่านี้ ถูกใส่ลงไปในเนื้อแปรรูป ที่ซากสัตว์บางส่วนยังคงมีอยู่ เช่นขา กรงเล็บ ผิวหนังและไขมัน ซึ่งมีส่วนร่วมในการเพิ่มความเป็นกรดในร่างกายของคุณ และทำให้ร่างกายของคุณร้อนพอสำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

คุณไม่สามารถแน่ใจอะไรได้เลยเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ใส่เพิ่มเติมเข้าไปในฮอทดอก เพราะป้ายสินค้าของพวกมันก็แทบไม่ระบุอะไรให้คุณรับรู้

การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวายพบว่ากระบวนการแปรรูปเนื้อสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 67% เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงอย่างไม่น่า

คุณสามารถมั่นใจได้ 100% ว่าเนื้อสัตว์แปรรูปประกอบด้วยไนเตรต เช่นเดียวกับไนไตรต์ ซึ่งได้รับการกล่าวว่าจะนำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ ตับอ่อน และมะเร็งกระเพาะอาหาร

มันถูกอ้างโดย "สถาบันเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งอเมริกา" ว่าเมื่อคนๆหนึ่งมีการบริโภคฮอทดอกหนึ่งชิ้นในชีวิตประจำวัน บุคคลนั้นจะสัมผัสกับความเสี่ยง 21% ของการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวายพบว่ากระบวนการแปรรูปเนื้อสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 67% เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ!

ดังนั้นก่อนที่คุณจะไปร้านขายอาหารท้องถิ่นของคุณ และสั่งซื้อฮอทดอกมารับประทาน คุณอาจจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ และหันหาทางเลือกตามธรรมชาติที่ช่วยให้สุขภาพดีมากขึ้น

 #ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่เจอปัญหา หายใจเข้าลึกๆนะคะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ!! ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านคะ...
12/09/2017

#ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่เจอปัญหา หายใจเข้าลึกๆนะคะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ!! ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านคะ...

ที่อยู่

Bangkok
10540

เบอร์โทรศัพท์

0854823944

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DContact-eyesblink24 สมุทรปราการผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์