Healthy Space Forum

Healthy Space Forum นักออกแบบ นักวิจัย และที่ปรึกษาด้านการออกแบบเมือง ที่ตั้งใจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองไปพร้อมกับออกแบบร่วมกับชุมชน

ค้นคว้าและวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะเมือง

ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2569 ศาลา The Living Commons เปิดให้ทุกคนเข้าชมตามปกติ และศาลาจะเปิดให้...
10/04/2026

ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน 2569 ศาลา The Living Commons เปิดให้ทุกคนเข้าชมตามปกติ และศาลาจะเปิดให้เข้าชมจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้นน้า
หยุดยาวนี้ถ้าใครมีโอกาสแวะมาเที่ยวภูเก็ต พวกเราเลยอยากชวนมาเดินดูศาลา The Living Commons กัน ศาลาอยู่ในเรื่องของเรา เล่าเรื่องพื้นที่ส่วนกลาง (Common Space) ตั้งแต่ในบ้าน หน้าบ้าน และนอกบ้าน เพื่อสื่อให้เห็นว่าพื้นที่ที่ผู้คนได้ออกมาเจอกัน พูดคุย และแลกเปลี่ยนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ วัฒนธรรม ความทรงจำ การเรียนรู้ และการต่อยอดเรื่องราวใหม่ๆ ของชุมชน ที่ยังดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต
‘The Living Commons - อยู่ในเรื่องของเรา’
📍ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว (https://maps.app.goo.gl/gcmKmmQ4gY1vgrux7?g_st=ipc)
ค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
คนไทย: ผู้ใหญ่ 50 บาท นักเรียน/นักศึกษา 25 บาท
ชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ 200 บาท นักเรียน/นักศึกษา 120 บาท
🗓 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569
เปิดทำการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.

#ศาลาอยู่ในเรื่องของเรา

จำได้ไหมว่าตอนเด็กเล่นกับเพื่อนที่ไหนในโรงเรียนกันบ้าง?เมืองขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนในเมืองก็เหลือที่เล่นน้อยลงทุกทีโ...
09/04/2026

จำได้ไหมว่าตอนเด็กเล่นกับเพื่อนที่ไหนในโรงเรียนกันบ้าง?
เมืองขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนในเมืองก็เหลือที่เล่นน้อยลงทุกที
โรงเรียนในกรุงเทพมหานครเองก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน
จากการศึกษารูปแบบโรงเรียนของกรุงเทพฯ จำนวน 31 โรงเรียนในพื้นที่เมือง ทำให้เราตั้งข้อสังเกตว่าผังอาคารอาจกำหนดพฤติกรรมหรือวิธีการเล่นของเด็กๆ โดยไม่รู้ตัว
โรงเรียนส่วนใหญ่ในเมืองมักมีรูปแบบอาคารอยู่ไม่กี่แบบ เช่น อาคารล้อมสนามแบบตัว U คิดเป็น 70% จากโรงเรียนทั่วไป (10 จาก 14 โรงเรียนใช้) และอาคารแนวยาวรูปตัว I สำหรับโรงเรียนที่มีพื้นที่จำกัด แต่ละรูปแบบตอบโจทย์ด้านพื้นที่และการใช้งานได้ดี ทว่าเมื่อมองผ่านมุมของเด็กกลับให้ประสบการณ์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน
โรงเรียนผังตัว U เป็นโรงเรียนที่มีสนามอเนกประสงค์ตรงกลางที่ใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งเข้าแถว เรียน และเล่น แต่พื้นที่เดียวกันนี้ไม่ได้เปิดให้ใช้ตลอดเวลา การใช้งานจึงเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เด็กบางคนได้เล่น ขณะที่บางคนต้องรอ หรือหาพื้นที่อื่นแทน ซึ่งบางครั้งต้องใช้ร่วมกับพื้นที่สัญจรหรือใกล้กับรถ
และเนื่องจากมีแค่สนามเดียว 71% จึงไม่มีพื้นที่ที่ออกแบบขึ้นมาเฉพาะวัย เด็กเล็กต้องใช้ลานคอนกรีตหรือสนามกีฬาร่วมกับเด็กโต ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ลานแข็งและไม่มีพื้นยาง
ส่วนในโรงเรียนผังตัว I ข้อจำกัดยิ่งชัดเจนขึ้นอีก 60% เพราะไม่มีพื้นที่ส่วนกลางที่เหมาะสมให้เด็กได้ใช้ทำกิจกรรมทางกาย และลักษณะกายภาพที่แคบยาว ทำให้การใช้งานอาจไม่ยืดหยุ่นและไม่หลากหลาย เนื่องจากพื้นที่เปิดโล่งมีน้อย หลายโรงเรียนต้องปรับตัวด้วยการย้ายกิจกรรมเข้าไปในอาคาร โดยใช้ห้องเรียนเป็นพื้นที่สันทนาการ หรือให้เด็กๆ วิ่งเล่นตรงระเบียงหรือโถงทางเดินแทน
โรงเรียนทั้งสองรูปแบบเจอปัญหาเดียวกันคือ 93% มีพื้นที่สีเขียวไม่ถึงเกณฑ์ และในพื้นที่เดียวกัน เด็กต่างวัยต้องแบ่งกันใช้ ผลคือเด็กต้องปรับตัวตามพื้นที่ ไม่ได้เล่นในแบบที่ควรจะเป็น หรือไม่ได้เล่นอย่างอิสระ
สิ่งที่เราเห็นไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่อยากเล่น แต่พื้นที่ในโรงเรียนกำลังค่อยๆ กำหนดว่าเด็กสามารถเล่นได้แค่ไหน และเล่นแบบไหนต่างหาก
การออกแบบโรงเรียนให้เด็กๆ ได้วิ่ง ได้ลอง ได้เล่น ในแบบที่เขาเป็น ให้ได้ใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ คือการให้เขาได้ลองผิดลองถูก และได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง
เพราะการเล่นไม่ใช่แค่ช่วงพักกลางวัน แต่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเรียนรู้ที่สำคัญไม่แพ้ในห้องเรียนเลย

#กิจกรรมทางกาย #พื้นที่สุขภาวะ

ในวันที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนส่งผลต่อค่าครองชีพของคนเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนเริ่มมองหาท...
08/04/2026

ในวันที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนส่งผลต่อค่าครองชีพของคนเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทางที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยประหยัดเวลาเมื่อการจราจรติดขัดได้อีกด้วย ทำให้คนเริ่มหันมาใช้ ‘ระบบจักรยานสาธารณะ หรือ Bike Sharing’ กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ กำลังปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ พวกเราอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจระบบ Bike Sharing กันว่าทำไมการเดินทางด้วยจักรยานสาธารณะ อาจกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้การเดินทางในเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น
✦ Bike Sharing คืออะไร?
ระบบจักรยานสาธารณะ หรือ Bike Sharing คือระบบให้เช่าจักรยานสาธารณะระยะสั้น ผู้ใช้สามารถยืมจากจุดหนึ่งและไปคืนอีกจุดหนึ่งในเมืองเดียวกัน โดยเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหา ‘First/Last Mile’ แนวคิดนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1965 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ กับโครงการ ‘Witte Fietsenplan (White Bicycle Plan)’ ซึ่งเปิดให้ใช้จักรยานฟรีในเมือง
แม้ในช่วงแรกจะเจอปัญหาการขโมยจักรยาน แต่โมเดลนี้กลายเป็นต้นแบบให้ธุรกิจยุคหลังพัฒนาระบบที่มีสถานีล็อกจักรยาน (Dock Station) ขึ้น และใช้งานผ่านบัตรเครดิตหรือแอปพลิเคชันแทน จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจในหลายเมืองทั่วโลก ปัจจุบันระบบ Bike Sharing ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ช่วยลดการใช้รถยนต์ ลดมลพิษ และส่งเสริมการเดินทางที่ยั่งยืนได้
✦ เชื่อมต่อ ‘กิโลเมตรสุดท้าย’ ให้ไร้รอยต่อ
ปัญหาหลักในการสัญจรของกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาคือ การเดินทางช่วงสุดท้ายก่อนถึงจุดหมาย (Last Mile) เช่น จากที่พักไปยังระบบขนส่งสาธารณะ หรือ จากสถานีรถไฟฟ้าไปยังที่ทำงานหรือที่พักมักจะไกลเกินกว่าจะเดินหรือใกล้เกินกว่าจะนั่งรถ ทำให้ประชาชนต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือแท็กซี่ ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางของประชาชนเพิ่มขึ้น
ระบบ Bike Sharing ในกรุงเทพฯ จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่นี้ โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ ได้ร่วมกับผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะรายต่างๆ ติดตั้งจุดให้บริการกว่า 350 จุด เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ สีลม สาทร สยาม สุขุมวิท พระราม 4 คลองสาน ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้ความสะดวกเรื่องการเดินทางกับประชาชน และกำลังจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ของเมืองต่อไปในอนาคต
✦ แผนการประหยัดที่วัดผลได้จริง
Bike Sharing มีระบบจัดการผ่านแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย ผู้ใช้สามารถตรวจสอบประวัติการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ทันที ทำให้สามารถบริการจัดการค่าเดินทางรายวันได้อย่างแม่นยำ โดยข้อมูลจากหลายเมืองทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนมาใช้จักรยานสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

🟢ประหยัดเงิน – การใช้ Bike Sharing มีค่าบริการที่ถูกกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือระบบขนส่งอื่นๆ มาก เมื่อเทียบกับการเดินทางในระยะทางช่วง 400 เมตร - 1 กิโมเมตร แรกของการเดินทาง (ผู้ให้บริการบางรายยังมีโปรโมชั่นใช้ฟรีชั่วโมงแรกหรือลดราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดผู้ใช้ใหม่ๆ) และการเดินทางด้วยการเดินปั่นเพียงวันละ 12-18 นาที ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ราวๆ 2,840–4,260 บาท ต่อคนต่อปี
🟢ประหยัดเวลา – ในชั่วโมงเร่งด่วน การปั่นจักรยานในระยะทางสั้นๆ (ไม่เกิน 2 กิโลเมตร) มักจะทำเวลาได้ดีและถึงจุดหมายได้เร็วกว่าการเดิน การขับรถ และขนส่งสาธารณะ
🟢ประหยัดพลังงาน – การปั่นจักรยานสาธาณะอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ (CO2) ได้ราวครึ่งตันต่อปี
✦ ใช้งานสะดวก
สิ่งที่ทำให้ Bike Sharing แตกต่างจากการมีจักรยานส่วนตัว คือการออกแบบประสบการณ์ใช้งานที่ลดภาระของผู้ใช้ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้การเดินทางระยะสั้นเป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน
🟢ไม่ต้องดูแลเอง – ผู้ใช้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการซ่อมบำรุงจักรยานในสถานการณ์ต่างๆ เพราะผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด
🟢ไม่ต้องกลัวขโมย – ด้วยระบบล็อกผ่านแอปพลิเคชั่นที่สามารถติดตามสถานะการใช้งานได้ตลอดเวลา
🟢จักรยานได้มาตรฐาน – จักรยานในระบบ Bike Sharing ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้มีความทนทานสูง นอกจากนี้ และยังมาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล อย่างไฟส่องสว่างที่ทำงานอัตโนมัติ (Built-in Lights) หรือใช้ระบบไดนาโมเพื่อความปลอดภัยในการปั่นเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่างตะกร้าหน้ารถสำหรับใส่สัมภาระ ช่วยให้ผู้ใช้จักรยานมีความคล่องตัว มีสมาธิกับการปั่นได้อย่างเต็มที่
✦ มีจุดจอดเป็นระบบ สามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้
หนึ่งในความกังวลของผู้ใช้จักรยานตลอดมาคือ ‘จะจอดจักรยานที่ไหน?’ เพราะที่ผ่านมากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เป็นเมืองที่เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้กับจุดจอดจักรยานมากนัก แต่กับระบบ Bike Sharing มีการออกแบบระบบจอดจักรยานแบบ ‘Dock Station’ หรือมีสถานีจอดที่แน่นอน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชั่นของผู้ให้บริการจักรยาน ทำให้มั่นใจได้ว่าจะระบุจุดรับและคืนจักรยานได้ชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาหรือกังวลเรื่องการจอดจักรยานทิ้งไว้
✦ ปั่นอย่างมีวินัยและเป็นมิตรกับคนเดินเท้า
แม้ว่าตอนนี้กรุงเทพฯ จะมี Bike Sharing หลายร้อยจุดทั่วเมือง และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สำคัญที่ผู้ใช้ทุกคนต้องตระหนักไว้เสมอคือ กรุงเทพฯ ยังไม่ได้มีถนนหรือทางเท้าสำหรับปั่นจักรยานอย่างปลอดภัยทุกแห่ง และส่วนใหญ่เรายังต้องปั่นร่วมกับผู้ใช้ถนนและทางเท้ากลุ่มอื่นด้วย ดังนั้นเพื่อให้การใช้งานจักรยานสาธารณะอย่างปลอดภัยต่อตัวเองและเพื่อนร่วมทาง
🟢ปฏิบัติตามกฏจราจร – ผู้ขับขี่ควรมีความรู้เรื่องกฎจราจรที่ถูกต้องและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การถนนเป็นอย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ไม่ปั่นเลนขวา ปั่นชิดซ้ายตลอด ไม่ปั่นสวนทางรถยนต์
🟢 ให้สิทธิคนเดินเท้าก่อน – เมื่อต้องปั่นบนทางเท้าในพื้นที่คนพลุกพล่าน ควรลดความเร็วลงและใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ (ในบางประเทศมีการกำหนดความเร็วบนทางเท้าไม่เกิน 10 กม./ชม.) เพื่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า
🟢ใช้สัญญาณมือ – ใช้สัญญาณมือเพื่อบอกทิศทางการเคลื่อนที่ ควบคู่กับการใช้กระดิ่งจักรยานเพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้ถนน หากต้องปั่นบนทางเท้า ต้องไม่กดกริ่งไล่คนเดินเท้า
🟢จอดในจุดที่กำหนดไว้อย่างเป็นระเบียบ – หัวใจสำคัญของ Bike Sharing ที่ดี คือการจอดรถให้เป็นที่ทาง โดยผู้ใช้ควรคืนจักรยานในสถานี (Dock Station) ให้ถูกต้อง และต้องไม่กีดขวางต่อผู้สัญจรทางเดินเท้า
🟢ใช้สัญญาณไฟและอุปกรณ์ความปลอดภัย – ตรวจสอบความพร้อมใช้งานของจักรยาน โดยเฉพาะใฟส่องสว่าง (Built-in Light) ก่อนปั่นทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบระดับของแบตเตอร์รี่ของตัวรถในกรณีที่ใช้จักรยานไฟฟ้า ว่าเพียงพอต่อการขับขี่หรือไม่
🟢จูงจักรยานแทนการปั่น – ในพื้นที่เสี่ยงหรือจราจรซับซ้อน การลงจูงจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุด้วย
ระบบ Bike Sharing ไม่ใช่แค่เรื่องของทางเลือกในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในทางออกที่เป็นไปได้สำหรับวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน อยากชวนทุกคนเดินทางในเมืองด้วยจักรยานสาธารณะกัน เพราะไม่เพียงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังช่วยลดการจราจรแออัด อากาศสะอาด และเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย

#ปั่นจักยาน #ปั่นปลอดภัย

ช่วงนี้ทุกตารางนิ้วของสะพานพระพุทธยอดฟ้าถูกจับจองด้วยชาว gen z ที่ต่างถือช่อดอกบัวมาถ่ายรูปกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นเ...
07/04/2026

ช่วงนี้ทุกตารางนิ้วของสะพานพระพุทธยอดฟ้าถูกจับจองด้วยชาว gen z ที่ต่างถือช่อดอกบัวมาถ่ายรูปกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา และลงโซเชียลมีเดียพร้อมเพลงดั่งฝันฉันใด ของวง Klear
นี่คือการเปลี่ยนมุมมองทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะจากดอกบัวที่เคยมีความหมายผูกติดอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ตอนนี้กลายเป็นพร็อพถ่ายรูปเก๋ๆ ของคนรุ่นใหม่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลในระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนให้เห็นบทบาทใหม่ของพื้นที่สาธารณะ ที่เป็นมากกว่าการรองรับกิจกรรมพื้นฐานของเมือง แต่กลายเป็นเวทีของการแสดงตัวตน การผลิตซ้ำของวัฒนธรรมร่วมสมัย และพื้นที่ของเทรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของการออกแบบเมือง ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายผ่านแนวคิด ‘Sense of Place’ ได้ว่า พื้นที่หนึ่งจะสร้างประสบการณ์ต่อมนุษย์ได้นั้น มาจาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ พื้นที่กายภาพ กิจกรรม และความหมาย ซึ่งจะมีส่วนทำให้พื้นที่เกิดตัวตน ภาพจำ หรืออัตลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ ตามแต่ประสบการณ์และบริบททางประวัติศาสตร​์ที่อยู่เบื้องหลัง
ขณะเดียวกัน ปรากฎการณ์นี้ก็ยังสอดคล้องกับแนวคิด ‘The Production of Space’ ของ อ็องรี เลอแฟฟวร์ (Henri Lefebvre) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่อธิบายว่า พื้นที่ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกนิยามความหมายโดยผู้คนในสังคมอีกด้วย หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือพื้นที่สาธารณะจะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมีคนเข้าไปใช้งาน และค่อยๆ เติมความหมายใหม่ลงไป ผ่านกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จนพื้นที่นั้นไม่ใช่แค่สถานที่ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่คนมีประสบการณ์และความทรงจำร่วมกัน
ปกติพื้นที่จำนวนมากในเมืองมักถูกออกแบบให้มีหน้าที่การใช้งานชัดเจน แต่หลายครั้งประสบการณ์ของผู้คนที่เข้าไปใช้กลับมอบความหมายใหม่ให้สถานที่เหล่านั้น เช่นเดียวกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของ ‘ปากคลองตลาด’ หนึ่งในย่านการค้าเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ สมัยก่อนที่นี่คือตลาดปลาและขายของสดขนาดใหญ่ ก่อนจะมีการสร้างสะพานในปี พ.ศ.2475 เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง เมื่อพื้นที่เมืองเปลี่ยนไป ตลาดสดแห่งนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นตลาดขายดอกไม้หลังปี พ.ศ.2500 จนถึงปัจจุบัน
ด้วยการใช้งานของพื้นที่ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้แต่การใช้งานจริงของผู้คนแต่ละยุคสมัยกลับค่อยๆ ขยายขอบเขตความหมายของสะพานแห่งนี้ออกไปไกลกว่าหน้าที่เดิมมาก จากเส้นทางคมนาคม กลายเป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำ (ที่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่) เคยเป็นตลาดกลางคืน จุดถ่ายรูปแนวสตรีทยุคกล้องฟีล์ม ไปจนถึงจุดถ่ายรูปกับช่อดอกไม้ของชาว gen z เช่นทุกวันนี้
สะพานพุทธในวันที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีชมพูพิสูจน์ให้เห็นว่า ความหมายของเมืองนั้นลื่นไหลและไม่เคยหยุดนิ่ง วันที่ผู้คนหยิบฉวยเอาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพื้นที่สาธารณะมาปรับใช้ในแบบของตัวเองทำให้พื้นที่ถูกนิยามใหม่กลายเป็นพื้นที่ทางประสบการณ์ร่วมกันของสังคมในช่วงเวลาหนึ่งได้
แม้สุดท้าย ปรากฏการณ์นี้จะเป็นเพียงไวรัลที่ผ่านมาแล้วผ่านไปตามธรรมชาติของโลกโซเชียล แต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือร่องรอยที่ชัดเจนว่า เมืองมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จากเรื่องเล่าที่ผู้คนมอบให้
ขณะเดียวกันก็จะเป็นโจทย์ท้าทายของนักออกแบบเมืองในอนาคตเช่นกันว่าจะทำยังไงให้พื้นที่สาธารณะพร้อมเปิดรับความหมายใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะลึกซึ้งอยู่เหนือกาลเวลา หรือเป็นกระแสนิยมเพียงชั่วคราวก็ตาม

#สะพานพุทธ #ปากคลองตลาด #ดอกบัว #เทรนด์เจนซี

ทุกวันที่ 6 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ชวนให้เราหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น กับ ‘วันกิจกรรมทางกายสากล (World Day Physical...
06/04/2026

ทุกวันที่ 6 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ชวนให้เราหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น กับ ‘วันกิจกรรมทางกายสากล (World Day Physical Activity)’ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาเคลื่อนไหวเพื่อสุขภาพที่ดี
วันนี้เป็นวันที่เราอยากชวนให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า แต่ละวันเราได้ขยับร่างกายไปกับเรื่องอะไรบ้าง เพราะการเดินไม่กี่ก้าวระหว่างวันที่ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็อาจกลายเป็นตัวชี้วัดสุขภาพในชีวิตประจำวันของเราโดยไม่รู้ตัว
อย่างคำว่า “หมื่นก้าวต่อวัน” ที่ทุกวันนี้กลายเป็นเทรนด์ในวงการสุขภาพยุคใหม่ไปแล้ว กลายเป็นเป้าหมายประจำวันที่ทั้งนาฬิกา สมาร์ตโฟน แอปพลิเคชันสุขภาพ และเพื่อนสายเฮลท์ตี้ในกลุ่มไลน์พร้อมใจกันเตือนคุณว่า ‘วันนี้เดินครบหรือยัง?’ ที่ฟังดูเหมือนเป็นภารกิจเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกดี เหมือนเรากำลังดูแลตัวเองอยู่ทุกวัน บางวันเดินถึงก็รู้สึกภูมิใจ แต่บางวันเดินไม่ถึงก็รู้สึกผิดไปทั้งวันเลยก็มี
แต่ทุกคนเคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้อง ‘หมื่นก้าว‘ ด้วย? เราจำเป็นต้องเดินมากขนาดนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของเราเลยเหรอ?
อันที่จริงแล้ว แนวคิดหมื่นก้าวต่อวันไม่ได้เริ่มมาจากวงการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์เลย แต่เริ่มมาจากแคมเปญโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างหาก! ย้อนเวลาไปที่ญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1965 เมื่อบริษัท Yamasa Tokkei ได้ออกแบบเครื่องนับก้าวชื่อว่า ‘Manpo-kei (万歩計)’ ที่แปลว่า ‘มิเตอร์หมื่นก้าว’ เนื่องจากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพสังคมในญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใช้ชีวิตแบบนั่งโต๊ะทำงานมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพตามมา นายแพทย์โยชิโระ ฮาตาโนะ (Yoshiro Hatano) นักวิจัยในขณะนั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินวันละประมาณ 4,000-5,000 ก้าว เป็นจำนวนก้าวโดยเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นในยุคนั้น เมื่อทางบริษัท Yamasa ต้องการจะกระตุ้นให้คนหันมาออกกำลังกายด้วยการเดินมากขึ้น พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องนับก้าวขึ้นมาในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ญี่ปุ่นเพิ่งได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงโตเกียวในปี ค.ศ.1964 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับชาติที่สร้างกระแสความตื่นตัวด้านกีฬาและสุขภาพไปทั่วประเทศ ชาวอาทิตย์อุทัยจึงเริ่มอยากจะลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น เครื่อง Manpo-kei ที่เปิดตัวในปีถัดมา จึงเหมือนเป็นสินค้าที่เข้ามาตอบสนองกระแสนี้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลาพอดี
การตั้งชื่อที่ทำให้เป้าหมายชัดเจนและจดจำง่าย ไม่ต้องอธิบายอะไรมากก็เข้าใจได้ทันที แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกาย แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดรองรับตัวเลขนี้อย่างจริงจังก็ตาม สิ่งนี้ช่วยปลุกกระแสให้ผู้คนลุกขึ้นมาเดินอย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายว่าจะเดินให้ครบวันละหมื่นก้าว จนสุดท้ายตัวเลขนี้ก็ถูกใช้เป็นมาตรวัดสุขภาพไปทั่วโลกโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเวลาผ่านไป งานวิจัยสมัยใหม่ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเลขนี้เหมือนกัน ซึ่งพวกเขาก็พบว่าประโยชน์ของการเดินนั้นเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องเดินถึงหมื่นก้าวก็ได้ เช่น งานวิจัยจาก Harvard Medical School ที่ตีพิมพ์ในที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine ปี ค.ศ.2019 โดยกลุ่มตัวอย่างป็นการศึกษาในผู้หญิงสูงอายุประมาณ 17,000 คน พบว่าการเดินเพียง 4,400 ก้าวต่อวัน ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และประโยชน์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินถึง 7,500 ก้าวต่อวัน หลังจากนั้นประโยชน์ด้านสุขภาพจะเริ่มคงที่ หรือไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญกับการเดินถึง 10,000 ก้าว
นั่นหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเครียดกับตัวเลขหมื่นก้าวก็ได้ขอแค่เดินให้มากกว่าที่เคยเดินก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเดินไม่ได้มีดีแค่เผาผลาญแคลอรี แต่มันยังปลุกสมองให้ตื่นด้วย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุว่า การเดินช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้มากถึง 60% เทียบกับการนั่งนิ่งๆ และการเดินเล่นโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจนยังช่วยให้สมองได้พัก ได้คิด (เช่น เย็นนี้กินไรดี?) และได้เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะชีวิตในทุกวันนั้นแสนเร่งรีบเกินกว่าจะโฟกัสเรื่องการเดินช้าๆ ไปเสียแล้ว
แต่ต่อให้เราตั้งใจเดินแค่ไหน ถ้าเมืองไม่พร้อมให้เราเดิน อย่างการต้องคอยเบี่ยงหลบรถบนฟุตพาทแคบๆ หรือต้องลงไปเดินบนถนนแทนเดินฟุตพาท การเดินให้ถึงจำนวนก้าวที่ตั้งไว้ก็ยากที่จะเกิดขึ้นเหมือนกัน ทั้งที่ในมุมของการวางผังเมือง การสร้างเมืองให้เดินได้ ไม่ได้ช่วยแค่สุขภาพ แต่ยังลดมลพิษ ลดการใช้รถ ช่วยให้คนออกจากบ้านมาพบปะกันมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจ แถมยังทำให้การเดินคงสนุกขึ้นอีกเยอะ
การจะได้เดินอย่างมีคุณภาพ เมืองต้องออกแบบให้การเดินเป็นเรื่องง่าย สนุก และปลอดภัย เพื่อให้การเดินอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนจริงๆ เพราะสุขภาพดี ไม่ควรเป็นเรื่องของคนบางคนที่มีเวลาหรือมีเงิน แต่ควรเป็นสิทธิของทุกคนที่จะได้เดินบนทางเท้าที่ดี หรือมีสวนใกล้บ้านให้ไปออกกำลังกายได้ทุกวัน
#หมื่นก้าว #เดินเมือง

ศาลา The Living Commons  ประกอบร่างสร้างขึ้นมาจากส่วนประกอบหลายๆ อย่าง เช่น ตะกร้ามือหนึ่ง ตะกร้ามือสอง และขยะทะเล เพื่อ...
04/04/2026

ศาลา The Living Commons ประกอบร่างสร้างขึ้นมาจากส่วนประกอบหลายๆ อย่าง เช่น ตะกร้ามือหนึ่ง ตะกร้ามือสอง และขยะทะเล เพื่อสื่อสารถึงพื้นที่ส่วนกลางในจังหวัดภูเก็ต
เริ่มต้นพวกเรามีไอเดียอยากใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมด แต่ด้วยระยะเวลาการติดตั้งงาน 5 เดือน ขนาดของศาลา ประกอบกับลักษณะภูมิอากาศของภาคใต้ที่ฝนตกบ่อยและแดดจัด ทำให้การขึ้นโครงสร้างศาลาเราจึงเลือกใช้ตะกร้ามือหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศ และสามารถเตรียมส่งต่อให้ผู้ที่สนใจหลังใช้งานได้ รวมถึงใช้ตะกร้ามือสองเล็กน้อยในส่วนของโซนพื้นที่นอกบ้าน และใช้ขยะทะเลซึ่งเป็นวัสดุรีไซเคิลเอามาร้อยเป็นโมบาย เพื่อสื่อถึงโซนพื้นที่หน้าบ้าน
กว่าจะเป็นศาลา The Living Commons เราใช้วัสดุหลักๆ ไปทั้งหมด 911 กี่ชิ้น แต่ละชิ้นใช้เพื่อสื่อสารเรื่องอะไร ตามมาดูกันได้ในโพสต์นี้เลย!
‘The Living Commons - อยู่ในเรื่องของเรา’
📍ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว (https://maps.app.goo.gl/gcmKmmQ4gY1vgrux7?g_st=ipc)
ค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
คนไทย: ผู้ใหญ่ 50 บาท นักเรียน/นักศึกษา 25 บาท
ชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ 200 บาท นักเรียน/นักศึกษา 120 บาท
🗓 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569
เปิดทำการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.

#ศาลาอยู่ในเรื่องของเรา

ตัวเลขบนป้ายราคาน้ำมันขยับขึ้นแตะลิตรละ 40-50 บาท เข้าไปแล้ว (และอาจจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ) เชื่อว่าพอเห็นราคาน้ำมันพุ่งจนน...
03/04/2026

ตัวเลขบนป้ายราคาน้ำมันขยับขึ้นแตะลิตรละ 40-50 บาท เข้าไปแล้ว (และอาจจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ) เชื่อว่าพอเห็นราคาน้ำมันพุ่งจนน่ากลัวแบบนี้ หลายๆ คนอาจกำลังคิดว่า ‘แล้วมีเรามีทางเลือกในการเดินทางอื่นๆ บ้างไหม’ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง ซึ่งในโลกของการออกแบบเมืองนั้น มีสิ่งที่เรียกว่า ‘Active Mobiliy’ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทาง
📌Active Mobility คืออะไร
Active Mobility ฟังดูอาจจะเหมือนศัพท์วิชาการ แต่ถ้าสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือการเดินทางที่ใช้ ‘แรง’ ของเราเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน การใช้สกู๊ตเตอร์ หรือแม้แต่พาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micromobility) อย่าง E-Bike เป็นต้น ซึ่งหัวใจสำคัญ คือการเติมเต็มการเดินทางระยะสั้น เพื่อให้การเดินทางในชีวิตประจำวันของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น
📌 ระยะทางแค่ไหนที่เรียกว่าเหมาะสม
การจะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางมาเป็นเดินหรือปั่นจักรยานนั้น ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ‘ระยะทาง’ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยินดีจะใช้ Active Mobility หากระยะทางอยู่ในเกณฑ์ต่อไปนี้:
✦ ระยะเดิน (Walking): ระยะทางไม่เกิน 400 เมตร - 1 กิโลเมตร เพราะเป็นระยะหนึ่งเหนื่อยพอดี
✦ ระยะปั่น (Cycling): ระยะทางไม่เกิน 4 กิโลเมตร
📌 เปลี่ยนระยะทางสั้นๆ ให้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของการเดินทาง
Active Mobility คือกุญแจสำคัญในการเชื่อมต่อการเดินทาง First Mile หรือระยะจากบ้านไประบบขนส่งสาธารณะ และช่วง Last Mile หรือระบบขนส่งสาธารณะไปที่ทำงาน ซึ่งการเดินทางในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มีปัญหาการเชื่อมต่อการเดินทางที่ยังเป็นคอขวด โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งเป็นซอยตัน ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% ของซอยทั้งหมดในกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางออกจากบ้านไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะทำได้ลำบาก ด้วยเหตุนี้ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เดินปั่นที่มากขึ้น ก็จะช่วยลดภาระค่ายใช้จ่ายและเวลาประชาชนได้ เช่น

✦ ลดค่าใช้จ่าย: ตามมาตรฐานสากล ค่าเดินทางที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ (ขณะที่คนกรุงเทพต้องจ่ายมากถึง 20-30%) ดังนั้น การลดการพึ่งพารถจักรยานยนต์รับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัวในระยะสั้นๆ สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ทันที เช่น จากที่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 50-100 บาท/วัน อาจจะปรับมาเป็นบางวันใช้การเดินปั่นไปทำงานแทน ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ราว 1,100 บาท/เดือน ช่วยลดรายจ่ายที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นเงินออมได้

✦ มูลค่าทางสุขภาพ: การเดินทางด้วยการเดินปั่นเพียงวันละ 12-18 นาที มีส่วนในเราสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคร้าย และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ราวๆ 2,840 – 4,260 บาท ต่อคนต่อปี

✦ ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้รถยนต์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 148-211 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่การปั่นจักรยานปล่อยเพียง 11.3 กรัม เท่านั้น การเปลี่ยนทริปสั้นๆ ไม่เกิน 2-4 กม. จากรถยนต์มาเป็นการเดินปั่น สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 14.52%
📌 จะเดินทางสะดวกแค่ไหน ต้องมีความปลอดภัยด้วย
แม้ว่าการเดินและปั่นจักรยานคือตัวเลือกที่เข้ามาช่วยเรื่องการเดินทางระยะสั้น แต่ความปลอดภัยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้จักรยานที่ต้องแชร์ถนนกับยานพาหนะประเภทอื่น ดังนั้น การปั่นเลนซ้ายสุด ปั่นบนทางเท้าโดยใช้ความเร็วต่ำ ร่วมกับการใช้สัญญาณมือเพื่อสื่อสารกับผู้ร่วมทาง รวมถึงการลงจูงจักรยานเมื่อต้องข้ามถนนใหญ่ จะทำให้การปั่นจักรยานเป็นการเดินทางระยะสั้นที่ปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้
📌 ทางเลือกที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘ทดแทน’ แต่เพื่อ ‘เติมเต็ม’
เราไม่ได้จะบอกว่าควรเลิกใช้รถยนต์ เพราะในหลายสถานการณ์รถยนต์ยังคงมีความจำเป็นและให้ความสะดวกสบายมากกว่า แต่อยากให้มองว่า Active Mobility คือ ‘ทางเลือกเสริม’ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การเดินทางของเรา เช่น
✦ การเดินทางระยะสั้น: เส้นทางที่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร สำหรับระยะเดิน หรือ 2-4 กิโลเมตร สำหรับระยะปั่นจักรยาน
✦ การเชื่อมต่อระบบราง: ใช้การเดินหรือจักรยานเพื่อไปต่อรถไฟฟ้า ช่วยลดปัญหาการหาที่จอดรถและค่าที่จอด
✦ ช่วงเวลาเร่งด่วน: ในพื้นที่ที่จราจรติดขัดหนาแน่น การใช้จักรยานอาจทำเวลาได้ดีกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่าการสตาร์ทรถทิ้งไว้บนถนน
Active Mobility ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทางอย่างเดียว แต่คือการบริหารจัดการชีวิตในเมืองของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในวันที่สังคมกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติพลังงาน การเลือกเดินหรือปั่นในระยะทางสั้นๆ ในชีวิตประจำวัน จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทางที่คุ้มค่า ทั้งต่อเงินในกระเป๋า สุขภาพกาย และคุณภาพชีวิตของคนในเมืองทุกคนในระยะยาว

02/04/2026

คอคอดกระ ไทยเคยวางแผนสร้างช่องแคบแข่งสิงคโปร์

▶️ รับชมต่อได้ที่รายการ Capital City EP.85 ที่ช่อง YT : Capitalread

#ช่องแคบ #ช่องแคบฮอร์มุซ

ทำไมในต่างประเทศ เด็กถึงเดินทางไปโรงเรียนเองได้เป็นเรื่องปกติ?ในมหานครนิวยอร์ก การเดินทางไปโรงเรียนด้วยตัวเองถือเป็นเรื่...
01/04/2026

ทำไมในต่างประเทศ เด็กถึงเดินทางไปโรงเรียนเองได้เป็นเรื่องปกติ?
ในมหานครนิวยอร์ก การเดินทางไปโรงเรียนด้วยตัวเองถือเป็นเรื่องปกติของเด็กๆ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นระดับมัธยม หลายคนเริ่มเดินทางเองโดยไม่มีผู้ปกครองไปด้วย ไม่ว่าจะด้วยวิธีเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือใช้ขนส่งสาธารณะ
แต่การที่เด็กจะเดินทางเองได้ ถนนละแวกบ้านหรือถนนรอบๆ โรงเรียนก็ต้องปลอดภัยก่อน เพราะจากงานวิจัยพบว่า 70% ของการบาดเจ็บในเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นในจุดที่อยู่ห่างจากโรงเรียนเนื่องจากเด็กๆ มักเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุด และบางวันก็เปลี่ยนวิธีการเดินทางไปมา และสิ่งที่พ่อแม่กังวลมากที่สุดมักเป็นเรื่องความเร็วของรถ ปริมาณการจราจร และทางเท้าที่ไม่เอื้อต่อการเดิน ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ลูกเดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียนหรือไม่
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเริ่มผลักดันนโยบายที่จะเปลี่ยนท้องถนนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ โดยเริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2005 สภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ จัดตั้งโครงการ ‘Safe Routes to School (SRTS)’ ภายใต้นโยบาย Vision Zero ขึ้น และอนุมัติงบประมาณกว่า 612 ล้านดอลลาร์ ให้แก่กระทรวงคมนาคมของแต่ละรัฐ นำไปออกแบบและเปลี่ยนแปลงถนนให้ความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเดินเท้าและปั่นจักรยานไปโรงเรียนมากขึ้น
วันนี้ขอพาทุกคนมาดู 5 วิธีที่กระทรวงคมนาคมในนิวยอร์กดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กๆ กัน

1. ปรับปรุงกายภาพถนนให้ปลอดภัยมากขึ้น
หัวใจสำคัญของการลดอุบัติเหตุคือการปรับกายภาพถนนที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ขับรถช้าลงได้เองโดยสัญชาติญาณ เช่น ติดตั้งเนินชะลอความเร็ว (Speed hump) ทางข้ามยกพื้น (Raised Crosswalk) ทำการลดขนาดเลนถนน (Road Diet) เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ทางเท้าและเลนจักรยาน สร้างเกาะกลางถนนเพื่อช่วยให้เด็กข้ามถนนสั้นลง และใช้มาตรการนำที่จอดรถบริเวณทางข้ามทางแยกออกเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยระหว่างคนขับกับเด็กที่กำลังจะข้ามถนน
2.ถนนหรือพื้นที่ที่อยู่ติดกับโรงเรียนโดยตรงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
นิวยอร์กติดตั้ง School Slow Zones เพื่อจำกัดความเร็วไว้ที่ประมาณ 24 กม./ชม.ควบคู่ไปกับการทำจุดจอดรถรับ-ส่งนักเรียน (School Loading Zones) เพื่อความเป็นระเบียบและป้องกันการจอดรถซ้อนคันที่มักจะบดบังสายตา
นอกจากนี้ยังมีโครงการ Open Streets for Schools ที่ปิดถนนหน้าโรงเรียนไม่ให้รถวิ่งในช่วงเวลาเรียน เพื่อเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม ห้องเรียนกลางแจ้ง หรือพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัย 100% สำหรับเด็กๆ
3. สอนให้เด็กใช้ถนนอย่างปลอดภัยและให้เด็กออกแบบร่วมกับนักผังเมือง
นอกจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เมืองยังเน้นให้ความรู้ที่เหมาะสมตามช่วงวัย ผ่านทีมวิทยากรที่เดินทางไปให้ความรู้ในโรงเรียนกว่า 600 แห่งต่อปี
หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม The Truck Experience ที่ให้เด็กประถมขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับรถบรรทุกจริงๆ เพื่อให้เด็กเห็นว่าเวลาขับรถจะมีบางจุดที่คนขับมองไม่เห็นคน ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่าจุดบอด เมื่อเด็กได้ลองด้วยตัวเองแบบนี้ จะเข้าใจทันทีว่าทำไมการเดินตัดหน้ารถหรือยืนใกล้รถใหญ่ถึงอันตราย กิจกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่การบอกให้ระวัง แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กจำและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
นอกจากนั้นยังสอนให้เด็กฝึกปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย สอนให้ฝึกข้ามถนน และยังมีโครงการ I Challenge Myself (ICM) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมออกแบบถนนหน้าโรงเรียนของตนเอง ร่วมมือกับนักวางแผนการขนส่ง และนำเสนอแผนต่อผู้บริหารเมือง ซึ่งเป็นการสร้างความภาคภูมิใจและทำให้การออกแบบตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
4.ใช้ Big Data วิเคราะห์และวางแผนจราจร
ความว้าวของนิวยอร์กคือการใช้คลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่มาวิเคราะห์และวางแผนการจราจร โดยระบุพื้นที่เสี่ยงอันตรายสำหรับเด็ก (Youth Injury Priority Areas (YIPAs) ซึ่งมาจากการวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุย้อนหลัง 5 ปี โดยเมืองพบว่า 70% ของเด็กบาดเจ็บในจุดที่ห่างจากโรงเรียน 76 เมตร
การกำหนดพื้นที่เป้าหมายนี้ช่วยให้เมืองสามารถทุ่มงบประมาณและมาตรการลงไปในย่านที่เกิดเหตุซ้ำซ้อนได้อย่างแม่นยำ เพราะแม้ว่าพื้นที่เสี่ยงอันตรายสำหรับเด็กจะมีเพียง 25% ของเมืองก็จริง แต่กลับเป็นจุดที่เด็กเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
5.ใช้เทคโนโลยีช่วยควบคุมพฤติกรรมของผู้ขับขี่ 24 ชั่วโมง
มาตรการสุดท้ายคือการกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยีผ่านระบบ กล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ กว่า 2,000 ตัว ซึ่งทำงาน 24 ชั่วโมง และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนได้ถึง 25%
รวมถึงได้ผ่านกฎหมาย Sammy’s Law ที่มาปลดล็อกอำนาจแต่ละเมืองในนิวยอร์กให้สามารถกำหนดความเร็วได้เองโดยไม่ต้องรออนุมัติจากรัฐ โดยบนถนนทั่วไปจำกัดความเร็วที่ประมาณ 32 กม./ชม. ส่วนถนนที่อยู่ติดกับโรงเรียนกำหนดความเร็วไว้ที่ 24 กม./ชม. เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เด็กๆ จะมีโอกาสรอดชีวิตสูง
แล้ววิธีการเหล่านี้ประสบความสำเร็จแค่ไหน ทางโครงการให้ข้อมูลไว้ว่า เมื่อมีการปรับปรุงถนนและสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนอย่างจริงจัง อัตราการบาดเจ็บของเด็กนักเรียนในช่วงเดินทางไป–กลับโรงเรียนลดลง 44% ส่วนการติดกล้องตรวจจับความเร็ว 24 ชั่วโมง ช่วยให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงถึง 25% และช่วยลดการทำผิดกฎจราจรเรื่องความเร็วได้เฉลี่ย 30%
และตั้งแต่ปี 2018-2022 ปัจจุบันเด็กและเยาวชนในนิวยอร์กมีอัตราการบาดเจ็บน้อยกว่าผู้ใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยมีอัตราการบาดเจ็บอยู่ที่ 88 คนต่อประชากรแสนคน ในขณะที่ผู้ใหญ่อยู่ที่ 175 คนต่อประชากรแสนคน
ถนนที่รถขับช้าลง ทางเท้าที่เดินได้ได้อย่างปลอดภัย ข้อมูลที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไปจนถึงเสียงของเด็กๆ ที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ส่วนพ่อแม่ก็สบายใจที่จะปล่อยให้น้องๆ ได้ฝึกเดินทางด้วยตัวเอง


งานรีเสิร์ชจากโครงการพัฒนาคู่มือการออกแบบถนนปลอดภัยในเขตโรงเรียน กรุงเทพมหานคร ภายใต้เครือข่ายเมืองสุขภาพดี

#ถนนเขตโรงเรียน #โรงเรียนปลอดภัย

แม้ว่า 30 กม./ชม. จะเป็นมาตรฐานความเร็วที่ใช้กันแพร่หลายในเขตชุมชน และมีงานวิจัยจำนวนมาก บอกว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุจะไม่ถึง...
31/03/2026

แม้ว่า 30 กม./ชม. จะเป็นมาตรฐานความเร็วที่ใช้กันแพร่หลายในเขตชุมชน และมีงานวิจัยจำนวนมาก บอกว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุจะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่เมื่อใช้กับเด็กเล็กหรือบนถนนในเขตโรงเรียน ความเร็วระดับนี้ก็ยังถือว่าเสี่ยงอยู่ดี
ถนนในเขตโรงเรียนจะหนาแน่นช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ตอนเช้าและหลังเลิกเรียน มีทั้งรถรับส่ง ผู้ปกครองชะลอรถเพื่อจอดรับ–ส่งลูก เด็กที่เดินรวมกลุ่ม เด็กข้ามถนน เด็กที่เดินเท้าหรือปั่นจักรยานมาโรงเรียน และเมื่อเกิดอุบัติเหตุเด็กมักจะได้รับแรงกระแทกมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะร่างกายเล็กและน้ำหนักน้อย การขับรถบนถนนในเขตโรงเรียนจึงเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอยู่ตลอด
ในบริบทของประเทศไทย การกำหนดเขตโรงเรียนเพื่อความปลอดภัย ครอบคลุมระยะเพียง 300 เมตรจากหน้าประตูโรงเรียน แต่หากต้องการให้เด็กทางมาโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ระบบความปลอดภัยควรถูกออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ถนนละแวกบ้าน ไปจนถึงถนนรอบโรงเรียน
ด้วยเหตุนี้ หลายเมืองทั่วโลกจึงพยายามผลักดันให้การขับด้วยความเร็วไม่เกิน 20 กม./ชม. กลายเป็น Magic Number ใหม่ของความปลอดภัยบนถนนรอบโรงเรียน เนื่องจากความเร็วระดับนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็น คิด และตัดสินใจได้ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ส่งผลให้ระยะเบรกก็สั้นลง ทำให้สามารถหยุดรถทันเวลาก่อนเกิดอุบัติเหตุ
ที่ระดับความเร็ว 30 กม./ชม. แม้โอกาสรอดชีวิตสูงถึง 90% หากเกิดอุบัติเหตุ แต่เมื่อลดความเร็วลงมาอยู่ที่ 20 กม./ชม. ความเสี่ยงยิ่งลดลงจนโอกาสเสียชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ (Probability of Death) เรียกว่าความรุนแรงของการบาดเจ็บลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับความเร็ว 40–50 กม./ชม.
การออกแบบให้คนขับรถช้าลง สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับบริบทของถนนเส้นนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นซิกแซก เส้นชะลอความเร็ว ลดขนาดเลน ลดช่องจราจร เนินชะลอความเร็ว ตั้งป้ายเตือน ทาสัญลักษณ์จำกัดความเร็วบนพื้น ทางข้ามยกพื้น ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย
ในประเทศไทย การกำหนดเขตความเร็ว 20 กม./ชม. อาจยังไม่ได้ถูกนำมาใช้มากนัก แต่หลายเมือง เริ่มนำความเร็วนี้มาใช้กันแล้ว เช่น นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก ‘โซราน มันดานี (Zohran Mamdani)’ ได้ประกาศแผนการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วยการลดจำกัดความเร็วเหลือเพียง 15 ไมล์/ชม. หรือ 24 กม./ชม. ในเขตพื้นที่โรงเรียนที่เข้าเกณฑ์ทั่วนิวยอร์ก ซึ่งมาตรการนี้ขยายผลมาจากกฎหมาย Sammy’s Law ซึ่งตั้งเป้าติดตั้งโซนขับขี่ช้าให้ครอบคลุมสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 2,300 แห่ง เพื่อปกป้องชีวิตเด็กนักเรียนและครอบครัวจากอุบัติเหตุทางถนน
โดยในปี 2026 นี้จะมีการเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 800 แห่ง พร้อมการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจรควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มรณรงค์ความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เนื่องจากข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าการลดความเร็วรถยนต์ลงสามารถช่วยลดอัตราการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตของคนเดินเท้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในประเทศสเปน มีการบังคับใช้ความเร็ว 20 กม./ชม. บนถนนในเมืองที่มีทางเดินรถและทางเท้าอยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อสร้างพื้นที่ที่รถยนต์และคนเดินเท้าใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย
นิวซีแลนด์ก็เป็นอีกประเทศ ที่ออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 20 กม./ชม. เมื่อขับผ่านรถโรงเรียนที่จอดรับส่งนักเรียน และยังใช้กับรถที่สวนทางมาอีกด้านหนึ่งของถนนด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กๆ ที่อาจวิ่งข้ามถนนหลังลงจากรถ
เมื่อคนขับรถช้าลง ถนนก็ปลอดภัยและเป็นมิตรมากขึ้น เด็กและผู้ปกครองจะมีแนวโน้มลดการพึ่งพารถยนต์ หันมาเดินหรือปั่นจักรยานมากขึ้น พร้มได้เรียนรู้เส้นทาง ฝึกสังเกตรอบตัว และตัดสินใจด้วยตัวเอง
การเดินทางเองได้ในชีวิตประจำวันแบบนี้ ช่วยทำให้เด็กคุ้นเคยกับชุมชน เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองและใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วย


งานรีเสิร์ชจากโครงการพัฒนาคู่มือการออกแบบถนนปลอดภัยในเขตโรงเรียน กรุงเทพมหานคร ภายใต้เครือข่ายเมืองสุขภาพดี

#ถนนเขตโรงเรียน #โรงเรียนปลอดภัย

ที่อยู่

GP House 71 ถนนทรัพย์
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

66022382099

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Healthy Space Forumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Healthy Space Forum:

แชร์