30/10/2024
ยิ่งห้าม ยิ่งแย่ง ทำไม?...
เชื่อมั๊ยคะ...หมอพบพ่อแม่ที่ลูกแกล้งเด็กคนอื่น และพวกเขาพยายามสอนลูกไม่ให้ทำเพื่อน ซึ่งร้อนใจมากไม่ได้นิ่งนอนใจ (มีส่วนน้อยที่นิ่งนอนใจ) ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม! 😰
เด็กที่ชอบแกล้งเพื่อน ถ้าถามลึกๆ...ทุกคนจะรู้สึกเหมือนกันว่า..ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ ไม่ชอบตัวเองที่แย่งของเพื่อน ไม่ชอบตัวเองที่ผลักเพื่อน ไม่ชอบคนๆนี้ซึ่งป็นตัวเขาเอง!.... อันที่จริง เราเองก็ไม่ชอบตัวเอง ตอนดุด่าลูก ใช่มั๊ยคะ....ไม่มีใครชอบตัวเองตอนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ถ้าไม่ชอบแล้วทำไมยังทำอยู่?...
เด็กที่ชอบแกล้งเพื่อน ทั้งๆที่ไม่ชอบพฤติกรรมตัวเองเป็นเพราะ
1. เด็กไม่รู้วิธีจัดการปัญหาแบบอื่นๆ
2. เด็กรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะพ่อแม่ ครูหรือเพื่อน (คือไม่มีตัวตน) การแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ช่วยให้คนรอบตัวสนใจ (มีตัวตน) แม้จะสนใจเชิงลบก็ตาม
3. เด็กมีปัญหาจัดการอารมณ์ตนเอง
ขอยกตัวอย่าง เรื่อง “ทันทั่นอยากมีเพื่อน” เมื่อทันทั่นขอของเล่นน้องนายมาเล่น แล้วนายไม่ให้ ทันทั่นก็แย่งมาเลย...พอนายแย่งกลับ ทันทั่นก็โกรธ เอารถไถชนตัวต่อที่นายต่อสูง ล้มลงหมด..เสร็จแล้วก็วิ่งหนีไป ปล่อยให้นายร้องไห้โกรธอยู่คนเดียว 😰
จากเหตุผล 3 ข้อ หมอขอแยกให้เห็นทีละข้อ ดังนี้
1. เด็กไม่รู้วิธีจัดการปัญหาแบบอื่นๆ
เราจะเห็นว่า ทันทั่นก็รู้จักขอเพื่อน ไม่ได้แย่งแต่แรก... การขอเพื่อน เป็นทักษะในการได้ของๆคนอื่นมา แต่พอเพื่อนปฏิเสธ ทันทั่นไม่รู้แล้วว่า ต้องทำยังไงต่อ ทันทั่นไม่รู้วิธีรับมือหากเพื่อนปฏิเสธ
หมอพบว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาหลากหลายรูปแบบ และมักสอนภาพรวมมากกว่าลงรายละเอียดให้ลูกเห็นภาพและนำไปใช้ได้ เช่น
“เล่นกันอย่าแย่งกัน อย่าทะเลาะกันนะ”
“ต้องรู้จักขอเพื่อน ไม่แย่งมานะ”
“เพื่อนไม่ดีก็อย่าไปเล่นด้วย ไปเล่นกับเพื่อนคนอื่นเยอะแยะไป”
เมื่อพ่อแม่ไม่ลงรายละเอียดเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ลูกจะจำคำที่พ่อแม่สอนได้ แต่หน้างาน ลูกจะนึกไม่ทันว่าต้องนำมาใช้....ก็เหมือนกับเรา อ่านเลี้ยงลูกเชิงบวกแล้วรู้สึกเข้าใจดี แต่พอหน้างาน นึกไม่ออกว่าต้องทำยังไง พูดยังไง...นั่นเป็นเพราะเรื่องเหล่านี้เป็น “ทักษะ” ซึ่งต้องผ่านการลงมือทำจริง(นำข้อมูลในสมองมาใช้) พอทำแล้วก็จะรู้ว่าติดขัดตรงไหน แล้วก็แก้ไขจุดอ่อนนั้น แล้วก็ลองทำใหม่ แล้วก็ประเมินต่อว่า มีจุดอ่อนอื่นมั๊ย แล้วก็แก้ไขอีก วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นทักษะ ที่พอถึงหน้างานจะนึกทันว่า ต้องทำแบบนี้ แต่หากใครมีทักษะที่ดีเยี่ยม จะทำได้อัตโนมัติ แบบไม่ต้องคิดเลย
ดังนั้น เมื่อสอนลูกแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไร เราจะต้องติดตามด้วย อย่างเรื่องนี้ พอสอนว่า “อย่าแย่งของเพื่อนนะ ให้ขอก่อน” ลูกอาจกลับมาเล่าว่า ขอแล้วเพื่อนไม่ให้ พอเราถามว่า แล้วลูกทำยังไง ลูกบอกว่า ก็แย่งมาเลย ที่นี้เราก็รู้แล้วว่าจะต้องสอนลูกต่อด้วย เช่น สอนให้หาของเล่นอื่นมาแลก, สอนให้รอเพื่อนเล่นเสร็จ, สอนให้ยอมรับการปฏิเสธของเพื่อน หรือเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นก็ได้ ยังไงก็ห้ามแย่งเด็ดขาด...และอย่างเดิม ต้องติดตามว่าลูกเอาวิธีไหนไปใช้ ได้ผลไหน และวิเคราะห์ให้ออกด้วยว่า ทำไมบางวิธีใช้ได้ผล บางวิธีใช้ไม่ได้ผล พ่อแม่ควรรู้จักสไตล์ลูก และเพื่อนสนิทเขาด้วย
โดยสรุป พ่อแม่ควรสอนลงรายละเอียด อาจสอนในครั้งเดียวโดยลองไล่เหตุการณ์จริง เช่น ถ้าเราขอแล้ว เพื่อนไม่ให้ เราก็ต้องทำแบบนี้ แล้วถ้าทำแบบนี้ เพื่อนไม่ให้อีก เราจะทำอีกแบบ คือสมมติเหตุการณ์ต่อไปเรื่อยๆ หรือีกวิธี คือ สอนวิธีแล้วติดตาม แล้วค่อยใส่วิธีใหม่ตามสถานการณ์จริง
ที่ไม่แนะนำเลยคือ สอนสิ่งไม่คววรทำโดยภาพรวมแล้วจบ ไม่ติดตาม
2. เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ยอมรับ (เด็กดูจากการถูกดุ, ถูกว่า,ถูกสอนบ่อย)
ข้อนี้สำคัญมากๆ โดยเฉพาะกับพ่อแม่ หากพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาคุณภาพ เด็กจะถูกดุบ่อยกว่า ถูกชื่นชมหรือเข้าใจ เพราะกิจวัตรประจำวันของลูก เป็นไฟท์บังคับที่พ่อแม่ต้องจัดการ ถ้ามองจากมุมของลูก เขาเห็นพ่อแม่จ้องจับผิดบ่อยๆ เหมือนคอยดูว่า ทำการบ้านหรือยัง ปิดเกมหรือยัง อาบน้ำหรือยัง?
เมื่อโดนดุ โดนสอนบ่อยๆ ก็รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่!... พวกเราลองจินตนาการต่อ หากพ่อแม่รู้เรื่องพฤติกรรมไม่ดีที่โรงเรียนอีก ลูกต้องโดนดุเพิ่มแน่ๆ ..แล้วลองมองจากมุมลูกอีกครั้ง มันยิ่งตอกย้ำว่า ฉันไม่เป็นที่ยอมรับจริงๆ อะไรก็ผิด อะไรๆก็ไม่ดี ... แล้วเด็กจะเอาพลังใจที่ไหนมาผลักดันให้ตัวเองดีขึ้น... การคงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นคำตอบของการมีตัวตน แม้จะเป็นเชิงลบ ก็ยังดีกว่า ไม่มีใครสนใจเลย
ดังนั้น การแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่ดีของเด็ก ควรโฟกัสที่การสร้างตัวตนที่ดีให้กับเด็ก ควบคู่ไปกับการสั่งสอนหรือลงโทษ... ซึ่งหมอใส่เนื้อหาเหล่านี้ไว้ในตัวละครคุณครูของนิทาน ทันทั่นอยากมีเพื่อน ไว้แล้ว หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าคุณครูทำอย่างไร ลองหามาอ่านนะคะ หมอเชื่อว่า คุณพ่อ คุณแม่และคุณครูจะได้ไอเดียดีๆจากเรื่องนี้ ส่วนเด็กที่เหมือนทันทั่น ก็จะได้แรงบันดาลใจ มองว่าตัวเองจะดีขึ้นเหมือนทันทั่น....
3. เด็กมีปัญหาจัดการอารมณ์ตนเอง
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ทุกท่าน ควรเริ่มต้นที่การช่วยเด็กจัดการอารมณ์ แทนการคาดหวังให้เด็กไม่โกรธ....โดยเปิดโอกาสให้ลูกพูดระบายความอัดอั้นในใจ อย่ารีบตัดบทสอน ลองฟังลูกอย่างใจเย็นและพยายามทำความเข้าใจลูก สมองเด็กยังพัฒนาไม่เท่าผู้ใหญ่ อย่าคาดหวังเยอะแยะเลย ลูกขาดอะไรหรือเปล่า ลูกขาดความรู้สึกมีคุณค่ามั๊ย ลูกรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับมั๊ย พยายามแก้ตรงจุดนี้ แก้ที่ราก ปัญหาระยะยาวจะไม่มีนะคะ
หมอเคยเขียน รวมเทคนิคการทำงานกับอารมณ์ลูก ลองอ่านดูค่ะ https://www.facebook.com/photo/?fbid=587759892714230&set=a.584982569658629
คุณพ่อคุณแม่ที่สอนลูกไม่ให้แกล้งเพื่อนจนท้อใจแล้ว ลองทำใหม่ด้วยวิธีคิดแบบใหม่กัน พยายามทำให้ครบ 3 ข้อนะคะ ถ้าทำครบ แก้ไขได้แน่นอนค่ะ... คุณพยายามมาดีแล้ว ทำเพิ่มอีกนิด เป็นกำลังใจให้ค่ะ ❤️..........
สิ่งที่คุณได้ จะไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คุณจะทำเป็น...เหลือ 2 ที่นั่ง เวิร์คช็อป "สื่อสารให้ได้ใจลูก และฝึกหนักแน่นแบบไม่คุกคามให้เป็น" (รุ่น 3) วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่โรงแรมจัสมิน สุขุมวิท 23 ....ช่วงเช้าอัดแน่นด้วยการสื่อสารเชิงบวก และช่วงบ่ายอัดแน่นการทำวินัยเชิงบวก สมัครด่วน! ที่ไลน์ https://lin.ee/IT43gvK (หมอเสาวภา-คลาสเรียนพ่อแม่)
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก