ID Chula Division of Infectious Diseases, Department of Medicine, Chulalongkorn University and King Chulalongkorn Memorial Hospital, Thai Red Cross Society

20/08/2026
ขอแสดงความยินดีกับ อ.กำพล ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะแพทยศาสตร์สงขลานครินทร์ครับ
10/08/2026

ขอแสดงความยินดีกับ อ.กำพล ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะแพทยศาสตร์สงขลานครินทร์ครับ

ออกราวน์ antibiotic stewardship ตามประสาคนหน้าตาดี
07/08/2026

ออกราวน์ antibiotic stewardship ตามประสาคนหน้าตาดี

Major Breakthroughs ของการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจากยากินวันละครั้งเป็นการกินสัปดาห์ละครั้ง     ตลอดเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา...
31/07/2026

Major Breakthroughs ของการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจากยากินวันละครั้งเป็นการกินสัปดาห์ละครั้ง
ตลอดเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการรักษาเอชไอวีคือ การกินยาทุกวัน มีการศึกษาใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าการรักษาเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพอาจไม่จำเป็นต้องกินยาทุกวันอีกต่อไป การศึกษานี้นับเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของการรักษาด้วยยาต้านชนิดกินในรอบกว่าทศวรรษ โดยการศึกษาชื่อ ISLEND 1 พิสูจน์ให้เห็นว่า การรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดกินสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ยาวชนิดใหม่ 2 ชนิด (islatravir และ lenacapavir ISL/LEN) สามารถทำได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลง Paradigm Shift จากการกิน 365 ครั้งต่อปี เหลือเพียง 52 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษา ซึ่งอยู่ระหว่าง ยากินทุกวัน และ ยาฉีดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting injectable ART) ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้เหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของผู้ป่วยแต่ละราย
ข้อมูลการศึกษา ISLEND 1
การศึกษานี้เป็นการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 แบบ randomized double-blind active-controlled noninferiority trial ใน 12 ประเทศ
ศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการเปลี่ยนจากสูตรยากิน”วันละครั้ง” bictegravir/emtricitabine/tenofovir alafenamide (B/F/TAF) ไปเป็นสูตรกิน” สัปดาห์ละครั้ง” islatravir/lenacapavir ในผู้ใหญ่ที่สามารถควบคุมไวรัส HIV-1 ได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ขณะใช้ B/F/TAF (เป็น switching study ในผู้ที่กินยาและคุมไวรัสได้ดี) ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มในอัตราส่วน 1:1 ให้ได้รับ ISL/LEN รับประทานสัปดาห์ละครั้ง หรือ B/F/TAF รับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 96 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับยาหลอก (matched placebo)
Primary endpoint คือ สัดส่วนของผู้เข้าร่วมที่มี HIV-1 RNA ≥50 copies/mL ที่สัปดาห์ที่ 48 และเป็น noninferiority study
การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 607 คนที่ได้รับการสุ่มเข้ารับการรักษา โดย 304 คนได้รับสูตรISL/LEN และ 303 คนได้รับสูตร B/F/TAF ผู้เข้าร่วมการศึกษาร้อยละ 21 เป็นเพศหญิง เมื่อครบ 48 สัปดาห์ ไม่พบผู้เข้าร่วมในกลุ่ม ISL/LEN ที่มีระดับ HIV-1 RNA ≥50 copies/mL ขณะที่พบ 1 ราย (0.3%) ในกลุ่ม B/F/TAF ด้านความปลอดภัย มีผู้หยุดการรักษาเนื่องจากอาการไม่พึงประสงค์ 6 ราย (2.0%) ในกลุ่ม ISL/LEN และ 5 ราย (1.7%) ในกลุ่ม B/F/TAF ขณะที่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงพบใน 16 ราย (5.3%) และ 14 ราย (4.6%) ตามลำดับ
โดยสรุป สูตร ISL/LEN รับประทานสัปดาห์ละครั้ง สามารถคงการกดไวรัสได้ ไม่ด้อยกว่าสูตร B/F/TAF รับประทานวันละครั้ง และมีความปลอดภัยใกล้เคียงกัน ในการติดตามผล 48 สัปดาห์
อ่านเพิ่มเติม
https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2607973?query=featured_home

ข้อมูลใหม่จากงานประชุม IAS 2026DTG/3TC สำหรับรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับยาต้านมาก่อน (Treatment-naïve)    ...
29/07/2026

ข้อมูลใหม่จากงานประชุม IAS 2026
DTG/3TC สำหรับรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับยาต้านมาก่อน (Treatment-naïve)
ก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบว่าถ้าจะใช้สูตรยา DTG/3TC ในกลุ่ม treatment-naïve มีข้อจำกัดคือไวรัสตั้งต้นก่อนรักษาต้องไม่สูงมาก (น้อยกว่า 100,000 copies/mL) เนื่องจากยังมีข้อจำกัดของข้อมูลที่ดูประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก่อนหน้านี้มีแต่การศึกษาขนาดเล็กที่ชี้ว่าสูตรนี้อาจใช้ได้ดีในผู้ที่มีไวรัสมากกว่า 100,000 copies/mL หรือมากกว่า 500,000 copies/mL เนื่องจากจำนวนผู้เข้าร่วมมีจำนวนไม่มากพอ คนส่วนใหญ่จึงยังไม่มั่นใจในการใช้สูตรนี้ตอนที่เริ่มยาแต่มักจะใช้ตอน switching มากกว่า
ล่าสุดมีการศึกษา VOGUE (ลงตีพิมพ์ในวารสาร Open Forum of Infectious Diseases เดือนนี้) ที่เป็นการศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบโดยตรง (head-to-head) ครั้งแรกที่เปรียบเทียบสูตรยาสองชนิด DTG/3TC กับสูตรยาสามชนิด BIC/FTC/TAF สำหรับการเริ่มต้น ART โดยครอบคลุมผู้ที่มี HIV viral load สูง และ/หรือมี CD4 ต่ำ ผู้เข้าการศึกษาต้องไม่มี active hepatitis B infection
การศึกษานี้เป็น phase 3b นี้เป็นการศึกษาแบบสุ่ม (1:1), open-label, non-inferiority study โดยเปรียบเทียบ DTG/3TC กับ BIC/FTC/TAF สูตร ART แรกสำหรับ treatment-naïve โดยไม่มีข้อจำกัดด้านระดับ viral load หรือจำนวนเซลล์ CD4 ก่อนเริ่มการรักษาและเริ่มยา ก่อนทราบผลการตรวจการดื้อยา (resistance testing) จุดสิ้นสุดหลัก (primary endpoint) คือ สัดส่วนของผู้เข้าร่วมที่มี HIV-1 RNA

แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยยาต้านแต่มีปัญหาภาวะ low-level viremia (LLV) หรือไวรัสอยู่ในช่วง 200-1000 copies/mL...
20/07/2026

แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยยาต้านแต่มีปัญหาภาวะ low-level viremia (LLV) หรือไวรัสอยู่ในช่วง 200-1000 copies/mL
LLV พบได้ประมาณ 3–26% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขึ้นอยู่กับนิยามที่ใช้และบริบทของแต่ละสถานพยาบาล DHHS นิยาม LLV คือ viral load น้อยกว่า 200 copies/mL แต่โดยรวมพบว่า viral load ระหว่าง 200–1,000 copies/mL มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดเชื้อดื้อยาและความล้มเหลวของการรักษา ขณะที่หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพอื่น ๆ ยังไม่ชัดเจน จึงมีคำแนะนำแยกเฉพาะกรณี LLV ที่ viral load ระหว่าง 200–1,000 copies/mL (Lancet HIV. 2026 Jul;13(7):e502-e514.)
มีปัจจัยหลายประการที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ LLV ได้แก่
• การรับประทานยาต้านไวรัสไม่สม่ำเสมอ (poor adherence)
• การใช้สูตรยาที่มี genetic barrier ต่อการดื้อยาต่ำ
• การเริ่มรักษาขณะที่มี viral load สูงมาก หรือมีจำนวน CD4 ต่ำมาก
ในทางกลับกัน การใช้ยาในกลุ่ม integrase strand transfer inhibitors (INSTIs) เช่น dolutegravir (DTG) หรือ bictegravir (BIC) อาจช่วยลดโอกาสเกิด LLV ได้ เนื่องจากยากลุ่มนี้มี genetic barrier ต่อการดื้อยาสูง กล่าวคือ เชื้อไวรัสต้องเกิดการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งกว่าจะเกิดการดื้อยา ส่งผลให้การเกิดเชื้อดื้อยาเป็นไปได้ยาก และหากเกิดขึ้น เชื้อไวรัสก็มักมีความสามารถในการเพิ่มจำนวนและก่อโรคลดลง
สาเหตุของ Low-level viraemia
ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางราย LLV อาจเกิดจาก การเพิ่มจำนวนของไวรัสอย่างต่อเนื่อง (ongoing viral replication) ซึ่งหมายความว่ายังมีการติดเชื้อในเซลล์ใหม่แม้อยู่ระหว่างการรักษา ภาวะนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะไวรัสเกิดการกลายพันธุ์และพัฒนาไปสู่การดื้อยา
ในอีกกลุ่มหนึ่ง LLV อาจเกิดจาก เซลล์ที่เป็นแหล่งกักเก็บไวรัส (viral reservoir) ซึ่งปลดปล่อยไวรัสที่ส่วนใหญ่ที่เป็น defective virus และไม่สามารถก่อการติดเชื้อใหม่ได้ ภาวะนี้อาจมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาน้อยกว่า แต่ยังสามารถกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (low-grade inflammation) เนื่องจากไวรัสเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ที่ติดเชื้ออยู่แล้ว ยาต้านไวรัสจึงไม่สามารถยับยั้งได้ เพราะยาทำงานโดยยับยั้งขั้นตอนต่าง ๆ ของวงจรชีวิตไวรัสที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเซลล์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางคลินิกที่สามารถแยกแยะได้ว่า LLV เกิดจาก productive viral replication หรือเกิดจาก viral reservoir
LLV ในกระแสเลือดอาจเกิดจากการเพิ่มจำนวนของไวรัสในอวัยวะอื่น โดยเฉพาะ ระบบประสาทส่วนกลาง หากผู้ป่วย LLV มีอาการทางระบบประสาท หรือจิตเวช ที่อธิบายไม่ได้ อาจพิจารณาตรวจ viral load ในน้ำไขสันหลัง เนื่องจากระดับไวรัสใน CNS อาจสูงกว่าที่ตรวจพบในเลือด

ความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยา
อาจพบการกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการดื้อยาได้แม้ในผู้ที่มี viral load ต่ำกว่า 200 copies/mL แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อ viral load มากกว่า 200 copies/mL ในทางปฏิบัติ การตรวจ resistance test ในผู้ที่มี viral load ต่ำกว่า 200 copies/mL มักทำได้ยาก เพราะมีไวรัสไม่เพียงพอสำหรับการตรวจ ทำให้เกิดผลลบลวง หรือไม่สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสได้
ผลกระทบทางคลินิก
LLV ไม่ได้ทำให้จำนวน CD4 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจมีมี immune activation หรือภาวะอักเสบเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อเอชไอวีในผู้ที่มี viral load ต่ำกว่า 200 copies/mL

แนวทางการดูแล
1. หากตรวจพบ viral load 50–1,000 copies/mL เพียงครั้งเดียว ควรตรวจซ้ำโดยเร็ว โดยทั่วไปภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม หาก viral load อยู่ระหว่าง 50–200 copies/mL และผู้ป่วยได้รับสูตรยาที่มี high genetic barrier โดยไม่มีประวัติดื้อยาต่อยาปัจจุบัน สามารถพิจารณาตรวจซ้ำภายในประมาณ 3 เดือน ควรให้คำปรึกษาเรื่อง adherence เป็นมาตรการแรกก่อนการรักษาอื่น
2. แนะนำให้ตรวจ drug resistance เมื่อยืนยันว่า viral load >200 copies/mL หากมีวิธีตรวจที่ผ่านการรับรอง) สำหรับ viral load 50–200 copies/mL อาจพิจารณาตรวจ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้สูตรยาที่มี genetic barrier ต่ำ แม้ว่าจะสามารถตรวจ resistance ได้ในผู้ที่มี viral load ต่ำกว่า 200 copies/mL แต่โอกาสในการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส (sequencing) และตรวจพบการดื้อยาจะสูงกว่าเมื่อ viral load >200 copies/mL ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้แพทย์แจ้งค่า viral load แก่ห้องปฏิบัติการทุกครั้ง เมื่อส่งตรวจ resistance ในผู้ที่มี viral load

การเพิ่มขึ้นของ creatinine หลังเริ่มยา DTG-based regimen ที่เกิดจาก false elevation ของ creatinine หลังจากเริ่มยาต้านบาง...
12/07/2026

การเพิ่มขึ้นของ creatinine หลังเริ่มยา DTG-based regimen ที่เกิดจาก false elevation ของ creatinine
หลังจากเริ่มยาต้านบางครั้งอาจพบว่า มี creatinine สูงขึ้น โดยเกิดจากการเพิ่มขึ้นของ creatinine จากการยับยั้งการขับออกของ creatinine ที่ท่อไตจากยา DTG โดยทั่วไปหลังจากเริ่มยา DTG หรือ rilpivirine หรือ cobicistat ระดับของ creatinine จะสูงขึ้น เนื่องจากมีการยับยั้งการขับออกของ creatinine ที่บริเวณท่อไต และทำให้ค่า eGFR จากการคำนวณโดยใช้ creatinine ลดลง โดยที่การกรองของไตไม่ได้ลดลงจริง ค่า creatinine ที่สูงขึ้นมักจะไม่เกิน 0.4-0.5 mg/dL และจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นค่า creatinineจะคงที่ ค่า creatinine ที่สูงขึ้นจะทำให้การคำนวณ eGFR ลดลงและต่ำสุดที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นค่าจะคงที่
คำแนะนำในการติดตามการทำงานของไตหลังจากเริ่ม DTG หรือ rilpivirine หรือ cobicistat
• ผู้ป่วยทั่วไปติดตามการทำงานของไตตามคำแนะนำปกติ
• ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการทำงานของไตลดลงหรือผู้ป่วยสูงอายุ แนะนำให้ติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มยา TLD เนื่องจากการทำงานของไตที่ลดลง จากการวัดค่า creatinine อาจจะเกิดจากยา DTG หรือเกิดจาก TDF ใน TLD หรือเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาต้านไวรัส เช่นโรคประจำตัวของผู้ป่วยหรือยาอื่นที่มีผลต่อการทำงานของไต หากการทำงานของไตลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากเริ่ม DTG ควรพิจารณาหาสาเหตุอื่นหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
การตรวจ creatinine ในบางกรณีอาจไม่สอดคล้องกับการทำงานของไตที่แท้จริง เช่นผู้ป่วยมีโรคที่มีผลต่อการทำงานของไตอยู่ก่อน หรือมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการวัดค่า creatinine กรณีนี้อาจส่งตรวจ cystatin C มาประกอบการพิจารณา อย่างไรก็ตามควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กรณีอื่นที่ทำให้มี false elevation ของ creatinine ได้แก่ การออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ: การยกน้ำหนักหนักหรือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่มีความหนักสูงภายใน 24–48 ชั่วโมงก่อนการตรวจ อาจทำให้เกิดการฉีกขาดขนาดเล็กของเส้นใยกล้ามเนื้อ (micro-tears) เข้าสู่กระแสเลือดมากกว่าปกติ ทำให้ระดับครีเอตินินในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว การรับประทานครีเอทีน หรือผงโปรตีนที่มีโปรตีนสูง อาจทำให้ระดับ creatinine ในกระแสเลือดสูงขึ้น เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของกล้ามเนื้อ

Positive reinforcementครูภูมิใจในตัวเธอ(มีภาคต่อ)
02/07/2026

Positive reinforcement
ครูภูมิใจในตัวเธอ
(มีภาคต่อ)

เลี้ยงส่ง ID fellow ปี 2569 และต้อนรับน้องใหม่ ที่จันทบุรี          ขอบคุณ ศิษย์เก่าอาจารย์มาลีจากโรงพยาบาลพระปกเกล้าและ...
29/06/2026

เลี้ยงส่ง ID fellow ปี 2569 และต้อนรับน้องใหม่ ที่จันทบุรี
ขอบคุณ ศิษย์เก่าอาจารย์มาลีจากโรงพยาบาลพระปกเกล้าและอาจารย์เกรียงไกรจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่มาบรรยายการทำงานในบทบาทของหมอไอดีหลังจากที่จบการฝึกอบรม
ปีนี้เรามีรางวัลสำหรับน้องเฟลโลว์ที่ทำงานวิจัยและได้ตีพิมพ์ระดับนานาชาติ รางวัลสำหรับ case report ที่ลงตีพิมพ์ระดับนานานาชาติ รางวัลเฟลโลว์มิตรภาพได้สะพายพร้อมมงกุฎ และสุดท้ายรางวัลแสดงความยินดีทุกคนที่จบเฟลโลว์พร้อมปริญญาโท
ขอบคุณและแสดงความยินดีกับน้องๆทุกคน ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในอนาคตนะครับ ❤️❤️❤️

ที่อยู่

Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ID Chulaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์