Tattoo 76 'No pain No gain'

⁉️เคยลองไหม โค้กใส่ถั่วลิสง! เมนูสุดแปลกจากอเมริกาที่มีตำนานมาเกือบ 100 ปี!🥜🥤 การนำโค้กมาผสมกับถั่วนั้นมีชื่อเรียกที่รู้...
12/04/2026

⁉️เคยลองไหม โค้กใส่ถั่วลิสง! เมนูสุดแปลกจากอเมริกาที่มีตำนานมาเกือบ 100 ปี!
🥜🥤
การนำโค้กมาผสมกับถั่วนั้นมีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า "Peanuts in Coke" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา (Southern United States)
🇺🇸
​☆☆☆วิธีการกิน☆☆☆
​วิธีการนั้นเรียบง่ายแต่เฉพาะตัวมาก คือการดื่มโค้กไปสักเล็กน้อยเพื่อให้มีที่ว่างในขวด (หรือกระป๋อง) จากนั้นเท ถั่วลิสงคั่วเกลือ (Salted Peanuts) ลงไปในน้ำโค้กโดยตรง แล้วดื่มน้ำโค้กไปพร้อมกับเคี้ยวถั่วที่ลอยอยู่ข้างใน

☆☆☆รสชาติและสัมผัส☆☆☆
​แม้จะดูแปลกสำหรับหลายคน แต่การผสมนี้ให้รสชาติที่เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
🥜🥤 ​Sweet & Salty
ความหวานและซ่าของโค้ก ตัดกับความเค็มของเกลือที่เคลือบถั่ว ทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น
🥜🥤 ​Texture
คุณจะได้สัมผัสที่ตัดกันระหว่างความเย็นของน้ำและความกรอบของถั่วลิสง

☆☆☆ที่มาและประวัติศาสตร์☆☆☆
​เชื่อกันว่าธรรมเนียมนี้เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 หรือ 1930 โดยมีทฤษฎีที่มาดังนี้
🥜🥤 ​ พนักงานที่ทำงานใช้แรงงานหรือคนขับรถบรรทุกมักจะมีมือที่สกปรกจากการทำงาน การเทถั่วลงในขวดโค้กทำให้พวกเขาสามารถกินของว่างและดื่มน้ำได้พร้อมกันโดยไม่ต้องใช้มือหยิบถั่วเข้าปาก
🥜🥤 ​เป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้นในราคาประหยัด

​☆☆☆ข้อแนะนำหากอยากลอง☆☆☆
🥜🥤 ​ต้องเป็นถั่วคั่วเกลือ
ความเค็มคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยดึงรสชาติของน้ำอัดลมออกมา
🥜🥤 ​ ใช้ขวดแก้ว
หลายคนยืนยันว่าการดื่มจากขวดแก้วแบบดั้งเดิมจะให้สัมผัสที่ดีที่สุดและช่วยรักษาความซ่าได้นานกว่า
🥜🥤 ​ ใส่ทีละน้อย
หากใส่ถั่วเร็วเกินไป ก๊าซในน้ำอัดลมอาจจะทำปฏิกิริยากับผิวสัมผัสของถั่วจนเกิดฟองฟูขึ้นมาเลอะเทอะได้

​ในปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่กระแสหลักทั่วโลก แต่ก็ยังเป็นเมนูโปรดที่ชวนให้คิดถึงอดีต สำหรับชาวอเมริกันในรัฐแถบทางใต้ เช่น จอร์เจีย หรือเท็กซัส

The Earth
#สาระน่ารู้ #เมนูแปลก #ประวัติศาสตร์กินได้ #ตำนานโลก

Thank You luk , รับสัก แก้ลาย ต่อเติม ออกแบบ DESIGN โดยช่างเก๋ง   #ร้านสักราชบุรี
06/04/2026

Thank You luk ,
รับสัก แก้ลาย ต่อเติม ออกแบบ DESIGN โดยช่างเก๋ง #ร้านสักราชบุรี

มิถุนายน ปี 1962 กลางอ่าวซานฟรานซิสโก มีเกาะหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่นั่นคือ "อัลคาทราซ"คุกที่ถูกเรียกว่า Th...
18/03/2026

มิถุนายน ปี 1962 กลางอ่าวซานฟรานซิสโก มีเกาะหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ที่นั่นคือ "อัลคาทราซ"
คุกที่ถูกเรียกว่า The Rock

รอบเกาะไม่ใช่แค่กำแพงเหล็ก แต่มันคือน้ำทะเลที่เย็นจัด กระแสน้ำเชี่ยวกราก และระยะทางสู่ฝั่งที่ไกลพอจะฆ่าคนได้ก่อนจะไปถึง

ที่นี่ไม่ใช่คุกที่ "หนีไม่ได้"
แต่มันคือคุกที่ "หนีไปก็ตาย"

แต่ในคืนหนึ่งของเดือนนั้น มีคนสามคนตัดสินใจลองเสี่ยง
แฟรงก์ มอร์ริส ชายที่มีระดับสติปัญญาอยู่ในกลุ่มบนสุดของประชากร เขาไม่ได้มองกำแพงคุกเป็นสิ่งกีดขวาง

แต่มองมันเป็น "โจทย์ที่ต้องแก้"

ข้างห้องของเขาคือสองพี่น้อง จอห์น และ แคลเรนซ์ แองลิน ชายที่เติบโตมากับสายน้ำ และว่ายน้ำแข็งแกร่งพอจะเอาชีวิตรอดในสภาพที่คนทั่วไปยอมแพ้

เมื่อคนกลุ่มนี้มาอยู่รวมกัน แผนการที่โลกไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น… ก็เริ่มก่อตัว
ในยามค่ำคืน เสียงสกัดคอนกรีตจะดังขึ้นเบา ๆ แล้วถูกกลบด้วยเสียงดนตรีจากวิทยุในคุก

พวกเขาใช้เพียง "ช้อน" และสว่านที่ประกอบขึ้นจากมอเตอร์เครื่องดูดฝุ่น ค่อย ๆ เจาะผนังรอบช่องระบายอากาศทีละนิด เป็นเวลาหลายเดือน

คอนกรีตบริเวณนั้นเก่าและผุกร่อน
แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ… การทำให้ไม่มีใครรู้

ทุกครั้งที่งานต้องหยุด รูที่ถูกเจาะจะถูกปิดด้วยแผ่นกระดาษแข็ง ระบายสีให้กลืนไปกับผนัง

และทุกคืนที่ผู้คุมเดินตรวจ สิ่งที่พวกเขาเห็น คือ "นักโทษที่กำลังนอนหลับ"

หัวหุ่นที่ทำจากกระดาษอัดขึ้นรูป ถูกปั้นขึ้นอย่างหยาบ ๆ แต่ถูกเติมเต็มด้วยรายละเอียดที่สำคัญที่สุด

"เส้นผมจริง" จากร้านตัดผมในคุก

ในความมืดสลัวของยามดึก มันเหมือนจริง… มากพอ
แต่การออกจากห้องขังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

โจทย์ถัดไปคือ "น้ำ"

อุณหภูมิของอ่าวซานฟรานซิสโกในคืนนั้นอยู่ที่ประมาณ 10–13 องศาเซลเซียส

ระดับที่ร่างกายจะสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อจะหยุดทำงาน และหมดสติภายในไม่กี่นาที

ยิ่งไปกว่านั้น กระแสน้ำรอบเกาะ ไม่ได้พาเข้าฝั่ง

แต่มันพาออกสู่มหาสมุทร

ต่อให้ว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ถ้าจังหวะผิดเพียงนิดเดียว ปลายทางคือการหายไปตลอดกาล
ตลอดหลายสัปดาห์ พวกเขาแอบรวบรวมชุดกันฝนกว่า 50 ตัว นำมาผนึกด้วยความร้อนจนกลายเป็น "แพยาง" และเสื้อชูชีพทำมือ

แม้แต่ปั๊มลม ก็ถูกดัดแปลงขึ้นจากหีบเพลง

ทั้งหมดนี้ ถูกสร้างขึ้นภายในคุก โดยไม่มีใครระแคะระคาย

คืนวันที่ 11 มิถุนายน 1962 ทั้งสามมุดผ่านช่องที่เจาะไว้ ไต่ท่อประปาขึ้นบนหลังคาคุก ก่อนจะโรยตัวลงสู่ชายฝั่ง

เสียงคลื่นกระแทกฝั่งดังอยู่ในความมืด พวกเขาช่วยกันสูบลมเข้าแพ ก่อนจะผลักตัวเองออกจากเกาะ

และลอยหายไปในความมืดของอ่าว

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงหวอดังระงมไปทั่วอัลคาทราซ ผู้คุมรีบเข้าตรวจห้องขัง

แต่สิ่งที่พบมีเพียง "หัวหุ่น" ที่วางนิ่งอยู่บนเตียง

นักโทษทั้งสาม… หายไปแล้ว
การตามล่าครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นทันที ทั้ง FBI หน่วยยามฝั่ง และตำรวจท้องถิ่น ระดมกำลังค้นหาทั้งทางน้ำและทางอากาศ

สิ่งที่พบมีเพียงเศษไม้พาย และซองใส่รูปถ่ายที่ลอยอยู่ในอ่าว

ไม่มีร่าง ไม่มีหลักฐานยืนยันการเสียชีวิต

สุดท้าย ในปี 1979 FBI สรุปว่า "พวกเขาน่าจะจมน้ำตาย"

แต่คำว่า "น่าจะ" ไม่เคยปิดคดีนี้ได้จริง
หลายปีต่อมา ครอบครัวแองลินอ้างว่า พวกเขาได้รับไปรษณียบัตรและสัญญาณบางอย่าง เหมือนมีใครบางคนยังมีชีวิตอยู่

ปี 1975 มีภาพถ่ายจากบราซิลปรากฏขึ้น ชายสองคนยืนอยู่ข้างกัน ท่ามกลางไร่แห่งหนึ่ง

หลายสิบปีผ่านไป เทคโนโลยีจดจำใบหน้าถูกนำมาวิเคราะห์ภาพนั้น ผลลัพธ์ชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ชายในภาพ คือสองพี่น้องแองลิน

ปี 2013 จดหมายลึกลับถูกส่งถึงตำรวจ

"ผมชื่อจอห์น แองลิน…
ผมหนีออกมาจากอัลคาทราซในปี 1962
พวกเรารอดชีวิตในคืนนั้น

ตอนนี้ผมอายุ 83 ปีแล้ว และกำลังป่วยเป็นมะเร็ง"

จดหมายถูกนำไปตรวจลายนิ้วมือและ DNA แต่ผลลัพธ์… ไม่สามารถยืนยันได้

แม้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าด้วยสภาพน้ำคืนนั้น โอกาสรอดชีวิตแทบเป็นศูนย์

แต่การจำลองกระแสน้ำในภายหลังพบว่า มี "ช่องว่างเล็ก ๆ" ที่กระแสน้ำอาจพัดพวกเขาไปถึงฝั่งได้จริง

ถ้าทุกอย่างแม่นยำพอ

จนถึงวันนี้ แม้ FBI จะปิดคดีไปแล้ว แต่หน่วย U.S. Marshals ยังคงเปิดแฟ้มนี้ไว้ในฐานะ "ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี"

หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้คงอายุเกิน 90 ปีแล้ว
อัลคาทราซถูกปิดตัวลงในปี 1963 เพียงหนึ่งปีหลังจากคืนนั้น ทิ้งไว้เพียงห้องขังว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงลมทะเลที่พัดผ่าน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น… ไม่เคยจางหายไปไหน

พวกเขาจมหายไปในความหนาวเหน็บของอ่าวซานฟรานซิสโก หรือกำลังใช้ชีวิตอย่างเงียบงัน ในฐานะคนที่เคยทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

จนถึงตอนนี้…
ก็ยังไม่มีใครตอบได้
::
อ้างอิงจาก - BBC News, FBI gov, Wikipedia (June 1962 Alcatraz escape)

โลกนี้มีแต่สีเขียว! 💚คุณยายวัย 84 ปี ตัดสินใจใส่ "สีเขียว" อย่างเดียวมานาน 25 ปีElizabeth Sweetheart ศิลปินชาวนิวยอร์กผู...
17/03/2026

โลกนี้มีแต่สีเขียว! 💚
คุณยายวัย 84 ปี ตัดสินใจใส่ "สีเขียว" อย่างเดียวมานาน 25 ปี
Elizabeth Sweetheart ศิลปินชาวนิวยอร์ก
ผู้ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของย่าน Brooklyn ในฐานะ "The Green Lady"
กว่า 25 ปี แล้วที่เธอตัดสินใจทิ้งสีอื่นไปจนหมดโลก
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เส้นผม ถุงเท้า หรือแม้แต่ชุดชั้นใน
ทุกอย่างต้องเป็น "สีเขียว" เฉดที่สดใสที่สุดเท่านั้น
อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ใน Daily Mail
บ้านของเธอในบรูคลินคือ "ป่าขนาดย่อม"
ตั้งแต่พรมเช็ดเท้า ผ้าเช็ดตัว จานชาม ไปจนถึงฟองน้ำล้างจาน
ทุกตารางนิ้วถูกย้อมด้วยสีโปรดที่เธอเชื่อว่ามันคือ "สีแห่งความสุข"
เธอมักจะใช้เวลาเดินเล่นในละแวกบ้านพร้อมรอยยิ้ม
กลายเป็นจุดแลนด์มาร์คที่ใครผ่านไปมาก็ต้องขอถ่ายรูปคู่
"มันไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่มันคือการเยียวยาจิตใจ"
คุณยายเล่าว่าการมีสีเขียวอยู่รอบตัว ช่วยให้เธอผ่านช่วงเวลาที่หม่นหมองในเมืองใหญ่ได้
แม้ในวัย 84 ปี เธอก็ยังคงสนุกกับการผสมสีย้อมผ้าเองในครัว
เพื่อให้ได้เฉดสีเขียวที่ "ถูกต้อง" ตามความรู้สึกของเธอ
การทำในสิ่งที่รักอย่างสุดโต่ง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ตราบใดที่สิ่งนั้นสร้างความสุขให้เรา และส่งต่อพลังบวกให้คนรอบข้าง
บางครั้ง.. การเป็นคน "แปลก" ที่มีความสุข
อาจจะดีกว่าการเป็นคน "ปกติ" ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ
แอดก็อยากทำบางอย่าง แต่ยังไม่กล้าเหมือนกัน
แต่งเขียวทั้งตัวก็อยากนะ5555

ตอนนี้คุณยายก็ยังเขียวอยู่นะ
ไปตามไลฟ์ไตล์คุณยายได้ที่
แหล่งอ้างอิง
https://shorturl.asia/DG3hC

#เรื่องนี้รู้ยัง

SOCIETY: ‘Mosh Pit’ ทำไมต้องวิ่งชนกัน?วัฒนธรรมที่พัฒนามาจากแนวเพลง ‘สกา’สู่การเต้นเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ในช่วงนี้ซีนดนตรีอย...
15/03/2026

SOCIETY: ‘Mosh Pit’ ทำไมต้องวิ่งชนกัน?
วัฒนธรรมที่พัฒนามาจากแนวเพลง ‘สกา’
สู่การเต้นเพื่อปลดปล่อยอารมณ์
ในช่วงนี้ซีนดนตรีอย่าง พังก์ ฮาร์ดคอร์ และเมทัล ได้เริ่มกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้งในประเทศไทย แต่ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวัฒนธรรมที่มาควบคู่กับแนวดนตรีเหล่านี้อย่าง ‘มอชพิต’ (Mosh Pit) ที่อาจทำให้หลายคนตกใจกับอารมณ์อันดุเดือด รุนแรง ราวกับกำลังเกิดการทะเลาะวิวาทอยู่จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ อันตรายจริงหรือไม่ กับวัฒนธรรมของ ‘การเต้น’ ในวงมอชพิต
ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นต้องย้อนไปถึงในช่วงปี 1970 ก่อนจะมาเป็นการ Moshing หรือที่เรียกว่า ‘Mosh Pit’ นั้นพัฒนามาจากซีนเพลงพังก์ร็อกในอังกฤษที่เรียกว่า ‘Pogo Dance’ เป็นการกระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ในขณะที่ฟังเพลง จนเมื่อวัฒนธรรมการเต้นนี้ได้ข้ามฝั่งมาทยังอเมริกาใน ‘แคลิฟอร์เนียตอนใต้’ (Southern California) ช่วงปี 1980 รูปแบบการเต้นจึงได้เริ่มพัฒนาและเปลี่ยนไป
วัยรุ่นในยุคนั้นเริ่มปรับเปลี่ยนการเต้น Pogo ให้มีความสนุกมากขึ้น ด้วยการผลัก กระแทก และวิ่งชนกัน โดยจะเกิดเป็นพื้นที่เฉพาะที่มองมาแล้วเหมือนหลุมที่เรียกว่า ‘pit’ โดยจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘Mosh Pit’ หรือ ‘Moshing’ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการเพี้ยนของเสียงในภาษาในช่วงต้นของยุค 1980 จากคำว่า ‘Mash’ ที่ถูกตะโกนโดย H.R. นักร้องรำวง Bad Brains วงฮาร์ดคอร์พังก์จาก Washington D.C. มักจะชอบตะโกนคำว่า “Mash it!” ในเพลง ‘Banned in D.C.’ ด้วยสำเนียงจาไมกา ทำให้แฟนเพลงได้ยินเพี้ยนจนกลายเป็น ‘Mosh’ ในแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
รูปแบบการเต้น Moshing หรือ Mosh Pit นั้นเริ่มถูกผสมผสานเข้ากับแนวดนตรีอื่นๆ อีกมากมายตั้งแต่ช่วงปี 1990 จนถึงปัจจุบัน เช่น เมทัล ฮิปฮอป กรันจ์ รวมถึงอีดีเอ็มอีกด้วย โดยรูปแบบของการเต้นในวัฒนธรรมที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันแบ่งออกได้หลายรูปแบบ
Two Step: ท่านี้พัฒนามาจากการเต้น ‘Skanking’ ในดนตรีแนวสกาพังก์ หนึ่งในท่าเต้นที่โดดเด่นที่มักจะใช้เต้นในช่วงจังหวะกลางเพลง เป็นการ ‘วิ่งอยู่กับที่’ ด้วยการไขว้ขาไปมาและใช้แขนเหวี่ยงสะบัดหรือทุบลงตามจังหวะเพลง
Circle Pit: ถ้าหากคุณเริ่มเห็นการรวมตัวของเหล่าผู้คนในคอนเสิร์ตที่เริ่มวิ่งเป็นวงกลม คล้ายกับการเดินเวียนเทียน นั่นคือการเล่น ‘Circle Pit’ มักจะเกิดขึ้นจากจังหวะของดนตรีที่เร่งเร้าด้วยความเร็ว เปรียบเหมือนกับการลงไปวิ่งเล่นกับกลุ่มคนที่ฟังเพลงอยู่เหมือนกัน การจะเล่น ‘Circle Pit’ นั้นค่อนข้างปลอดภัย แค่เตรียมร่างกายให้ฟิตก็พอแล้ว
Crowd Surfing: สิ่งนี้สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ แม้จะไม่ใช่งานคอนเสิร์ตอย่าง พังก์หรือฮาร์ดคอร์ก็ตาม เป็นการร่วมมือกันของคนในคอนเสิร์ตที่จะยกคนขึ้นลอยในท่านอนและใช้มือช่วยกันดัน แล้วค่อยๆ ส่งคนที่นอนอยู่ไปให้ไกลมากที่สุด ความอันตรายของ ‘Crowd Surfing’ นั้นมีแค่อย่างเดียว คือการกระโดดลงมาที่ฝูงชนและไม่มีคนรับคุณได้
Stage Dive: คล้ายๆ กับการ ‘Crowd Surfing’ แต่แตกต่างตรงที่ใช้ความเร็วและแรงที่กระโดดใส่ฝูงชน สิ่งที่เรียกว่า ‘Stage Dive’ สามารถพบเห็นได้ทั้งคนที่แค่กระโดดมาเพิ่มเซิร์ฟต่อ หรือกระโดดลงมาบนพื้น แต่บางคนก็เลือกที่จะเหยียบไหล่และหัว เรียกได้ว่าเป็นการเล่นที่ค่อนข้างเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บ
Wall of Death: กิจกรรมหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตดนตรีสายเมทัลและฮาร์ดคอร์ โดยระหว่างที่วงดนตรีกำลังโชว์อยู่นั้น ผู้คนในงานจะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ก่อนที่ทุกคนจะรอสัญญาณของจังหวะดนตรีที่จะส่งอารมณ์ให้ฝูงชนวิ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรง แม้จะดูอันตราย แต่ทันทีที่คุณล้มลงเมื่อไหร่ ก็จะมีเหล่าผู้คนรอบข้างที่จะช่วยพยุงคุณให้ลุกขึ้นมา นี่คือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตและกิจกรรมที่รุนแรง
Crowd Killing: กิจกรรมสุดท้ายที่ถือว่าอันตรายสุดแล้วจากทั้งหมดที่กล่าวมา เพราะแต่ละคนที่ออกมาเล่นกิจกรรมนี้จะเหวี่ยงแขน ฟาดขา คล้ายกับการโชว์ศิลปะป้องกันตัว โดยในสมัยก่อนจะยังไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวกัน จนมาถึงในยุคปัจจุบันกับการเหวี่ยงหมัดและขา และโดนคนในวง ‘Mosh Pit’ หากใครที่ไม่อยากเจ็บตัว ก็ควรอยู่ห่างจากกิจกรรมนี้จะดีที่สุด
จากที่กล่าวมา ถึงจะมีการปะทะกันอย่างจริงจัง แต่ทุกคนที่เข้าไปอยู่ในวง ‘Mosh Pit’ นั้นต่างก็เต็มใจที่จะมาเล่นกิจกรรมเหล่านี้ และไม่มีใครโกรธเคืองกับการที่แต่ละคนออกมาเต้นแสดงออกทางอารมณ์แต่อย่างใด หากแต่เป็นพื้นที่สำหรับคนที่ชอบดนตรีหนักๆ และจังหวะที่เร่งเร้า จนร่างกายอยากจะเคลื่อนไหวตามเท่านั้น

💀🏰ลึกลงไปใต้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของเครือข่ายอุโมงค์เขาวงกตที่รู้จักกันในชื่อ "สุสานใต้ดินปารีส" (Paris C...
13/03/2026

💀🏰ลึกลงไปใต้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของเครือข่ายอุโมงค์เขาวงกตที่รู้จักกันในชื่อ "สุสานใต้ดินปารีส" (Paris Catacombs) ซึ่งเป็นโครงข่ายใต้ดินขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากอดีตเหมืองหินปูน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ทางเมืองได้เริ่มเคลื่อนย้ายโครงกระดูกของชาวปารีสหลายล้านร่างลงไปในอุโมงค์เหล่านี้ เพื่อบรรเทาความแออัดของสุสานบนพื้นดิน (ในตอนนั้นมีกระดูกโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินจริงๆ)
ปัจจุบัน สุสานใต้ดินทอดยาวกว่า 200 ไมล์ใต้ตัวเมือง
ท่ามกลางสิ่งที่น่าประหลาดใจมากมายที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่มืดมิดของอุโมงค์ คือประติมากรรมชวนขนลุกที่มักเรียกกันว่า “ผู้ทะลุกำแพง” (Le Passe-Muraille)
🗿🪦รูปปั้นนี้ดูเหมือนกำลังโผล่พ้นออกมาครึ่งตัวจากกำแพงหิน ราวกับว่าถูกขังอยู่ระหว่างสองโลก
รูปลักษณ์ที่ดูหลอนนี้ทำให้มันกลายเป็นจุดโปรดในหมู่ผู้สำรวจ
เกร็ดเพิ่มเติม: ส่วนที่เป็นทางการของสุสานใต้ดินปารีสที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนั้น มีสัดส่วนน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโครงข่ายใต้ดินทั้งหมด ส่วนที่เหลือยังคงปิดตายและถูกสำรวจอย่างผิดกฎหมายเป็นครั้งคราวโดยนักสำรวจเมืองที่รู้จักกันในปารีสว่า “คาตาไฟล์” (cataphiles)

Bowden Spacelander เป็นจักรยานดีไซน์แห่งอนาคตที่ออกแบบโดย Benjamin Bowden ต้นแบบของจักรยานคันนี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในนิทร...
13/03/2026

Bowden Spacelander เป็นจักรยานดีไซน์แห่งอนาคตที่ออกแบบโดย Benjamin Bowden ต้นแบบของจักรยานคันนี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในนิทรรศการ "Britain Can Make It" ณ กรุงลอนดอน ในปี ค.ศ. 1946 (ตามภาพบน) ทำจากวัสดุอะลูมิเนียมที่มีโครงสร้างโฉบเฉี่ยวสไตล์ Space Age ซึ่งล้ำสมัยมากในยุคนั้น

แม้จะมีการออกแบบตั้งแต่ปี 1946 แต่ Spacelander ไม่ได้ถูกผลิตเพื่อจำหน่ายจริงจนกระทั่งปี 1960 มีการผลิตออกมาเพียงประมาณ 522 คันเท่านั้น ในราคา 89.50 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับจักรยานทั่วไปในยุคนั้น ก่อนที่บริษัทจะหยุดผลิตเนื่องจากต้นทุนสูงและไม่ได้รับความนิยม

ปัจจุบันกลายเป็นของหายาก และยังถูกนำไปจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง เช่น Brooklyn Museum เนื่องจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์การออกแบบอุตสาหกรรม

**ภาพเพิ่มเติมในคอมเมนต์

📸🙏ภาพ และข้อมูล : brooklynmuseum / Spacelander Bicycle Benjamin G. Bowden, antiquetrader / One of the Biggest Flops in Bicycle History is a Collectible Treasure
🖋️เรื่อง : เรื่อย เปื่อย เดย์
#เรื่อยเปื่อยเดย์

นี่คือเรื่องของ เบ็ตตี บรอดเบนต์ หญิงสาวผู้มาก่อนกาล         ในปี 1927 เธอทำสิ่งที่แทบไม่มีผู้หญิงคนไหนเคยทำมาก่อน เธอสั...
10/03/2026

นี่คือเรื่องของ เบ็ตตี บรอดเบนต์ หญิงสาวผู้มาก่อนกาล
ในปี 1927 เธอทำสิ่งที่แทบไม่มีผู้หญิงคนไหนเคยทำมาก่อน เธอสักลวดลายทั่วทั้งร่างกายของตัวเอง…และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาชีพที่ยืนยาวถึงสี่สิบปี

เบ็ตตีเกิดในปี 1909 เธอเป็นเด็กสาวนิสัยดี ซื่อสัตย์ และอ่อนโยน ตอนอายุเพียง 14 ปี เธอทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ที่เมืองแอตแลนติกซิตี ยามว่างเธอมักจะเดินเล่นบนบอร์ดวอล์ก มองทะเล ดูผู้คนผ่านไปมา ปล่อยเวลาให้ไหลเอื่อยไปตามคลื่นลม

แล้ววันหนึ่ง เธอได้พบกับช่างสักชื่อ แจ็ก เรดคลาวด์

และชีวิตของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

เบ็ตตีไม่ได้เพียงแค่ชื่นชมรอยสักเหมือนคนดูทั่วไป เธอตกหลุมรักมันอย่างจริงจัง
ไม่ใช่แค่การมองดู…แต่คือการอยาก “เป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ตอนนั้นคือปี 1923

ในยุคนั้น รอยสักแทบจะพบได้เฉพาะในหมู่กะลาสีเรือ หรือคนที่สังคมมองว่าเป็นพวกนอกคอก ผู้หญิงที่มีรอยสักแทบไม่มีให้เห็น และผู้หญิงที่สักทั่วร่างกาย…แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจินตนาการถึง

แต่เบ็ตตีไม่สนใจสายตาเหล่านั้น

พอถึงปี 1927 ตอนเธออายุเพียง 18 ปี ร่างกายของเธอก็กลายเป็นผลงานศิลปะที่มีชีวิต ลวดลายมากกว่า 350 แบบปกคลุมทั่วตัว (บางแหล่งบอกว่ามีถึง 565 แบบ) ผลงานเหล่านี้สร้างสรรค์โดยช่างสักระดับตำนานของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น
ชาร์ลี แวกเนอร์
โจ แวน ฮาร์ต
โทนี ไรน์เอเกอร์
เรด กิบบอนส์

รอยสักเหล่านี้ไม่ใช่ลวดลายสุ่ม ๆ แต่เป็นงานศิลป์ที่วางแผนอย่างประณีต ร่างกายของเธอกลายเป็นผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยดอกไม้ สัตว์ สัญลักษณ์แห่งชาติ และลวดลายละเอียดอ่อนนับไม่ถ้วน

แต่สิ่งที่ทำให้เบ็ตตี บรอดเบนต์ แตกต่างอย่างน่าทึ่งก็คือ

ใบหน้าของเธอ…ไม่เคยถูกแตะต้องเลย

มันเป็นภาพที่ชวนสะดุดตาอย่างยิ่ง ใบหน้าสวยหวาน อ่อนโยน แบบหญิงสาวธรรมดา อยู่เหนือร่างกายที่เต็มไปด้วยหมึกสัก ในยุคที่รอยสักมักทำให้คนถูกมองว่าเป็นคนนอกสังคม เบ็ตตีกลับดูเหมือนนางแบบพินอัพที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่กล้าหาญอย่างยิ่ง

และเธอก็เลือกมันจริง ๆ

ไม่นานเบ็ตตีก็ตระหนักว่า ร่างกายของเธอสามารถกลายเป็นอาชีพได้

เธอเข้าร่วมคณะละครสัตว์ Ringling Bros. and Barnum & Bailey Circus

ผู้หญิงจำนวนมากทนชีวิตในคณะละครสัตว์ไม่ได้ การเดินทางตลอดเวลา ตารางงานที่หนักหน่วง และสายตาจับจ้องจากผู้คน

แต่เบ็ตตีกลับมีความสุขกับมัน

เธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงเด่นของเวที ผู้คนมากมายมารวมตัวกันเพื่อมองดูผู้หญิงที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้คนนี้ ผู้หญิงที่สวย อ่อนหวาน เป็นผู้หญิงเต็มตัว…แต่ร่างกายกลับเต็มไปด้วยศิลปะที่สังคมเคยบอกว่าเธอไม่ควรมี

เธอไม่ได้แค่โชว์รอยสัก

เธอกำลังท้าทายทุกความเชื่อเกี่ยวกับผู้หญิง ความงาม และความเหมาะสมของสังคม

ตลอดสี่สิบปี เบ็ตตีเดินสายแสดงในคณะละครสัตว์ใหญ่ทั่วอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เธอกลายเป็นดาวเด่นที่ผู้คนจดจำ

ปี 1939 เธอยังได้เป็นหนึ่งในจุดสนใจของงาน New York World’s Fair งานนิทรรศการระดับโลกที่นำเสนออนาคตของเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

และท่ามกลางสิ่งล้ำสมัยเหล่านั้น มีเบ็ตตี บรอดเบนต์ ยืนอยู่ตรงนั้น เพื่อบอกกับโลกว่า ผู้หญิงสามารถเป็นเจ้าของร่างกายของตัวเอง และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้

เธอทำงานแสดงในไซด์โชว์และนิทรรศการต่อเนื่องตลอดทศวรรษ 1940, 1950 และยาวไปจนถึงยุค 1960 ขณะที่นักแสดงคนอื่นมาแล้วก็จากไป เบ็ตตียังคงอยู่ เพราะนี่คือชีวิตที่เธอรัก

ปี 1967 เธอเกษียณตัวเองและหายไปจากสายตาสาธารณะ ผู้คนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “หญิงสาวผู้มีรอยสักทั่วร่าง” ที่เคยโด่งดัง

จนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษ 1970 นักประวัติศาสตร์รอยสักชื่อ ไลล์ ทัตเทิล ออกตามหาเธอ และพบเธอที่รัฐฟลอริดา

เบ็ตตีไม่ได้ทิ้งโลกของรอยสักไปไหน

เธอกลายเป็นช่างสักเสียเอง

เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตอย่างภาคภูมิใจ ทั้งบทบาทของเธอในประวัติศาสตร์รอยสัก และช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตเป็น “งานศิลป์ที่มีชีวิต”

เธอไม่เคยเสียใจกับทางเลือกของตัวเองเลย

เธอใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ ตัดสินใจด้วยตัวเอง และสร้างอาชีพจากสิ่งที่สังคมเคยบอกว่าเธอไม่ควรทำ

ปี 1981 เบ็ตตี บรอดเบนต์ กลายเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการบรรจุเข้าสู่ Tattoo Hall of Fame

ไม่ใช่แค่ผู้หญิงคนแรก
แต่เป็น “คนแรก” ของโลก

เด็กสาวที่เคยพบช่างสักบนทางเดินริมทะเลตอนอายุ 14 และตกหลุมรักหมึกบนผิวหนัง…กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมรอยสักยุคใหม่

เบ็ตตี บรอดเบนต์ เสียชีวิตอย่างสงบในปี 1983 ขณะอายุ 73 ปี

แต่สิ่งที่เธอทิ้งไว้ไม่เคยหายไป

มันยังคงอยู่ในผู้หญิงทุกคนที่ไม่ยอมซ่อนรอยสักของตัวเอง ในทุกคนที่มองร่างกายเป็นผืนผ้าใบของศิลปะ และในทุกการตั้งคำถามต่อมาตรฐานความงามแบบเก่า

ในปี 1927 ผู้หญิงไม่ควรมีรอยสัก อย่างน้อยสังคมก็เชื่อแบบนั้น พวกเขาเรียกมันว่าประหลาด แข็งกร้าว หรือแม้แต่น่าอับอาย

แต่เบ็ตตีไม่สนใจ

เธอเปลี่ยนร่างกายให้เป็นงานศิลป์
เปลี่ยนงานศิลป์ให้เป็นอาชีพ
และเปลี่ยนอาชีพนั้นให้กลายเป็นการปฏิวัติที่ยาวนานถึงสี่สิบปี

เธอพิสูจน์ว่า ผู้หญิงสามารถทั้งสวยงามและมีรอยสักได้
อ่อนหวานและกล้าหาญในเวลาเดียวกัน
เป็นทั้งนางแบบพินอัพ…และเป็นกบฏต่อกรอบเดิมของสังคม

และเธอทำทั้งหมดนั้น โดยไม่แตะต้องใบหน้าของตัวเองเลย

The Curiosity Curator
เจาะเวลาหาอดีต ถอดความ

Old School By TATTOO 76 รับสัก แก้ลาย ต่อเติม ออกแบบ DESIGN โดยช่างเก๋ง    #ร้านสักราชบุรี
09/03/2026

Old School By TATTOO 76 รับสัก แก้ลาย ต่อเติม ออกแบบ DESIGN โดยช่างเก๋ง #ร้านสักราชบุรี

เรื่องราวของ บริน โอเว่น (Bryn Owen) วัย 17 ปี ในปี ค.ศ. 1983 หรือปี พ.ศ. 2526 เป็นหนึ่งในภาพจำที่โดดเด่นของวัฒนธรรม Mod...
06/03/2026

เรื่องราวของ บริน โอเว่น (Bryn Owen) วัย 17 ปี ในปี ค.ศ. 1983 หรือปี พ.ศ. 2526 เป็นหนึ่งในภาพจำที่โดดเด่นของวัฒนธรรม Mod Revival ในอังกฤษ...🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿

-พาหนะ: รถสกูตเตอร์ Vespa 100 Special (เครื่องยนต์ 100cc)

-การตกแต่ง: ติดตั้งกระจกมองหลัง 34 บาน และ ไฟส่องสว่าง 81 ดวง ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง

-ที่มาของเงิน: เขาใช้เงินค่าขนมของตัวเองทั้งหมดในการซื้ออุปกรณ์ตกแต่งเหล่านี้

-สถานที่และเวลา: เลสเตอร์เชียร์ (Leicestershire) ประเทศอังกฤษ เดือนกรกฎาคม ปี 1983

-แรงบันดาลใจ: การตกแต่งรถลักษณะนี้สะท้อนถึงอิทธิพลของขบวนการ Mod ในอังกฤษ ซึ่งใช้สกูตเตอร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราเกินจริงเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ และการแสดงออกถึงตัวตน

ภาพถ่ายของ บริน โดยช่างภาพ มาร์ค ยูอิ้ง (Mark Ewing) กลายเป็นไวรัลในเวลาต่อมา โดยได้รับการเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวท้องถิ่นอย่าง Leicester Mercury ก่อนจะโด่งดังไปทั่วประเทศ
#โพสต์ที่2327 #บุกประวัติศาสตร์ไปกับเรา
ทั่วโลกในอดีต มุมประวัติศาสตร์ เปิดประวัติศาสตร์
#ทั่วโลกในอดีต #เปิดประวัติศาสตร์ #มุมประวัติศาสตร์

เกร็ดน่ารู้ | พื้นรองเท้าของ Uma Thurman ใน 'Kill Bill - Volume 1' (2003) ปรากฏบนหน้าจอเพียงแค่ประมาณหนึ่งวินาทีเท่านั้น...
06/03/2026

เกร็ดน่ารู้ | พื้นรองเท้าของ Uma Thurman ใน 'Kill Bill - Volume 1' (2003) ปรากฏบนหน้าจอเพียงแค่ประมาณหนึ่งวินาทีเท่านั้น

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง Catherine Marie Thomas นักออกแบบเครื่องแต่งกายได้เปิดเผยเรื่องนี้ว่า

"ฮ่า! ใช่ค่ะ มันสุดยอดมาก แทแรนติโนตัดสินใจนาทีสุดท้ายตอนที่เราไปถึงปักกิ่ง ว่าเขาอยากถ่ายฉากนี้ผ่านพื้นกระจก และคิดว่าคงจะเจ๋งดีถ้าเธอทิ้งรอยรองเท้า Asics ไว้บนกองเลือด เขาเลยเสนอให้เราเปลี่ยนพื้นรองเท้าเพื่อใส่ข้อความ 'F**k U' ลงไป ฉันก็เลยวาดคำว่า 'F**k U' ด้วยมือลงไปเองเลยค่ะ"

รองเท้าคู่นี้คือรุ่น "Onitsuka Tiger Tai Chi" ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ Bruce Lee เคยใส่ใน 'Game of Death' (1978)

ที่อยู่

Bangkok
70000

เบอร์โทรศัพท์

+668 1645 3938

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Tattoo 76ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Tattoo 76:

แชร์