You Are What You Eat

You Are What You Eat Fibrotic ผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ ช่วยในการขับถ่ายของเสียที่คั่งค้างภายในเป็นเวลานาน

สำหรับลูกค้ามีปัญหาเรื่องการถ่าย มะเร็งลำไส้ ริดสีดวง ล้างของเสียที่คั่งค้างหมดลำไส้เพียงซองเดียวก็เห็นผลโปรโมชั่นพิเศษซ...
25/02/2018

สำหรับลูกค้ามีปัญหาเรื่องการถ่าย
มะเร็งลำไส้ ริดสีดวง ล้างของเสียที่คั่งค้างหมดลำไส้เพียงซองเดียวก็เห็นผล
โปรโมชั่นพิเศษ
ซื้อไฟโบรติกวันนี้
ซองละ200บาท (จากราคาปกติ300บาท)
1กล่อง 2500 (จากราคาปกติ 3000บาท)
2กล่อง3990
3กล่อง 6000บาท

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊การล้างสารพิษ (Detox) คือการล้างของเสียออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับออกมาในรูปแบบเ...
20/02/2018

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊
การล้างสารพิษ (Detox) คือการล้างของเสียออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับออกมาในรูปแบบเหงือ ปัสสาวะ อุจจาระ ล้วนแล้วแต่เป็นการขับของเสียออกมาทั้งสิ้น จะทำให้ร่างกายสะอาดขึ้นการทำดีท๊อก เป็นการป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นและลดความเสี่ยงในการเป็นต่างๆเช่น..
☘️โรคมะเร็ง
☘️โรคเบาหวาน
☘️โรคผิวหนัง
☘️โรคท้องอืดท้องเฟ้อ
☘️โรคท้องผูก
☘️โรคปากเหม็น กลิ่นตัวแรง
☘️โรคภูมิแพ้
☘️ริดสีดวงทวาร

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊การล้างสารพิษ (Detox) คือการล้างของเสียออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับออกมาในรูปแบบเ...
14/02/2018

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊
การล้างสารพิษ (Detox) คือการล้างของเสียออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับออกมาในรูปแบบเหงือ ปัสสาวะ อุจจาระ ล้วนแล้วแต่เป็นการขับของเสียออกมาทั้งสิ้น จะทำให้ร่างกายสะอาดขึ้นการทำดีท๊อก เป็นการป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นและลดความเสี่ยงในการเป็นต่างๆเช่น..
☘️โรคมะเร็ง
☘️โรคเบาหวาน
☘️โรคผิวหนัง
☘️โรคท้องอืดท้องเฟ้อ
☘️โรคท้องผูก
☘️โรคปากเหม็น กลิ่นตัวแรง
☘️โรคภูมิแพ้
☘️ริดสีดวงทวาร

ลดทันทีเมื่อสั่งซื้อผ่านไลน์
line : ladycuteeye

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊 #ดีท็อกซ์ทำไม  #ดีท็อกซ์  #ปากเหม็น  #ท้องผูก  #ริดสีดวง  #มะเร็งลำไส้  #มีกลิ่นตัว  #ท้องอืด  #ท...
14/02/2018

ทำไมต้องดีท๊อกซ์ ? 🍏🍇🍊
#ดีท็อกซ์ทำไม #ดีท็อกซ์ #ปากเหม็น #ท้องผูก #ริดสีดวง #มะเร็งลำไส้ #มีกลิ่นตัว #ท้องอืด #ท้องเฟ้อ #มะเร็ง #เบาหวาน #โรคผิวหนัง #ลดความอ้วน #ล้างลำไส้
การล้างสารพิษ (Detox) คือการล้างของเสียออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับออกมาในรูปแบบเหงือ ปัสสาวะ อุจจาระ ล้วนแล้วแต่เป็นการขับของเสียออกมาทั้งสิ้น จะทำให้ร่างกายสะอาดขึ้นการทำดีท๊อก เป็นการป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นและลดความเสี่ยงในการเป็นต่างๆเช่น..
☘️โรคมะเร็ง
☘️โรคเบาหวาน
☘️โรคผิวหนัง
☘️โรคท้องอืดท้องเฟ้อ
☘️โรคท้องผูก
☘️โรคปากเหม็น กลิ่นตัวแรง
☘️โรคภูมิแพ้
☘️ริดสีดวงทวาร
กันไว้ดีกว่าสายไปนะคะ สั่งซื้อผ่านไลน์มีโปรโมชั่นพิเศษให้ไปเลยค่า!!
line:http://line.me/ti/p/~ladycuteeye

3 วิธีเนรมิตมือสวยพร้อมสัมผัสhttps://www.sanook.com/women/14742/ #มือเหี่ยว  #มือย่น  #วิธีให้มือไม่เหี่ยว  #ดูแลผิว  #ด...
13/02/2018

3 วิธีเนรมิตมือสวยพร้อมสัมผัส
https://www.sanook.com/women/14742/
#มือเหี่ยว #มือย่น #วิธีให้มือไม่เหี่ยว #ดูแลผิว #ดูแลตัวเอง #สาระดีอยากบอกต่อ #ต้องแชร์ #ขอแชร์ #สุขภาพผิว #เรื่องของผิว #เรื่องของผู้หญิง #มีประโยชน์ #สาระดีมีประโยชน์
1.แก้มือเหี่ยวย่น
สำหรับผู้ที่มีปัญหามือเหี่ยวย่น ดูไม่มีน้ำมีนวล การแก้ปัญหาหลักๆ ของการลดเลือนริ้วรอยนั้น จะต้องไปกระตุ้นคอลลาเจน โดยใช้แสงเลเซอร์ยิงลงไปให้ลึกถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้กันมากในปัจจุบันคือ กลุ่มของ Fractional Laser มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น Fractional Erbium glass และ Fractional CO2 ทั้งนี้การเลือกใช้เลเซอร์แบบใดนั้นก็จะขึ้นอยู่กับสีผิว ถ้าเป็นคนผิวขาวอยู่แล้วสามารถทำค่อนข้างลึกได้ แต่หากเป็นคนผิวคล้ำต้องระวังเพราะอาจจะเกิดรอยดำได้ง่ายจึงจำเป็นต้องใช้พลังงานต่ำลงเมื่อใช้รักษาคนผิวคล้ำ และใช้เครื่องมือที่ไม่เกิดการไหม้เนื่องจากมือเป็นตำแหน่งที่เกิดแผลเป็นได้ง่ายกว่าใบหน้า จึงควรเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญและสามารถตั้งพลังงานที่เหมาะสมถึงจะไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้ จำเป็นต้องทำเดือนละ 2-3 ครั้ง แต่หากยังได้ผลไม่เป็นที่พอใจนัก อาจจะมีการเติมฟิลเลอร์ เช่น Hyaluronic acid ชนิด High cross-link จะคงอยู่ได้นาน 6-8 เดือน หรืออีกวิธีหนึ่งคือการใช้ไขมันตัวเองฉีดเพื่อรักษามือเหี่ยว ก็สามารถทำได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก ศ.คลินิก นพ.นิวัติ พลนิกร

2.ขจัดเล็บเหลือง
สาวๆ ที่ชอบทาเล็บเป็นชีวิตจิตใจ จนไม่เคยมีเวลาว่างให้เล็บของคุณได้หายใจกันบ้างล่ะก็ ในที่สุดปัญหาสภาพเล็บเหลืองก็ติดตามมาเป็นของแถมกับความงามจนได้ และถ้าใครกำลังจะไปหาซื้อครีมขวดละหลายร้อยหลายพันเพื่อมาทำให้เล็บขาวขึ้นอยู่ ลองมองหาส่วนผสมง่ายๆ ในบ้านก็สามารถนำมาทำสารฟอกเล็บได้แล้ว สูตรแรกคือ Hydrogen Peroxide หรือยาล้างแผลกับเบคกิ้งโซดาหรือจะใช้น้ำยาทำความสะอาดฟันปลอมแทนก็ได้ เริ่มโดยการแช่มือในน้ำอุ่นไม่เกิน 37 องศา ประมาณ 10-15 นาที ผสม Hydrogen Peroxide 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน นำมาทาลงบนเล็บแล้วใช้แปรงสีฟันขนนิ่มขัดเบาๆ 2-3 นาทีพอ ไม่อย่างนั้นเล็บจะแห้งได้ สูตรที่สอง มะนาว คนสมัยก่อนใช้มะนาวฟอกสีเล็บให้ขาวสะอาดอยู่เสมอ โดยการนำมะนาวมาผ่าซีก แล้วนำมะนาวหมุนวนบนเล็บจนเล็บสะอาด เช็ดเล็บให้แห้งแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง และสูตรสุดท้าย น้ำมันมะกอก จัดว่าเป็นน้ำมันคุณภาพดี ช่วยเก็บความชุ่มชื้นของเล็บทำให้เล็บเงางามอยู่เสมอ แถมยังช่วยขัดเล็บให้สะอาดอีกด้วย อาจจะไม่ได้ช่วยในเรื่องของเล็บเหลืองอย่างเดียวแต่จะช่วยในเรื่องของการบำรุงเล็บให้ชุ่มชื้นและแข็งแรงด้วย เพราะบางครั้งเล็บเหลืองอาจจะเกิดจากการขาดการดูแล ทำให้เล็บขาดความชุ่มชื้น ดังนั้นการบำรุงรักษาเล็บให้แข็งแรงก็จะทำให้สีของเล็บกลับมาดูสดใสขึ้นนั่นเอง
ข้อมูลจาก Lassazia

3.บำรุงมือให้นุ่มด้วยการทำ Paraffin Treatment
ผิวบริเวณมือและเท้าเป็นส่วนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เกิดริ้วรอยง่าย และหยาบกร้านมากที่สุด บางครั้งเราอาจจะคิดว่าทาด้วยครีมบำรุงน่าจะเพียงพอแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงได้อย่างล้ำลึก นั่นคือ การทำพาราฟินมือ สำหรับวิธีนี้ถือเป็นขั้นตอนการดูแลและถนอมผิวที่กำลังนิยม ช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น น่าสัมผัส ช่วยลดความหยาบกร้าน อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้อีกด้วย เพราะพาราฟิน คือสารที่ช่วยผลักวิตามินหรือครีมบำรุงให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกที่สุด และในบางยี่ห้อก็จะผสมวิตามินต่างๆ ตกแต่งกลิ่นทำให้สะดวกในการใช้งานอีกด้วย ดังนั้นผิวจึงได้รับการบำรุงอย่างพิเศษและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขั้นตอนก็ง่ายๆ โดยเริ่มจากการทำความสะอาดผิว ซึ่งการเตรียมผิวก่อนการทำพาราฟินนั้นจะทำให้สิ่งสกปรกบนผิวชั้นนอกหลุดออกไปและรูขุมขนเปิดกว้างสามารถรับสารอาหารและวิตามินได้ดียิ่งขึ้น การทำจะทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้สารอาหารซึมเข้าสู่ผิวชั้นใน หลังจากนั้นแกะพาราฟินออกโดยไม่ต้องล้างทำความสะอาดจะสังเกตเห็นผิวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ แค่นี้มือของคุณก็จะนุ่มขึ้นแล้วล่ะ
ข้อมูลจาก Cawaiinail & Beauty Supply

12/02/2018
สระผมให้ถูกหลักกันนะคะ ไม่งั้น.... #สระผม  #สระผมให้ถูกวิธี  #ระวังหัวล้าน  #สระผมไม่เป็นมีสิทธิหัวล้าน  #สาระดีอยากบอกต...
11/02/2018

สระผมให้ถูกหลักกันนะคะ ไม่งั้น....
#สระผม #สระผมให้ถูกวิธี #ระวังหัวล้าน #สระผมไม่เป็นมีสิทธิหัวล้าน #สาระดีอยากบอกต่อ #ขอแชร์ #หัวล้าน #ผมเสีย #บอกต่อ

“การสระผม” เรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ต่างมองข้าม แค่ทำผิด ก็เสี่ยงหัวล้าน ผมบางไม่รู้ตัว

การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไรในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ย...
09/02/2018

การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร

ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้
ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย

เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก
ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น

เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ

เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น
- ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
- ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส
- เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก
จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน

สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้า อีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว
ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก
ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา

สาเหตุหนึ่งที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ ปี
น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้น้อยหรือไม่ได้

การดีท็อกซ์ คืออะไร Share!!   #ดีท็อกซ์ดียังไง  #ดีท็อกซ์ดีอย่างไร  #การล้างพิษในร่างกาย  #แชร์  #บอกต่อ  #สาระน่ารู้การ...
09/02/2018

การดีท็อกซ์ คืออะไร Share!!

#ดีท็อกซ์ดียังไง #ดีท็อกซ์ดีอย่างไร #การล้างพิษในร่างกาย #แชร์ #บอกต่อ #สาระน่ารู้
การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออก
และการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล
อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

กระบวนการล้างพิษ
กาีรล้างพิษในร่างกาย ที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ
จึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่

- กินเพื่อล้างพิษ กินอาหารล้างพิษ กินอาหารปรับสมดุลรักษาโรค
- อดเพื่อล้างพิษ การอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้พัก เพื่อเป็นการเก็บกวาดของเสีย และสารพิษออกไป
- ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณสร้างกำลังภายใน เพื่อขับของเีสีย ขับพิษออก
- ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ ฝึกสมาธิเพื่อรักษาโรค
- สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อขจัดของเสีย ขับสารพิษออกจากลำไส้ และตับ

กิน...ล้างพิษ

สามารถหลีกเลี่ยงอาหารมีพิษได้ง่ายๆ โดยงดเว้นอาหารหมักดอง อาหารขัดขาวหรือฟอกสี รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป แล้วเลือกกินผักสด
เลือกแบบไม่มีสารปนเปื้อนหรือล้างเอายาฆ่าแมลงออกให้หมดยิ่งประเสริฐ กินข้าวกล้อง ข้าวมันปูแทนข้าวขาว น้ำตาลทรายแดงแทน
น้ำตาลขัดขาว ที่สำคัญกินอาหาร โดยที่ไม่เลือกกินเนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล มากจนเกินไป

แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย มีทางเลือกง่ายๆ คือปั่นน้ำผัก น้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำ ก็ช่วยล้างพิษได้ค่ะ
(แต่ควรทานตอนท้องว่างนะค่ะ ไม่ควรทานหลังอิ่มข้าวใหม่ๆ เพราะข้าวจะไปขัดขวางการดูดซึม)

อด...ล้างพิษ

มีคำกล่าวว่า "คนกินมากก็ป่วยมาก" คนเราป่วยเพราะกินมีเพิ่มขึ้นจริงๆ ค่ะ การล้างพิษวิธีที่สองจึงชักชวนให้หันมาอดล้างพิษกันดูบ้าง
ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่า มนุษย์เราสะสมพลังงานในรูปไขมันและพลังงานไว้เพียงพอต่อการอดอาหารประมาณ 1-2 วัน ได้โดยไม่เจ็บป่วยเชียวนะ

ข้อดีของการอด
คือลดการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะก็ไม่ต้องย่อยอาหาร ลำไส้ก็ไม่ต้องดูดซึม อวัยวะภายในอื่น ๆ ก็จะทำงานน้อยลง
ซึ่งหากคนเราใช้งานกระเพาะหรืออวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ร่างกายก็จะสร้างสารพิษที่เรียกว่ามะเร็งนั่นเองค่ะ
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มอดอาหาร สามารถเริ่มต้นด้วยการกินผลไม้ หรือน้ำผลไม้ตลอดทั้งวันก่อนก็ได้ แต่ก่อนการอด ควรจะให้แพทย์
ตรวจร่างกายก่อน และในวันที่อดอาหารก็ไม่ควรทำงานหนักด้วยค่ะ
ฝึกลมปราณ เพื่อขจัดพิษออก

โดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้นไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยาย และหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดี
เข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิต ให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็นผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย

การฝึก “ ลมปราณ ” จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และการฝึกลมปราณก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน

การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก
แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้หายใจลึก ๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิ พอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ
โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆ ถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก
เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆ เราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง
ไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ

ฝึกสมาธิ... ล้างพิษในใจ

คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาค่ะ และเมื่อร่างกายสงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง
ลมหายใจที่เคยสั้นเพราะเครียดก็จะยาวขึ้น เมื่อควบคุมลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย z่างกายก็สามารถปรับออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการ
เผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น แถมทำให้คลื่นสมองเป็น
ระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น

ความเครียดของมนุษย์ทำให้เกิดโรคภัยมากมาย โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในลดลง
และทำให้เกิดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกับทำให้ลุกลามไปมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุดังกล่าวว่าโรคทางกายนั้นเกิดจากโรคทางใจ วิธีเดียวที่จะบำบัดภาวะดังกล่าว คือ การทำวิปัสสนากรรมฐาน
การเจริญสติและฝึกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายทางกายของเราได้

ที่ต่างประเทศมีการทดลองว่าในภาวะที่กำลังเข้าสู่สมาธิ หรือในสภาวะที่ถูกสะกดจิตให้สงบมาก ๆ นั้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน
ในร่างกายน้อยลง จะทำให้หัวใจ การหายใจ และชีพจรโลหิตทำงานช้าลง ทำให้การเผาผลาญเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
และการเกิดสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงด้วย โดยจะทำให้การก่อเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคร้ายก็จะน้อยลง

สวนลำไส้...ล้างพิษ
ฟังชื่อแล้วอย่างเพิ่งเสียวลำไส้กันไปนะคะ การสวนล้างลำไส้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนปัจจุบัน อาทิ
การกินอาหารขัดสี หรือมีกากใยน้อย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ดีเพิ่มสารพิษให้ร่างกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บป่วย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ
เปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น
ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

เชื่อไหมว่า ไขมันที่สะสมในลำไส้ของตัวเรา มันหน้ากลัวมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเพื่อสุขภาพที่ดี เราควรล้างพิษในลำไส้ให้สะอาด...
09/02/2018

เชื่อไหมว่า ไขมันที่สะสมในลำไส้ของตัวเรา มันหน้ากลัวมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ
เพื่อสุขภาพที่ดี เราควรล้างพิษในลำไส้ให้สะอาด
สุขภาพเราจะดีขึ้นแน่นอน!! คอนเฟิร์ม

ผลไม้ลดน้ำหนัก 13 ตัวช่วย อยากหุ่นสวยกระชับห้ามพลาด ! #ผลไม้ลดน้ำหนัก  #ไดเอท  #วิธีลดความอ้วน  #หุ่นดี  #หุ่นสวย  #สุขภ...
08/02/2018

ผลไม้ลดน้ำหนัก 13 ตัวช่วย อยากหุ่นสวยกระชับห้ามพลาด !
#ผลไม้ลดน้ำหนัก #ไดเอท #วิธีลดความอ้วน #หุ่นดี #หุ่นสวย #สุขภาพดี #มีประโยชน์ #ความรู้ทั่วไป #สาระน่ารู้ #ผลไม้ลดความอ้วน #อยากผอม #อ้วน #ไออ้วน
https://health.kapook.com/view85841.html

1.แอปเปิลเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ที่ดีต่อร่างกาย ด้วยเหตุผลนี้แอปเปิลจึงเป็นผลไม้ตัวแม่สุดจี๊ดที่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะไฟเบอร์จะช่วยให้คุณอิ่ม ไม่กินจุบจิบ ระบบการขับถ่ายก็จะดีเลิศ แถมยังมีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งได้อีกต่างหาก
2. ลูกแพร์ ถ้าพูดถึงผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงปรี๊ด ลูกแพร์ก็คงติดอันดับผลไม้ที่ว่านั้นด้วย และอาจจะมีภาษีดีกว่านิดนึงตรงที่มีโพแทสเซียมช่วยบำรุงหัวใจ และสุขภาพร่างกายโดยรวมของเราได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า กินลูกแพร์ลูกเดียวได้ทั้งความอิ่มท้อง รวมทั้งช่วยบำรุงหัวใจไปด้วยในตัวเลยล่ะ
3. กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ที่มีทั้งไฟเบอร์ โพแทสเซียม และวิตามินบี 6 ที่สูงมาก เฉลี่ยแล้วกล้วยน้ำว้า 1 ลูก จะให้วิตามินบีกับร่างกายได้ถึง 30% เทียบเท่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว แล้ววิตามินบี 6 ดียังไงล่ะ ? จุดนี้บอกได้เลยว่า วิตามินบี 6 มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ และช่วยให้ร่างกายรู้สึกอิ่มนาน ดังนั้นใครที่กำลังไดเอตอยู่ กล้วยน้ำว้าช่วยคุณได้เยอะเลยล่ะ
4. บลูเบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างบลูเบอร์รีลูกเล็ก ๆ ก็มีอานุภาพในการบำรุงดูแลร่างกายเราได้มากมาย เริ่มตั้งแต่ช่วยรักษาระดับอินซูลิน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคอ้วน รวมถึงลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย นอกจากนี้ผลวิจัยล่าสุดยังพิสูจน์มาแล้วด้วยว่า บลูเบอร์รีสามารถกำจัดเซลล์ไขมันในร่างกายได้ผลชะงัด รู้ประโยชน์ของบลูเบอร์รีกันไปแล้ว ก็อย่าลืมกินบลูกเบอร์รีกันเยอะ ๆ นะจ๊ะ
5. สตรอว์เบอร์รี นอกจากบลูเบอร์รีแล้ว ผลไม้ตระกูลเบอร์รียังส่งสตรอว์เบอร์รีลูกแดง ๆ มาช่วยคนอยากหุ่นสวยกระชับอีกหนึ่งชนิด และด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด จึงทำให้สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนักที่ไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ สตรอว์เบอร์รียังมีสารต่อต้านอาการอักเสบ สามารถช่วยซ่อมแซมรักษาเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และอักเสบในร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ป้องกันโรคหวัดได้อีกด้วยค่ะ
6. กีวี สำหรับคนที่ชื่นชอบรสชาติเปรี้ยวอมหวานของกีวี อาจจะยังไม่รู้ว่า กีวีก็ถูกจัดให้เป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนักตัวจี๊ดเหมือนกัน เพราะนอกจากกีวีจะอุดมไปด้วยไฟเบอร์แล้ว เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ของกีวียังเป็นไฟเบอร์ชนิดที่ไม่สามารถละลายได้ จึงช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และทำให้คุณอิ่มได้นานขึ้น หมดปัญหาเรื่องกินจุบกินจิบอีกต่อไป
7. เกรปฟรุต ครึ่งลูกให้พลังงานเพียงแค่ 37 กิโลแคลอรี่ แต่มีไฟเบอร์ในจำนวนที่มากกว่านั้นหลายเท่าตัว แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วเนอะ ว่าเกรปฟรุตเป็นผลไม้เหมาะจะกินเพื่อลดน้ำหนักสุด ๆ โดยเฉพาะหากกินเกรปฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้อเช้าทุกวัน หุ่นสวยกระชับสุดเป๊ะก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมจ้า
8. ลูกพีช นอกจากจะมีไฟเบอร์สูงมากแล้ว ลูกพีชยังมาพร้อมโพแทสเซียม และวิตามินอีกสารพัดชนิดที่ดีต่อร่างกาย แถมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงไปด้วยในตัว จัดเป็นผลไม้ลดความอ้วน และผลไม้เพื่อผิวสวยที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว
9. มะพร้าว แม้มะพร้าวจะมีรสชาติหวานเจี๊ยบ แต่ความหวานนั้นก็เป็นน้ำตาลธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเราหลายชนิด โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึมได้ถึง 30% เผาผลาญไขมันในตับได้เยอะขึ้น ส่งผลให้คุณลดน้ำหนักได้ผลเร็วขึ้นอีกต่างหาก นอกจากนี้ ไขมันอิ่มตัวที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าว เนื้อมะพร้าว หรือกะทิจากมะพร้าว ก็เป็นกรดไขมันที่อิ่มตัวโดยสมบูรณ์ โมเลกุลจึงแตกต่างจากไขมันอิ่มตัวในอาหารต้องห้ามของคนไดเอตนะคะ ดังนั้นกินมะพร้าวเยอะแค่ไหน ก็ไม่ทำให้อ้วนได้เท่ากินอาหารขยะจานเดียวแน่ ๆ
10.ทับทิมเป็นสุดยอดผลไม้ ที่ช่วยในเรื่องลดน้ำหนัก และล้างสารพิษในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะสารโพลีฟีนอล ตัวต้านสารอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งในทับทิม ที่ไปช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ลดไขมันในเลือด ลดไขมันเลว LDL ล้างสารพิษในเลือด และช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนสะดวก เปล่งประกายผิวพรรณสดใสไปพร้อม ๆ กับกระชับสัดส่วนในคราวเดียวกัน
11. ส้ม ด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงลิ่ว ไธอามีน และโฟเลทในผลไม้ลูกเล็ก ๆ อย่างส้ม ทำให้ส้มเป็นผลไม้ที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญได้ดีอีกชนิดหนึ่ง อีกทั้งเนื้อส้มยังให้ไฟเบอร์ช่วยระบบขับถ่ายได้ถึง 5 กรัม ต่อส้มสดปริมาณ 1 ถ้วยตวง ในขณะที่ให้พลังงานกับร่างกายเพียงแค่ 85 กิโลแคลอรี่เท่านั้น
แต่ทั้งนี้ อย่าสับสนไปกินน้ำส้มคั้นนะคะ เพราะน้ำส้มคั้นจะให้สารอาหารที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นสารอาหารที่ค่อนข้างน้อยซะด้วยสิ อีกทั้งน้ำส้มยังทำให้คุณพลาดโอกาสได้รับไฟเบอร์จากเนื้อส้มอีกด้วย
12. มะม่วง หลายคนไม่ยอมกินมะม่วงเลย เพราะเกรงว่าแป้ง และน้ำตาลในมะม่วงจะทำให้อ้วนขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมะม่วง หรือแม้แต่มะม่วงสุก ไม่ได้ให้แค่น้ำตาล และรสชาติหวานลิ้นเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ไฟเบอร์ 3 กรัมต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน และให้พลังงานเพียงแค่ 130 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 ผลเท่านั้นเอง ดังนั้นกินมะม่วงในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักคุณขึ้นแต่อย่างใดค่ะ
13. มะละกอ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามะละกอเป็นผลไม้ตัวแม่ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่จริง ๆ แล้วมะละกอมีดีกว่านั้นเยอะนะจ๊ะ เพราะนอกจากปริมาณไฟเบอร์มหาศาล มะละกอยังมีเอนไซม์ช่วยย่อย ทำให้อาหารที่เรากินเข้าไปถูกย่อย และดูดซึมได้โดยง่าย อีกทั้งมะละกอยังมีฟลาโวนอยด์ แคโรทีน วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระเป็นอาวุธชั้นดี เพื่อต่อสู้กับไขมัน และส่วนเกินของเราอีกด้วย
อย่างไรก็ตามผลไม้ช่วยลดน้ำหนักทั้งหมดนี้ ต้องกินควบคู่ไปกับอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วยนะคะ ซึ่งนอกจากจะได้หุ่นสวยเช้งเป็นการตอบแทนแล้ว พฤติกรรมเพื่อสุขภาพอย่างนี้ยังใจดีมอบความสมบูรณ์แข็งแรง และผิวพรรณที่สวยเปล่งปลั่งให้คุณอีกอย่างหนึ่งด้วยจ้า

ที่อยู่

Bangkok
10140

เบอร์โทรศัพท์

+66655126395

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ You Are What You Eatผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์