Palliative care : KM

Palliative care : KM sharing pictures, knowledge, and many things in my PC -office. มีอะไร ใน Palliative care

01/04/2026

วันอาทิตย์ที่แล้ว
คุณพ่อของผมเสียชีวิตลง
หลังจากผมจบไลฟ์ได้ไม่กี่ชั่วโมงครับ
เป็นการเดินทางของชีวิตที่ยาวนาน นับได้ 105 ปี

โดยธรรมเนียมจีน เมื่อเสียชีวิตที่อายุเกินร้อย
ในงานศพก็จะให้ใส่เสื้อสีสดใส
ไม่ต้องใส่สีขาวดำ
เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตและการจากไป

ผมเลือกที่จะนำพ่อออกจากโรงพยาบาล
ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังถูกย้ายจากแผนกปกติ
เข้าไปในแผนก ICU (Intensive Care Unit)
เนื่องจากคุณพ่อมีอาการแย่ลง ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงมาก
จนคุณหมอที่ช่วยดูแล ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เข้มข้น
ในแผนก ICU (Intensive Care Unit)

เมื่อได้รับข้อมูลนี้ ผมตัดสินใจแจ้งกับคุณหมอที่ดูแลว่า
ผมจะขอนำคุณพ่อกลับบ้าน
เพราะต้องการให้ท่านได้เสียชีวิตที่บ้าน

หลังจากคุณพ่อกลับถึงบ้าน
อาการต่างๆ กลับสงบดีขึ้น
ท่านอยู่สงบ นิ่งๆ ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์
ก่อนที่จะมีอาการแย่ลงเป็นลำดับ
และเสียชีวิตลงในค่ำวันอาทิตย์

ผมได้รับประสบการณ์ในหลายด้านจากการดูแลคุณพ่อ
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
จึงอยากนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อเป็นข้อคิดในการดูแลญาติและคนรักของท่าน

ผมตั้งหัวข้อพูดคุยครั้งนี้ว่า
#ดูแลคนรักให้ได้จากไปอย่างสงบที่บ้าน

ท่านที่มีคำถาม ข้อมูลแบ่งปัน
ส่งเข้ามาแลกเปลี่ยน มีส่วนร่วมได้ ใต้โพสต์นี้

แล้วพบกันที่เวลาหนึ่งทุ่ม
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2569
ครับ

หมอประเวช

01/04/2026
27/02/2026

หลักคิดง่ายๆ เวลาดูแลญาติ หรือ คนไข้ระยะท้าย
ถ้าเข้าใจแล้วจะคลาย วิตก กังวล

หลักการดูแลคนไข้ระยะท้าย

1.สิทธิผู้ป่วย
พวกเราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่พวกเรากำลังพูดถึงคือคนไข้ที่ใกล้จากลาแล้ว เพราะฉะนั้นเป้าหมายทุกอย่างจึงต้องพุ่งไปที่ตัวคนไข้ ถ้าคนไข้ไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทีมรักษาแบบประคับประคองก็จะไปไม่ถูก รักษาไม่เป็นเหมือนกัน
ยังมีแพทย์ พยาบาลและครอบครัวที่ไม่ยอมให้คนไข้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับโรคและเข้าสู่ระยะท้ายแล้ว คนเหล่านี้ไม่คำนึงถึงความต้องการของคนไข้ว่าต้องการอะไร แต่จะรักษาตามแผนการของตัวเอง คนไข้จะถูกปิดบังว่าป่วยรักษาไม่หาย ถูกโกหกว่าไม่ตาย และให้กำลังใจสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นจริงฝืนธรรมชาติ คนไข้ก็จะต้องถูกทรมานจากกระบวนการยื้อชีวิตในที่สุด

ดังนั้น คนไข้ต้องรับรู้ความจริง แล้ววางแผนสำหรับตัวเอง จึงเป็นแก่นสำคัญในการเปิดทางสำหรับการตายดี

2.นิยามการตายดี
หัวใจสำคัญที่ต้องยอมรับคือ ทุกคนต้องจากร่างกายนี้ไป คนไข้หรือญาติจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม แต่ความจริงมีหนึ่งเดียว คือทุกคนต้องจากโลกนี้ไปไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้
เมื่อต้องจากไป แล้วต้องการจากไปแบบไหน มีทางเลือกให้สองทาง
❤️ทางแรกขอใช้ชีวิตในระยะท้ายแบบไม่ทรมาน หรือหลับไป
❤️ทางที่สองขอยื้อชีวิต ขออยู่ต่อให้นานที่สุด โดยยอมรับความทุกข์ แม้ยิ่งอยู่นานยิ่งทรมานก็ตาม คนไข้บางคนขอลองหรือขออยู่ต่อโดยยอมรับความทรมาน โดยทีมรักษาสามารถให้คนไข้เปลี่ยนใจได้ถ้าทนความทรมานไม่ไหว
การขอไปแบบไม่ทรมานสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งการุณยฆาต เพียงแค่ยอมรับการจากลา ธรรมชาติจะทำให้ร่างกายค่อยๆปิดการทำงานไปอย่างช้าๆ ความทรมานความเจ็บปวดความเหนื่อยจึงน้อยและสั้นกว่าพวกที่ต้องการยื้อชีวิต

3.การจากลาแบบธรรมชาติ
ในรายที่ยอมรับการจากลา ขอจากไปแบบธรรมชาติ คนไข้จะทุกข์ทรมานน้อยและสั้นกว่า
กระบวนการจากลาแบบธรรมชาติเริ่มจาก
❤️เบื่ออาหารไม่กินอาหาร ร่างกายจะเสียสมดุล สมองจะค่อยๆปิดการทำงาน อาการที่พบได้คือ เพ้อ ซึม เบลอ สับสน ง่วง หลับมากและหลับนานขึ้น การที่ไม่ปลุก ไม่รบกวน ปล่อยให้คนไข้หลับ และจากไปแบบธรรมชาติ คนไข้จะหลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย
❤️การมีไข้ติดเชื้อในอวัยวะที่ไม่ทำให้คนไข้ทรมาน เช่นติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ติดเชื้อจากแผลกดทับ ติดเชื้อจากก้อนมะเร็ง ถ้าไม่ให้ยาฆ่าเชื้อ คนไข้ก็จะจากไปแบบสบายกว่าเช่นกัน เชื้อโรคและปฏิกิริยาของร่างกาย ทำให้ความดันเลือดตก สมองขาดเลือด คนไข้จะหมดสติแล้วก็หลับไปตามธรรมชาติ สิ่งที่เราควรดูแลคนไข้ติดเชื้อก่อนที่เขาจะหมดสติคือ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด เช็ดตัว บำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขเท่าที่คนไข้ต้องการก็เพียงพอแล้ว
ปกติการจากลาแบบธรรมชาติคนไข้จะหลับไปก่อนความทุกข์ทรมานจะมา ถ้าการรับรู้ยังไม่ทันหมด แต่ความทุกข์ทรมานเกิดขึ้นมาก่อน แพทย์ที่ดูแลสามารถช่วยทุเลาอาการ จากความทุกข์ทรมานนั้นได้โดยการให้ยา
ปกติแล้วคนไข้ที่เลือกการจากไปแบบธรรมชาติจะมีความทุกข์ทรมานน้อยและสั้นกว่าคนไข้ที่ต้องการยื้อชีวิต
การที่คนไข้หลับ ผมไม่แนะนำไม่ปลุกให้คนไข้ตื่นเองตามธรรมชาติ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนไข้ระยะท้าย คนไข้อาจหลับและไม่ตื่นอีกเลยก็ถือว่าโชคดีของคนไข้
การไม่ตื่นเกิดจากภาวะต่างๆในร่างกายเริ่มปิดสวิทซ์ เช่นไม่กินอาหาร ติดเชื้อ ความด้นเลือดตก
การไม่ปลุกคนไข้มีข้อดีคือคนไข้ไม่ต้องตื่นมาทุกข์ทรมาน การปลุกให้คนไข้ตื่นทำให้ทรมานเพราะต้องรับรู้และอยู่กับความเสื่อมสลายของร่างกาย

4.การใช้ยาเพื่อทุเลาอาการ
ในกรณีที่คนไข้ขอจากไปแบบไม่ทรมาน ทีมรักษาจะเลือกการจากลาแบบธรรมชาติ คนไข้ก็จะหลับไปก่อน แต่ถ้าคนไข้หลับช้า ความทุกข์ทรมานมาก่อนหมดสติ ทีมจะใช้ยาเพื่อทุเลาอาการปวดและเหนื่อยคนไข้จะสุขสบาย และหลับได้

5.การฝึกสติ การใช้สมาธิเข้าฌาน เพื่ออยู่กับเวทนา
พระอาจารย์แสนปราชญ์ วัดป่าโนนสะอาด อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ท่านได้พบความจริงจากการดูแลคนไข้ระยะท้ายว่า คนไข้ที่เจริญสติปัฏฐานสามารถอยู่กับเวทนาได้อย่างมีความสุข โดยไม่ร้องครวญครางกับความเจ็บปวด ซึ่งการฝึกนี้ถ้าทำได้ผู้ปฏิบัติจะรู้และอยู่กับเวทนาได้ โดยคนไข้ที่ฝึกและเจริญสติปัฏฐาน จะใช้ยาเพื่อทุเลาอาการทุกขเวทนาน้อยกว่าคนที่ไม่ฝึก ในบางรายไม่ใช้ยาและสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข

6.เป้าหมายของจิตวิญญาณ
คนไข้ที่เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ศาสนา หรือมีปรัชญาชีวิต ก็จะมีเป้าหมายทางจิตวิญญาณของตัวเอง
โดยส่วนใหญ่ของทุกความเชื่อ ตายแล้วต้องไปเกิดใหม่จะที่ไหนก็แล้วแต่ ดังนั้นคำถามที่ผมมักถามในคนไข้เกือบทุกรายคือตายแล้วต้องการไปเกิดที่ไหน
ทุกความเชื่อเหมือนกันคือการทำความดี เสียสละ ไม่เบียดเบียน ไม่ทำบาป ตายแล้วจะนำพาไปเกิดใหม่ที่ดีกว่า ดังนั้นถ้าคนไข้ได้ตระหนัก ทราบเป้าหมายของจิตวิญญาณ คนไข้จะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง คนไข้ก็จะสบายใจและจากไปอย่างสงบกว่า

7.ให้ถือความสุข ความทุกข์และความต้องการของคนไข้เป็นหลักไม่ใช่เอาความต้องการของคนดูแล
คนส่วนใหญ่มักรู้เท่าไม่ถึงการ จะทำทุกอย่างโดยตั้งเป้าหมายของการหายป่วยเป็นสำคัญและไม่นึกถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปของคนไข้ ก็จะดูแลคนไข้ให้ใช้ชีวิตเหมือนกับตัวเอง
สิ่งสำคัญผู้ดูแลต้องยอมรับธรรมชาติของคนไข้ที่ไม่เหมือนคนปกติแล้ว เช่น ไม่อยากอาหาร การหลับการตื่นไม่เป็นเวลา เป็นต้น
หลักการดูแลคนไข้ระยะท้าย ให้ถือความสุขสบายและความต้องการของคนไข้เป็นหลัก ไม่ใช่เอาสิ่งที่ผู้ดูแลคิดว่าดีแล้วไปบังคับคนไข้ให้เป็นเหมือนคนปกติ เช่น คนไข้ไม่อยากอาหาร (ญาติก็จะบังคับให้กิน ใส่สายอาหาร ถ้าคนไข้ดึงสายยางออกก็ถูกมัดมือมัดเท้า) คนไข้ไม่อยากพลิกตัวเพราะเจ็บปวดเมื่อสัมผัสหรือยกตัว (ญาติก็จะพลิกตัวคนไข้โดยไม่สนใจคนไข้จะชอบหรือไม่) คนไข้ไม่ต้องการทำแผล (ญาติจะทำแผลเพราะกลัวแผลติดเชื้อแม้คนไข้จะไม่อยากทำแผลเพราะเจ็บและถ้าแผลติดเชื้อคนไข้ก็จะตายสบายกว่า) คนไข้ไม่ต้องการอาบน้ำ เพราะทรมานและสะท้านผิวเมื่อสัมผัสน้ำ (ญาติต้องการอาบน้ำให้คนไข้สะอาด กลัวพี่น้องคนอื่นจะบ่นว่าดูแลคนไข้สกปรก) คนไข้ร้อนในวันที่อากาศหนาวหรือหนาวในวันที่อากาศร้อน (ญาติก็จะปรับอุณหภูมิตามความรู้สึกของตัวเอง) คนไข้ไม่หลับไม่นอนเวลากลางคืน (ญาติต้องการให้คนไข้หลับก็จะให้ยานอนหลับหรือสร้างภาวะบีบเค้นให้คนไข้นอน เช่นดับไฟ บ่นว่าง่วงแล้ว ทั้งๆที่คนไข้ระยะท้ายจะอยู่แต่บนเตียงในห้องไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวันร่างกายจึงไม่รับรู้ว่ามีกลางวันกลางคืนเป็นต้น)

❤️❤️ ถ้าเราใช้หลักการนี้ดูแลคนไข้ โดยไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่บีบเค้นให้คนไข้ต้องเป็นแบบคนปกติเช่นต้องกิน ต้องนอน ต้องอาบน้ำ ให้คนไข้เป็นแบบที่คนไข้เป็น ไม่แทรกแซงธรรมชาติของการจากลา คนไข้ก็จะได้พัก ได้หลับ ไม่ถูกรบกวนให้ทุกข์ทรมาน และจากไปแบบสุขสบายและสงบกว่า❤️❤️

*******

นพ.พรศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์
ที่ปรึกษาทีมดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

สามารถปรึกษาหมอแดงได้ดังนี้

1.ส่งรายละเอียดเข้ามาในกล่องข้อความของเพจหมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย​เพื่อกรอกแบบฟอร์ม จนท.จะต่อสายให้สนทนากับคุณหมอ หรือโทรติดต่อแอดมินเพจ​ 082-424-5363

2. มาพบหมอแดง​ที่คลินิกชีวีอภิบาล​โดยนัดหมายล่วงหน้าที่​ 061 563 2989 หรือ038 933 900 ต่อคลินิกชีวีอภิบาล เพื่อทำนัดพบกับหมอแดง

3.ติดต่อผ่านเยือนเย็นหรือในคนไข้ที่ใช้บริการของเยือนเย็นสามารถขอให้หมอแดงเข้าเยี่ยมพบได้

#หมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย
#หมอแดง
#การวางแผนระยะท้าย
#การตายดี
#นิยามการตายดี
#เยือนเย็น
#ยื้อชีวิต
#สิทธิผู้ป่วย
#การใส่สายยางให้อาหาร
#โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์
#คลินิกชีวีอภิบาล
#โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
#หลักคิดระยะท้าย

27/02/2026

อยากจากไปอย่างสงบที่บ้าน ต้องเตรียมตัวอย่างไร

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน
และความพร้อมนั้น จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อเรา “เตรียมตัว” อย่างรอบคอบตั้งแต่เนิ่น ๆ

การเสียชีวิตที่บ้านอย่างสงบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางแผน การสื่อสาร และการดูแลอย่างเป็นระบบ

1️⃣ เริ่มต้นที่ “การวางแผนล่วงหน้า”

สิ่งแรกที่จำเป็นที่สุด คือ การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
รวมถึงการทำ หนังสือแสดงเจตนา (Living Will)

หนังสือแสดงเจตนา คือเอกสารที่ผู้ป่วยระบุความต้องการของตนเองเกี่ยวกับการรักษาในวาระท้ายของชีวิต เช่น
ไม่ประสงค์รับการยื้อชีวิตบางรูปแบบ และต้องการเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง

การเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) อาจเป็นการดูแลร่วมกับการรักษาหลัก
หรืออาจเป็นการดูแลหลัก ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและความต้องการของผู้ป่วย

เมื่อเริ่มต้นเร็ว ทีมดูแลจะมีโอกาสวางแผนร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเป็นระบบ
ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจทิศทางเดียวกัน

2️⃣ เมื่อโรคดำเนินไป… การดูแลจะเน้น “ความสุขสบาย”

ผู้ป่วยระยะท้ายจำนวนไม่น้อยอาจมีอาการไม่สุขสบาย เช่น
ปวด เหนื่อย หายใจลำบาก คลื่นไส้ กระสับกระส่าย หรืออ่อนเพลียมาก

การดูแลในระยะนี้จึงเน้น “การจัดการอาการ”
ทั้งด้วยวิธีใช้ยาและไม่ใช้ยา ภายใต้การดูแลของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข

เมื่อร่างกายเสื่อมถอยจนไม่สามารถลุกจากเตียง
ไม่สามารถกินหรือกลืนอาหารได้
ทีมประคับประคองจะปรับแผนการดูแลให้เหมาะกับระยะของโรค

3️⃣ หากกลืนยาไม่ได้… ยังมีทางเลือกอื่น

การให้ยาไม่ได้มีเพียงการกลืนเท่านั้น
• หากยังกลืนได้ → ใช้การรับประทานก่อน
• เมื่อกลืนไม่ได้ → อาจใช้
• แผ่นแปะยาใต้ผิวหนัง
• อมใต้ลิ้นหรือหยอดที่กระพุ้งแก้ม
• ฉีดยาใต้ผิวหนัง

วิธีเหล่านี้สามารถทำที่บ้านได้
หลายอาการไม่จำเป็นต้องพาไปห้องฉุกเฉิน
หากมีการวางแผนและมีทีมดูแลรองรับ

4️⃣ บ้านไม่ใช่สถานที่ “ปล่อยตามยถากรรม”

การดูแลที่บ้านไม่ได้หมายถึงการหยุดรักษา
แต่เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ยืดชีวิตให้ยาวที่สุด”
มาเป็น “ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือมีคุณภาพที่สุด”

เมื่อมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น
มีทีมประคับประคองร่วมดูแล
มีครอบครัวที่เข้าใจและสื่อสารกันชัดเจน

ผู้ป่วยก็มีโอกาสอย่างมาก
ที่จะได้อยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย
ท่ามกลางคนที่รัก
และจากไปอย่างสงบตามที่ตั้งใจไว้

การออกแบบการจากลา ไม่ใช่การเร่งให้จบเร็ว
แต่คือการเลือกวิธีเดินทางช่วงสุดท้าย
อย่างมีศักดิ์ศรี และสอดคล้องกับคุณค่าของชีวิตเรา

และในประเทศไทย วันนี้… เรามีระบบที่พร้อมจะช่วยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้
หากเราเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้

สรุป
• การเสียชีวิตที่บ้านต้องอาศัย “การวางแผนล่วงหน้า”
• หนังสือแสดงเจตนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแล
• ทีมประคับประคองช่วยจัดการอาการไม่สุขสบายอย่างเป็นระบบ
• การให้ยาสามารถปรับรูปแบบได้แม้กลืนไม่ได้
• การเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น เพิ่มโอกาสการจากไปอย่างสงบที่บ้าน

หมอนัท เพราะความตายออกแบบได้

23/12/2025

คดีรักษาประคับประคอง
วันที่ 23 ธันวาคม 2568

คดีนี้คนไข้สูงอายุ เป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย แพร่กระจาย เต็มช่องท้อง กระจายไป ที่ปอดที่ตับ
รักษาหลายวิธีจน
รักษาไม่ได้แล้ว

คนไข้มาโรงพยาบาลด้วยไข้สูง ซึม ไม่รู้สึกตัว จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด

ต่อมาเสียชีวิต

ลูกของคนไข้ฟ้องคดีอาญา แพ่ง และจริยธรรม แพทย์เจ้าของไข้

การตัดสินจริยธรรมเบื้องต้นให้มีมูล และพิจารณาส่งอนุกรรมการสอบสวนพิจารณา
ยกข้อกล่าวโทษ หรือลงโทษแพทย์
จากมาตรฐานการรักษาพยาบาล

เนื่องจาก การตัดสินจริยธรรมของแพทยสภามีการกลั่นกรองหลายชั้น

เมื่อคดีเข้ามาในชั้นกลั่นกรอง และชั้นของกรรมการแพทยสภา

พบว่าคดีนี้ไม่ใช่คนไข้เจ็บป่วยทั่วไป

แต่เป็นคนไข้มะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งลูกอีกคน ผู้ดูแลคนไข้ เซ็นยินยอม ขอรักษาแบบประคับประคอง

ลูกที่ฟ้องคดี ไม่ได้เซ็นรักษาแบบประคับประคองมะเร็งในระยะสุดท้าย ไม่ได้เป็นผู้ดูแลคนไข้ และไม่ยอมรับทราบด้วย

เมื่อคนไข้เสียชีวิต จากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ลูกคนไข้ ที่ไม่ได้เซ็นการรักษาแบบประคับประคอง ฟ้องคดี แพ่งอาญาและคดีจริยธรรมแพทย์

การรักษาประคับประคองนั้นมีจุดประสงค์ ไม่เหมือนกับการรักษาพยาบาล โรคอื่นๆ คือไม่ได้มีความประสงค์ที่จะยืดชีวิต
แต่ให้คนไข้มีชีวิตที่มีคุณภาพดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่

การเจาะเลือด เจาะท้อง หรือการทำให้คนไข้เจ็บปวดเช่นใส่ท่อต่างๆ อาจจะต้องพิจารณาละเว้นเพื่อให้คนไข้ไม่ได้รับ หรือได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานน้อยที่สุด โดยไม่สามารถยืดชีวิตได้

และในระยะสุดท้าย หากคนไข้ เจ็บปวดรุนแรง อาจจะพิจารณา ใช้ยาแก้ปวดเช่นมอร์ฟีน แม้อาจจะกดการหายใจของคนไข้บ้าง

คนไข้รายนี้ เมื่อเป็นคดีจริยธรรม หากพิจารณาเหมือนคนไข้ เจ็บป่วย ทั่วไป พบว่าการดูแลของแพทย์นั้นไม่ได้มาตรฐาน วิชาชีพเวชกรรม
แต่หากดูแลแบบ End of Life Care ถือว่าเป็นมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง
พบว่าหากพิจารณาเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งปัจจุบัน ใช้วิธีนี้อย่างแพร่หลาย คนไข้และญาติยอมรับ
ที่จะให้คนไข้จากไปอย่างสุขสงบ ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด
ทั้งมีคนไข้ระยะสุดท้ายจำนวนไม่น้อย
ที่ขอจากไปอย่างสงบที่บ้าน
ถือว่าแพทย์ดูแลอย่างมีมาตรฐานแล้ว

คดีนี้การตัดสิน เป็นยกข้อกล่าวหาแพทย์

ชัญวลี ศรีสุโข
หมอหวิว

07/11/2025

“ถ้าผมมีชีวิตที่ยาวแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ผมขอมีชีวิตที่สั้นแต่มีความสุขดีกว่า”

สรุปบทเรียนจากบันทึกสุดท้ายจากสมุดเบาใจของ "วิน ภาสวิน" นักวางแผนการเงินสู่นักวางแผนชีวิตในช่วงสุดท้ายวัย 14 ปี ใน มนุษย์ต่างวัย Talk EP.66
🔹1. การใช้ "สมุดเบาใจ" เพื่อออกแบบการจากลา

เมื่อรู้ว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว วินชวนคุณแม่คุยเรื่องความตายอย่างจริงจัง และใช้ “สมุดเบาใจ” เป็นเครื่องมือบันทึกเจตนารมณ์ของตัวเอง การทำเช่นนี้ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในวาระสุดท้าย โดยไม่ต้องรู้สึกผิดหรือยื้อชีวิตอย่างไร้จุดหมาย
🔹2. ความสุขคือหน่วยวัดคุณค่าของชีวิต ไม่ใช่เวลา

วินเชื่อว่าการมีชีวิตที่สั้นแต่มีความสุขดีกว่า การมีชีวิตที่ยืนยาวแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำให้วินบันทึกความต้องการของตัวเองลงในสมุดเบาใจว่า

หากต้องอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อยู่ในสภาพผักถาวร ,ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต เขาเลือกที่จะไม่ต้องการอยู่ต่อ
🔹3. เจตนารมณ์ทางการแพทย์และการยื้อชีวิต

วินต้องการรักษาอย่างเต็มที่แม้จะทุกข์ทรมานจากการใส่เครื่องพยุงชีพ แต่ไม่ต้องการถูกยื้อชีวิตนานเกิน 72 ชั่วโมง (3 วัน)

วินยอมรับการปั๊มหัวใจในเบื้องต้น และยอมรับการใส่ท่อช่วยหายใจ แต่เขาปฏิเสธวิธีการรักษาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเช่น การเจาะคอ และ การล้างไต
🔹4. การเตรียมตัวจากไปอย่างมีสติและสงบ
▪️วินเลือกที่จะกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน โดยได้ถามคุณแม่ตรง ๆ ว่า "ถ้าเขาอยากกลับบ้าน แม่กลัวไหม?" เมื่อคุณแม่ตอบว่าไม่กลัว เขาก็ตัดสินใจกลับไปเสียชีวิตที่บ้านตามที่ปรารถนา
▪️วินได้มีโอกาสกล่าวคำขอขมาสุดท้ายก่อนเดินทางออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน โดยได้ ยกมือขอขมา (ขอโทษ) คุณหมอและพยาบาลทุกคนที่เขาเคยดื้อหรือทำผิดพลาดไป และขออโหสิกรรมจากญาติและคุณแม่ที่บ้าน
▪️วินได้ออกแบบงานศพของตัวเองเป็นธีม Bye Bye Win เพื่อเป็นงานอำลาและไม่อยากให้ทุกคนร้องไห้
▪️วินสามารถพูดคุยและ มีสติรู้ตัวจนถึงนาทีสุดท้าย เขาบอกคุณแม่ว่า "มันถึงเวลาแล้วนะ" และจากไปอย่างสงบ
🔹5. สมุดเบาใจคือเครื่องมือที่ทำให้ คนที่ยังอยู่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

บันทึกในสมุดเบาใจของวินกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นตามความต้องการของวินจริง ๆ ช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องรู้สึกผิด หรือยื้อชีวิตโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย

“แม่ยังรักเขาอยู่ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้เขาอยู่กับเราให้นานที่สุด เราต้องคิดว่าลูกเรามีโอกาสจะรอด วินพูดหลายครั้งว่าถ้ายื้อวินขึ้นมาแล้ววินทำอะไรไม่ได้ วินก็ไม่ได้มีความหมายที่จะอยู่ ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ และไม่มีความสุขที่จะอยู่ เราเลยเขาใจว่าเขาต้องการอะไร”

หนึ่งในบทเรียนหนึ่งที่วินทิ้งไว้ให้คือ ความสำคัญในการคุยกันเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิต และการทำสมุดเบาใจ สมุดเบาใจเลยกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ครอบครัวตัดสินใจได้ง่ายในช่วงเวลาที่ตัดสินใจได้แสนยากลำบาก ทำให้การจากด้วยความสง่างามตามรูปแบบที่เขาเลือกเอง

เพราะการวางแผนชีวิตไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องของอายุ แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกช่วงของชีวิต แม้กระทั่งวาระสุดท้าย

📌ฟังสัมภาษณ์เต็ม ๆ ได้ที่ https://youtu.be/SLyW4baJzd4
และสิ่งที่สำคัญที่สุดของอีพีนี้คือ มนุษย์ต่างวัย อยากร่วมสานต่อเจตนารมณ์ครั้งสุดท้ายของวิน ในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อประชาสัมพันธ์การบริจาคและสนับสนุนการทำงานให้กับมูลนิธิรามาธิบดี
รายละเอียดใต้คอมเม้นท์

#มนุษย์ต่างวัยTalk #มนุษย์ต่างวัย #วินภาสวิน #สมุดเบาใจ #การวางแผนความตาย #พอดแคสต์

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย
24/10/2025

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

26/09/2025

พอมีเด็กๆ มาวนที่โรงพยาบาล มีการเรียนการสอน ก้ต้องพยายาม update ความรู้ใหม่ๆมากขึ้นค่า 🥲
🖤โรงพยาบาลที่แอดมินอยู่ตอนนี้คนไข้ palliative เป็นกลุ่มโรค non cancer > cancer และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ช่วงนี้เลยสนใจกลุ่ม non cancer มากขึ้นค่ะ ช่วงที่ผ่านมาได้อ่าน Scientific Statement จาก American Heart Association (AHA) ตีพิมพ์ใน Circulation ปี 2025 มีการ ย้ำชัดว่า Palliative care เป็น “มาตรฐานการดูแล” สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจระยะลุกลาม (advanced cardiovascular disease) ไม่ใช่แค่ตอนใกล้เสียชีวิตเท่านั้น เห็นน่าสนใจเลยอยากมาเล่าให้ฟังค่ะ

🖤ทำไมต้องเริ่ม palliative care ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพราะโรคหัวใจระยะท้าย
❤️️มีอาการทุกข์ทรมานหลายด้าน เช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย บวม เจ็บหน้าอก วิตกกังวล ซึมเศร้า
❤️trajectory ของโรคมัก ผันผวน: อาการทรุด-ดีสลับกัน ไม่เหมือนโรคมะเร็งที่ค่อย ๆ แย่ลง → ถ้าไม่เริ่ม palliative care แต่แรก อาจพลาดโอกาสบรรเทาทุกข์และวางแผนล่วงหน้า

🖤โดยองค์ประกอบการดูแลที่ AHA เน้น (บุคลากรควรรู้)
❤️Effective communication
คุยเรื่องความคาดหวัง เป้าหมายการรักษา คุณภาพชีวิตที่ผู้ป่วยต้องการ, ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เน้นศัพท์เทคนิค
❤️Shared decision-making
การตัดสินใจร่วมกัน เช่น จะใส่/ไม่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (ICD, CRT) จะถอดการทำงานของเครื่องเมื่อใกล้เสียชีวิตหรือไม่
*****ผู้ป่วยและครอบครัวต้องมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่แค่ “consent”***
❤️Age-friendly care
พิจารณาความเปราะบาง (frailty), multimorbidity, cognitive impairment ไม่มุ่งแค่ยืดอายุ แต่ต้องสมดุลกับคุณภาพชีวิต
❤️Advance care planning (ACP)
พูดเรื่อง CPR, การใช้เครื่องพยุงชีวิต (LVAD, ECMO), การนอน ICU ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติ
*****ACP ช่วยลดความขัดแย้งครอบครัว และลดการรักษาที่เกินความจำเป็น*****

🖤สิ่งที่ palliative team ควรทำจริงในผู้ป่วยโรคหัวใจ
❤️Symptom management
- เหนื่อย → opioids ขนาดต่ำ, ให้ oxygen ถ้ามี hypoxemia
- บวม/น้ำท่วมปอด → diuretics ปรับตาม renal function
- anxiety → benzodiazepine ระยะสั้น + การสนับสนุนด้านจิตใจ
❤️Psychosocial & spiritual support
- คัดกรองภาวะซึมเศร้า, caregiver burden
- สนับสนุนจิตวิญญาณ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เผชิญความกลัวความตาย
❤️Caregiver support & bereavement
❤️เตรียมครอบครัวก่อนและหลังการสูญเสีย

🖤 ประเด็นท้าทาย/ข้อจำกัด
❤️งานวิจัยยังเน้นไปที่ heart failure → โรคอื่น เช่น valvular disease, congenital heart disease มีข้อมูลจำกัด
❤️ผู้ดูแล (care partners) ยังไม่ถูกศึกษาอย่างเป็นระบบ
❤️ปัญหา health equity: การเข้าถึงบริการต่างกันตามเชื้อชาติ วัฒนธรรม ฐานะ → ต้องปรับ care model ให้เหมาะกับ local context

📌 Take-home message สำหรับบุคลากร
- Palliative care = มาตรฐานการดูแล ในโรคหัวใจลุกลาม ไม่ใช่ “ตัวเลือกเสริม”
- ควร integrate PC ในทุก setting: OPD, ward, ICU, home visit
- บุคลากรควรพัฒนาทักษะ: การสื่อสาร, การจัดการอาการ, ACP
- ต้องร่วมมือกันระหว่าง team: cardiology + palliative + primary care

อ่านตัวเต็มได้ที่นี่ค่า
https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000001323

11/04/2025
30/03/2025

Death Fest ที่สำหรับจอยแล้ว นี่คือ Life Fest ที่เรากำลังใช้ทุกวินาทีในตอนนี้ฉลองให้กับการมีชีวิต อยู่ให้สบาย ตายให้สงบ

มันไม่ยากเลยถ้าจะให้จอยเล่าเรื่องการทำ Joy Ride 3-4 ชั่วโมง เพราะ Joy Ride คือ "ลมหายใจในทุกวินาทีของจอย "

แต่การให้ขึ้นมาพูด 10 นาทีในวิชาสมุดเบาใจเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วรู้สึกกดดันมากค่ะ

จอยเลยคิดถึงพาดหัวข่าว หากวันที่เราจากไป คนอื่นจะพูดถึงเรายังไง เราอยากให้คนจำเราแบบไหน ซึ่งในความเป็นจอยก็อยากทำให้ทุกคนยิ้ม มากกว่าร้องให้ อยากให้คนที่อยู่ต่อ หัวเราะได้ มากกว่ารู้สึกเศร้า
(เลยแซวตัวเอง ตามเพจที่จอยติดตามคือ #เจ้าหญิงแห่งวงการ HR นะคะ )

ช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นวัยรุ่น คำถามนึงที่จอยสงสัย ก็คือ เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกการตายได้มั้ย

ในวันนั้นเด็กที่เพ้อฝันอย่างจอยบอกว่า อยากตายในทะเล อยากเห็นฝูงปลา และประการังใต้น้ำ น่าจะเป็นการตายดุจเทพนิยายที่ภาพสุดท้ายคือความงดงามและร่างกายเราก็เป็นอาหารให้ฉลามหรือ planton ได้ (อยากเป็น Big Mermaid คนแรกแหละ)

เมื่อเวลาเปลี่ยน เลยเปลี่ยนความคิดว่าอยากตายสงบ และเป็นไปตามธรรมชาติ

ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกรรม

แต่จอยมองเห็นว่าเป็น ธรรมชาติ และเป็นธรรมดาของการเกิดมาต้องมี แก่เจ็บตาย

ทำให้จอยคิดถึงภาพตัวเองก่อนจากไปว่าจะมีบรรยากาศแบบไหน เราจะอยู่ในสภาพที่เจ็บป่วย แต่ไม่เจ็บปวด ไม่ต้องมีท่อหายใจ ไม่ต้องมีเครื่องมือยื้อชีวิตให้เราตายช้าลง แต่ทรมาณกายใจมากขึ้น

1 ปีหลังจากทำ Joy Ride จอยป่วยหนักเข้า รพ 3 คืน ในคืนสุดท้าย จอยเปิดคอมและทำสมุดเบาใจกับกลุ่ม Peaceful Death จอยที่ป่วยอยู่ ก็คิดว่าถ้าเราตายวันนี้พรุ่งนี้ Joy Ride จะเป็นอย่างไรนะ แล้วถ้าจู่ๆ จอย ต้องอยู่ในภาวะ เจ้าหญิงนินทา (ไม่ใช่เจ้าหญิงนิทรานะคะ) เราคงไม่อยากเป็นแบบนั้น ที่ "มีแค่หายใจแต่ไร้ชีวิต"

นั่นเป็นครั้งแรกที่จอยได้คำตอบว่า "ความตายออกแบบได้"

และการทำสมุดเบาใจกับ เป็นเหมือนหน้าต่างบานแรกที่เปิดชวนให้ เอาครอบครัว มาทำสมุดเบาใจ
หม่าม้าที่ชอบพูดจำลองสถานการณ์
กิ๊บที่เบ้ปากและร้องไห้เวลา ม้าพูดว่า "ถ้าม้าตาย..."
ส่วนป่าป๊าคนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยเปิดใจให้เรื่องนี้อยู่ในบทสนทนาระหว่างครอบครัว

ในการทำสมุดเบาใจด้วยความดูแลของ กอเตย Baojai Family อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา นี้ คือ 3 ชั่วโมงที่จอยได้พูดสิ่งที่คิดแต่ไม่กล้าบอก และไม่กล้าถามพ่อแม่

จอยได้ฟังความรู้สึกของคนที่เรารักแบบที่เราไม่เคยฟัง จอยเพิ่งรู้ว่าเราได้ยิน แต่เราไม่เคยฟังพวกเค้าเลย คนที่เราบอกว่ารักมากที่สุด

และที่สำคัญจอยได้เข้าใจ ความรู้สึกและส่ิงที่แต่ละคนต้องการ

การเขียนสมุดเบาใจสำหรับจอย จึงไม่ใช่เป็นการวางแผนชีวิต
แต่คือโอกาสที่คำว่าครอบครัวได้มีโอกาสกลับมาเชื่อมโยงกับแบบแนบแน่น และคลายปมอดีตที่เราเองเป็นผู้ฝังไว้ในหัวใจ

จอยคิดเสมอนะคะว่า
จะบอกรักทำไม..... ถ้าบอกไปแล้วเค้าไม่ได้ยิน
คิดถึง.....แต่โอบกอดคนที่เรารักอีกครั้งไม่ได้
อยากขอโทษ... แต่เรายังไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้เลย

จอยเลยเลือกที่จะสื่อสารด้วยการกระทำในวันนี้มากกว่ารอให้จุดธุปบอกพวกเค้า

เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครรู้หรือเดาได้อาจเปนพ่อแม่ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจให้เราจากไปก็เป็นได้

สำหรับจอย สมุดเบาใจ ก็คือ สมุดเอาใจ
1 เอาใจแม้ในวาระสุดท้าย ให้คนที่เรารักได้เดินทางตามที่าเค้าเลือก ไม่ใช่เราเลือก
2เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เมื่อทำสมุดเบาใจเสร็จ จอยได้ตกตะกอนความคิด ถึงคำพูดของกอเตย Death Planner คนที่ทำให้รู้สึกว่าเข้ามานั่งกลางใจพวกเรา 4 คน ที่ว่า “อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา”

ที่อยู่

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Palliative care : KMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์