KMUTT Health Care Unit

KMUTT Health Care Unit ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก KMUTT Health Care Unit, ผู้ดูแลสุขภาพ, กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, Bangkok.

https://hcu.kmutt.ac.th/
📍ช่วงเปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 18.00 น.
วันเสาร์ 08.30 - 16.30 น.
ยกเว้นวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
📍ช่วงปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.

10/08/2026

“อารมณ์ขึ้นลง” หรือ “Borderline Personality Disorder”? เมื่อความเจ็บปวดทางใจถูกเข้าใจผิด

ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำว่า “เขาเป็น Borderline” ถูกใช้เพื่ออธิบายคนที่อารมณ์แปรปรวน ขี้งอน หรือมีความสัมพันธ์ที่วุ่นวาย จนทำให้หลายคนเข้าใจว่า Borderline Personality Disorder (BPD) เป็นเพียงการ “ควบคุมอารมณ์ไม่ได้”

แต่ในความเป็นจริง BPD เป็น โรคบุคลิกภาพ (Personality Disorder) ที่ซับซ้อนและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากแก่ผู้ป่วย ความรุนแรงของโรคไม่ได้อยู่ที่อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกว่างเปล่าภายใน ความกลัวการถูกทอดทิ้ง และความยากลำบากในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตในแทบทุกด้าน

ผู้ป่วย BPD จำนวนมากไม่ได้ต้องการสร้างปัญหาให้ใคร แต่กำลังพยายามรับมือกับอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้

หนึ่งในลักษณะเด่นที่สุดของโรคคือ ความกลัวการถูกทอดทิ้ง (Fear of Abandonment) แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น คนรักตอบข้อความช้ากว่าปกติ เพื่อนยกเลิกนัด หรือแพทย์เลื่อนวันนัด ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนกำลังถูกปฏิเสธหรือกำลังจะสูญเสียคนสำคัญ ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดจากการคิดมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่รุนแรงและเกิดขึ้นจริงสำหรับผู้ป่วย

เมื่อความกลัวเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยบางคนอาจโทรศัพท์หรือส่งข้อความซ้ำ ๆ ขอคำยืนยันความรัก พยายามรั้งอีกฝ่ายไว้ หรือในบางรายอาจแสดงพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) เช่น ใช้เงินเกินตัว ดื่มสุรา ใช้สารเสพติด ขับรถเร็ว มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือทำร้ายตนเอง เพื่อระบายความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

อีกลักษณะที่พบได้บ่อยคือ ความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Unstable Relationships) ผู้ป่วยอาจมองคนคนหนึ่งว่าเป็นคนดีที่สุดในโลกในช่วงแรก (Idealization) แต่เมื่อเกิดความผิดหวังเพียงเล็กน้อย ก็อาจเปลี่ยนไปมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนเลวทั้งหมด (Devaluation) การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะผู้ป่วยตั้งใจหลอกลวงหรือเสแสร้ง แต่เพราะการรับรู้อารมณ์และความสัมพันธ์มีความผันผวนสูง

นอกจากนั้น ผู้ป่วยจำนวนมากยังมี ความรู้สึกว่างเปล่าภายใน (Chronic Feelings of Emptiness) ซึ่งแตกต่างจากความเหงาทั่วไป หลายคนอธิบายว่าเหมือนมี “ช่องว่าง” อยู่ในใจ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่มีคุณค่า หรือไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความรู้สึกนี้อาจทำให้พยายามเติมเต็มด้วยความสัมพันธ์ การใช้สารเสพติด การกิน การชอปปิง หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ แต่ความรู้สึกว่างเปล่ามักกลับมาอีก

งานวิจัยพบว่า BPD เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม การทำงานของสมอง และประสบการณ์ชีวิต สมองของผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองของ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลอารมณ์ที่ไวผิดปกติ ขณะที่ Prefrontal Cortex ซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์และยับยั้งพฤติกรรม อาจทำงานได้ลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อความเครียดอย่างรุนแรงกว่าคนทั่วไป

ในด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีประวัติการถูกละเลย การถูกทารุณกรรมทางร่างกายหรือทางเพศ การสูญเสียบุคคลสำคัญ หรือเติบโตในครอบครัวที่อารมณ์ไม่มั่นคง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มีประสบการณ์เหล่านี้จะเป็น BPD และผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็ไม่มีประวัติดังกล่าว จึงไม่ควรสรุปว่าโรคนี้เกิดจากการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วย BPD มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก การกรีดแขนหรือทำร้ายตัวเองที่พบในผู้ป่วยบางราย ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความสนใจเสมอไป แต่หลายครั้งเป็นวิธีที่ผู้ป่วยใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ท่วมท้นจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร

ข่าวดีคือ ปัจจุบัน BPD เป็นหนึ่งในโรคบุคลิกภาพที่มีแนวทางการรักษาที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะ Dialectical Behavior Therapy (DBT) ซึ่งพัฒนาโดยนักจิตวิทยา Marsha Linehan DBT ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้การกำกับอารมณ์ (Emotion Regulation) การทนต่อความทุกข์ (Distress Tolerance) การฝึกสติ (Mindfulness) และการสร้างความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ (Interpersonal Effectiveness)

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาอื่น เช่น Mentalization-Based Therapy (MBT), Transference-Focused Psychotherapy (TFP) และ Schema Therapy ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถช่วยลดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้

ในด้านยา ปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่ได้รับการรับรองให้รักษา BPD โดยตรง ยาจึงใช้เพื่อรักษาอาการเฉพาะ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรืออาการหุนหันพลันแล่นในบางราย มากกว่าการรักษาโรคต้นเหตุ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองของสังคม ผู้ป่วย BPD ไม่ใช่คน “นิสัยไม่ดี” “ชอบดราม่า” หรือ “ชอบเรียกร้องความสนใจ” แต่เป็นคนที่ระบบการรับรู้อารมณ์ทำงานแตกต่างจากคนทั่วไป จนความรู้สึกเล็กน้อยสำหรับคนส่วนใหญ่ อาจกลายเป็นความทุกข์มหาศาลสำหรับพวกเขา

ด้วยการรักษาที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ที่มั่นคง และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ของตนเอง สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วย Borderline Personality Disorder ต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่การถูกตัดสินว่า “อ่อนไหวเกินไป” แต่คือการได้รับความเข้าใจว่า ความเจ็บปวดที่พวกเขารู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริง และสามารถได้รับการเยียวยาได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม.

09/08/2026

ตลอดการทำเพจจะมีคำถามเสมอว่า ซึมเศร้าหายขาดมั้ย
บทความนี้จะตอบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่เริ่มโรค ยันหาย


เท้าความก่อนว่าซึมเศร้าเริ่มมาจากไหน แบบสรุป

สมองที่เสี่ยง + trigger event
→ เซลล์ประสาทฝ่อ+เชื่อมต่อน้อยลง/มากขึ้นในจุดที่จำเพาะกับซึมเศร้า
→ ซึมเศร้า


▶️ สมองที่เสี่ยง: พันธุกรรม, Epigenetics (ที่เจอบ่อยคือประสบการณ์เลวร้ายวัยเด็ก), บุคลิกเสี่ยง (perfectionism, neuroticism), จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล, เครียดเรื้อรัง (จนเกิดการดื้อ cortisol)

▶️ Trigger event: อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ถึงจุดเบรกของกลไกโรค คือมีการพุ่งของกลุ่ม stress hormone และการปรับตัวสู้ stress ในสมองแบบรุนแรง

⚠️ เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง: ทั้งเม็ดเลือดขาวในสมอง (microglia) ย่อย + สร้างสารอักเสบให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อน้อยลง, เปิดโหมด stress ค้างไว้จนเกิดผลเสียทางกายภาพในสมอง

⚠️ ตำแหน่งของสมองที่โดนเป็น pattern ในซึมเศร้า: ส่วนอารมณ์โดน (Amygdala, sgACC, aHPC, vmPFC, Insula, …) ส่วนความคิดเชิง cognitive โดน (dlPFC, dACC), ส่วนการหลับตื่น (VLPO), ส่วนการอิ่มหิว, ส่วนการเคลื่อนไหว ฯลฯ

** ซึ่งพอเซลล์ประสาทที่โดนกระทบมันทำงานลดลง มันเลยสร้างสารสื่อประสาทลดลง นี่แหละคือที่มาที่ท่องๆ กันว่า สารสื่อประสาท/สารเคมีไม่สมดุล ซึ่งมันเป็นปลายเหตุสุดๆ เลย แถมมันก็ไม่ได้ลดลงทุกจุดด้วยไง บางจุดก็ปกติ (มันเลยมี paper วัดมาปกติไง)


ดังนั้นในช่วงที่เริ่มโรคครั้งแรก ก็จะเป็นแบบกราฟเลยค่ะ


1️⃣ ช่วงขาลงจนถึงจุดต่ำสุดของโรค: สารพัดอาการจะเข้ามาจนทนไม่ไหว ไม่ใช่แค่ดิ่ง (คนภายนอกจะคิดแค่จุดนี้) แต่มาด้วยสิ้นยินดี (anhedonia), อ่อนเพลีย/เชื่องช้า, นอนยาก/นอนมากขึ้น, ปัญหาความคิดความจำ (อันนี้โดนหนักมาก), การกิน (บางคนมาก บางคนน้อย) ฯลฯ

ณ จุดที่รุนแรงนี้ ถ้ามีการรักษาจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น
ซึ่งการรักษาหลัก เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับยา
1-2 สัปดาห์แรก โดนผลข้างเคียง ช่วงแห่งการปรับยา
2-6 สัปดาห์แรก ยาเริ่มออกฤทธิ์เพิ่มสารสื่อประสาท
ในจุดที่เสียหาย แต่นั่นไม่ใช่จุดหลัก ไม่งั้นต้องกินยาไปตลอดจริงมะ
6-12 เดือนแรก สารสื่อประสาทที่สูงนานพอ จะกระตุ้นให้สมองสร้าง BDNF สารฟื้นฟูเซลล์ประสาทให้กลับมา


2️⃣ ช่วงขาขึ้นจนถึงระดับปกติ มีโอกาสที่จะโดน trigger กลับมาเป็นซ้ำได้ หรือแม้กระทั่งกลับสู่ระดับปกติแล้วเช่นกัน (Relapse)

คำถามคือทำไม
ก็เพราะ = สมองยังฟื้นไม่สมบูรณ์ + โหมดเครียดยังเปิดค้างไว้อยู่ + สมองยังเสี่ยงอยู่ ซึ่งขึ้นกับว่าเราเสี่ยงจากปัจจัยไหน

เลยเป็นที่มาในเฟสนี้ ที่สำคัญมาก
ต้องลุกขึ้นมาทำอย่างอื่นมากกว่ากินยา
✅ ออกกำลังกาย: เริ่มด้วยอะไรก็ได้ ขอให้เป็นนิสัยก่อน แล้วเพิ่มความหนักจนถึงระดับ moderate intensity ในระดับที่ออกแล้วเหนื่อย (เดินอย่างเดียวไม่พอ แต่เริ่มต้นด้วยเดินได้)
✅ ทำจิตบำบัด: อาจจะเริ่มตั้งแต่ เริ่มรักษาเลยก็ได้ ซึ่งถ้าได้ therapist คลิกๆ เราก็จะได้วิธีการสร้างเกราะทางจิตวิทยามา cope กับ stress ได้ในอนาคต เราจะมีวิธีคิดที่ดีขึ้น (แต่ตอนพีคๆ ของโรค สมองมันจะดื้อหน่อย)
✅ ปรับการนอน อันนี้สำคัญมาก ช่วงแรกทำไม่ได้ ก็ต้องพึ่งยานอนหลับไปก่อน (จิตแพทย์สั่งมาอยู่แล้ว) ยิ่งนอนคุณภาพดี สมองยิ่งฟื้นฟู
✅ ถ้าน้ำหนักเกิน ลดน้ำหนักปรับ %fat กลับมาปกติ ช่วยได้มาก เพราะช่วยตั้งแต่กลไกโรค, ปรับจุลินทรีย์ในลำไส้, การนอนดีขึ้น
✅ ปรับการกิน เพิ่มไฟเบอร์ ลดการกินพลังงานเยอะๆ อัดๆ กัน เพราะจุลินทรีย์ในไส้มันเปลี่ยน species และ connect กับสมองเลย (brian-gut axis) แต่การกินขนมหวานน้ำหวานนิดๆ เพื่อปรับ mood ไม่ได้ผิดอะไร แต่อย่าถี่
✅ Social intervention: การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ช่วยได้มาก

ช่วงนี้เป็นช่วงวัดใจเลย
ท่องไว้ว่า อยากเปลี่ยนแปลงต้องลงทุน
แต่เข้าใจได้ ชีวิตแต่ละคนมันทุนไม่เท่ากัน
แวดล้อมบางคนก็แย่ชิหาย


3️⃣ เฟสสุดท้ายคือ หายจากซึมเศร้ามานานแล้ว จุดนี้มักจะไม่ต้องกินยาแล้ว หมอออฟยาแล้ว

เอาล่ะ คำถามคือกลับมาเป็นซ้ำได้มั้ย

กลับขึ้นไปเช็คสมการการเกิดข้างบนค่ะ
มันเหลืออะไร? ใช่ค่ะ มันเหลือ ‘สมองที่เสี่ยง’
ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน

ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจพันธุกรรมในทางคลินิก มีแต่ประวัติครอบครัว และอดีตที่เลวร้ายมันก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่ร่องรอยที่ฝากมากับ DNA อาจเปลี่ยนได้ (งานวิจัยยังไม่มีบอกแน่ชัดว่านานเท่าไหน)

ดังนั้นมันสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ (Recurrence) แต่ยากกว่าเดิม ยากกว่าตอนหายใหม่ๆ

ณ จุดนี้ ต้องเปลี่ยนบางสิ่งที่เปลี่ยนได้
และเปลี่ยนอย่างถาวร
ออกกำลังกายต่อ ปรับการกินต่อ
และถ้ามีแรงแล้ว ต้องหาวิธีปรับเปลี่ยนแวดล้อมให้ได้

จากประสบการณ์เคสที่หายขาด
มักจะไปสายออกกำลังกาย/สายสุขภาพ และสามารถ move on จากแวดล้อมได้ สู่แวดล้อมใหม่ๆ ที่แม้จะมี stress แต่มันก็ไม่ใช่ภาพเดิมๆ


สรุปซึมเศร้าหายขาดได้มั้ย

ได้แน่นอน
แต่กลับมาเป็นซ้ำได้มั้ย
ขึ้นกับสารตั้งต้นที่มีและพฤติกรรมที่เราเปลี่ยน

และยังไม่นับตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้
อย่างแวดล้อมที่เลี่ยงไม่ได้
ซึ่งจุดนี้จะพอช่วยได้จากกลไกป้องกันทางจิต
ที่อาจจะฝึกเอง หรือได้จากจิตบำบัดค่ะ


ขอให้ทุกท่านหลุดจากวังวนนรกนี้


** ภาพจาก Neurotorium ที่ดัดแปลงจากกราฟ MDD progression โดยใส่ management & prevention แต่ละจุดเข้าไป ซึ่งเขียนได้ดีมากค่ะ เดี๋ยวใส่เว็บที่มาให้นะคะ

🧠 โรควิตกกังวล ไม่ใช่แค่ คิดมากเคยไหม...ทั้งที่ทุกอย่างก็ผ่านไปแล้ว แต่ใจยังไม่ยอมสงบนอนก็คิด ตื่นมาก็คิด หัวใจเต้นแรงง่...
09/08/2026

🧠 โรควิตกกังวล ไม่ใช่แค่ คิดมาก
เคยไหม...ทั้งที่ทุกอย่างก็ผ่านไปแล้ว แต่ใจยังไม่ยอมสงบ
นอนก็คิด ตื่นมาก็คิด หัวใจเต้นแรงง่าย
เหมือนสมองคอยเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา

หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า "คิดมาก" หรือ "เครียดไปเอง"
แต่จริง ๆ แล้ว สำหรับบางคน มันอาจเป็น โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)

🚨 เมื่อสมองเปิดโหมด "ระวังภัย" ตลอดเวลา
ลองนึกถึงเวลาที่เราเกือบถูกรถชน
หัวใจจะเต้นแรง หายใจเร็ว กล้ามเนื้อเกร็ง ร่างกายพร้อมวิ่งหนีทันที
นี่คือระบบ สู้หรือหนี (Fight or Flight)
เป็นระบบที่ช่วยให้มนุษย์เอาชีวิตรอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ

แต่ในคนที่มีโรควิตกกังวล...เหมือนระบบนี้ ไวเกินไป
แม้ไม่มีอันตรายจริง สมองก็ยังส่งสัญญาณว่า
"ระวังนะ.../เดี๋ยวจะเกิดเรื่อง/ต้องเตรียมตัวไว้"
ร่างกายเลยตอบสนองเหมือนกำลังเจอเหตุฉุกเฉิน
ทั้งที่จริง ๆ แค่กำลังจะเข้าห้องเรียน ประชุม หรือเดินเข้าห้าง

😰 แล้วโรควิตกกังวลมีแบบไหนบ้าง?
โรคในกลุ่มนี้มีหลายรูปแบบ เช่น
🟢 GAD (Generalized Anxiety Disorder)
กังวลแทบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน งาน เงิน สุขภาพ ครอบครัว หรืออนาคต
รู้ว่าคิดมาก...แต่หยุดคิดไม่ได้
สำหรับเกณฑ์วินิจฉัย GAD ความกังวลมักเกิดบ่อยกว่าวันที่ไม่เกิด
ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน และส่งผลต่อการใช้ชีวิต
แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการนอนไม่หลับต้องนาน 6 เดือนเพียงอาการเดียว
ระยะเวลา 6 เดือนหมายถึงภาพรวมของความกังวลและอาการที่เกี่ยวข้อง

🔴 Panic Disorder
อยู่ดี ๆ ก็ใจสั่น หายใจไม่ทัน เวียนหัว รู้สึกเหมือนจะตาย
อาการมักมาแบบกะทันหัน แม้ไม่มีอันตรายตรงหน้า
การมี Panic Attack หนึ่งครั้งยังไม่เท่ากับเป็น Panic Disorder
เพราะอาการแพนิคสามารถเกิดร่วมกับภาวะอื่นได้
โรคแพนิคมักหมายถึงการมีอาการแพนิคที่เกิดขึ้นซ้ำและคาดเดาไม่ได้
ร่วมกับความกังวลต่อเนื่องว่าจะเกิดอีก หรือเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่และกิจกรรมเพราะกลัวอาการกำเริบ

🟣 OCD
OCD ไม่ได้หมายถึงคนรักความสะอาดหรือชอบความเป็นระเบียบเท่านั้น
แต่ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ
— Obsessions — ความคิดย้ำ
ความคิด ภาพ หรือแรงกระตุ้นที่ไม่ต้องการ เกิดซ้ำ และสร้างความทุกข์
เช่น กลัวเชื้อโรค กลัวทำร้ายคนอื่น กลัวลืมปิดเตา หรือกังวลว่าสิ่งต่าง ๆ
ไม่สมบูรณ์
— Compulsions — การกระทำย้ำ
พฤติกรรมหรือการกระทำทางความคิดที่รู้สึกว่าต้องทำเพื่อลดความกังวล เช่น ล้างมือซ้ำ ตรวจประตูซ้ำ นับเลข ท่องคำในใจ หรือถามยืนยันซ้ำ ๆ
การทำพฤติกรรมเหล่านี้อาจช่วยลดความกังวลชั่วคราว
แต่ยิ่งทำ สมองยิ่งเรียนรู้ว่า “ถ้าไม่ทำ จะเกิดอันตราย”
วงจรย้ำคิดย้ำทำจึงแข็งแรงขึ้น อาการ OCD มักใช้เวลามาก สร้างความทุกข์ และรบกวนชีวิตประจำวัน

🔵 PTSD
หลังเผชิญหรือพบเห็นเหตุการณ์รุนแรง เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ความรุนแรง การถูกคุกคาม หรือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิต หลายคนอาจรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ หรือคิดถึงเหตุการณ์ซ้ำในช่วงแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ตามธรรมชาติ
PTSD จะถูกพิจารณาเมื่ออาการคงอยู่และกระทบชีวิต โดยอาจประกอบด้วย
ภาพหรือความทรงจำผุดขึ้น ฝันร้าย หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์กำลังเกิดซ้ำ
หลีกเลี่ยงสถานที่ คน หรือบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
มีความคิดและอารมณ์เชิงลบ เช่น โทษตัวเอง รู้สึกห่างเหิน หรือไม่รู้สึกถึงอารมณ์ด้านบวก ตื่นตัวสูง สะดุ้งง่าย ระแวดระวัง หงุดหงิด นอนไม่หลับ หรือสมาธิลดลง
ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงจะเป็น PTSD และการมีอาการช่วงสั้น ๆ หลังเหตุการณ์ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคเสมอไป

🟠 Specific Phobia
Specific Phobia คือความกลัวอย่างรุนแรงต่อวัตถุหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น สัตว์ เข็ม เลือด ที่สูง การบิน หรือพื้นที่ปิด เมื่อเผชิญสิ่งที่กลัว
อาจเกิดความวิตกกังวลทันที แม้รู้ด้วยเหตุผลว่าอันตรายจริงมีไม่มาก
ที่สำคัญคือความกลัวทำให้เจ้าตัวหลีกเลี่ยงอย่างต่อเนื่อง
และเริ่มรบกวนชีวิต เช่น ไม่ยอมขึ้นเครื่องบินจนกระทบงาน
ไม่ไปโรงพยาบาลเพราะกลัวเข็ม หรือหลีกเลี่ยงอาคารสูงอย่างมาก

💓 แล้วทำไมถึงมีอาการทางร่างกายล่ะ
หลายคนสงสัยว่า แค่กังวล ทำไมถึงใจสั่น?
เพราะสมองกับร่างกายทำงานเชื่อมกัน เมื่อสมองคิดว่ามีภัย
ร่างกายก็เตรียมพร้อมทันที จึงเกิดอาการอย่าง ❤️ ใจสั่น 💦 เหงื่อออก 🤲 ชาปลายมือปลายเท้า💪 กล้ามเนื้อตึง ปวดคอ บ่า ไหล่ 🌙 นอนไม่หลับ
อาการเหล่านี้ เกิดขึ้นจริงไม่ได้คิดไปเอง หรือแกล้งเป็น
ซึ่งโรควิตกกังวลนี้รักษาได้การรักษาอาจประกอบด้วยจิตบำบัด เช่น CBT การฝึกเผชิญสถานการณ์อย่างเป็นขั้นตอน การปรับพฤติกรรม และการใช้ยาตามการประเมินของแพทย์ การประเมินที่ถูกต้องสำคัญ
เพราะแต่ละภาวะมีวงจรและแนวทางรักษาที่แตกต่างกัน

การขอความช่วยเหลือจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือการดูแลตัวเองเหมือนเวลาที่เราไปหาหมอเมื่อร่างกายไม่สบาย
💚 สุดท้าย...ความวิตกกังวลไม่ใช่ศัตรู
มันเป็นระบบป้องกันภัยของสมองที่กำลังทำงานหนักเกินไป
สิ่งที่เราทำ ไม่ใช่การกำจัดความกลัวทั้งหมด
แต่คือการค่อย ๆ สอนสมองใหม่ว่า "ตอนนี้...เราไม่ได้อยู่ในอันตรายแล้ว"
และเราสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง
--------------------------------------------
🧡ช่องทางการรับบริการสุขภาพจิต – คลินิกเสริมสร้างกำลังใจ
สำหรับนักศึกษาและบุคลากร มจธ. ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🧡นัดหมาย / ข้อมูลบริการ
https://linktr.ee/KMUTTmotivationclinic
🧡แชท Line Official JaideeOnline
https://lin.ee/cJmJxeA
--------------------------------------------

08/08/2026

🌱TIMS ชวนทำความรู้จัก Mind First Aid Mini Booklet คู่มือเล่มเล็กของนักรับฟัง

ในวันที่ใครหลายคนดูเหมือน “ยังไหว” แต่ข้างในอาจกำลังเหนื่อย สับสน หรือแบกโลกไว้ลำพัง... การมีใครสักคนที่รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน และไม่ด่วนแก้ปัญหา อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ใครคนนั้นกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง 💚

✨️“Mind First Aid mini booklet: คู่มือเล่มเล็กของนักรับฟัง” เป็นคู่มือขนาดกะทัดรัดที่จะชวนเราเริ่มต้นเรียนรู้ทักษะการปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น และฝึกการรับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อให้เราสามารถเป็น ‘นักรับฟัง’ ของคนรอบข้างในชีวิตประจำวันได้ เพราะในยามที่เผชิญเรื่องยากลำบาก... คนแรกที่อยู่ตรงนั้นอาจไม่ใช่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่คือเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว

คู่มือเล่มนี้ไม่ได้ชวนเรา “รักษา” ใคร แต่ชวนเราเรียนรู้ว่าจะอยู่ข้างใครบางคนอย่างไรให้ปลอดภัย อ่อนโยน และอยู่ในขอบเขตที่พอดีกับใจเรา

🔍 สิ่งที่จะได้เรียนรู้จากคู่มือเล่มนี้:
💟 เข้าใจระบบนิเวศทางใจ: ความทุกข์ไม่ได้เกิดลอย ๆ แต่เชื่อมโยงกับร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม
💟ทักษะสำคัญของการรับฟัง: เช่น การใช้คำถาม การสะท้อนความรู้สึก การทวนและสรุปความ การใช้ความเงียบอย่างเหมาะสม ฯลฯ
💟การจบบทสนทนาและการส่งต่อ: ขอบเขตที่ดีของการรับฟังไม่ใช่การแบกเรื่องราวของคนอื่นไว้กับตัวเราทั้งหมด แต่เป็นการช่วยประคองใครบางคนให้ไปถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างไม่โดดเดี่ยว เพราะบางสถานการณ์อาจเกินขอบเขตของเราในฐานะคนรับฟัง จึงจำเป็นต้องรู้จักเชื่อมต่อไปยังความช่วยเหลือที่เหมาะสม อย่างผู้เชี่ยวชาญหรือบริการสุขภาพจิตอื่น ๆ
💟การดูแลใจคนฟัง (Self-care): เรียนรู้การเช็กความพร้อมของตนเองก่อนรับฟังและการดูแลใจหลังการรับฟัง เพื่อป้องกันภาวะเหนื่อยล้าจากการเห็นอกเห็นใจ

🌈สำหรับ TIMS คู่มือเล่มนี้สะท้อนความเชื่อว่า "สุขภาพจิตที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากสังคมที่ผู้คนมองเห็นกัน ฟังกัน และไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญความทุกข์ตามลำพัง"

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยเสียงมากมาย การรับฟังอย่างแท้จริง อาจเป็นของขวัญที่เรียบง่ายและจำเป็นที่สุดที่เรามอบให้กันได้ มาร่วมเรียนรู้ที่จะ “ฟังเป็น” และอยู่ข้างกันอย่างอ่อนโยนไปด้วยกัน 🙌

🔗 ดาวน์โหลด Booklet อ่านฟรีที่: tims.psy.chula.ac.th/en/article/ฟังเป็น-ก็ช่วยประคองใจใ/

#สสส #สำนัก2 #คู่มือเล่มเล็กของนักรับฟัง #การฟังสร้างพื้นที่ปลอดภัย #ความยั่งยืนทางสุขภาพจิต

06/08/2026

สมาธิสั้นไม่ได้หายไปเมื่อโตขึ้น: ทำความเข้าใจโรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ (Adult Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder)

เมื่อพูดถึง โรคสมาธิสั้น (Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder; ADHD) คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเด็กผู้ชายที่นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินตลอดเวลา พูดแทรกครู หรือทำการบ้านไม่เสร็จ จนหลายคนเชื่อว่าเมื่อโตขึ้น อาการเหล่านี้จะหายไปเอง

แต่ความจริงแล้ว ADHD ไม่ใช่โรคของเด็ก หากเป็น ความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorder) ที่อาจดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD ประมาณ 50–70% ยังคงมีอาการบางส่วนต่อเนื่องเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แม้ลักษณะอาการจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก็ตาม

ในวัยเด็ก อาการที่เด่นมักเป็นการวิ่งซน นั่งไม่ติดที่ และหุนหันพลันแล่น แต่เมื่อโตขึ้น ความซนทางร่างกายมักลดลง กลายเป็นความรู้สึก “กระสับกระส่ายอยู่ข้างใน” ผู้ป่วยอาจนั่งประชุมได้ แต่รู้สึกเหมือนสมองกำลังวิ่งตลอดเวลา คิดหลายเรื่องพร้อมกัน หยุดความคิดไม่ได้ หรือรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธินาน ๆ

สิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนบ่นไม่ใช่ว่า “นั่งไม่ติด” แต่คือ “ทำไมชีวิตถึงจัดการยากขนาดนี้”

หลายคนทำของหายเป็นประจำ ลืมนัด ลืมจ่ายบิล ส่งงานไม่ทัน เริ่มงานเก่งแต่ทำไม่จบ เปิดอีเมลไว้หลายสิบฉบับ เปิดแท็บในคอมพิวเตอร์หลายสิบหน้า หรือใช้เวลาหลายชั่วโมงกับงานที่ควรใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เพราะสมองถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้ารอบตัวอยู่ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน หลายคนกลับสามารถจดจ่อกับบางสิ่งได้นานผิดปกติ หากเป็นเรื่องที่สนใจ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Hyperfocus ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในผู้ป่วย ADHD จำนวนหนึ่ง พวกเขาอาจทำงานอดิเรก เล่นเกม อ่านหนังสือ หรือเขียนโปรแกรมต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับไม่สามารถเริ่มงานเอกสารง่าย ๆ ที่ไม่เร้าใจได้เลย

สิ่งนี้สะท้อนว่า ADHD ไม่ใช่ “การขาดสมาธิ” แต่เป็น ความผิดปกติของการควบคุมความสนใจ (Attention Regulation) สมองสามารถโฟกัสได้ดีมากเมื่อได้รับแรงจูงใจที่เพียงพอ แต่กลับยากที่จะควบคุมการเปลี่ยนหรือคงความสนใจตามสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเข้าใจเกี่ยวกับ ADHD เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่เน้นปัญหาสมาธิ นักประสาทวิทยาพบว่าอาการจำนวนมากเกิดจากความบกพร่องของ Executive Functions ซึ่งเป็นหน้าที่ระดับสูงของสมองส่วน Prefrontal Cortex เช่น การวางแผน การจัดลำดับความสำคัญ การบริหารเวลา การยับยั้งพฤติกรรม การจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) และการควบคุมอารมณ์

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ใหญ่จำนวนมากรู้สึกว่า ตัวเอง “ฉลาดแต่ใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่” หลายคนเรียนเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ หรือมีไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ แต่กลับมีปัญหาในการจัดระบบชีวิตให้สอดคล้องกับความสามารถของตนเอง

อีกอาการหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ Emotional Dysregulation หรือความยากในการควบคุมอารมณ์ ผู้ป่วยบางคนอารมณ์ขึ้นลงเร็ว หงุดหงิดง่าย ใจร้อน รู้สึกผิดหวังรุนแรง หรือไวต่อการถูกปฏิเสธ (Rejection Sensitive Dysphoria; RSD) แม้ RSD จะยังไม่ใช่การวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้ป่วยจำนวนมากรายงานว่า ส่งผลต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และความมั่นใจในตนเองอย่างมาก

ในทางระบาดวิทยา ADHD พบในผู้ใหญ่ประมาณ 2–5% ของประชากร แต่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่เคยได้รับการวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้หญิง เนื่องจากในวัยเด็กอาจไม่ได้มีอาการซนเด่นชัด แต่แสดงออกเป็นความเหม่อลอย ขี้ลืม หรือเรียนช้ากว่าศักยภาพ ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนไม่ตั้งใจหรือไม่มีระเบียบมากกว่าเป็นโรค

การวินิจฉัย ADHD ในผู้ใหญ่ไม่สามารถอาศัยแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสัมภาษณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะการทบทวนอาการตั้งแต่วัยเด็ก เพราะตามเกณฑ์การวินิจฉัย อาการต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงพัฒนาการ แม้ว่าจะเพิ่งส่งผลกระทบชัดเจนเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็ตาม นอกจากนี้ ยังต้องแยกจากโรคอื่น เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์ ความผิดปกติของการนอนหลับ หรือผลจากการใช้สารเสพติด ซึ่งอาจมีอาการคล้ายคลึงกัน

ข่าวดีคือ ADHD เป็นโรคที่รักษาได้ การรักษาที่มีหลักฐานสนับสนุนดีที่สุดคือ ยากระตุ้นระบบประสาท (Stimulants) เช่น Methylphenidate และ Lisdexamfetamine ซึ่งช่วยเพิ่มการทำงานของระบบ Dopamine และ Norepinephrine ในสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความสนใจและการยับยั้งพฤติกรรม นอกจากนี้ ยังมียาที่ไม่ใช่ยากระตุ้น เช่น Atomoxetine, Guanfacine และ Bupropion ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยบางราย

อย่างไรก็ตาม ยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ผู้ใหญ่ที่เป็น ADHD มักได้รับประโยชน์จาก Cognitive Behavioral Therapy (CBT) สำหรับ ADHD การฝึกทักษะการจัดการเวลา การแบ่งงานออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ การใช้ปฏิทินและระบบเตือนความจำ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้ลดสิ่งรบกวน ล้วนช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างมาก

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองต่อโรคนี้ ผู้ป่วย ADHD ไม่ใช่คนขี้เกียจ ไม่ใช่คนไม่มีวินัย และไม่ได้ขาดความรับผิดชอบ หากแต่สมองของพวกเขาทำงานแตกต่างจากคนทั่วไป การตำหนิให้ “ตั้งใจหน่อย” หรือ “พยายามอีกนิด” จึงมักไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะสิ่งที่บกพร่องไม่ใช่ความตั้งใจ แต่คือระบบที่ทำหน้าที่เปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการลงมือทำ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการจิตเวชเริ่มเปลี่ยนจากการมอง ADHD เป็นเพียงโรคที่ต้องรักษา ไปสู่การมองว่าเป็น Neurodiversity รูปแบบหนึ่งที่มีทั้งข้อจำกัดและจุดแข็ง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีความคิดสร้างสรรค์สูง กล้าคิดนอกกรอบ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้รวดเร็ว และสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

การวินิจฉัย ADHD ในวัยผู้ใหญ่จึงไม่ใช่การติดป้ายว่าใครคนหนึ่ง “ผิดปกติ” แต่หลายครั้งคือการอธิบายเรื่องราวที่ค้างคาอยู่มาตลอดชีวิต ว่าทำไมทั้งที่พยายามอย่างเต็มที่ จึงยังรู้สึกว่าชีวิตยากกว่าคนอื่น และเมื่อเข้าใจกลไกของสมองตนเอง ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลวอีกต่อไป แต่เริ่มเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับสมองที่แตกต่างนี้อย่างไรให้มีความสุขและใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

06/08/2026

คนซึมเศร้ามักตีความคำชมที่รับมา กลายเป็นคำปลอบใจ ว่าผู้พูดพูดเพราะเกรงใจ สาเหตุเพราะศูนย์ตีคุณค่าของรางวัลพัง (OFC dysfunction)


เราเคยเขียนบทความคนซึมเศร้ามักด้อยค่าตัวเองไปแล้ว เพราะเครือข่ายที่คอยหาจุดบวก/แรงขับต่างๆ (mFC/pgACC/SFC) เสียหายไป

ดังนั้นยังไม่ต้องรับคำชมมา
ก็พร้อมจะด้อยค่าอยู่แล้ว


คำถามคือ แล้วทำไม แม้จะชมด้วยความจริงใจ และสิ่งที่มีอยู่จริงๆ มีหลักฐานจริงๆ (คือไม่ได้แกล้งน่ะ) ทำไมคนซึมเศร้าถึงไม่เชื่อเลย

เพราะศูนย์ประเมินรางวัลที่ชื่อ Orbitofrontal cortex (OFC) พังอยู่ค่ะ

ซึ่ง OFC เป็นกลีบสมองส่วนหน้าที่อยู่ล่างสุด คอยประเมินว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีคุณค่าสำหรับตัวเองขนาดไหน สิ่งใดมากกว่ากัน (Reward evaluation)


พอมันทำงานผิดปกติไป
คำชมที่รับมา ก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าคำชมนั้น มันมีคุณค่าและพลังบวกขนาดไหน แยกความสำคัญไม่ออกด้วยซ้ำว่า คำชมนั้น กับ คำพูดปกติ มันต่างกันตรงไหน แยกไม่ออกแบบแยกไม่ออกเลย (ไม่ใช่แบบพยายามหาเหตุผลมาหักนะ)

สมองส่วนตรรกะ (ที่ทำงานน้อยลงเช่นกัน) เลยตีความตามสัญญาณอ่อนๆ ที่ OFC ส่งมาว่า “ในเมื่อมันไม่มีพลังบวกเลย แสดงว่าเขาน่าจะพยายามปลอบเฉยๆ” พอรวมกับข้อมูลเชิงอดีต ที่ Hippocampus ขุดขึ้นมา มีแต่ความผิดพลาด ก็ยิ่งยืนยันว่า ตัวเองห่วยขนาดนี้ มันจะมีอะไรน่าชม เค้าคงแค่ปลอบแหละ


แต่ไม่ได้ความว่า การที่เขาประเมินไม่ได้ เราจึงไม่ควรชมเขานะคะ ชมไปเถอะค่ะ ตรงไหนที่เขาทำได้ ควรชื่นชม (คิดเหมือนกับคนทั่วไปแหละค่ะ)

บางครั้งการย้ำเตือนคุณค่าของเขาซ้ำๆ อาจจะทำให้สมองที่กำลังพังมันสร้างสัญญาณแรงพอ ที่จะให้เขารับรู้บ้างก็ได้ว่า “ตนเองนั้นทำได้จริงๆ และควรได้คุณค่านั้น”

ขอให้ทุกท่านที่เป็น
รับรู้คุณค่าของตนเองเร็ววันค่ะ
มันมีอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่สมองที่ป่วยมันบังตา

06/08/2026
06/08/2026

ภาวะวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis)
คืออะไร
และ
แนวทางการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม

เพื่อให้ "วิกฤต" ที่เกิดขึ้น
กลายเป็น "โอกาสที่ดี" ในก้าวต่อไปของชีวิต😊

รายละเอียดดังนี้

-----------------------------------------
:) ภาวะวิกฤตวัยกลางคน
(Midlife Crisis)
#คืออะไร
1. มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 40-60 ปี
ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและบริบททางสังคม
(บางคนอาจเป็นเร็วตั้งแต่วัย 35 ปี)

2. เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
กับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เช่น
การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และ สังคม
ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับชีวิต
และความหมายของตัวตน

3. ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด
ความรู้สึกไม่พึงพอใจตนเอง หรือ ชีวิต
มีความวิตกกังวล เศร้า
หรือ ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่

-------------------------------
:) #ทฤษฏีพัฒนาการจิตสังคม
ของ Erik Erikson

ซึ่งตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม
ของ Erik Erikson
ช่วงวัย 40–60 ปี จัดอยู่ในระยะที่ 7
คือ Generativity VS. Stagnation
(อายุ 40-65 ปี)

Generativity
คือ การสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อคนรุ่นต่อไป
VS.
Stagnation
คือ การหยุดนิ่งและหมกมุ่นกับตนเอง

1. ความหมายของพัฒนาการทางจิตสังคมในระยะนี้
- เป็นช่วงวัยกลางคนที่มุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ผู้อื่น
- โดยเฉพาะการดูแลและพัฒนาคนรุ่นถัดไป
เช่น การสร้างทายาทในแง่ต่างๆ
- เช่น ในแง่กับการทำงาน การปั้นคนรุ่นใหม่ การสร้าง successor การมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ในชุมชน สังคม การสร้างผลงานที่ส่งต่อได้ การสร้างคนรุ่นใหม่ การเลี้ยงดูลูก หลาน เป็นต้น
- ถ้าสามารถพัฒนาได้ดี
จะเกิดความรู้สึกว่าตนเอง และ ชีวิต
มีคุณค่าและมีความหมาย

2. ลักษณะเมื่อพัฒนาระยะนี้ได้ดี
คือ Generativity การสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อคนรุ่นต่อไป
- มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม
- ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์
และคุณค่าชีวิตให้คนรุ่นใหม่
- ภูมิใจในสิ่งที่ตนมีส่วนร่วมสร้าง
- มีเป้าหมายเพื่อผู้อื่น และ สังคมมากกว่าการหมกมุ่นกับตนเอง

3. ลักษณะเมื่อพัฒนาระยะนี้ได้ไม่ดี
คือ Stagnation
- รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายหรือติดอยู่กับที่
- หมกมุ่นอยู่กับความต้องการของตัวเองมากเกินไป
- รู้สึกเฉื่อยชา ไม่อยากริเริ่มสิ่งใหม่
- อาจเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้
หรือ
นำมาสู่ภาวะ Midlife Crisis ภาวะวิกฤตวัยกลางคน

--------------------------------
:) #ความเชื่อมโยง
ระหว่าง
"ภาวะ Midlife Crisis วิกฤตวัยกลางคน"
กับ
"ทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมของ Erik Erikson ในระยะที่ 7"
ดังรูปตารางในโพสต์นี้ค่ะ

-----------------------------
:) #แนวทางการดูแลตนเอง

แนวทางการรับมือ
เมื่อเกิดภาวะ Midlife Crisis

05/08/2026

สมองของคนซึมเศร้า ประเมินคุณค่าตัวเองได้แย่มาก ประเมินไปในทางด้อยค่า แทบทุกกรณี เพราะบริเวณเหล่านั้นมันพังยับ


🫧 ซึมเศร้ามันไม่ใช่แค่เศร้าดิ่ง แต่เหมือนสมอง “ด้อยค่าตัวเอง” อยู่ตลอดเวลา ต่อให้มีหลักฐานว่าตัวเองทำอะไรได้ดี ต่อให้มีคนชม ก็ยังรู้สึกว่า “มันไม่ใช่เราจริงๆ” หรือ “เรายังไม่ดีพออยู่ดี” หรือไม่ก็ “เค้าคงเกรงใจและปลอบใจเราแหละ”

อาการนี้พบได้บ่อยมากในซึมเศร้า คนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งหนักเลย ส่วนคนที่เคยมั่นใจ ฉะฉาน เรียบร้อย เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจนเพื่อนงงเลย

ทั้งๆ ที่เรามีศักยภาพมากมาย มีผลงานสารพัด แต่สมองเลือกที่จะไม่หยิบมาประกอบ เลือกแต่อะไรที่มันล้มเหลว มันฉายให้ดูซ้ำไปซ้ำมา


🔬 งานวิจัยของ Biggs และคณะฯ ปี 2025 ศึกษาการประเมินตัวเอง (self-evaluation) ของคนที่มีระดับอาการซึมเศร้าต่างกัน โดยให้ผู้เข้าร่วมประเมินลักษณะของ “ตัวเอง” เทียบกับ “คนอื่น” พร้อมดูการทำงานของสมองด้วย fMRI

ผลพบว่า คนที่มีอาการซึมเศร้าสูง จะใช้เวลาตัดสินใจนานกว่า ลังเลมากกว่า และเนื้อหาที่ประเมินตัวเองมักเอนเอียงไปทางลบ

เมื่อดูสมอง จะพบความเปลี่ยนแปลงในสามบริเวณสำคัญ


🧠 1️⃣ ศูนย์สะท้อนตัวตนของเรา
(medial prefrontal cortex: mPFC)

ปกติสมองส่วนนี้เหมือน “กระจกของตัวตน”
ที่ช่วยสะท้อนว่าเราเป็นใคร เรามีความสามารถอะไร

แต่ในภาวะซึมเศร้า การทำงานของ mPFC ลดลง
ภาพตัวเองจึงไม่ชัดเลย

เหมือนกำลังส่องกระจกที่มีฝ้าปกคลุมอยู่
มองไม่เห็นตัวเองชัดๆ ว่าเรามีค่าแค่ไหน
พอผนวกกับอารมณ์เชิงลบ
เรียบร้อยค่ะ ไอ้ที่มัวๆ นั้น มันคงไม่มีอะไรอยู่ข้างใน


🧠 2️⃣ ศูนย์จัดระเบียบความคิด
(superior frontal gyrus: SFG)

บริเวณนี้ช่วยควบคุมความคิดหลายด้าน
ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และช่วยตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (ทำงานคู่กับ dlPFC)

เมื่อการทำงานลดลง ความคิดที่ขัดแย้งกันจะตีกันเองในหัว

อยากเชื่อว่าตัวเองมีค่า
แต่ก็มีอีกเสียงหนึ่งคอยค้านอยู่ตลอด

สุดท้ายจึงลังเล ไม่มั่นใจ
และมักลงเอยด้วยการประเมินตัวเองต่ำ


🧠 3️⃣ ศูนย์ตรวจจับความขัดแย้งทางอารมณ์
(perigenual anterior cingulate cortex: pgACC)

บริเวณนี้ทำหน้าที่เหมือนเซนเซอร์ตรวจจับว่า “เรากำลังสับสนหรือไม่”

ในภาวะซึมเศร้า pgACC
จะตอบสนองแรงขึ้นเมื่อเกิดความไม่แน่ใจ

เรื่องเล็กๆ จึงกลายเป็นความรู้สึกค้างคาในใจ
ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
ก็ถูกขยายจนรู้สึกเหมือนเป็นความล้มเหลวใหญ่โต


🔁 ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “คิดลบ”

แต่คือสมองกำลังพยายามประเมินตัวเอง
จากหลายเสียงในหัว แล้วตกลงกันไม่ได้

เหมือนมีหลายเวอร์ชันของตัวเองอยู่ในหัว
แต่ไม่มีเสียงไหนชนะได้จริง

สุดท้ายก็เลือกเหตุผลที่มีตัวเองเป็นตัวละคร
ที่แย่ที่สุด ห่วยที่สุด มาฉาย
แล้วก็สะท้อนให้เห็นว่านั้น เราไม่มีคุณค่า
บางคนถึงขั้นตั้งคำถามต่อว่า แล้วจะเกิดมาทำไม


ที่สำคัญคือ แม้รักษาแล้ว อาการซึมเศร้าอื่นๆ จะเริ่มดีขึ้นแล้ว เช่น พลังงานเริ่มกลับมา ทำกิจกรรมได้มากขึ้น แต่รูปแบบการประเมินตัวเองในเชิงด้อยค่า (negative self-evaluation) มักจะยังหลงเหลืออยู่ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้


💬 การรักษาจึงไม่ได้มีแค่ทำให้อาการดิ่งดีขึ้น
แต่รวมถึงการช่วยให้สมอง “เห็นตัวเองชัดขึ้น” อีกครั้ง

ทั้งการใช้ยา การพูดคุยบำบัด (psychotherapy)
ที่ช่วยจัดระเบียบความคิด และการฝึกสังเกตความคิดของตัวเอง

ค่อยๆ แยกว่า
อะไรคือข้อเท็จจริง
อะไรคือเสียงของความลังเลที่สมองกำลังสร้างขึ้น


🌿 เพราะจริงๆ แล้ว คุณค่าของคนๆ หนึ่งไม่ได้หายไปไหน

เพียงแต่ในช่วงเวลาที่สมองป่วย
ม่านบางๆ ถูกเลื่อนลงมาบดบังมันไว้

และเมื่อการรักษาค่อยๆ ทำให้วงจรสมองกลับมาปกติ
ม่านนั้นจะค่อยๆ เปิดออกอีกครั้งค่ะ
แล้วคุณจะรู้จักตัวตนเดิมที่คุณเคยรู้จัก
มันอยู่ตรงนั้นแหละ แต่สมองแมร่งป่วยอยู่ หาไม่เจอ

ที่อยู่

กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Bangkok
10140

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 04:30

เบอร์โทรศัพท์

+6624708446

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KMUTT Health Care Unitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง KMUTT Health Care Unit:

ทางลัด

แชร์