10/05/2026
🩷 FDA อัปเดตข้อมูล “ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดู” ใหม่🩷
ล่าสุด FDA หรือ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศปรับข้อมูลคำเตือนของยาฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดู
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันมากขึ้น สรุปหลัก ๆ คือ FDA ถอดคำเตือนเกี่ยวกับ
🔸 การใช้ฮอร์โมนทดแทนต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease)
🔸 การใช้ฮอร์โมนทดแทนต่อการเกิด มะเร็งเต้านม (Breast cancer)
🔸 การใช้ฮอร์โมนทดแทนต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม (Dementia)
ออกจากคำเตือนข้างกล่อง ( boxed warning) โดย FDA ได้ขอให้บริษัทยาจำนวน 29 บริษัท ส่งข้อมูลเพื่อปรับปรุงฉลากยาให้สอดคล้องกับข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบัน โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มแรกที่ได้รับการอนุมัติการปรับฉลาก ครอบคลุมฮอร์โมนทดแทนทั้ง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฮอร์โมนชนิดเอสโตรเจนร่วมโปรเจสโตเจน (systemic combination therapy) ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดเดี่ยว (systemic estrogen-alone therapy) ฮอร์โมนโปรเจสโตเจนชนิดเดี่ยว สำหรับใช้ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ในสตรียังมีมดลูกอยู่ (systemic progestogen-alone therapy)และ ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดใช้เหน็บช่องคลอด (topical vaginal estrogen therapy)
เนื่องจากข้อมูลใหม่พบว่า ความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนทดแทน ขึ้นกับอายุ ช่วงเวลาที่เริ่มใช้ ชนิดฮอร์โมน รูปแบบการบริหารฮอร์โมน และปัจจัยพื้นฐานทางสุขภาพของสตรีแต่ละราย
เมื่อก่อน หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดูเสี่ยงมะเร็งเต้านม” จนทำให้ผู้หญิงจำนวนมากกังวลและไม่กล้ารักษาอาการวัยทอง ความกังวลนี้ส่วนหนึ่งมาจากงานวิจัยสำคัญชื่อ Women’s Health Initiative (WHI) เมื่อปี ค.ศ. 2002 ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่ เกี่ยวข้องกับการฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดูต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยพบว่าการใช้ฮอร์โมนบางรูปแบบ โดยเฉพาะ อร์โมนชนิดเอสโตรเจนร่วมโปรเจสติน อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดสมอง และลิ่มเลือดอุดตัน
หลังจากผลการศึกษาถูกเผยแพร่ผู้หญิงจำนวนมากทั่วโลกหยุดใช้ฮอร์โมนทันทีและเกิดความกังวลเกี่ยวกับการรักษาด้วยฮอร์โมนในสตรีวัยหมดระดูอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมจากงานวิจัย WHI และงานวิจัยใหม่จำนวนมาก ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่ากลุ่มสตรีในการศึกษาเดิมส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมาก (อายุเฉลี่ยประมาณ 63 ปี) หลายรายเริ่มใช้ฮอร์โมนหลังวัยหมดระดูมานาน และบางรายมีปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคลอยู่ก่อนหน้า ได้แก่ สูบบุหรี่และความดันโลหิตสูง
ปัจจุบันพบว่าการเริ่มใช้ฮอร์โมนทดแทนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในสตรีที่อายุน้อยกว่า 60 ปี หรือเริ่มรักษาภายใน 10 ปีหลังวัยหมดระดู พบว่ามีประโยชน์จากฮอร์โมนทดแทนมากกว่าความเสี่ยงดังกล่าว การรักษาด้วยฮอร์โมนที่เหมาะสม สามารถช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ช่วยการนอนหลับ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกได้ ซึ่งการประเมินผลของการรักษาขึ้นกับสุขภาพพื้นฐานของสตรีแต่ละรายเป็นหลัก ไม่ใช่ความเสี่ยงแบบเดียวกันทั้งหมดเหมือนที่เคยตีความจาก WHI ในอดีต✨
ตามแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
ข้อบ่งชี้ของการใช้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดู ได้แก่
✔️ อาการวัยหมดระดูที่รบกวนคุณภาพชีวิต เช่น ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหงื่อออกกลางคืน อารมณ์แปรปรวน
✔️ ภาวะหมดระดูก่อนวัย หรือขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อนอายุ 45 ปี
✔️ การป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและโรคกระดูกพรุนในสตรีที่เหมาะสม
ดังนั้น ปัจจุบันการดูแลสตรีวัยหมดระดูจึงเน้น “การเลือกการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล”
ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดูไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับทุกคน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับทุกคนเช่นกัน 💗
เพราะปัจจุบัน เป้าหมายของการดูแลวัยหมดระดู ไม่ได้มุ่งเพียง “รักษาอาการ” แต่รวมถึงการดูแลสุขภาพระยะยาว คุณภาพชีวิต และรวมถึงสูงวัยสุขภาพดี ( healthy aging) ของผู้หญิงในแต่ละช่วงวัย ✨
หากมีอาการวัยหมดระดูที่รบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินแนวทางรักษาที่เหมาะสม
บทความโดย ผศ. พญ. อรวิน วัลลิภากร หัวหน้าหน่วยสตรีวัยหมดระดู สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
References:
• RTCOG Clinical Practice Guideline GY-64-022
• FDA Menopausal Hormone Therapy Labeling Update, 2025
• Sriprasert I, et al. Obstet Gynecol. 2026.
• Zeeshan F, Saqlain A. Ann Med Surg (Lond). 2026.
• WHI Study, JAMA. 2002;288:321-333.
#วัยหมดระดู #ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดู #ฮอร์โมนวัยทอง #ฮอร์โมนและมะเร็งเต้านม #วัยทอง #อรวินวัลลิภากร #วัยทองไม่ต้องทน