Live with Port-A Cath TH

Live with Port-A Cath TH “Port-A-Cath ทุกการรักษา ไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเจ็บปวด” �

🔍 Behind the Port EP.3สายของ Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหน?หลายคนจับก้อนพอร์ตที่หน้าอกแล้วจะนึกว่าสายคงอยู่...
11/09/2026

🔍 Behind the Port EP.3

สายของ Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหน?

หลายคนจับก้อนพอร์ตที่หน้าอกแล้วจะนึกว่าสายคงอยู่แถว ๆ นั้น

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ

ตัวพอร์ตอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก แต่จะมีสายเล็ก ๆ ต่อจากพอร์ตเข้าไปในหลอดเลือดดำ และปลายสายจะไปอยู่ในหลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ

ตำแหน่งที่ต้องการโดยทั่วไปคือบริเวณปลายของ superior vena cava ใกล้กับจุดที่ต่อกับหัวใจ หรือที่เรียกว่า cavoatrial junction

แล้วทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น?

เหตุผลหลักคือบริเวณนี้เป็นหลอดเลือดขนาดใหญ่และมีเลือดไหลผ่านมาก ยาที่เราให้ผ่านพอร์ต โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดหรือยาที่ระคายเคืองต่อหลอดเลือด จะถูกเจือจางได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการให้ผ่านเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่แขน

ตำแหน่งของปลายสายจึงค่อนข้างสำคัญ

ถ้าสายสั้นเกินไป ปลายสายอาจอยู่สูงเกินตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้การใช้งานไม่ดีเท่าที่ควร และอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง

ในทางกลับกัน ถ้าสายยาวเกินไปจนเข้าไปในหัวใจมากเกิน ก็อาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

เพราะฉะนั้น เวลาผมใส่พอร์ต สิ่งที่ต้องเช็กไม่ได้มีแค่ว่า “สายเข้าเส้นเลือดแล้วหรือยัง”

แต่ต้องดูด้วยว่า ปลายสายไปจบตรงตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง

วิธีเช็กก็มีหลายแบบ เช่น fluoroscopy, ECG guidance หรือเอกซเรย์ ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้และระบบของแต่ละโรงพยาบาล

ดังนั้น ถึงแม้สิ่งที่คนไข้เห็นจากด้านนอกจะเป็นเพียงก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง แต่จริง ๆ แล้ว Port-a-Cath มีสายที่ต่อเข้าไปถึงหลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจครับ

และตำแหน่งปลายสายที่ต่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก็มีผลต่อการใช้งานในระยะยาวได้เหมือนกัน

📌 Behind the Port
ตอนต่อไป: ทำไมบางคนใส่พอร์ตแล้วมีแผลเดียว แต่บางคนมี 2 แผล?

🔍 Behind the Port EP.2ใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…ทำไมบางครั้งหมอยังต้องเอกซเรย์อีก?“ใส่เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังต้องไปเอกซเ...
27/08/2026

🔍 Behind the Port EP.2

ใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…ทำไมบางครั้งหมอยังต้องเอกซเรย์อีก?

“ใส่เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังต้องไปเอกซเรย์อีก?”

เป็นอีกคำถามที่คนไข้ถามผมบ่อยครับ

เพราะสำหรับคนไข้ พอปิดแผลเรียบร้อยก็น่าจะถือว่าการใส่ Port-a-Cath จบแล้ว

แต่สำหรับหมอ ก่อนจะบอกว่า “เรียบร้อย” ยังมีอีกเรื่องสำคัญที่ต้องมั่นใจก่อน นั่นคือ สายอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการจริงหรือไม่ และมีภาวะแทรกซ้อนจากการใส่หรือเปล่า

1. เราไม่ได้ดูแค่ว่า “สายเข้าเส้นเลือดแล้ว”

สายของ Port-a-Cath จะวิ่งจากตัวพอร์ตเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่ และปลายสายควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

ถ้าปลายสายสั้นหรือยาวเกินไป หรือไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ อาจทำให้พอร์ตทำงานได้ไม่ดี และเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาตามมาได้

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราต้องมั่นใจหลังใส่ คือ ตำแหน่งของปลายสายครับ

2. อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ “ลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด”

การใส่พอร์ตผ่านหลอดเลือดบริเวณคอหรือใต้ไหปลาร้า แม้จะทำด้วยอัลตราซาวนด์และเทคนิคที่ปลอดภัย ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

หนึ่งในสิ่งที่เราระวังคือ pneumothorax หรือภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด

Chest X-ray จึงสามารถช่วยตรวจทั้งตำแหน่งของสายและภาวะแทรกซ้อนบางอย่างหลังหัตถการได้

3. แล้วทุกคนต้องเอกซเรย์หลังใส่พอร์ตไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ

ปัจจุบันหลายแห่งใส่พอร์ตโดยใช้ ultrasound ร่วมกับ fluoroscopy หรือวิธีอื่นในการยืนยันตำแหน่งปลายสายตั้งแต่ระหว่างทำหัตถการ

ถ้าแพทย์สามารถยืนยันตำแหน่งของสายได้ชัดเจน และไม่มีเหตุให้สงสัยภาวะแทรกซ้อน ก็อาจไม่จำเป็นต้องทำ Chest X-ray ซ้ำในผู้ป่วยทุกราย

ในทางกลับกัน ถ้าระหว่างใส่มีความยาก ตำแหน่งสายยังไม่แน่ชัด หรือมีอาการผิดปกติหลังทำ เช่น หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือค่าออกซิเจนลดลง การตรวจเพิ่มเติมก็มีความสำคัญมากขึ้น

ดังนั้น ถ้าใส่พอร์ตแล้วโรงพยาบาลหนึ่งให้ไปเอกซเรย์ แต่อีกโรงพยาบาลหนึ่งไม่ได้ทำ ไม่ได้แปลว่าที่ไหนทำถูกหรือผิดครับ

อาจเป็นเพราะเทคนิคที่ใช้ในการใส่ วิธีตรวจสอบตำแหน่งสาย และ protocol ของแต่ละแห่งแตกต่างกัน

สำหรับคนไข้ การใส่พอร์ตอาจดูเหมือนจบตอนที่ปิดแผล

แต่สำหรับหมอ…

หัตถการจะยังไม่จบ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปนั้น อยู่ถูกที่ และพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยครับ



📌 Behind the Port ซีรีส์ที่พามาดูเรื่องเล็ก ๆ เบื้องหลังการใส่ Port-a-Cath ที่คนไข้ไม่ค่อยได้เห็น

EP.3 : ปลายสาย Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหนในร่างกาย?

🔍 Behind the Port EP.1ทำไมหมอต้องใช้อัลตราซาวนด์ ทั้งที่เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้น?เคยมีคนไข้ถามผมว่า“ทำไมต้องเอาเครื่องอัลต...
21/07/2026

🔍 Behind the Port EP.1

ทำไมหมอต้องใช้อัลตราซาวนด์ ทั้งที่เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้น?

เคยมีคนไข้ถามผมว่า

“ทำไมต้องเอาเครื่องอัลตราซาวนด์มาดูด้วย เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ?”

เป็นคำถามที่ดีมากครับ

เพราะถ้ามองจากมุมของคนไข้ ก็เหมือนเราเสียเวลาทำอีกขั้นตอนหนึ่งก่อนเริ่มหัตถการ

แต่สำหรับศัลยแพทย์…

อัลตราซาวนด์ไม่ใช่เครื่องสำหรับ “หาเส้นเลือด”

แต่เป็นเครื่องที่ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก

เราใช้มันเพื่อดูว่าเส้นเลือดเปิดโล่งดีหรือไม่ มีลิ่มเลือดหรือเปล่า อยู่ห่างจากหลอดเลือดแดงแค่ไหน และตำแหน่งไหนเหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยคนนั้น

แม้คนไข้สองคนจะมารับการใส่ Port-a-Cath เหมือนกัน แต่หลอดเลือดของทั้งสองคนอาจไม่เหมือนกันเลย

การได้เห็นภาพจริงก่อนเริ่ม จึงช่วยให้เราวางแผนได้แม่นยำขึ้น และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เข็มแรก

ปัจจุบัน งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนการใช้อัลตราซาวนด์ในการใส่สายหลอดเลือดดำใหญ่ เพราะช่วยเพิ่มโอกาสเจาะได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก และลดภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับการอาศัยตำแหน่งทางกายวิภาคเพียงอย่างเดียว จึงกลายเป็นมาตรฐานในโรงพยาบาลส่วนใหญ่

สำหรับคนไข้ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาเพิ่มเพียงไม่กี่นาที

แต่สำหรับศัลยแพทย์…

บางครั้ง “ไม่กี่นาทีก่อนเริ่ม” อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของหัตถการทั้งหมด

เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วย เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนลงเข็มครับ



📌 Behind the Port เป็นซีรีส์ที่พาทุกคนมาดูเบื้องหลังการใส่ Port-a-Cath ในมุมที่คนไข้ไม่ค่อยได้เห็น

EP.2 : ทำไมหลังใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…หมอยังต้องเอกซเรย์อีก?

มี Port-a-Cath แล้ว…ทำไมบางครั้งยังต้องเจาะเลือดจากแขน?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ“มีพอร์ตอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเจาะเลือดท...
26/06/2026

มี Port-a-Cath แล้ว…ทำไมบางครั้งยังต้องเจาะเลือดจากแขน?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ

“มีพอร์ตอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเจาะเลือดที่แขนอีก?”

“เจาะจากพอร์ตไปเลยไม่ได้เหรอ จะได้ไม่ต้องเจ็บหลายรอบ”

คำตอบคือ เจาะเลือดจากพอร์ตได้ครับ แต่ไม่ได้แปลว่าควรใช้พอร์ตเจาะเลือดทุกครั้ง เพราะการเจาะเลือดจากพอร์ตมีรายละเอียดมากกว่าที่หลายคนคิด



1. ต้องใช้เข็มเฉพาะสำหรับพอร์ต

การปักพอร์ตต้องใช้เข็มชนิดพิเศษที่เรียกว่า Huber needle ซึ่งออกแบบมาให้ปักผ่านแผ่นซิลิโคนของพอร์ตโดยไม่ทำให้พอร์ตเสียหาย

เข็มเจาะเลือดทั่วไปไม่สามารถนำมาปักพอร์ตได้ครับ

และในชีวิตจริง Huber needle ไม่ได้มีอยู่ทุกแผนก หรือทุกจุดเจาะเลือด บางห้องตรวจ บางแผนก หรือบางโรงพยาบาลอาจไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับปักพอร์ตไว้ ดังนั้นแม้คนไข้จะมีพอร์ตอยู่แล้ว ทีมรักษาอาจเลือกเจาะเลือดจากแขนแทน เพราะทำได้เร็วกว่าและเหมาะสมกว่าในสถานการณ์นั้น



2. ต้องทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

พอร์ตเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับหลอดเลือดดำใหญ่ การปักพอร์ตจึงต้องระวังเรื่องความสะอาดมากกว่าการเจาะเลือดจากแขนทั่วไป ต้องมีการเตรียมผิวหนัง ใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง และดูแลหลังปักอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ



3. ต้อง flush และมักต้องทิ้งเลือดช่วงแรกก่อนส่งตรวจ

ในพอร์ตอาจมีน้ำเกลือหรือ heparin lock ค้างอยู่ ถ้าดูดเลือดส่งตรวจทันทีโดยไม่จัดการให้ถูกวิธี ผลเลือดบางค่าอาจคลาดเคลื่อนได้

ดังนั้นการเจาะเลือดจากพอร์ตจึงต้องมีขั้นตอนมากกว่า ไม่ใช่แค่ปักแล้วดูดเลือดส่งแล็บได้เลย



4. แล็บบางชนิดไม่เหมาะกับการเก็บจากพอร์ต

การตรวจบางอย่างอาจไวต่อการปนเปื้อนจากสารน้ำ ยา หรือ heparin โรงพยาบาลบางแห่งจึงกำหนดให้เจาะเลือดจากแขนเป็นหลัก เพื่อให้ผลตรวจแม่นยำที่สุด



5. ถ้าพอร์ตดูดเลือดไม่ออก ไม่ควรฝืน

บางครั้งพอร์ตยัง flush เข้าได้ แต่ ดูดเลือดไม่ออก อาจเกิดจากปลายสายพิงผนังหลอดเลือด หรือมี fibrin sheath เคลือบปลายสาย กรณีนี้ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป แต่ไม่ควรฝืนดูดแรง ๆ ควรให้ทีมที่ดูแลพอร์ตประเมินก่อน



6. นโยบายแต่ละโรงพยาบาลไม่เหมือนกัน

บางที่อนุญาตให้เจาะเลือดจากพอร์ตได้ บางที่ทำเฉพาะใน chemo unit หรือ ward และบางที่ให้เจาะจากแขนเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ดังนั้นคำตอบอาจไม่เหมือนกันในทุกโรงพยาบาลครับ



สรุปง่าย ๆ

มี Port-a-Cath แล้ว ไม่ได้แปลว่าจะไม่ต้องเจาะเลือดจากแขนอีกเลย

พอร์ตช่วยลดการเจาะเส้นซ้ำ ๆ ได้มาก โดยเฉพาะในคนไข้ที่เส้นแขนหายาก เส้นพัง หรือเจาะเลือดบ่อย แต่การใช้พอร์ตเจาะเลือดควรทำเมื่อเหมาะสม มีอุปกรณ์ครบ มีคนที่ใช้งานพอร์ตเป็น และทำด้วยเทคนิคที่ปลอดภัย

ถ้าวันไหนทีมรักษาเลือกเจาะเลือดจากแขน ไม่ได้แปลว่าพอร์ตไม่มีประโยชน์ แต่อาจเป็นเพราะในสถานการณ์นั้น การเจาะจากแขนเป็นวิธีที่ง่ายกว่า เร็วกว่า หรือแม่นยำกว่าครับ

ถ้าเส้นแขนเจาะยากมาก หรือเจ็บจากการเจาะซ้ำบ่อย ๆ สามารถคุยกับทีมรักษาได้เลยว่า

“เคสของเราสามารถใช้พอร์ตเจาะเลือดได้ไหม”

พอร์ตมีไว้เพื่อช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น แต่ต้องใช้ให้ถูกจังหวะ ถูกอุปกรณ์ และปลอดภัยที่สุดครับ 🩺

Port-a-Cath ไม่ได้ใส่ได้แค่ที่หน้าอกบางคน…ใส่ที่แขนก็เหมาะมากครับภาพนี้เป็นผู้ป่วยท่านหนึ่งที่ใส่ Port-a-Cath ที่แขน มาเ...
22/06/2026

Port-a-Cath ไม่ได้ใส่ได้แค่ที่หน้าอก

บางคน…ใส่ที่แขนก็เหมาะมากครับ

ภาพนี้เป็นผู้ป่วยท่านหนึ่งที่ใส่ Port-a-Cath ที่แขน มาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พอร์ตเส้นนี้ช่วยให้การรักษาเป็นไปได้สะดวกขึ้น ลดการเจาะเส้นซ้ำ ๆ และผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาสำคัญจากตัวพอร์ต

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องมีแผลหรือพอร์ตที่มองเห็นชัดๆบริเวณหน้าอก เวลาแต่งตัว ใช้ชีวิต หรือมองตัวเองในกระจก ก็รู้สึกสบายใจกว่าเดิม

วันนี้ผู้ป่วยรักษาครบ โรคสงบดี และไม่มีความจำเป็นต้องใช้พอร์ตต่อแล้ว จึงมาผ่าตัดเอาพอร์ตออกครับ

หลายคนอาจคุ้นกับพอร์ตที่หน้าอกมากกว่า
เพราะเป็นตำแหน่งที่ใช้กันบ่อยและเหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่
แต่จริง ๆ แล้ว พอร์ตที่แขน หรือ arm port ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในบางกรณี

ข้อดีของการใส่พอร์ตที่แขนในเคสที่เหมาะสม เช่น

* ไม่ต้องมีแผลบริเวณหน้าอก
* ผู้ป่วยบางรายรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
* ซ่อนแผลได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน
* เหมาะกับผู้ป่วยบางรายที่ไม่สะดวกใส่พอร์ตบริเวณหน้าอก
* ยังสามารถใช้ให้ยาเคมีบำบัดหรือยาทางหลอดเลือดดำระยะยาวได้เหมือนพอร์ตทั่วไป

แต่ arm port ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป
ก่อนเลือกตำแหน่งต้องดูหลายอย่าง เช่น

* ขนาดหลอดเลือดที่แขน
* แผนการรักษา
* การใช้งานแขนในชีวิตประจำวัน
* ความเสี่ยงลิ่มเลือด
* โรคร่วมบางอย่าง เช่น โรคไตที่อาจต้องเก็บเส้นไว้ในอนาคต

ดังนั้นตำแหน่งของพอร์ตจึงไม่ควรเป็นสูตรสำเร็จว่า “ต้องหน้าอกเท่านั้น” แต่ควรเลือกให้เหมาะกับร่างกาย โรค และชีวิตจริงของผู้ป่วยแต่ละคน

เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า
ถ้าเลือกตำแหน่งเหมาะ ใส่ถูกวิธี และดูแลต่อเนื่องดี
พอร์ตที่แขนก็สามารถอยู่กับผู้ป่วยได้นาน ใช้งานได้ดี ช่วยให้ผู้ป่วยมั่นใจขึ้นอึกด้วยครับ 🩺

♨️ ใส่ Port-a-Cath อยู่…แช่ออนเซ็นได้ไหม?เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนที่เป็น oncologist (หมอมะเร็งวิทยา) ซึ่งเล่าใ...
13/06/2026

♨️ ใส่ Port-a-Cath อยู่…แช่ออนเซ็นได้ไหม?

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนที่เป็น oncologist (หมอมะเร็งวิทยา) ซึ่งเล่าให้ฟังว่ามีคนไข้ที่ใส่ Port-a-Cath ถามมาว่า

“หมอครับ ใส่พอร์ตอยู่ ไปแช่ออนเซ็นได้ไหม?”

ฟังดูเป็นคำถามเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วน่าสนใจมากครับ
เพราะมันสะท้อนว่าคนไข้ไม่ได้อยากรู้แค่ว่า “รักษาอย่างไร”
แต่อยากรู้ว่า “ระหว่างรักษา เรายังใช้ชีวิตแบบที่ชอบได้แค่ไหน”

คำตอบคือ…

ส่วนใหญ่ “แช่ได้” ถ้าแผลหายดีแล้ว และไม่มีอาการผิดปกติรอบพอร์ต

เพราะ Port-a-Cath เป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
เมื่อแผลผ่าตัดหายสนิท ผิวหนังปิดดี ไม่มีแผลเปิด
การอาบน้ำหรือแช่น้ำโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้พอร์ตเสียครับ



แล้วหลังใส่พอร์ตใหม่ ๆ ต้องรอกี่วัน?

ตัวเลขที่จำง่ายคือ
ควรรอประมาณ 1–2 สัปดาห์
หรือให้ปลอดภัยคือประมาณ 14 วัน
จนกว่าแผลจะ

* แห้งสนิท
* ปิดดี
* ไม่มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
* ไม่มีแดง บวม ร้อน หรือกดเจ็บผิดปกติ

แล้วค่อยลงแช่น้ำ ออนเซ็น หรือสระว่ายน้ำ



ควรเลี่ยงแช่ออนเซ็นในช่วงไหน?

1. เพิ่งผ่าตัดใส่พอร์ตมาใหม่ ๆ ถ้ายังไม่ครบประมาณ 1–2 สัปดาห์ หรือแผลยังไม่แห้งสนิท ควรเลี่ยงก่อน

2. เพิ่งมีการปักพอร์ตเพื่อให้ยา/ล้างพอร์ตมาไม่นาน แม้จะถอดเข็มออกแล้ว แต่ถ้ายังมีรอยเจาะใหม่ ๆ มีเลือดซึม หรือยังมีพลาสเตอร์ปิดอยู่ ควรรอให้ผิวหนังแห้งดี ไม่มีบวมแดงก่อนลงแช่น้ำ

3. เพิ่งได้รับเคมีบำบัด และร่างกายยังไม่พร้อม
บางคนหลังให้ยาอาจมีอาการอ่อนเพลีย เวียนหัว คลื่นไส้ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือความดันตกง่าย การแช่น้ำร้อนนาน ๆ อาจทำให้หน้ามืดหรือไม่สบายตัวได้ ช่วงนี้ควรประเมินร่างกายตัวเองก่อนครับ



สรุปง่าย ๆ

ใส่พอร์ตแล้ว สามารถแช่ออนเซ็นได้ ถ้า

* แผลผ่าตัดหายสนิทแล้ว
* โดยทั่วไปพ้นช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์ / ประมาณ 14 วัน หลังผ่าตัด
* ไม่มีแดง บวม ร้อน ปวด รอบพอร์ต
* ไม่มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
* ไม่ได้เพิ่งให้เคมีแล้วร่างกายอ่อนเพลียมาก
* แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ห้ามเป็นพิเศษ

พอร์ตไม่ได้มีไว้เพื่อให้ชีวิตลำบากขึ้น
แต่มีไว้เพื่อให้การรักษาง่ายขึ้น และช่วยให้คนไข้ยังใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

ดังนั้น ถ้าแผลดี ร่างกายพร้อม
ออนเซ็นก็ยังเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ทำได้ครับ ♨️🩺

พอร์ตตันคืออะไร?ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต...
05/06/2026

พอร์ตตันคืออะไร?

ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ

“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก?”

“แบบนี้พอร์ตตันแล้วใช่ไหม?”

“ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่หรือเปล่า?”

คำตอบคือ

ยังไม่จำเป็นต้องแปลว่าพอร์ตเสียเสมอไปครับ



พอร์ตตัน แปลว่าอะไร?

คำว่า “พอร์ตตัน” ในชีวิตจริงอาจหมายถึงหลายแบบ เช่น

* flush เข้าไม่ได้

* flush เข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

* ไหลได้ไม่ดี ต้องใช้แรงดันมากผิดปกติ

ดังนั้นเวลาเจอปัญหาพอร์ตใช้งานไม่ลื่น

เราไม่ได้รีบสรุปทันทีว่า “พอร์ตพัง”

แต่ต้องดูให้ชัดก่อนว่า “ตันแบบไหน”



กรณีที่เจอบ่อยมาก:

ฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

อันนี้เจอบ่อยที่สุดครับ

และหลายครั้งสาเหตุไม่ใช่ตัวพอร์ตเสีย แต่เป็นเรื่องของ

* ปลายสายแนบผนังหลอดเลือด

* มี fibrin sheath หรือคราบโปรตีนบาง ๆ มาเคลือบรอบปลายสาย

* ท่าทางของผู้ป่วยทำให้สายพาดหรือพิงในมุมที่ดูดเลือดยาก

พูดง่าย ๆ คือ

เวลาฉีดยาเข้า แรงดันจากการฉีดอาจยังพอผ่านได้

แต่เวลาจะ “ดูดกลับ” เลือดไม่ไหลย้อนเข้ามา เพราะมีเหมือนลิ้นบาง ๆ ปิดปลายสายอยู่

เพราะฉะนั้น

ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป



แล้ว fibrin sheath คืออะไร?

fibrin sheath คือ

คราบหรือปลอกบาง ๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเกาะรอบปลายสาย catheter

มันไม่ได้แปลว่าติดเชื้อ

แต่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พอร์ตเริ่มทำงานผิดปกติ เช่น

* ดูดเลือดไม่ออก

* flush ได้แต่ไม่ลื่น

* ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง

ภาวะนี้พบได้ในพอร์ตที่ใช้งานมาระยะหนึ่ง และไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทันทีทุกครั้ง



ถ้าพอร์ตดูดเลือดไม่ออก ต้องทำอย่างไร?

โดยทั่วไปทีมรักษาจะค่อย ๆ ประเมินเป็นขั้นตอน เช่น

* เช็กท่าของผู้ป่วย

* ให้หันหน้า

* ยกแขน

* ไอเบา ๆ

* เปลี่ยนท่านอน/นั่ง

* เช็กว่าเข็ม Huber อยู่ตำแหน่งถูกต้องหรือไม่

* ลอง flush อย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน

* ถ้ายังสงสัย อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น imaging หรือศึกษาการไหลของสาย

ในบางกรณีอาจใช้ยาเพื่อช่วยแก้ภาวะอุดตันจากลิ่มเลือดตามดุลยพินิจของแพทย์



แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลมากขึ้น?

ถ้าพอร์ตมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรประเมินจริงจังมากขึ้น เช่น

* flush ไม่เข้าเลย

* ปวด บวม หรือแสบเวลาฉีด

* มีบวมรอบพอร์ตขณะให้ยา

* เคยใช้ได้ดี แต่จู่ ๆ ใช้ไม่ได้

* มีไข้ หนาวสั่น หรือสงสัยติดเชื้อร่วมด้วย

กรณีแบบนี้ต้องแยกให้ได้ว่าเป็น

* การอุดตันจากลิ่มเลือด

* fibrin sheath

* เข็มอยู่ผิดตำแหน่ง

* สายหัก/พับ/เคลื่อน

* หรือมีปัญหาทางกลไกอื่นของพอร์ต



ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งไหม?

ไม่ครับ

หลายกรณียังไม่ต้องถึงขั้นผ่าตัดเปลี่ยนพอร์ตใหม่

เพราะปัญหาอาจแก้ได้จาก

* การปรับท่า

* การปักเข็มใหม่

* การ flush / declot ตามแนวทาง

* หรือการตรวจเพิ่มเติมแล้วจัดการตรงสาเหตุ

การถอดหรือเปลี่ยนพอร์ตจะพิจารณาเมื่อ

* ใช้งานไม่ได้จริง

* มีปัญหาซ้ำ ๆ

* มีการติดเชื้อ

* หรือมีความเสียหายทางกลไกที่แก้ไม่ได้



สรุปสั้น ๆ

* ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป

* ปัญหาที่เจอบ่อยคือ fibrin sheath หรือปลายสายพิงผนังหลอดเลือด

* บางราย flush เข้าได้ แต่ aspirate ไม่ได้

* ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง

* สิ่งสำคัญคือให้ทีมที่ดูแลพอร์ตประเมินอย่างเป็นระบบก่อน

พอร์ตไม่ใช่อุปกรณ์ที่พอมีปัญหานิดเดียวแล้วต้องเปลี่ยนทันที

หลายครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “ตัน”

อาจเป็นปัญหาที่แก้ได้ครับ 🩺

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่...
24/05/2026

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?

ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?

คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไข้ถามบ่อยมากกกกก โดยเฉพาะหลังให้ยาครบคอร์สแล้ว หรืออยู่ในช่วงที่ยังไม่ได้ใช้งานพอร์ต

คำตอบคือ

พอร์ตที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ ยังควรได้รับการล้างเป็นระยะ

เพื่อช่วยคงสภาพการใช้งาน และลดโอกาสเกิดปัญหา เช่น พอร์ตตันหรือมีคราบตกค้างในระบบ

แต่ประเด็นที่อยากอัปเดตคือ

ในอดีตหลายโรงพยาบาลมักนัดล้างพอร์ตทุก 4 สัปดาห์ ตามแนวทางเดิมหรือคำแนะนำของผู้ผลิตบางราย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า

การยืดช่วงล้างออกไปถึง 12 สัปดาห์ ก็ยังมีความปลอดภัยได้ ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้งานพอร์ตเป็นประจำ โดยไม่ได้เพิ่มภาวะแทรกซ้อนของพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการล้างถี่กว่านั้น เช่น ทุก 4 หรือ 8 สัปดาห์

พูดง่าย ๆ คือ

ยังไม่ตัวเลขระยะเวลาที่ดีที่สุดในการนัดมาล้างพอร์ต และไม่จำเป็นเสมอไปว่าพอร์ตทุกเส้นต้องมาล้างทุก 4 สัปดาห์

ในหลายกรณี การนัดห่างถึง 8–12 สัปดาห์อาจเพียงพอได้

ข้อดีของการยืดช่วงล้างคือ

* ลดจำนวนครั้งที่คนไข้ต้องมาโรงพยาบาล

* ลดเวลาและค่าใช้จ่าย

* และช่วยให้คนไข้ที่โรคคุมได้ดี ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น

ให้ยึด protocol ของโรงพยาบาลที่ดูแลเราเป็นหลัก

เพราะแต่ละแห่งอาจใช้แนวทางไม่เหมือนกัน ขึ้นกับชนิดของพอร์ต วิธี lock/flush ประสบการณ์ของทีมดูแล และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

ถ้าคุณหมอเจ้าของไข้ประเมินแล้วว่า

ไม่น่าจะต้องใช้พอร์ตอีกต่อไปแล้วจริง ๆ

ก็สามารถคุยเรื่อง นัดถอดพอร์ต ได้เช่นกัน

เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการมาล้างต่อไปโดยไม่จำเป็น

สรุปสั้น ๆ

* พอร์ตที่ไม่ได้ใช้ ยังควรล้างเป็นระยะ

* งานวิจัยช่วงหลังสนับสนุนว่า ล้างห่างได้ถึง 12 สัปดาห์ ในหลายกรณีอย่างปลอดภัย

* แต่ในการดูแลจริง ควรทำตามนัดและแนวทางของโรงพยาบาลที่รักษาเราอยู่

* ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้พอร์ตอีกแล้ว ควรคุยกับแพทย์เรื่องการ ถอดพอร์ต ด้วยครับ

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับโดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลยหลายคนม...
15/05/2026

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ
โดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลย

หลายคนมองแค่ภายนอกแล้วอาจคิดว่า

“ก็เป็นแค่ก้อนเล็ก ๆ กับสายเส้นหนึ่ง ทำไมราคาถึงสูงขนาดนี้?”

คำตอบคือ เพราะ Port-a-Cath ไม่ใช่อุปกรณ์พลาสติกธรรมดา
แต่มันคือ อุปกรณ์ฝังในร่างกายระยะยาว ที่ต้องออกแบบให้ทั้ง ปลอดภัย ทนทาน และใช้งานซ้ำได้เป็นเวลานาน



1) วัสดุของพอร์ตไม่ใช่วัสดุทั่วไป

ตัวพอร์ตประกอบด้วยหลายส่วน เช่น

* โครงพอร์ต
* septum สำหรับปักเข็ม
* ห้องเก็บยา
* สาย catheter

วัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่

* อยู่ในร่างกายได้นาน
* ไม่กระตุ้นการอักเสบง่าย
* ทนต่อการใช้งานซ้ำ
* ทนต่อยาและสารน้ำหลายชนิด

พูดง่าย ๆ คือ
มันต้องเป็นวัสดุเกรดที่ “ใช้ฝังในคน” ได้จริง ไม่ใช่แค่ผลิตให้ถูก



2) Septum ต้องถูกแทงซ้ำได้หลายครั้ง แต่ยังไม่รั่ว

ส่วนกลางของพอร์ตที่เราใช้เข็ม Huber ปัก เรียกว่า septum
ส่วนนี้ต้องทำจากวัสดุที่

* ทนต่อการแทงซ้ำ
* ปิดตัวเองได้หลังถอนเข็ม
* ไม่รั่วง่าย

นี่เป็นงานวิศวกรรมละเอียดมาก
เพราะถ้าวัสดุไม่ดีพอ พอร์ตจะรั่ว เสีย หรือใช้งานได้ไม่นาน



3) เป็นอุปกรณ์ที่ต้อง “เชื่อถือได้” เพราะอยู่ในหลอดเลือดใหญ่

พอร์ตไม่ได้วางอยู่แค่ใต้ผิวหนัง
แต่มีสายต่อเข้าไปถึง หลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ

ดังนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ต้องลดความเสี่ยงให้มากที่สุด เช่น

* ไม่แตกง่าย
* ไม่ตันง่าย
* ไม่หลุดง่าย
* ไม่เสื่อมเร็ว

พอเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดส่วนกลาง
มาตรฐานการผลิต การทดสอบ และการควบคุมคุณภาพจึงสูงมาก



4) มีต้นทุนเรื่องการวิจัยและมาตรฐานความปลอดภัย

ก่อนที่พอร์ต 1 รุ่นจะออกมาใช้กับคนไข้ได้
ต้องผ่านทั้ง

* การออกแบบ
* การทดสอบวัสดุ
* การทดสอบความคงทน
* การรับรองมาตรฐานทางการแพทย์

สิ่งที่คนไข้มองไม่เห็นคือ
ราคาพอร์ตไม่ได้มีแค่ “ค่าวัสดุ”
แต่รวมถึงต้นทุนของ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ด้วย



5) เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่ได้ใช้จำนวนมากเหมือนของการแพทย์ทั่วไป

ของบางอย่างราคาถูกลงได้เพราะผลิตจำนวนมาก
แต่พอร์ตเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง
ใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม และต้องมีหลายรุ่น หลายขนาด หลายวัสดุ

จึงไม่ได้มี economy of scale แบบอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป
ทำให้ราคาต่อชิ้นยังค่อนข้างสูง



6) สิ่งที่คนไข้จ่าย ไม่ได้มีแค่ “ตัวพอร์ต”

เวลาพูดว่าพอร์ตแพง
หลายครั้งจริง ๆ แล้วคนไข้จ่ายรวมหลายอย่าง เช่น

* ตัวอุปกรณ์
* ชุด sterile สำหรับผ่าตัด
* ค่าห้องผ่าตัด / ห้องทำหัตถการ
* ค่าเครื่องมือ imaging / fluoroscopy / ultrasound
* ค่าทีมผ่าตัด
* ค่าดูแลหลังทำ

ดังนั้นสิ่งที่เห็นในใบเสร็จ
ไม่ใช่ราคาของ “ก้อนพอร์ตอย่างเดียว” เสมอไป



แล้วราคาแพง…คุ้มไหม?

คำตอบคือ ต้องดูเป็นรายคนครับ

สำหรับคนไข้ที่

* ต้องให้เคมีบำบัดหลายคอร์ส
* เส้นแขนหายาก
* เส้นพังง่าย
* ต้องให้ยาระยะยาว

พอร์ตอาจช่วยลด

* ความเจ็บจากการเจาะเส้นซ้ำ
* ภาวะแทรกซ้อนของเส้นแขน
* ความเครียดทุกครั้งที่มารักษา

ดังนั้นในหลายเคส
พอร์ตอาจไม่ได้เป็น “ของแพงเกินจำเป็น”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การรักษา ปลอดภัยขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้น



สรุปสั้น ๆ

Port-a-Cath ราคาแพง เพราะมันเป็น

* อุปกรณ์ฝังในร่างกาย
* ใช้วัสดุพิเศษ
* ต้องทน ใช้งานซ้ำได้
* ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูง
* และเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดใหญ่โดยตรง

พอร์ตจึงไม่ใช่แค่ “ก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาอย่างจริงจัง
เพื่อให้คนไข้ใช้รักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวครับ 🩺

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?เวลาพูดถึง Port-a-Cathหลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็...
03/05/2026

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?

เวลาพูดถึง Port-a-Cath
หลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็มให้ยา

แต่จริง ๆ แล้ว
“ตัว port” เองมีองค์ประกอบหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ต่างกันครับ

วันนี้ขอพามาทำความรู้จักเฉพาะ ตัวพอร์ต แบบง่าย ๆ



1) ตัวโครงพอร์ต (Port body / Housing)

นี่คือโครงสร้างหลักของตัวพอร์ต
เป็นส่วนที่หุ้มทุกอย่างไว้ และเป็นตัวที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

วัสดุที่ใช้พบได้บ่อย ได้แก่

* Titanium
* หรือ พลาสติก/โพลิเมอร์เกรดการแพทย์

จุดเด่นของวัสดุเหล่านี้

* แข็งแรง
* ทนทาน
* เข้ากับร่างกายได้ดี
* สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน

พอร์ตบางรุ่นเป็น titanium ทั้งตัว
บางรุ่นเป็น polymer เพื่อลดน้ำหนักหรือให้ภาพทางรังสีมีลักษณะต่างออกไปตามการออกแบบของแต่ละบริษัท



2) แผ่นซิลิโคนด้านบน (Septum)

นี่คือส่วนสำคัญมากของตัวพอร์ต
เพราะเป็นบริเวณที่เราใช้ Huber needle ปักผ่านลงไปเพื่อให้ยา เจาะเลือด หรือ flush port

วัสดุของส่วนนี้โดยทั่วไปคือ

* Silicone

ทำไมต้องเป็น silicone?

เพราะ silicone มีคุณสมบัติที่เหมาะกับหน้าที่นี้ คือ

* ยืดหยุ่นดี
* ทนต่อการปักซ้ำหลายครั้ง
* เมื่อถอนเข็มออกแล้วสามารถ ปิดตัวเองได้ (self-sealing)
* ลดโอกาสการรั่วของสารน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่มี septum ที่ดี ตัวพอร์ตก็จะไม่สามารถใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย



3) ตัวพอร์ต (Reservoir)

อยู่ใต้ septum ลงไป
เป็นช่องภายในที่รับยา/สารน้ำจากเข็มที่ปักผ่าน septum ลงมา

เวลาปักเข็มลงบนพอร์ต
ปลายเข็มจะลงมาที่บริเวณนี้ก่อน
จากนั้นยาหรือสารน้ำจึงไหลต่อไปยังสายของพอร์ต

วัสดุของส่วนนี้

ตัว reservoir มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพอร์ต
ดังนั้นวัสดุจึงมักสอดคล้องกับตัว housing เช่น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์



4) จุดต่อของพอร์ต (Outlet / Connector)

เป็นบริเวณที่ตัวพอร์ตเชื่อมต่อกับสายของพอร์ต
แม้วันนี้จะยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องสาย catheter
แต่ในแง่กายวิภาคของตัวพอร์ต จุดนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ

วัสดุของส่วนนี้มักเป็น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์
ขึ้นกับการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ



5) รูสำหรับเย็บยึด (Suture holes)

พอร์ตหลายรุ่นจะมีรูเล็ก ๆ บริเวณฐาน
เพื่อให้ศัลยแพทย์เย็บยึดตัวพอร์ตไว้กับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
ช่วยลดการเคลื่อนของพอร์ตหลังผ่าตัด

ส่วนนี้มักเป็นส่วนหนึ่งของตัว housing
ดังนั้นวัสดุก็จะเป็นชนิดเดียวกับโครงพอร์ต



สรุปแบบง่ายที่สุด

ถ้าพูดเฉพาะ ตัว port
องค์ประกอบหลัก ๆ คือ

* Housing / Port body = โครงพอร์ต
→ มักทำจาก titanium หรือ medical-grade polymer
* Septum = แผ่นสำหรับปักเข็ม
→ มักทำจาก silicone
* Reservoir = ห้องภายในสำหรับรับยา/สารน้ำ
→ เป็นส่วนหนึ่งของตัวพอร์ต
* Connector / Outlet = จุดเชื่อมต่อกับสาย
* Suture holes = รูสำหรับเย็บยึดพอร์ต



สิ่งสำคัญที่คนไข้ควรรู้

ตัวพอร์ตอาจดูเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ
แต่จริง ๆ แล้วถูกออกแบบอย่างละเอียดมาก
เพื่อให้สามารถ

* ปักใช้งานซ้ำได้
* อยู่ในร่างกายได้นาน
* และปลอดภัยสำหรับการให้ยาระยะยาว

ดังนั้น Port-a-Cath จึงไม่ใช่แค่ “ก้อนใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการออกแบบทั้งด้านวัสดุและโครงสร้างอย่างพิถีพิถันครับ 🩺

ที่อยู่

เลขที่ 2 ถ. วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Live with Port-A Cath THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์