Live with Port-A Cath TH

Live with Port-A Cath TH “Port-A-Cath ทุกการรักษา ไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเจ็บปวด” �

พอร์ตตันคืออะไร?ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต...
05/06/2026

พอร์ตตันคืออะไร?

ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ

“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก?”

“แบบนี้พอร์ตตันแล้วใช่ไหม?”

“ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่หรือเปล่า?”

คำตอบคือ

ยังไม่จำเป็นต้องแปลว่าพอร์ตเสียเสมอไปครับ



พอร์ตตัน แปลว่าอะไร?

คำว่า “พอร์ตตัน” ในชีวิตจริงอาจหมายถึงหลายแบบ เช่น

* flush เข้าไม่ได้

* flush เข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

* ไหลได้ไม่ดี ต้องใช้แรงดันมากผิดปกติ

ดังนั้นเวลาเจอปัญหาพอร์ตใช้งานไม่ลื่น

เราไม่ได้รีบสรุปทันทีว่า “พอร์ตพัง”

แต่ต้องดูให้ชัดก่อนว่า “ตันแบบไหน”



กรณีที่เจอบ่อยมาก:

ฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

อันนี้เจอบ่อยที่สุดครับ

และหลายครั้งสาเหตุไม่ใช่ตัวพอร์ตเสีย แต่เป็นเรื่องของ

* ปลายสายแนบผนังหลอดเลือด

* มี fibrin sheath หรือคราบโปรตีนบาง ๆ มาเคลือบรอบปลายสาย

* ท่าทางของผู้ป่วยทำให้สายพาดหรือพิงในมุมที่ดูดเลือดยาก

พูดง่าย ๆ คือ

เวลาฉีดยาเข้า แรงดันจากการฉีดอาจยังพอผ่านได้

แต่เวลาจะ “ดูดกลับ” เลือดไม่ไหลย้อนเข้ามา เพราะมีเหมือนลิ้นบาง ๆ ปิดปลายสายอยู่

เพราะฉะนั้น

ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป



แล้ว fibrin sheath คืออะไร?

fibrin sheath คือ

คราบหรือปลอกบาง ๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเกาะรอบปลายสาย catheter

มันไม่ได้แปลว่าติดเชื้อ

แต่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พอร์ตเริ่มทำงานผิดปกติ เช่น

* ดูดเลือดไม่ออก

* flush ได้แต่ไม่ลื่น

* ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง

ภาวะนี้พบได้ในพอร์ตที่ใช้งานมาระยะหนึ่ง และไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทันทีทุกครั้ง



ถ้าพอร์ตดูดเลือดไม่ออก ต้องทำอย่างไร?

โดยทั่วไปทีมรักษาจะค่อย ๆ ประเมินเป็นขั้นตอน เช่น

* เช็กท่าของผู้ป่วย

* ให้หันหน้า

* ยกแขน

* ไอเบา ๆ

* เปลี่ยนท่านอน/นั่ง

* เช็กว่าเข็ม Huber อยู่ตำแหน่งถูกต้องหรือไม่

* ลอง flush อย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน

* ถ้ายังสงสัย อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น imaging หรือศึกษาการไหลของสาย

ในบางกรณีอาจใช้ยาเพื่อช่วยแก้ภาวะอุดตันจากลิ่มเลือดตามดุลยพินิจของแพทย์



แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลมากขึ้น?

ถ้าพอร์ตมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรประเมินจริงจังมากขึ้น เช่น

* flush ไม่เข้าเลย

* ปวด บวม หรือแสบเวลาฉีด

* มีบวมรอบพอร์ตขณะให้ยา

* เคยใช้ได้ดี แต่จู่ ๆ ใช้ไม่ได้

* มีไข้ หนาวสั่น หรือสงสัยติดเชื้อร่วมด้วย

กรณีแบบนี้ต้องแยกให้ได้ว่าเป็น

* การอุดตันจากลิ่มเลือด

* fibrin sheath

* เข็มอยู่ผิดตำแหน่ง

* สายหัก/พับ/เคลื่อน

* หรือมีปัญหาทางกลไกอื่นของพอร์ต



ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งไหม?

ไม่ครับ

หลายกรณียังไม่ต้องถึงขั้นผ่าตัดเปลี่ยนพอร์ตใหม่

เพราะปัญหาอาจแก้ได้จาก

* การปรับท่า

* การปักเข็มใหม่

* การ flush / declot ตามแนวทาง

* หรือการตรวจเพิ่มเติมแล้วจัดการตรงสาเหตุ

การถอดหรือเปลี่ยนพอร์ตจะพิจารณาเมื่อ

* ใช้งานไม่ได้จริง

* มีปัญหาซ้ำ ๆ

* มีการติดเชื้อ

* หรือมีความเสียหายทางกลไกที่แก้ไม่ได้



สรุปสั้น ๆ

* ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป

* ปัญหาที่เจอบ่อยคือ fibrin sheath หรือปลายสายพิงผนังหลอดเลือด

* บางราย flush เข้าได้ แต่ aspirate ไม่ได้

* ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง

* สิ่งสำคัญคือให้ทีมที่ดูแลพอร์ตประเมินอย่างเป็นระบบก่อน

พอร์ตไม่ใช่อุปกรณ์ที่พอมีปัญหานิดเดียวแล้วต้องเปลี่ยนทันที

หลายครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “ตัน”

อาจเป็นปัญหาที่แก้ได้ครับ 🩺

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่...
24/05/2026

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?

ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?

คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไข้ถามบ่อยมากกกกก โดยเฉพาะหลังให้ยาครบคอร์สแล้ว หรืออยู่ในช่วงที่ยังไม่ได้ใช้งานพอร์ต

คำตอบคือ

พอร์ตที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ ยังควรได้รับการล้างเป็นระยะ

เพื่อช่วยคงสภาพการใช้งาน และลดโอกาสเกิดปัญหา เช่น พอร์ตตันหรือมีคราบตกค้างในระบบ

แต่ประเด็นที่อยากอัปเดตคือ

ในอดีตหลายโรงพยาบาลมักนัดล้างพอร์ตทุก 4 สัปดาห์ ตามแนวทางเดิมหรือคำแนะนำของผู้ผลิตบางราย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า

การยืดช่วงล้างออกไปถึง 12 สัปดาห์ ก็ยังมีความปลอดภัยได้ ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้งานพอร์ตเป็นประจำ โดยไม่ได้เพิ่มภาวะแทรกซ้อนของพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการล้างถี่กว่านั้น เช่น ทุก 4 หรือ 8 สัปดาห์

พูดง่าย ๆ คือ

ยังไม่ตัวเลขระยะเวลาที่ดีที่สุดในการนัดมาล้างพอร์ต และไม่จำเป็นเสมอไปว่าพอร์ตทุกเส้นต้องมาล้างทุก 4 สัปดาห์

ในหลายกรณี การนัดห่างถึง 8–12 สัปดาห์อาจเพียงพอได้

ข้อดีของการยืดช่วงล้างคือ

* ลดจำนวนครั้งที่คนไข้ต้องมาโรงพยาบาล

* ลดเวลาและค่าใช้จ่าย

* และช่วยให้คนไข้ที่โรคคุมได้ดี ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น

ให้ยึด protocol ของโรงพยาบาลที่ดูแลเราเป็นหลัก

เพราะแต่ละแห่งอาจใช้แนวทางไม่เหมือนกัน ขึ้นกับชนิดของพอร์ต วิธี lock/flush ประสบการณ์ของทีมดูแล และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

ถ้าคุณหมอเจ้าของไข้ประเมินแล้วว่า

ไม่น่าจะต้องใช้พอร์ตอีกต่อไปแล้วจริง ๆ

ก็สามารถคุยเรื่อง นัดถอดพอร์ต ได้เช่นกัน

เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการมาล้างต่อไปโดยไม่จำเป็น

สรุปสั้น ๆ

* พอร์ตที่ไม่ได้ใช้ ยังควรล้างเป็นระยะ

* งานวิจัยช่วงหลังสนับสนุนว่า ล้างห่างได้ถึง 12 สัปดาห์ ในหลายกรณีอย่างปลอดภัย

* แต่ในการดูแลจริง ควรทำตามนัดและแนวทางของโรงพยาบาลที่รักษาเราอยู่

* ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้พอร์ตอีกแล้ว ควรคุยกับแพทย์เรื่องการ ถอดพอร์ต ด้วยครับ

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับโดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลยหลายคนม...
15/05/2026

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ
โดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลย

หลายคนมองแค่ภายนอกแล้วอาจคิดว่า

“ก็เป็นแค่ก้อนเล็ก ๆ กับสายเส้นหนึ่ง ทำไมราคาถึงสูงขนาดนี้?”

คำตอบคือ เพราะ Port-a-Cath ไม่ใช่อุปกรณ์พลาสติกธรรมดา
แต่มันคือ อุปกรณ์ฝังในร่างกายระยะยาว ที่ต้องออกแบบให้ทั้ง ปลอดภัย ทนทาน และใช้งานซ้ำได้เป็นเวลานาน



1) วัสดุของพอร์ตไม่ใช่วัสดุทั่วไป

ตัวพอร์ตประกอบด้วยหลายส่วน เช่น

* โครงพอร์ต
* septum สำหรับปักเข็ม
* ห้องเก็บยา
* สาย catheter

วัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่

* อยู่ในร่างกายได้นาน
* ไม่กระตุ้นการอักเสบง่าย
* ทนต่อการใช้งานซ้ำ
* ทนต่อยาและสารน้ำหลายชนิด

พูดง่าย ๆ คือ
มันต้องเป็นวัสดุเกรดที่ “ใช้ฝังในคน” ได้จริง ไม่ใช่แค่ผลิตให้ถูก



2) Septum ต้องถูกแทงซ้ำได้หลายครั้ง แต่ยังไม่รั่ว

ส่วนกลางของพอร์ตที่เราใช้เข็ม Huber ปัก เรียกว่า septum
ส่วนนี้ต้องทำจากวัสดุที่

* ทนต่อการแทงซ้ำ
* ปิดตัวเองได้หลังถอนเข็ม
* ไม่รั่วง่าย

นี่เป็นงานวิศวกรรมละเอียดมาก
เพราะถ้าวัสดุไม่ดีพอ พอร์ตจะรั่ว เสีย หรือใช้งานได้ไม่นาน



3) เป็นอุปกรณ์ที่ต้อง “เชื่อถือได้” เพราะอยู่ในหลอดเลือดใหญ่

พอร์ตไม่ได้วางอยู่แค่ใต้ผิวหนัง
แต่มีสายต่อเข้าไปถึง หลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ

ดังนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ต้องลดความเสี่ยงให้มากที่สุด เช่น

* ไม่แตกง่าย
* ไม่ตันง่าย
* ไม่หลุดง่าย
* ไม่เสื่อมเร็ว

พอเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดส่วนกลาง
มาตรฐานการผลิต การทดสอบ และการควบคุมคุณภาพจึงสูงมาก



4) มีต้นทุนเรื่องการวิจัยและมาตรฐานความปลอดภัย

ก่อนที่พอร์ต 1 รุ่นจะออกมาใช้กับคนไข้ได้
ต้องผ่านทั้ง

* การออกแบบ
* การทดสอบวัสดุ
* การทดสอบความคงทน
* การรับรองมาตรฐานทางการแพทย์

สิ่งที่คนไข้มองไม่เห็นคือ
ราคาพอร์ตไม่ได้มีแค่ “ค่าวัสดุ”
แต่รวมถึงต้นทุนของ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ด้วย



5) เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่ได้ใช้จำนวนมากเหมือนของการแพทย์ทั่วไป

ของบางอย่างราคาถูกลงได้เพราะผลิตจำนวนมาก
แต่พอร์ตเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง
ใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม และต้องมีหลายรุ่น หลายขนาด หลายวัสดุ

จึงไม่ได้มี economy of scale แบบอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป
ทำให้ราคาต่อชิ้นยังค่อนข้างสูง



6) สิ่งที่คนไข้จ่าย ไม่ได้มีแค่ “ตัวพอร์ต”

เวลาพูดว่าพอร์ตแพง
หลายครั้งจริง ๆ แล้วคนไข้จ่ายรวมหลายอย่าง เช่น

* ตัวอุปกรณ์
* ชุด sterile สำหรับผ่าตัด
* ค่าห้องผ่าตัด / ห้องทำหัตถการ
* ค่าเครื่องมือ imaging / fluoroscopy / ultrasound
* ค่าทีมผ่าตัด
* ค่าดูแลหลังทำ

ดังนั้นสิ่งที่เห็นในใบเสร็จ
ไม่ใช่ราคาของ “ก้อนพอร์ตอย่างเดียว” เสมอไป



แล้วราคาแพง…คุ้มไหม?

คำตอบคือ ต้องดูเป็นรายคนครับ

สำหรับคนไข้ที่

* ต้องให้เคมีบำบัดหลายคอร์ส
* เส้นแขนหายาก
* เส้นพังง่าย
* ต้องให้ยาระยะยาว

พอร์ตอาจช่วยลด

* ความเจ็บจากการเจาะเส้นซ้ำ
* ภาวะแทรกซ้อนของเส้นแขน
* ความเครียดทุกครั้งที่มารักษา

ดังนั้นในหลายเคส
พอร์ตอาจไม่ได้เป็น “ของแพงเกินจำเป็น”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การรักษา ปลอดภัยขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้น



สรุปสั้น ๆ

Port-a-Cath ราคาแพง เพราะมันเป็น

* อุปกรณ์ฝังในร่างกาย
* ใช้วัสดุพิเศษ
* ต้องทน ใช้งานซ้ำได้
* ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูง
* และเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดใหญ่โดยตรง

พอร์ตจึงไม่ใช่แค่ “ก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาอย่างจริงจัง
เพื่อให้คนไข้ใช้รักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวครับ 🩺

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?เวลาพูดถึง Port-a-Cathหลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็...
03/05/2026

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?

เวลาพูดถึง Port-a-Cath
หลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็มให้ยา

แต่จริง ๆ แล้ว
“ตัว port” เองมีองค์ประกอบหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ต่างกันครับ

วันนี้ขอพามาทำความรู้จักเฉพาะ ตัวพอร์ต แบบง่าย ๆ



1) ตัวโครงพอร์ต (Port body / Housing)

นี่คือโครงสร้างหลักของตัวพอร์ต
เป็นส่วนที่หุ้มทุกอย่างไว้ และเป็นตัวที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

วัสดุที่ใช้พบได้บ่อย ได้แก่

* Titanium
* หรือ พลาสติก/โพลิเมอร์เกรดการแพทย์

จุดเด่นของวัสดุเหล่านี้

* แข็งแรง
* ทนทาน
* เข้ากับร่างกายได้ดี
* สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน

พอร์ตบางรุ่นเป็น titanium ทั้งตัว
บางรุ่นเป็น polymer เพื่อลดน้ำหนักหรือให้ภาพทางรังสีมีลักษณะต่างออกไปตามการออกแบบของแต่ละบริษัท



2) แผ่นซิลิโคนด้านบน (Septum)

นี่คือส่วนสำคัญมากของตัวพอร์ต
เพราะเป็นบริเวณที่เราใช้ Huber needle ปักผ่านลงไปเพื่อให้ยา เจาะเลือด หรือ flush port

วัสดุของส่วนนี้โดยทั่วไปคือ

* Silicone

ทำไมต้องเป็น silicone?

เพราะ silicone มีคุณสมบัติที่เหมาะกับหน้าที่นี้ คือ

* ยืดหยุ่นดี
* ทนต่อการปักซ้ำหลายครั้ง
* เมื่อถอนเข็มออกแล้วสามารถ ปิดตัวเองได้ (self-sealing)
* ลดโอกาสการรั่วของสารน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่มี septum ที่ดี ตัวพอร์ตก็จะไม่สามารถใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย



3) ตัวพอร์ต (Reservoir)

อยู่ใต้ septum ลงไป
เป็นช่องภายในที่รับยา/สารน้ำจากเข็มที่ปักผ่าน septum ลงมา

เวลาปักเข็มลงบนพอร์ต
ปลายเข็มจะลงมาที่บริเวณนี้ก่อน
จากนั้นยาหรือสารน้ำจึงไหลต่อไปยังสายของพอร์ต

วัสดุของส่วนนี้

ตัว reservoir มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพอร์ต
ดังนั้นวัสดุจึงมักสอดคล้องกับตัว housing เช่น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์



4) จุดต่อของพอร์ต (Outlet / Connector)

เป็นบริเวณที่ตัวพอร์ตเชื่อมต่อกับสายของพอร์ต
แม้วันนี้จะยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องสาย catheter
แต่ในแง่กายวิภาคของตัวพอร์ต จุดนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ

วัสดุของส่วนนี้มักเป็น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์
ขึ้นกับการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ



5) รูสำหรับเย็บยึด (Suture holes)

พอร์ตหลายรุ่นจะมีรูเล็ก ๆ บริเวณฐาน
เพื่อให้ศัลยแพทย์เย็บยึดตัวพอร์ตไว้กับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
ช่วยลดการเคลื่อนของพอร์ตหลังผ่าตัด

ส่วนนี้มักเป็นส่วนหนึ่งของตัว housing
ดังนั้นวัสดุก็จะเป็นชนิดเดียวกับโครงพอร์ต



สรุปแบบง่ายที่สุด

ถ้าพูดเฉพาะ ตัว port
องค์ประกอบหลัก ๆ คือ

* Housing / Port body = โครงพอร์ต
→ มักทำจาก titanium หรือ medical-grade polymer
* Septum = แผ่นสำหรับปักเข็ม
→ มักทำจาก silicone
* Reservoir = ห้องภายในสำหรับรับยา/สารน้ำ
→ เป็นส่วนหนึ่งของตัวพอร์ต
* Connector / Outlet = จุดเชื่อมต่อกับสาย
* Suture holes = รูสำหรับเย็บยึดพอร์ต



สิ่งสำคัญที่คนไข้ควรรู้

ตัวพอร์ตอาจดูเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ
แต่จริง ๆ แล้วถูกออกแบบอย่างละเอียดมาก
เพื่อให้สามารถ

* ปักใช้งานซ้ำได้
* อยู่ในร่างกายได้นาน
* และปลอดภัยสำหรับการให้ยาระยะยาว

ดังนั้น Port-a-Cath จึงไม่ใช่แค่ “ก้อนใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการออกแบบทั้งด้านวัสดุและโครงสร้างอย่างพิถีพิถันครับ 🩺

สายของ Port-a-Cath ไม่ได้เหมือนกันทุกเส้นจริง ๆ แล้ววัสดุของสายมี 2 กลุ่มหลัก คือ silicone และ polyurethaneเวลาพูดถึง Po...
27/04/2026

สายของ Port-a-Cath ไม่ได้เหมือนกันทุกเส้น

จริง ๆ แล้ววัสดุของสายมี 2 กลุ่มหลัก คือ silicone และ polyurethane

เวลาพูดถึง Port-a-Cath คนส่วนใหญ่มักนึกถึง “ตัวพอร์ต” ที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
แต่ส่วนที่อยู่ในหลอดเลือดจริง ๆ คือ catheter หรือ “สาย” ของพอร์ต
และสายนี้ก็ไม่ได้ทำจากวัสดุแบบเดียวทั้งหมด

โดยทั่วไป วัสดุหลักที่ใช้กันคือ
silicone และ polyurethane ครับ. 



1) Silicone

จุดเด่นของสายแบบ silicone คือ

* นิ่มและยืดหยุ่นมากกว่า
* เป็นวัสดุที่ใช้กับ catheter มานาน
* เวลาสัมผัสผนังหลอดเลือดมักให้ความรู้สึกว่า “นุ่ม” กว่า

ในแง่คลินิก หลายคนมองว่า silicone มีข้อดีเรื่องความอ่อนนุ่มและความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ
แต่ข้อจำกัดคือ

* ความแข็งแรงเชิงกลอาจน้อยกว่า polyurethane
* ผนังสายมักต้องหนากว่า ถ้าจะให้ได้ความทนทานระดับใกล้เคียงกัน. 



2) Polyurethane

จุดเด่นของสายแบบ polyurethane คือ

* แข็งแรงกว่า
* ทนแรงดึงและแรงดันได้ดีกว่า
* สามารถทำผนังสายให้บางลง แต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้
จึงช่วยให้ได้ lumen ที่กว้างขึ้นในขนาดสายเท่าเดิม และเหมาะกับงานที่ต้องการ flow สูงหรือ power injection มากกว่าในหลายรุ่น. 

เพราะเหตุนี้ พอร์ตหรือสายบางรุ่นที่รองรับ power injection สำหรับ CT contrast
จึงมักใช้ catheter ที่เป็น polyurethane. 



แล้วแบบไหน “ดีกว่า”?

คำตอบจริง ๆ คือ
ไม่มีวัสดุไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน

เพราะในชีวิตจริง การเลือกสายไม่ได้ดูแค่ว่า silicone หรือ polyurethane
แต่ยังต้องดูอีกหลายเรื่อง เช่น

* จุดประสงค์การใช้งาน
* ต้องการ power injection หรือไม่
* ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งาน
* ประสบการณ์ของแพทย์
* รุ่นของอุปกรณ์แต่ละบริษัท

งานวิจัยที่เปรียบเทียบสองวัสดุนี้ก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ “จบเด็ดขาด” ทุกมิติ
บางการศึกษาพบว่า polyurethane อาจมี thrombogenicity และ infection สูงกว่า silicone บ้าง
แต่ในขณะเดียวกัน silicone ก็มีแนวโน้มเรื่อง mechanical stability ที่ด้อยกว่าเล็กน้อยในบางรายงาน. 

สรุปแบบง่ายที่สุดคือ

silicone = นุ่มกว่า
polyurethane = แข็งแรงกว่า

และแต่ละแบบก็มีเหตุผลของมันเองที่ผู้ผลิตเลือกใช้



สิ่งที่สำคัญกว่าวัสดุของสาย

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่มีผลกับอายุการใช้งานของพอร์ตมากไม่แพ้ชนิดวัสดุ คือ

* เทคนิคการใส่
* ตำแหน่งปลายสาย
* การใช้เข็ม Huber ที่ถูกต้อง
* การ flush / lock ตามมาตรฐาน
* การดูแลระยะยาว และการสังเกตภาวะแทรกซ้อน

เพราะไม่ว่าจะเป็น silicone หรือ polyurethane
ถ้าใส่ดี ดูแลดี และใช้อย่างถูกต้อง
พอร์ตก็สามารถใช้งานได้ยาวนานมากครับ



สรุปสั้น ๆ

* สายของพอร์ตมีวัสดุหลัก 2 แบบ คือ silicone และ polyurethane. 
* Silicone นิ่มและยืดหยุ่นกว่า
* Polyurethane แข็งแรงกว่า และมักรองรับแรงดัน/flow สูงได้ดีกว่า
* ยังไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหน “ดีที่สุด” สำหรับทุกเคส
* สิ่งสำคัญจริง ๆ คือการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน และดูแลพอร์ตอย่างถูกต้องระยะยาว

💦 สวัสดีวันสงกรานต์ครับ 🌸ขอให้เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และช่วงเวลาดี ๆ กับคนที่เรารักไม่ว่าจะเ...
13/04/2026

💦 สวัสดีวันสงกรานต์ครับ 🌸

ขอให้เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้

เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และช่วงเวลาดี ๆ กับคนที่เรารัก

ไม่ว่าจะเล่นน้ำ เดินทาง กลับบ้าน หรือพักผ่อนอยู่กับครอบครัว

ขอให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยตลอดเทศกาลครับ

และสำหรับผู้ป่วยที่กำลังอยู่ระหว่างการรักษา

ขอให้สงกรานต์ปีนี้เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ได้พักใจ เติมพลัง

และก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งครับ 💙

สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569

ขอให้เป็นปีใหม่ไทยที่สดชื่น อบอุ่น และชุ่มฉ่ำหัวใจครับ

ปล. ผู้ป่วยที่ใส่ Port-a-Cath โดยทั่วไปสามารถเล่นน้ำสงกรานต์ได้ครับ แต่ในบางกรณีควรระวังเป็นพิเศษ เช่น

• ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดใส่พอร์ตมาใหม่ ๆ

• ผู้ที่เพิ่งมีการเจาะพอร์ตเพื่อให้ยาไม่นาน

สองกลุ่มนี้ควรระวัง แผลหรือบริเวณที่เจาะไม่ให้เปียกน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อครับ

และสำหรับผู้ที่เพิ่งได้รับยาเคมีบำบัดมา อย่าลืมระวังเรื่อง ผลข้างเคียงของยา ด้วย เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หากจะออกไปเล่นน้ำหรือเดินทางไกล ควรประเมินสภาพร่างกายตัวเองให้ดีก่อนนะครับ

#สงกรานต์2569 #สุขสันต์วันสงกรานต์ #ขอให้สุขภาพแข็งแรง

แผลใส่ Port-a-Cath ต้องตัดไหมไหม? แล้วทำไมบางคนมีแผลเดียว บางคนมีสองแผล?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากหลังผ่าตัดใส่พอร์ตครับคำต...
08/04/2026

แผลใส่ Port-a-Cath ต้องตัดไหมไหม? แล้วทำไมบางคนมีแผลเดียว บางคนมีสองแผล?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากหลังผ่าตัดใส่พอร์ตครับ

คำตอบคือ
ส่วนใหญ่ “ไม่ต้องตัดไหม” เพราะหลายโรงพยาบาลมักปิดแผลด้วยไหมละลาย (อาจจะใช้ร่วมกับกาวปิดแผลด้วย)

ดังนั้นหลังใส่พอร์ต คนไข้จำนวนมากจึง ไม่จำเป็นต้องตัดไหม

แต่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ

ขึ้นกับวิธีปิดแผลที่ทีมผ่าตัดใช้ในแต่ละเคส
บางรายอาจยังใช้ไหมที่ต้องมาตัดออกภายหลังได้เหมือนกัน

โดยการเย็บด้วยไหมทั้งสองแบบ หลังผ่าตัด แพทย์มักจะปิดแผลด้วยที่ปิดแผลกันน้ำและ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมาดูแผลหลังผ่าตัดประมาณ 7-10 วัน ซึ่งถ้าแผลแห้งดี ก็สามารถโดนน้ำได้ครับ



แล้วทำไมบางคนมี “แผลเดียว” แต่บางคนมี “สองแผล”?

เรื่องนี้เกิดจาก เทคนิคการใส่พอร์ต และ ตำแหน่งที่ใช้เข้าหลอดเลือด

โดยทั่วไป พอร์ต 1 ชุดมี 2 ส่วนคือ
• ตัวพอร์ตที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
• สาย catheter ที่วิ่งเข้าไปในหลอดเลือดดำใหญ่

บางคนมี 2 แผล

มักเกิดจากการทำแบบ
• มีแผลหนึ่งสำหรับ “วางตัวพอร์ต” ที่หน้าอก
• และอีกแผลหนึ่งสำหรับ “จุดที่เข้าสู่หลอดเลือด” เช่น บริเวณคอหรือใต้ไหปลาร้า

พูดง่าย ๆ คือ
แผลหนึ่งเอาไว้ใส่ “ตัวพอร์ต”
อีกแผลหนึ่งเอาไว้ใส่ “สายเข้าสู่เส้นเลือด”

บางคนมี 1 แผล

ในบางเทคนิค แพทย์สามารถทำผ่านแผลเดียว หรือทำให้แผลเล็กมากจนเหมือนมีจุดเดียวเด่น ๆ
ขึ้นกับ
• ตำแหน่งหลอดเลือดของคนไข้
• รูปร่างและกายวิภาค
• เทคนิคที่แพทย์เลือกใช้

ดังนั้นการมี 1 แผลหรือ 2 แผล
ไม่ได้แปลว่าอันไหนดีกว่ากันเสมอไป
แต่เป็นเรื่องของ “วิธีที่เหมาะกับคนไข้แต่ละราย”



แล้วหลังใส่พอร์ตควรดูอะไรบ้าง?

สิ่งที่ควรใส่ใจมากกว่าคำว่า “ต้องตัดไหมไหม” คืออาการของแผล เช่น
• แผลแดงมากขึ้น
• บวม ร้อน กดเจ็บมากขึ้น
• มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
• มีไข้ หรือหนาวสั่น

ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรกลับมาพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเอง



สรุปสั้น ๆ
• แผลใส่พอร์ต ส่วนใหญ่ไม่ต้องตัดไหม
• แต่ควรถามทีมผ่าตัดให้ชัดว่าแผลของเราใช้ไหมชนิดไหน
• บางคนมี 1 แผล บางคนมี 2 แผล เพราะเทคนิคการใส่และตำแหน่งที่เข้าหลอดเลือดต่างกัน
• และหลังผ่าตัดควรสังเกตอาการผิดปกติของแผลเสมอ

พอร์ตไม่ได้มีแค่เรื่อง “ใช้ให้ยาได้ไหม”
รายละเอียดเล็ก ๆ หลังผ่าตัดแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่คนไข้ควรรู้เหมือนกันครับ 🩺

ปล. ในรูปนี้จะมีสองแผลครับ โดยแผลที่เป็นจุดที่สายเข้าสู่เส้นเลือดจะมีขนาดเล็กมากๆ อยู่บริเวณคอครับ

📌 “สายเข้าหลอดเลือดที่คอ” กับ “การใส่พอร์ต” — เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใส่สายเข้าหลอดเลือดใหญ่ท...
24/03/2026

📌 “สายเข้าหลอดเลือดที่คอ” กับ “การใส่พอร์ต” — เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใส่สายเข้าหลอดเลือดใหญ่ที่คอ และหลายคนเริ่มถามว่า

“แล้วการใส่พอร์ตที่หมอบอกว่าต้องทำ… มันเสี่ยงแบบเดียวกันไหม?”

เป็นคำถามที่เข้าใจได้มากครับ ขอเล่าให้ฟังนะคะ 🙏

🔵 สิ่งที่เหมือนกัน
ทั้งสองอย่างเป็นการเข้าถึงหลอดเลือดส่วนกลาง (central venous access) เหมือนกัน และบริเวณคอก็มีหลอดเลือดแดง เส้นประสาท และปอดอยู่ใกล้เคียงกัน จึงเป็นหัตถการที่ต้องทำอย่างรอบคอบเสมอ

🟢 สิ่งที่ต่างกัน — และนี่คือสิ่งสำคัญ

การใส่พอร์ตส่วนใหญ่เป็น หัตถการที่วางแผนล่วงหน้า
ไม่ใช่การทำในภาวะเร่งด่วน ซึ่งหมายความว่า ทีมแพทย์มีเวลา

✅ เลือกตำแหน่งที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน
✅ ใช้ ultrasound แบบ real-time เพื่อเห็นเส้นเลือดจริง ๆ ก่อนเข้า
✅ ยืนยันตำแหน่งปลายสายก่อนปิดแผล
✅ เลือกทางเข้าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนไข้คนนั้น

ปัจจุบันเราไม่ได้ “คลำแล้วแทง” เหมือนสมัยก่อนอีกแล้วครับ
แต่ “เห็นก่อน แล้วค่อยเข้า” — นี่คือมาตรฐานที่ควรได้รับ

🔵 ถ้าเส้นทางที่คอไม่เหมาะ ยังมีทางเลือกอื่น
หลายคนไม่รู้ว่าการเข้าหลอดเลือดระยะยาวไม่ได้มีแค่พอร์ตที่หน้าอก
ยังมีตัวเลือกอื่น เช่น PICC line หรือ arm port
ซึ่งอาจเหมาะกว่าในบางกรณี — ขึ้นอยู่กับโรคและลักษณะหลอดเลือดของแต่ละคน

📋 คำถามที่ถามทีมรักษาได้เลย
ก่อนทำหัตถการแบบนี้ ถามได้เลยนะคะ ไม่ใช่เรื่องก้าวก่ายแต่อย่างใด
🔹 จะเข้าทางไหน? คอ หน้าอก หรือแขน
🔹 ใช้ ultrasound real-time ไหม?
🔹 มีการยืนยันตำแหน่งปลายสายอย่างไร?
🔹 มีทางเลือกอื่นที่เหมาะกับเราไหม?

💙 สรุป
ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนกังวล — และนั่นสมเหตุสมผลมากครับ แต่สิ่งที่อยากให้รู้คือ ในยุคนี้เรามีเครื่องมือ มีความรู้ และมีทางเลือกที่ทำให้หัตถการเหล่านี้ปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมมาก
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “ใส่สายอะไร” แต่คือ “ใส่อย่างไร ใส่ที่ไหน และเหมาะกับเราจริง ๆ หรือเปล่า” 🩺

ที่มาของข่าวครับ https://www.dailynews.co.th/news/5677236/สามารถเข้าร่วม Membership ได้ตามลิงค์นี้ครับ https://www.youtube.com/channel/UCS1xVkYW134dUJV9NSsu...

ดมยากลัว Malignant Hyperthermia แล้ว “ใส่ Port-a-Cath” เสี่ยงไหม?ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่อง malignant hyperthermia (MH) จา...
12/03/2026

ดมยากลัว Malignant Hyperthermia แล้ว “ใส่ Port-a-Cath” เสี่ยงไหม?

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่อง malignant hyperthermia (MH) จากข่าวที่ออกมา จนคนไข้ที่กำลังจะผ่าตัดใส่พอร์ตเริ่มถามกันมากขึ้นว่า

“ใส่พอร์ตต้องดมยาสลบไหม?”
“จะเสี่ยง MH แบบในข่าวหรือเปล่า?”

คำตอบในภาพรวมคือ
การใส่ Port-a-Cath ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีดมยาสลบแบบที่เป็น trigger ของ MH ครับ



ทำไมการใส่พอร์ตส่วนใหญ่ใช้แค่ “ยาชา” หรือ “IV sedation” ก็พอ?

เพราะการใส่พอร์ตเป็น หัตถการขนาดเล็ก
ตำแหน่งผ่าตัดอยู่เฉพาะที่ แผลมีขนาดไม่ใหญ่ และใช้เวลาไม่นาน

สิ่งที่คนไข้เจ็บจริง ๆ มักอยู่ที่บริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังตรงตำแหน่งผ่าตัด ดังนั้นในหลายศูนย์จึงใช้เพียง ยาชาเฉพาะที่ เพื่อชาบริเวณคอและหน้าอก แล้วทำหัตถการได้เลย 

ถ้าคนไข้กังวลมาก ขยับตัวง่าย หรืออยากให้สบายขึ้น
ก็อาจมีคุณหมอวิสัญญีช่วยให้ IV sedation หรือ monitored anesthesia care เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการให้ยาทางหลอดเลือดดำเพื่อให้ง่วง ผ่อนคลาย และลดความกังวล โดยยังไม่ต้องใช้ “ยาดม” เหมือนการดมยาสลบเต็มรูปแบบ 

พูดง่าย ๆ คือ

หัตถการนี้ “เล็กพอ” ที่จะควบคุมความเจ็บด้วยยาชาเฉพาะที่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพาคนไข้ไปสู่การดมยาสลบเต็มรูปแบบในคนส่วนใหญ่



แล้ว malignant hyperthermia เกี่ยวไหม?

MH มักถูกกระตุ้นโดย
• ยาสลบชนิดสูดดม กลุ่ม volatile anesthetics
• และยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด เช่น succinylcholine

แต่การใส่พอร์ตแบบที่ใช้
• ยาชาเฉพาะที่
• หรือ IV sedation

ไม่ได้อาศัยยากลุ่มที่เป็น trigger หลักของ MH ครับ

ดังนั้นในทางปฏิบัติ
การใส่พอร์ตด้วย local anesthesia หรือ local + IV sedation จึงไม่ใช่รูปแบบที่ทำให้เกิด MH ตามกลไกที่เรากังวลกันในข่าว



แล้วมีกรณีที่ต้องดมยาสลบไหม?

มีได้ในบางราย เช่น ในเด็กเล็ก หรือมีเหตุผลเฉพาะทางกายวิภาค/ทางเทคนิค

เพราะข้อมูลจากแหล่งผู้ป่วยของ Cancer Research UK และ MSKCC ก็ระบุว่า การใส่พอร์ตอาจทำได้ทั้งแบบ sedation หรือ general anesthesia ขึ้นกับบริบทของผู้ป่วยและศูนย์ที่ทำ 

แต่สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
ยาชาเฉพาะที่ ± IV sedation ก็เพียงพอ และเป็นแนวทางที่ใช้กันแพร่หลาย



สรุปสั้น ๆ
• การใส่ Port-a-Cath ส่วนใหญ่เป็นหัตถการเล็ก
จึงมักใช้แค่ ยาชาเฉพาะที่
• ถ้ามีวิสัญญีแพทย์มาช่วย มักใช้ IV sedation เพื่อให้คนไข้สบายขึ้น
• วิธีเหล่านี้ ไม่ได้ใช้ยากลุ่มหลักที่กระตุ้น malignant hyperthermia
• ดังนั้นในคนไข้ส่วนใหญ่ การผ่าตัดใส่พอร์ตไม่ได้อยู่ในกลุ่มหัตถการที่เรากังวลเรื่อง MH แบบเดียวกับการดมยาสลบเต็มรูปแบบ

ถ้าคนไข้หรือญาติมีประวัติ MH ในครอบครัว
หรือเคยมีปัญหาจากการดมยามาก่อน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ แจ้งทีมผ่าตัดและวิสัญญีทุกครั้ง
เพื่อให้เลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละคนครับ 🩺

✈️ ใส่ Port-a-Cath อยู่… ขึ้นเครื่องบินได้ไหม?มีทริปที่อยากไป มีคนที่อยากพาไปแต่พอนึกถึงพอร์ตที่อยู่ใต้ผิวหนัง ก็หยุดคิด...
05/03/2026

✈️ ใส่ Port-a-Cath อยู่… ขึ้นเครื่องบินได้ไหม?

มีทริปที่อยากไป มีคนที่อยากพาไป
แต่พอนึกถึงพอร์ตที่อยู่ใต้ผิวหนัง ก็หยุดคิดทุกที
“ขึ้นเครื่องได้ไหมนะ… ผ่านสแกนแล้วจะมีปัญหาไหม?”
ขอตอบตรง ๆ เลยครับ 👇

🛫 ขึ้นเครื่องได้ไหม?

ได้ครับ สำหรับคนส่วนใหญ่
Port-a-Cath อยู่ใต้ผิวหนัง ไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์ภายนอกตลอดเวลา
ความดันในห้องโดยสารไม่ทำให้พอร์ตมีปัญหาอะไร ไม่ต้องกลัวเรื่องนั้นครับ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ… ตอนนั้นร่างกายพร้อมเดินทางไหม?
เพิ่งให้เคมี / เพิ่งผ่าตัด / มีภาวะแทรกซ้อนอยู่หรือเปล่า
อันนี้ต้องคุยกับหมอเจ้าของไข้แบบตัวต่อตัวครับ

🔍 ผ่านเครื่องสแกนสนามบินได้ไหม?

ได้เช่นกันครับ
พอร์ตมีโลหะนิดหน่อย แต่เล็กมาก ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เครื่องร้อง ถ้าร้องขึ้นมา เจ้าหน้าที่ก็แค่ใช้เครื่องสแกนมือถือตรวจซ้ำ ไม่มีอะไรน่ากังวลครับ
💡 แนะนำให้พก บัตรประจำตัวผู้ป่วยที่มีพอร์ต ติดกระเป๋าสตางค์หรือพวงกุญแจไว้เลยครับ
บัตรนี้จะระบุข้อมูลสำคัญของพอร์ต ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น และความปลอดภัยในการทำ CT/MRI
มีประโยชน์มากทั้งตอนผ่านด่านสนามบิน เข้าห้องฉุกเฉิน หรือรับการรักษาที่ไหนก็ตาม

✅ เช็กลิสต์ก่อนบิน

1️⃣ ขอเอกสารจากแพทย์ระบุว่ามีพอร์ต

2️⃣ พก บัตรประจำตัวผู้ป่วยที่มีพอร์ต ติดตัวตลอดเวลา (ระบุยี่ห้อ รุ่น และข้อมูล CT/MRI)

3️⃣ ถามหมอว่าช่วงนี้ปลอดภัยพอสำหรับการเดินทางไหม

4️⃣ รู้จักสัญญาณอันตรายของพอร์ต (แดง ปวด บวม ร้อน มีไข้)

5️⃣ จดเบอร์โรงพยาบาลในพื้นที่ที่จะไปไว้ด้วย

6️⃣ พกยาประจำขึ้นเครื่องในกระเป๋าถือ ไม่โหลดใต้เครื่อง

🩺 สรุปสั้น ๆ
พอร์ตไม่ได้ห้ามการเดินทางครับ
ขอแค่เตรียมตัวให้ดี แจ้งทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สนามบินให้รู้ว่ามีพอร์ต และฟังคำแนะนำของหมอเจ้าของไข้เป็นหลัก
พอร์ตมีไว้เพื่อให้รักษาได้… และใช้ชีวิตต่อได้ครับ
การได้เดินทางไปหาสิ่งที่มีความหมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนั้นเหมือนกัน ✈️🩺

ที่อยู่

เลขที่ 2 ถ. วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Live with Port-A Cath THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์