ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacy

ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacy ขายปลีก-ส่ง ยา วิตามิน อาหารเสริม อุ?

23/04/2026
26/02/2026

พลิกตำราโภชนาการ ปฏิวัติ! พีระมิดอาหาร

“2026 ตาสว่าง นํ้ามันพืชต้องเลือกและน้ำมันหมู มะพร้าว ปาล์มกลับดี” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา “หมอดื้อ” และ เครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อคนไทย เปิดประเด็น
พร้อมย้ำว่า 60 ปีที่ผ่านมาคนทั้งโลกได้รับข้อมูลความดีของน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวให้ใช้แทนไขมันอิ่มตัว ทั้งนี้ โดยอิงอยู่กับข้อมูลที่สามารถลดไขมันไม่ดี LDL ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้

แต่ในเวลา 10 ปีที่ผ่านมาข้อมูลที่ทยอยเปิดเผยตั้งแต่รายงาน Minnesota coronary experiment ที่ศึกษาโดยให้คนใช้น้ำมันพืชไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า 6 ว่า ทำให้ไขมันเลว LDL ลดลงได้หรือไม่รวมทั้งโรคหัวใจลดลงหรือไม่ ปรากฏว่า...

แม้ว่าไขมันเลวลดลงได้จริง แต่โรคหัวใจไม่ลดลงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

รายงานดังกล่าวทำตั้งแต่ 1968-1973 และไม่มีการรายงานจนกระทั่งปี 2016

การวิเคราะห์รายงานหลาย 10 ฉบับ และสรุปในปี 2020 ใน cochrane study ไม่พบประโยชน์ชัดเจนของการลดไขมันอิ่มตัว

และขณะที่ในปี 2017 PURE study ซึ่งครอบคลุมประชากรมากกว่า 100,000 ราย และทำในหลายทวีป ทอดเวลาหลายปี สรุปว่า...อาหารที่มีแป้งมาก หวานมากกลับเป็นตัวสำคัญที่เป็นอันตราย

และ...ไขมันนั้นไม่ได้อันตรายมากเท่าที่คิด โดยสามารถแนะนำให้ใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ถึง 30% และเป็นไขมันอิ่มตัวมากกว่า 10% จนถึง 13% ซึ่งต่างจากข้อกำหนดเดิมที่ควรให้น้อยที่สุดหรือน้อยกว่า 10%

และในปี 2017 นี้เองที่มีการพิสูจน์หัวใจวายเส้นเลือดตัน ตัวการที่สำคัญคือการอักเสบ จากการศึกษาโดยการให้ยาที่ลดการอักเสบในขณะที่ระดับไขมันเลวยังคงเดิมปรากฏว่าโรคหัวใจลดลง รวมทั้งมะเร็งหลายชนิดและมะเร็งปอด ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของการอักเสบต่อโรคในมนุษย์

ไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ตัวการร้ายสำคัญก็คือโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นที่รับทราบกันมาเนิ่นนานแล้วว่าบทบาทของมันเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น
การอักเสบในขณะที่โอเมก้า 3 ปฏิบัติตัวตรงข้ามเป็นการลดการอักเสบ

การใช้น้ำมันพืชที่มีอัตราส่วนของโอเมก้า 6 มากกว่า 3 มีรายงานถึงการเจ็บป่วยในหลายระบบแม้กระทั่งปวดหัวไมเกรนก็ตาม รวมถึงการกระตุ้นมะเร็งเต้านมชนิดที่ร้ายแรงที่สุดให้ลุกลามมากขึ้น
จากรายงานในวารสาร Science ปี 2025 เพ่งเล็งถึง “โอเมก้า 6” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงการก่อให้เกิดอักเสบว่าจะเร่งมะเร็งหรือไม่?
ผลการศึกษาจากหลักฐานทางระบาดวิทยาทางหลอดทดลองทั้งสัตว์ทดลองและในคนป่วย โดยสามารถพิสูจน์ถึงกลไกที่โอเมก้า 6 ส่งเสริมให้มะเร็งเต้านมอยู่ในสภาพแข็งแรงเติบโตและแพร่กระจายได้ และมีความจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับอาหาร

จากการที่น้ำมันพืชชนิดที่มีอัตราส่วนของโอเมก้า 6ต่อ3สูง และก่อให้เกิดการอักเสบและอันตราย นำมาสู่คำแนะนำหลักปฏิบัติโภชนาการ 2025 ถึง 2030 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ

ทั้งนี้ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารจริงๆ เนื้อสัตว์ นมไม่พร่องไขมัน ไข่
แต่...ต้องมีผักและผลไม้และถั่ว และแป้ง ขนมปังน้อย
ทั้งนี้ โดยใช้น้ำมันพืชไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีโอเมก้า6น้อยลง และให้ความสำคัญกับไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันวัวโดยที่ในเมืองไทยนั้นเป็นน้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว...

“การให้ความสำคัญกับไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้นนำมาสู่การศึกษาว่า ไขมันอิ่มตัวจะมีอันตรายหรือไม่และชนิดของไขมันอิ่มตัวประเภทใดที่ควรจะเหมาะสมที่สุด”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่า
จากรายงานในวารสารทางการของวิทยาลัยแพทย์อเมริกัน ในเดือนธันวาคม 2025 ปรากฏว่าไขมันอิ่มตัวไม่ทำอันตรายหรือก่อให้เกิดโรคหัวใจเส้นเลือดตันในคนปกติทั่วไป ที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ให้ผลไม่ดีในคนที่มีความเสี่ยงดังกล่าว

“ชนิดของไขมันอิ่มตัวนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะให้ประโยชน์แต่มีบางตัวที่ให้ผลตรงข้ามและเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาต่อว่าประเภทใดถึงจะเหมาะสมที่สุด”

กล่าวโดยสรุป ข้อมูลทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์นั้นจำเป็นต้องติดตามและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทั้งนี้ความเข้าใจในกลไกของบริบทของการทำให้เกิดโรค จะทำให้มีความชัดเจน และนำมาสู่หลักปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ในพีระมิดอาหารใหม่ 2025-2030 เป็นการเน้นความสำคัญของ “อาหารจริงๆ” ที่รวมเนื้อ นม ไข่ เนย ที่ไม่ใช่มาการีน ไก่ เป็ด...ไม่เลาะหนัง แต่ต้องมีผักผลไม้กากใย ถั่ว และอื่นๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้คัดง้างกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้ที่มนุษย์กินเนื้อ จะคัดสรรจุลินทรีย์ตัวร้ายที่ทำให้เกิด TMA TMAO สารอักเสบที่ทำให้ผิวด้านในของเส้นเลือดถลอกและเส้นเลือดอุดตัน ทั้งนี้ เนื่องจากมีการสร้างสมดุลด้วยผักผลไม้กากใยไปพร้อมกัน

ย้ำว่า...การเผยแพร่ข้อมูลในบทความทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดทั้งสิ้นแม้กระทั่งหมอเอง ซึ่งอยู่ในข้าง “เข้าใกล้มังสวิรัติ” เต็มตัวก็เพราะมีโรคกระดูกสันหลังอักเสบ ankylosing spondylitis และที่สำคัญก็คือสงสารสัตว์ และหลักฐานข้อมูลของ gut microbiome จนถึง gut-liver-fatbrain axis ที่มีตั้งแต่ปี 2013 ในวารสาร Nature New England ตลอดจนข้อมูลเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

แต่...อย่างไรก็ตามพีระมิดใหม่นี้อิงตามหลักฐานจริงการติดตามจริงโดยเป็นอาหารธรรมชาติที่กินกันมาเนิ่นนาน โดยมนุษย์กินทั้งเนื้อและพืชเป็นอาหาร และไม่ได้ต่อต้านคนที่ทานเนื้อสัตว์นะครับ

ขอทิ้งท้ายไว้ก็คือ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวทางเมตาบอลิกจากการกินแต่เนื้อ ไขมันทั้งอิ่ม และไม่อิ่มตัวมาตลอด อ้วนน้ำหนักเกิน ไขมันในช่องท้องมากมาย ควรต้องอยู่ในสายเอียงขวาคือใกล้มังสวิรัติให้ได้ก่อนแล้วถึงค่อยเดินสายกลางนะครับ.

ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2026

24/02/2026

ยาที่ทำให้ “เวียนหัว–หกล้ม–สับสน” ได้บ่อย ในผู้สูงอายุ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย

อาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากโรคประจำตัวเพียงอย่างเดียว แต่อาจสัมพันธ์กับผลไม่พึงประสงค์จากยา หรือการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มยาใหม่ การเพิ่มขนาดยา หรือการปรับเปลี่ยนสูตรยา
หลายแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้มีการ “ทบทวนรายการยา (medication review)” ในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม และพิจารณาปรับให้เหมาะสม โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางหรือมีฤทธิ์กดประสาท (psychotropic/psychoactive drugs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการหกล้มที่เพิ่มขึ้น

- เหตุใดผู้สูงอายุจึงไวต่อผลข้างเคียงจากยา
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการ เช่น การทำงานของตับและไตลดลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย ส่งผลต่อการดูดซึม การกระจายตัว และการกำจัดยา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมักมีโรคร่วมหลายโรคและใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรกิริยาระหว่างยาและการเกิดอาการไม่พึงประสงค์
ข้อสังเกตทางคลินิกที่สำคัญ คือ อาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้สูงอายุ ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของผลจากยาเสมอ โดยเฉพาะหากมีประวัติเริ่มยาใหม่หรือมีการปรับขนาดยาในระยะใกล้เคียง

- กลุ่มยาที่พบบ่อยซึ่งสัมพันธ์กับอาการเวียนหัว หกล้ม หรือสับสนในผู้สูงอายุ
รายการต่อไปนี้เป็น “กลุ่มยาที่พบว่ามีความเสี่ยง” ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้โดยเด็ดขาด แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และทบทวนความจำเป็นเป็นระยะ

1) ยานอนหลับและยาคลายกังวลกลุ่ม Benzodiazepines
ตัวอย่างยา: diazepam, lorazepam, clonazepam, alprazolam เป็นต้น
กลไกความเสี่ยง:
ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม การทรงตัวลดลง ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) ตลอดจนการหกล้มและกระดูกหักในผู้สูงอายุ
แนวทาง Beers ระบุว่า benzodiazepines มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ cognitive impairment, delirium, falls และ fractures ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะยาที่มีระยะออกฤทธิ์ยาว เช่น diazepam หรือ chlordiazepoxide ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานด้านความคิดและเพิ่มโอกาสการหกล้ม
การลดขนาดยาหรือหยุดยาในกลุ่มนี้ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การประเมินของบุคลากรทางการแพทย์
อาการที่อาจพบได้บ่อย:
ง่วงนอนในเวลากลางวัน เดินเซ ลุกแล้วรู้สึกมึนศีรษะ ความจำลดลง หรือมีอาการสับสนมากขึ้น

2) ยานอนหลับกลุ่ม “Z-drugs”
ตัวอย่างยา: zolpidem, zaleplon, eszopiclone
ยากลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ โดยแนวทาง Beers ระบุว่ามีผลไม่พึงประสงค์คล้าย benzodiazepines ได้แก่ ความเสี่ยงต่อภาวะ delirium การหกล้ม และกระดูกหัก อีกทั้งประโยชน์ด้านการนอนหลับโดยรวมในผู้สูงอายุถือว่า “ไม่มาก” เมื่อพิจารณาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

3) ยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองหลายกลุ่ม (Psychoactive/Psychotropic drugs)
หน่วยงานด้านสาธารณสุขจัดกลุ่มยาที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการหกล้มไว้หลายประเภท ได้แก่
* ยากันชัก (anticonvulsants)
* ยาต้านซึมเศร้า (antidepressants)
* ยาต้านโรคจิต (antipsychotics)
* benzodiazepines
* opioids (ยาแก้ปวดกลุ่มฝิ่น)
* ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ (sedatives-hypnotics)
แนวทาง NICE แนะนำให้มีการทบทวนการใช้ยากลุ่ม psychotropic อย่างสม่ำเสมอ พร้อมพูดคุยถึงความเสี่ยงต่อการหกล้ม และวางแผนลดขนาดยาหรือหยุดยาเมื่อเหมาะสม
อาการที่อาจพบได้:
ง่วงซึม มึนศีรษะ สมาธิลดลง เดินไม่มั่นคง

4) ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) และยาแก้แพ้รุ่นเก่า
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
* ยาแก้แพ้รุ่นเก่าและยาแก้เมารถบางชนิด เช่น diphenhydramine, hydroxyzine, promethazine, brompheniramine
* ยารักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือยากลั้นปัสสาวะบางชนิดที่มีฤทธิ์ anticholinergic
แนวทาง Beers ระบุว่า การใช้ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic มากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อ cognitive decline, delirium รวมถึงการหกล้มและกระดูกหัก จึงควรพิจารณาหลีกเลี่ยงหรือจำกัดจำนวนยาในกลุ่มนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
งานทบทวนเชิงระบบด้าน delirium ยังพบว่า ยาแก้แพ้รุ่นแรกหลายชนิดมีแนวโน้มก่อ delirium สูงกว่ารุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้มากกว่า จึงควรประเมินความจำเป็นในการใช้ยาอย่างรอบคอบ
อาการที่อาจพบได้:
อาการสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ ตาพร่า ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ง่วงซึม และเดินเซ
ข้อควรระวัง:
ยาบางชนิดในกลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้เอง จึงอาจถูกมองข้ามว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะสับสนหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้

5) ยาที่ทำให้ความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic hypotension)
ภาวะ orthostatic hypotension เป็นสาเหตุสำคัญของอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเสียการทรงตัวขณะลุกยืนในผู้สูงอายุ หน่วยงานด้านสาธารณสุขระบุว่ายาหลายกลุ่มสามารถทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ สับสน หรือความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่าได้ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อความดันโลหิต และยาบางชนิดที่มีฤทธิ์กดประสาทหรือทำให้ง่วงซึม
แนวทาง Beers ยกตัวอย่างยาในกลุ่ม alpha-1 blocker เช่น terazosin ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ orthostatic hypotension และอันตรายที่ตามมาในผู้สูงอายุ
อาการที่อาจพบได้:
ลุกจากท่านอนหรือท่านั่งแล้วรู้สึกหน้ามืด มึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเดินแล้วโคลงเคลง

6) ยาที่ทำให้เกิด “ภาวะน้ำตาลต่ำ” หรือ “โซเดียมต่ำ” จนเกิดอาการเวียนหัวหรือสับสน
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
ภาวะ hypoglycemia อาจทำให้เหงื่อออก มือสั่น เวียนศีรษะ สับสน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม เอกสารด้านความปลอดภัยการใช้ยาในผู้สูงอายุระบุว่ายาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิด เช่น chlorpropamide และ glibenclamide (glyburide) มีความเสี่ยงต่อการเกิด hypoglycemia รุนแรงในผู้สูงอายุ

- ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia)
ภาวะ hyponatremia อาจแสดงอาการซึม สับสน และเดินไม่มั่นคง งานทบทวนด้าน delirium ระบุว่ายาต้านซึมเศร้าบางกลุ่ม เช่น SSRI และ SNRI อาจมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของเกลือแร่ดังกล่าว

- ความเสี่ยงจากการใช้ “ยาหลายชนิดร่วมกัน”
ความเสี่ยงต่ออาการเวียนศีรษะ สับสน หรือหกล้มมักเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
* การใช้ยากดประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองหลายชนิดพร้อมกัน
* การใช้ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic มากกว่าหนึ่งชนิด
แนวทาง Beers แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือจำกัดจำนวนยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic ให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากการใช้มากกว่าหนึ่งชนิดสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ cognitive impairment, delirium และการหกล้มในผู้สูงอายุ

25/11/2025

ไข้ fever (ฟีเวอร์)
หวัด cold (โคลด์)
ไข้หวัดใหญ่ flu (ฟลู)
ภูมิแพ้ allergy (แอลเลอจี)
ไมเกรน migraine (ไมเกรน)
ปวดหัว headache (เฮดเอค)
ปวดท้อง stomachache (สตัมมะเคค)
อาเจียน vomit (วอมมิท)
ไอ cough (คอฟ)
เจ็บคอ sore throat (ซอร์ โธรต)
ท้องเสีย diarrhea (ไดอะรีอะ)
ท้องผูก constipation (คอนสทิเพชั่น)
ติดเชื้อ infection (อินเฟคชั่น)
เบาหวาน diabetes (ไดอะบีทีซ)
ความดันสูง high blood pressure (ไฮ บลัด เพรชเชอร์)
โรคหัวใจ heart disease (ฮาร์ท ดิซีซ)
โรคปอดบวม pneumonia (นิวโมเนีย)
โรคหอบหืด asthma (แอสมา)
กรดไหลย้อน acid reflux (แอสซิด รีฟลักซ์)
กระเพาะอาหารอักเสบ gastritis (แกสไตรทิส)
อาหารเป็นพิษ food poisoning (ฟูด พอยซันนิง)
ผิวหนังอักเสบ dermatitis (เดอร์มะไททิส)
เนื้องอก tumor (ทูเมอร์)
มะเร็ง cancer (แคนเซอร์)
เหนื่อยง่าย easily fatigued (อีซฺลี่ ฟะทีคด)
ไอเรื้อรัง chronic cough (ครอนนิก คอฟ)
หอบเหนื่อย shortness of breath (ชอร์ทเนส ออฟ เบรธ)
โรคไทรอยด์ thyroid disease (ไธรอยด์ ดิซีซ)
โรคกระเพาะ heartburn (ฮาร์ทเบิร์น)
ลำไส้อักเสบ colitis (โคไลทิส)
ปวดข้อ joint pain (จอยน์ท เพน)
ปวดกล้ามเนื้อ muscle pain (มัสเซิล เพน)
ไขข้ออักเสบ arthritis (อาร์ไทรทิส)
นิ่วในไต kidney stone (คิดนี สโตน)
นิ่วในถุงน้ำดี gallstone (กอล์สโตน)
ติดเชื้อไวรัส viral infection (ไวรัล อินเฟคชั่น)
ติดเชื้อแบคทีเรีย bacterial infection (แบคทีเรียล อินเฟคชั่น)
ไซนัสอักเสบ sinusitis (ไซนะไซทิส)
หลอดลมอักเสบ bronchitis (บรอนไคทิส)
ปอดอุดกั้นเรื้อรัง COPD (ซีโอพีดี)
โรคเกาต์ gout (เกาท์)
แผลในกระเพาะ peptic ulcer (เพพทิค อัลเซอร์)
โรคซึมเศร้า depression (ดีเพรสชั่น)
นอนไม่หลับ insomnia (อินซอมเนีย)
อาการวิตกกังวล anxiety (แองไซอะที)

02/09/2025

Shoot Liv Pro Plus ดูแล และ ฟื้นฟู ตับ อย่างมืออาชีพ ด้วย ศาสตร์ Vitamin and Amino Acid Therapy

07/06/2025

ฟ้าทะลายโจร หลังโควิด: ใช้นานแค่ไหนถึงเสี่ยงตับอักเสบ? พร้อมแนะวิธีสังเกตอาการอันตราย”

บทนำ

“ฟ้าทะลายโจร” (Andrographis paniculata) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในการบรรเทาอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงการนำมาใช้หลังหายจากโรคโควิด-19 โดยหวังว่าจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดอาการอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม การใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นเวลานานเกินความเหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง โดยเฉพาะปัญหาตับอักเสบซึ่งเป็นภาวะที่ควรเฝ้าระวัง

1. กลไกการออกฤทธิ์ของ “ฟ้าทะลายโจร”

สารออกฤทธิ์หลักของฟ้าทะลายโจรคือ **แอนโดรกราโฟไลด์** (andrographolide) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน [1] หลายการศึกษาพบว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถช่วยยับยั้งการขยายตัวของเชื้อไวรัสบางชนิดและช่วยลดความรุนแรงของอาการไข้และเจ็บคอ [2] อย่างไรก็ตามข้อมูลที่สนับสนุนการใช้หลังหายจากโควิด-19 ยังจำกัดและต้องการการศึกษาเพิ่มเติม

2. ระยะเวลาการใช้ฟ้าทะลายโจรที่เหมาะสม

ตาม **แนวทางของกระทรวงสาธารณสุข** (ประเทศไทย) ระบุว่าควรใช้ฟ้าทะลายโจรเมื่อมีอาการของโรคทางเดินหายใจหรือภาวะอักเสบต่าง ๆ ใช้ต่อเนื่อง **ไม่เกิน 5-7 วัน** เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงและเป็นระยะเวลานาน [3]

- สำหรับผู้ที่เพิ่งหายจากโควิด-19 และต้องการใช้ฟ้าทะลายโจร อาจพิจารณาใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 1 สัปดาห์ หากอาการเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียเรื้อรังยังคงอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินก่อนใช้สมุนไพรอย่างต่อเนื่อง
- การใช้เกินกำหนดอาจมีความเสี่ยงทั้งในด้านตับอักเสบ (hepatotoxicity) และอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ [4]

3. ความเสี่ยงตับอักเสบจากการใช้ฟ้าทะลายโจร

- ตับอักเสบ (hepatitis) อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้สมุนไพรหรือยาบางชนิดในระยะยาวหรือใช้ในขนาดสูงกว่าที่แนะนำ ในกรณีของฟ้าทะลายโจรหลักฐานรายงานผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะตับอักเสบหลังใช้อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2 สัปดาห์ หรือใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ [5] แม้กรณีดังกล่าวจะพบไม่บ่อย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ใช้ควรระมัดระวัง ดังนี้

1. ตรวจสอบประวัติการทำงานของตับ สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคตับมาก่อน เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งาน
2. หลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันนานเกินกว่า 7 วัน หลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงหรือใช้ร่วมกับยาบางชนิดที่อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้น (เช่น ยาลดไขมันบางกลุ่ม หรือยาปฏิชีวนะบางประเภท)
3. หยุดใช้ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

4. วิธีเฝ้าสังเกตอาการอันตราย

หากมีการใช้ฟ้าทะลายโจรหลังหายจากโควิด-19 ควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ว่ามีภาวะตับอักเสบหรือระบบอื่น ๆ ผิดปกติ ได้แก่

1. อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคันหรือเป็นลมพิษ
2. อาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเบื่ออาหาร
3. อาการของตับอักเสบ ได้แก่ ปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากขึ้น
4. อาการอื่น ๆ เช่น เวียนศีรษะ ปวดหัวรุนแรง ใจสั่น หรือหายใจลำบาก

ในกรณีที่พบอาการเหล่านี้ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจรและรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือดหรือตรวจสมรรถภาพตับ (LFTs)

5. ข้อแนะนำในการใช้ฟ้าทะลายโจรอย่างปลอดภัย

1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
มีเลขทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผลิตโดยบริษัทที่ได้รับการรับรอง
2. ปฏิบัติตามคำแนะนำข้างฉลาก
หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะขนาดและระยะเวลาที่ใช้
3. หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาบางชนิด
ที่อาจมีผลต่อตับหรืออาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) เช่น ยาลดไขมันในเลือดบางชนิด ยาต้านไวรัส
4. ประเมินอาการของตนเอง
หากใช้ติดต่อกันเกิน 5-7 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่น
5. ปรับพฤติกรรมสุขภาพ
เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่วมกับการใช้สมุนไพร เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังโควิด-19

สรุป

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณน่าสนใจในการบรรเทาอาการของระบบทางเดินหายใจ และมีข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจช่วยลดอาการอ่อนเพลียหลังโควิด-19 ได้ในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้ฟ้าทะลายโจรในระยะเวลานานเกิน 5-7 วันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบหรืออาการข้างเคียงอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้นผู้ใช้ควรระมัดระวังในการใช้ ปฏิบัติตามขนาดและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหยุดใช้ทันทีหากพบอาการผิดปกติ

เอกสารอ้างอิง

1. Panossian A, Brendler T, Efferth T, Pflüger W, Worthen DR. A Comprehensive Review of Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees and Its Main Bioactive Diterpenoid Andrographolide. Front Pharmacol. 2022;13:876843.
2. Zhang X, Yang Q, Chen L, Guo Q, Wang J, Liu C. Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees Extract: Review of Anti-Inflammatory Activities and Related Molecular Mechanisms. Evid Based Complement Alternat Med. 2021;2021:4433742.
3. กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการใช้ยาฟ้าทะลายโจรในการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข; 2564.
4. World Health Organization (WHO). WHO Global Report on Traditional and Complementary Medicine 2019. Geneva: World Health Organization; 2019.
5. Chen J, Li Z, Chen AY, Reuhl KR, Walker NJ, Zhang F. Hepatotoxicity of Herbal Products: Insights into Mechanisms and Management. Int J Mol Sci. 2022;23(4):2132.

05/06/2025

Ibuprofen vs พาราเซตามอล : ปวดหัว-ปวดฟัน เลือกอะไรดี ?

อาการปวดหัวและปวดฟันเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย ซึ่งยาที่นิยมใช้บรรเทาอาการปวดทั้งสองชนิดหลัก ๆ คือ **พาราเซตามอล (Paracetamol)** และ **ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)** บทความนี้จะกล่าวถึงข้อดี-ข้อเสีย ปริมาณยาสูงสุดต่อวันที่ปลอดภัย และแนวทางป้องกันอันตรายต่อตับและกระเพาะอาหาร

1. พาราเซตามอล (Paracetamol)

1.1 กลไกการออกฤทธิ์

พาราเซตามอลออกฤทธิ์ลดไข้และบรรเทาปวดผ่านการยับยั้งเอนไซม์ (Cyclooxygenase; COX) บางส่วนในระบบประสาทส่วนกลาง แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงเหมาะสำหรับอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลางและมีไข้ แต่ไม่เน้นลดอักเสบ(1)

1.2 ข้อดี
- ออกฤทธิ์ลดไข้และบรรเทาปวดได้ดี
- ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหารมากเท่ายากลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs)
- ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารต่ำกว่าไอบูโพรเฟน

1.3 ข้อเสีย
- ไม่ต้านการอักเสบ
- อาจเป็นพิษต่อตับในกรณีได้รับเกินขนาด หรือมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ดื่มสุราประจำหรือมีโรคตับมาก่อน

1.4 ปริมาณสูงสุดต่อวัน
- ปริมาณสูงสุดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพทั่วไป คือ **ไม่เกิน 4 กรัม/วัน** (4,000 มิลลิกรัมต่อวัน)(1-2)
- ในผู้ใหญ่บางราย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับ เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำโรคตับเรื้อรังหรือผู้สูงอายุควรลดขนาดยาลงและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

2. ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

2.1 กลไกการออกฤทธิ์
ไอบูโพรเฟนเป็นยาในกลุ่ม NSAIDs ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซีจีเนส (COX) ทั้งชนิด 1 และ 2 ทำให้มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปวด และลดไข้ แต่ในขณะเดียวกันการยับยั้ง COX-1 ในกระเพาะอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะ(2-3)

2.2 ข้อดี
- มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการรักษาปวดที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ เช่น ปวดฟันที่มีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อรอบ ๆ
- ออกฤทธิ์ลดปวดและลดไข้ได้ดี

2.3 ข้อเสีย
- เสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ
- อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไตหรือมีภาวะขาดน้ำ
- ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองต้องใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากการยับยั้ง COX-2 อาจส่งผลต่อความสมดุลในการแข็งตัวของเลือดและระบบหลอดเลือด

2.4 ปริมาณสูงสุดต่อวัน
- โดยทั่วไปขนาดสำหรับผู้ใหญ่เพื่อบรรเทาปวดหรือไข้ มักใช้ขนาด 200-400 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง
- ปริมาณสูงสุดไม่ควรเกิน **3,200 มิลลิกรัม/วัน** (3.2 กรัมต่อวัน) ในกรณีที่แพทย์ประเมินว่าอาจใช้ขนาดสูงได้ชั่วคราวภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ส่วนใหญ่แนะนำไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม/วัน(2-4)
- ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไต โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนชนิดยา

3. การเลือกใช้ยา: ปวดหัว-ปวดฟัน

1. ปวดหัวทั่วไป (Tension headache)
- พาราเซตามอลเป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากปลอดภัยต่อกระเพาะอาหารมากกว่าและหากไม่มีอาการอักเสบร่วมมากนักการใช้พาราเซตามอลก็มักเพียงพอ(3)
- หากมีอาการปวดศีรษะร่วมกับการอักเสบหรืออาการปวดที่ไม่ตอบสนองต่อพาราเซตามอล ไอบูโพรเฟนอาจพิจารณาเป็นทางเลือก

2. ปวดฟัน :
- หากเป็นเพียงปวดเบื้องต้นหรือไม่มีอาการอักเสบชัดเจนสามารถใช้พาราเซตามอลได้
- แต่หากมีการอักเสบบวม หรือปวดมาก ไอบูโพรเฟนมีข้อได้เปรียบในการต้านการอักเสบได้ดีกว่า(4)
- อย่างไรก็ตามถ้าใช้ไอบูโพรเฟนในระยะยาวหรือขนาดสูงควรระวังผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร

4. การป้องกันทำร้ายตับและกระเพาะอาหาร

1. ปกป้องตับ (Paracetamol)
- หลีกเลี่ยงการใช้พาราเซตามอลเกินขนาด (4 กรัม/วัน)
- ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยา
- ผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรังหรือผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

2. ปกป้องกระเพาะอาหาร (Ibuprofen)
- ควรรับประทานยาหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหารเพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะ
- ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะ หรือมีประวัติแผลในกระเพาะ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ยากลุ่มป้องกันเยื่อบุกระเพาะ (Proton Pump Inhibitors: PPIs) เช่น Omeprazole ร่วมด้วย(5)
- ไม่ควรใช้ยาในขนาดสูงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานานหากไม่จำเป็น

5. ข้อสรุปและคำแนะนำ

**พาราเซตามอล** เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหรือไข้ทั่วไปเพราะมีความปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม (ไม่เกิน 4 กรัม/วัน) โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือมีข้อจำกัดในการใช้ NSAIDs
**ไอบูโพรเฟน** เหมาะสำหรับอาการปวดที่มีการอักเสบร่วม เช่น ปวดฟันที่มีอักเสบบวม หรืออาการปวดศีรษะ/กล้ามเนื้อที่ไม่ตอบสนองต่อพาราเซตามอล อย่างไรก็ตามควรระวังผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไตร่วมด้วย
- หากมีอาการปวดเรื้อรังหรืออาการปวดรุนแรงควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์โดยตรง เพื่อประเมินสาเหตุและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

1. Barkin RL. Acetaminophen, aspirin, or ibuprofen in combination with an opioid in the treatment of mild to moderate pain. Am J Ther. 2020;27(3):e243–e255.
2. Derry CJ, Derry S, Moore RA. Single dose oral ibuprofen for acute postoperative pain in adults. Cochrane Database Syst Rev. 2015;(7):CD001548.
3. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Headaches in over 12s: diagnosis and management [CG150]. London: NICE; 2012 [updated 2021]. Available from: [https://www.nice.org.uk/guidance/cg150]
4. Freedman SB, Powell EC, Seshadri R, Sivabalasundaram V, Workentine ML, Goldman RD. Effect of Combined Ibuprofen and Acetaminophen vs Ibuprofen Alone on Fever and Pain in Young Children With Mild Infection: A Randomized Clinical Trial. JAMA. 2022;327(1):38-47.
5. Lanas A, Tornero J, Zamorano JL, Gargallo CJ, Lip GYH, González-Juanatey JR, et al. Assessment of gastroenterological and cardiovascular risk in NSAID therapy: Development of a new algorithm (the Spanish Algorithm). Med Clin (Barc). 2018;151(4):146-50.

02/06/2025

ยากลุ่ม PDE-5 Inhibitors กับข้อบ่งใช้ใหม่ที่นอกเหนือจากภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ: แนวโน้มทางคลินิกและข้อควรระวัง

บทนำ

ยากลุ่ม Phosphodiesterase type 5 inhibitors (PDE-5 inhibitors) ได้แก่ sildenafil, tadalafil, vardenafil และ avanafil เป็นกลุ่มยาที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายสำหรับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction; ED) อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการศึกษาและหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนการประยุกต์ใช้ยากลุ่มนี้ในข้อบ่งใช้อื่น ๆ นอกเหนือจาก ED มากขึ้น เช่น ภาวะความดันโลหิตสูงในระบบไหลเวียนเลือดปอด (pulmonary arterial hypertension; PAH) ภาวะต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplasia; BPH) และภาวะอื่น ๆ

กลไกการออกฤทธิ์

ยากลุ่ม PDE-5 inhibitors ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase type 5 ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลาย cyclic guanosine monophosphate (cGMP) ส่งผลให้ระดับ cGMP เพิ่มสูงขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบและหลอดเลือด กระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดและการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบบริเวณอวัยวะเป้าหมาย เดิมใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศชายในการรักษาภาวะ ED แต่ด้วยกลไกนี้เองทำให้เกิดแนวโน้มการนำไปประยุกต์ใช้ในภาวะอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อเรียบ

ข้อบ่งใช้นอกเหนือจากภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

1. ภาวะความดันโลหิตสูงในระบบไหลเวียนเลือดปอด (Pulmonary Arterial Hypertension; PAH)

- Sildenafil และ tadalafil ได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษา PAH โดยช่วยลดแรงต้านในหลอดเลือดปอดและเพิ่มสมรรถนะการออกกำลังกายของผู้ป่วย
- มีการศึกษาพบว่าการใช้ PDE-5 inhibitors สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม (1)

2. ภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH)

- PDE-5 inhibitors เช่น tadalafil มีการนำมาใช้เพื่อลดอาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (lower urinary tract symptoms; LUTS) ในผู้ป่วย BPH
- เชื่อว่ากลไกการขยายหลอดเลือดและการคลายกล้ามเนื้อเรียบบริเวณทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาอาการ (2)

3. ภาวะ Raynaud’s Phenomenon

- แม้ว่าจะยังไม่ใช่มาตรฐานการรักษาหลัก แต่มีรายงานการใช้ sildenafil หรือ tadalafil ในผู้ป่วย Raynaud’s phenomenon ชนิดรุนแรง ที่ไม่ตอบสนองต่อยาขยายหลอดเลือดชนิดอื่น
- กลไกสำคัญคือการเพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปลายมือปลายเท้าเย็น (3)

4. การใช้ด้านอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการวิจัย

- มีรายงานการศึกษาว่า PDE-5 inhibitors อาจมีประโยชน์ในโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือภาวะความดันโลหิตสูงทั่วร่างกายบางรูปแบบ

ข้อควรระวัง

1. ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions)
- ยาในกลุ่มนี้ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่ม nitrate (เช่น nitroglycerin) เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
- ควรระวังการใช้ร่วมกับยากลุ่ม alpha-blockers ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ หรือผู้ป่วยสูงอายุ (5)

2. ผลข้างเคียง (Side Effects)
- อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ หน้าแดง คัดจมูก แน่นท้อง และในบางรายอาจมีการมองเห็นสีฟ้าหรือสีเขียวผิดปกติ (cyanopsia) ชั่วคราว
- อาการรุนแรงอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น การสูญเสียการได้ยินกะทันหัน หรือภาวะการแข็งตัวของอวัยวะเพศถาวร (priapism) (2,5)

3. ภาวะโรคร่วมและข้อจำกัดในการใช้ยา
- ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำเป็นพื้นเดิมควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่มยา
- ควรระวังการใช้ยากับผู้ป่วยที่มีภาวะตับหรือไตบกพร่อง เพราะอาจส่งผลต่อการกำจัดยา (5)

บทสรุป

ยากลุ่ม PDE-5 inhibitors ไม่ได้ถูกจำกัดใช้เพียงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอีกต่อไป หากแต่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพในภาวะอื่น ๆ อาทิ PAH, BPH และ Raynaud’s phenomenon อย่างไรก็ตามควรพิจารณาข้อควรระวังโดยเฉพาะปฏิกิริยากับยาอื่น และประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายในผู้ป่วยที่มีโรคร่วม การใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง

1. Galiè N, Brundage BH, Ghofrani HA, Olschewski H, Scelsi L, Roecker EB, et al. Tadalafil therapy in pulmonary arterial hypertension. Circulation. 2019;139(25):2800-12.
2. McVary KT, Monnig W, Camps JL, Young JM, Tseng LJ, van den Ende G. Sildenafil citrate improves erectile function and urinary symptoms in men with erectile dysfunction and LUTS: A randomized, double-blind trial. J Urol. 2020;203(4):885-92.
3. Khan F, Belch JJ, Struthers AD. Effects of phosphodiesterase type 5 inhibitors in treatment-resistant Raynaud’s phenomenon: A double-blind, placebo-controlled study. Rheumatology (Oxford). 2021;60(8):3767-73.
4. Ben-Yehuda O, White HD, Cunningham J, Frishman WH. PDE-5 inhibitors in cardiac disease: Current indications and emerging applications. Am J Cardiovasc Drugs. 2022;22(4):383-92.
5. Hackett G, Kirby M, Wylie K, Heald AH. Pivotal PDE5 inhibition therapy and the interplay with concomitant medications: A focus on safety and tolerability. Int J Clin Pract. 2023;77(3)\:e14895.

31/05/2025

ฟ้าทลายโจร (Andrographis paniculata) OTC: ประสิทธิผลจริง vs. Thai FDA ADR 2015–2025

บทนำ

ฟ้าทลายโจร (Andrographis paniculata) เป็นสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์แผนไทยมาช้านาน ได้รับการอนุมัติในหลายประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาสามัญประจำบ้าน (OTC) สำหรับบรรเทาอาการหวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (1,2) ในประเทศไทยเอง ฟ้าทลายโจรได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามระยะยาวหน่วยงานด้านสุขภาพได้เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ (ADR) ในช่วงปี 2015–2025 ตามข้อมูลจาก Thai FDA ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มผื่นแพ้รุนแรงและภาวะความดันเลือดต่ำร่วมด้วย (3) บทความนี้มีเป้าหมายในการทบทวนหลักฐานทางวิชาการ (RCT) ล่าสุด เกี่ยวกับประสิทธิผลจริงของฟ้าทลายโจรต่อโรคที่มีอาการคล้ายโควิด (COVID-like illness) รวมถึงการสรุปแนวโน้มอาการไม่พึงประสงค์ และให้แนวทางเบื้องต้นในการซักประวัติปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพร (drug–herb interaction)

กลไกการออกฤทธิ์และประสิทธิผลจริง

สารสำคัญในฟ้าทลายโจร ได้แก่ andrographolide ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและส่งเสริมภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีฤทธิ์ต้านไวรัสหลายชนิด (4) งานวิจัยแบบ (RCT) หลายฉบับรายงานว่าฟ้าทลายโจรช่วยลดระยะเวลาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและลดอาการไข้และเจ็บคอ (5)

อัปเดต RCT ต่อ COVID-like illness

RCT ล่าสุดระหว่างปี 2021–2023 ได้ศึกษาประสิทธิผลของฟ้าทลายโจรในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโควิด เช่น ไข้ ไอ และเจ็บคอ พบว่าช่วยลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะช่วง 3–5 วันแรกของอาการ (6) อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายที่รับประทานฟ้าทลายโจรขนาดสูงมีรายงานอาการความดันโลหิตต่ำและแนวโน้มเกิดผื่นแพ้มากขึ้น (6,7)

ข้อมูลความปลอดภัยและอาการไม่พึงประสงค์ (Thai FDA ADR 2015–2025)

ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 หน่วยงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย ได้รวบรวมฐานข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ฟ้าทลายโจรในรูปแบบ OTC พบแนวโน้มของการเกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังที่รุนแรง (Stevens-Johnson syndrome หรือ SJS) และอาการความดันโลหิตต่ำในผู้ที่ไวต่อสาร andrographolide [8] ทั้งนี้ความถี่ของอาการดังกล่าวยังถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและสอบถามประวัติการแพ้สมุนไพรหรือยาเป็นสิ่งสำคัญ

Check-list สำหรับซักประวัติปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพร (drug–herb interaction)

1. **ประวัติการใช้ยาแผนปัจจุบัน**
* ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น steroids, immunosuppressants)
* ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น warfarin)
* ยาลดความดันโลหิต

2. **ประวัติการแพ้ยา**
* ประวัติผื่นแพ้รุนแรง (SJS/TEN)
* แพ้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอื่น ๆ

3. **รูปแบบและขนาดการใช้ฟ้าทลายโจร**
* ใช้ขนาดสูงต่อเนื่องหรือไม่
* ใช้ร่วมกับยาหรืออาหารเสริมชนิดอื่น

4. **อาการหรือลักษณะผิดปกติที่เกิดหลังรับประทาน**
* ผื่นคัน แดง ลมพิษ
* หน้ามืด ความดันต่ำ เวียนศีรษะ

5. **ระยะเวลาที่ใช้ฟ้าทลายโจรกับยาตัวอื่น**
* ควรพิจารณาช่วงเวลาการรับประทานให้ห่างกัน หากมีข้อกังวลเรื่องการดูดซึมหรือปฏิกิริยา

ข้อควรระวัง

* ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฟ้าทลายโจรในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้สมุนไพรหรือมีผื่นแพ้ทางผิวหนังรุนแรงมาก่อน
* ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำหรือกินยาลดความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
* การใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ควรมีข้อมูลความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนใช้

สรุป

ฟ้าทลายโจร (Andrographis paniculata) เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการลดอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงอาการคล้ายโควิด แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิดผื่นแพ้รุนแรงและความดันโลหิตต่ำตามรายงานของ Thai FDA ช่วงปี 2015–2025 การซักประวัติอย่างละเอียด การเลือกขนาดยาและรูปแบบการใช้อย่างเหมาะสม ตลอดจนการติดตามอาการข้างเคียงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ควรมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่มใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรในระยะยาวหรือในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว

เอกสารอ้างอิง

1. Misra P, Palbag S, Dinda AK. Preclinical studies on Andrographis paniculata for respiratory tract infections. J Ethnopharmacol. 2018;220:123–128.
2. World Health Organization. WHO monographs on selected medicinal plants – Volume 4. Geneva: WHO; 2019.
3. Chokevivat V, Thunyaharn S, Thunyaharn S. Thai FDA Annual ADR Summaries 2015–2025. Bureau of Drug and Narcotic, Thai FDA; 2025.
4. Huo X, Shi X, Li S. Molecular mechanism of andrographolide against viral infections. Pharmacol Res. 2020;156:104763.
5. Hu X, Wu L, Shao Y, Liang J, Xia Y, Wei J, et al. Efficacy and safety of Andrographis paniculata in the treatment of acute upper respiratory tract infections: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. J Complement Integr Med. 2017;14(1).
6. Lim C, Heng SC, Chan CH, Tan CE. Andrographis paniculata for mild COVID-19: a randomized controlled trial. BMC Infect Dis. 2022;22:341.
7. Chan TY, Liu S, Teo HY. Adverse events of Andrographis paniculata: a case series of hypotension and severe cutaneous reactions. J Int Med Res. 2023;51(2):3000605231159073.
8. Thai FDA. Annual Pharmacovigilance Report on Herbal Products. Bangkok: Ministry of Public Health; 2024.

ที่อยู่

11 Chang Moi Road
Chiang Mai
50300

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66949811991

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์