ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacy

ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacy ขายปลีก-ส่ง ยา วิตามิน อาหารเสริม อุ?

23/04/2026
24/02/2026

ยาที่ทำให้ “เวียนหัว–หกล้ม–สับสน” ได้บ่อย ในผู้สูงอายุ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย

อาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากโรคประจำตัวเพียงอย่างเดียว แต่อาจสัมพันธ์กับผลไม่พึงประสงค์จากยา หรือการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มยาใหม่ การเพิ่มขนาดยา หรือการปรับเปลี่ยนสูตรยา
หลายแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้มีการ “ทบทวนรายการยา (medication review)” ในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินยาที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม และพิจารณาปรับให้เหมาะสม โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางหรือมีฤทธิ์กดประสาท (psychotropic/psychoactive drugs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการหกล้มที่เพิ่มขึ้น

- เหตุใดผู้สูงอายุจึงไวต่อผลข้างเคียงจากยา
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการ เช่น การทำงานของตับและไตลดลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย ส่งผลต่อการดูดซึม การกระจายตัว และการกำจัดยา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมักมีโรคร่วมหลายโรคและใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรกิริยาระหว่างยาและการเกิดอาการไม่พึงประสงค์
ข้อสังเกตทางคลินิกที่สำคัญ คือ อาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้สูงอายุ ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของผลจากยาเสมอ โดยเฉพาะหากมีประวัติเริ่มยาใหม่หรือมีการปรับขนาดยาในระยะใกล้เคียง

- กลุ่มยาที่พบบ่อยซึ่งสัมพันธ์กับอาการเวียนหัว หกล้ม หรือสับสนในผู้สูงอายุ
รายการต่อไปนี้เป็น “กลุ่มยาที่พบว่ามีความเสี่ยง” ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้โดยเด็ดขาด แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และทบทวนความจำเป็นเป็นระยะ

1) ยานอนหลับและยาคลายกังวลกลุ่ม Benzodiazepines
ตัวอย่างยา: diazepam, lorazepam, clonazepam, alprazolam เป็นต้น
กลไกความเสี่ยง:
ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม การทรงตัวลดลง ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) ตลอดจนการหกล้มและกระดูกหักในผู้สูงอายุ
แนวทาง Beers ระบุว่า benzodiazepines มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ cognitive impairment, delirium, falls และ fractures ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะยาที่มีระยะออกฤทธิ์ยาว เช่น diazepam หรือ chlordiazepoxide ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานด้านความคิดและเพิ่มโอกาสการหกล้ม
การลดขนาดยาหรือหยุดยาในกลุ่มนี้ควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การประเมินของบุคลากรทางการแพทย์
อาการที่อาจพบได้บ่อย:
ง่วงนอนในเวลากลางวัน เดินเซ ลุกแล้วรู้สึกมึนศีรษะ ความจำลดลง หรือมีอาการสับสนมากขึ้น

2) ยานอนหลับกลุ่ม “Z-drugs”
ตัวอย่างยา: zolpidem, zaleplon, eszopiclone
ยากลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ โดยแนวทาง Beers ระบุว่ามีผลไม่พึงประสงค์คล้าย benzodiazepines ได้แก่ ความเสี่ยงต่อภาวะ delirium การหกล้ม และกระดูกหัก อีกทั้งประโยชน์ด้านการนอนหลับโดยรวมในผู้สูงอายุถือว่า “ไม่มาก” เมื่อพิจารณาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

3) ยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองหลายกลุ่ม (Psychoactive/Psychotropic drugs)
หน่วยงานด้านสาธารณสุขจัดกลุ่มยาที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการหกล้มไว้หลายประเภท ได้แก่
* ยากันชัก (anticonvulsants)
* ยาต้านซึมเศร้า (antidepressants)
* ยาต้านโรคจิต (antipsychotics)
* benzodiazepines
* opioids (ยาแก้ปวดกลุ่มฝิ่น)
* ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ (sedatives-hypnotics)
แนวทาง NICE แนะนำให้มีการทบทวนการใช้ยากลุ่ม psychotropic อย่างสม่ำเสมอ พร้อมพูดคุยถึงความเสี่ยงต่อการหกล้ม และวางแผนลดขนาดยาหรือหยุดยาเมื่อเหมาะสม
อาการที่อาจพบได้:
ง่วงซึม มึนศีรษะ สมาธิลดลง เดินไม่มั่นคง

4) ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) และยาแก้แพ้รุ่นเก่า
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
* ยาแก้แพ้รุ่นเก่าและยาแก้เมารถบางชนิด เช่น diphenhydramine, hydroxyzine, promethazine, brompheniramine
* ยารักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือยากลั้นปัสสาวะบางชนิดที่มีฤทธิ์ anticholinergic
แนวทาง Beers ระบุว่า การใช้ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic มากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อ cognitive decline, delirium รวมถึงการหกล้มและกระดูกหัก จึงควรพิจารณาหลีกเลี่ยงหรือจำกัดจำนวนยาในกลุ่มนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
งานทบทวนเชิงระบบด้าน delirium ยังพบว่า ยาแก้แพ้รุ่นแรกหลายชนิดมีแนวโน้มก่อ delirium สูงกว่ารุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้มากกว่า จึงควรประเมินความจำเป็นในการใช้ยาอย่างรอบคอบ
อาการที่อาจพบได้:
อาการสับสนที่เกิดขึ้นใหม่ ตาพร่า ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ง่วงซึม และเดินเซ
ข้อควรระวัง:
ยาบางชนิดในกลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้เอง จึงอาจถูกมองข้ามว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะสับสนหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้

5) ยาที่ทำให้ความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic hypotension)
ภาวะ orthostatic hypotension เป็นสาเหตุสำคัญของอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเสียการทรงตัวขณะลุกยืนในผู้สูงอายุ หน่วยงานด้านสาธารณสุขระบุว่ายาหลายกลุ่มสามารถทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ สับสน หรือความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่าได้ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อความดันโลหิต และยาบางชนิดที่มีฤทธิ์กดประสาทหรือทำให้ง่วงซึม
แนวทาง Beers ยกตัวอย่างยาในกลุ่ม alpha-1 blocker เช่น terazosin ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ orthostatic hypotension และอันตรายที่ตามมาในผู้สูงอายุ
อาการที่อาจพบได้:
ลุกจากท่านอนหรือท่านั่งแล้วรู้สึกหน้ามืด มึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเดินแล้วโคลงเคลง

6) ยาที่ทำให้เกิด “ภาวะน้ำตาลต่ำ” หรือ “โซเดียมต่ำ” จนเกิดอาการเวียนหัวหรือสับสน
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
ภาวะ hypoglycemia อาจทำให้เหงื่อออก มือสั่น เวียนศีรษะ สับสน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม เอกสารด้านความปลอดภัยการใช้ยาในผู้สูงอายุระบุว่ายาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิด เช่น chlorpropamide และ glibenclamide (glyburide) มีความเสี่ยงต่อการเกิด hypoglycemia รุนแรงในผู้สูงอายุ

- ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia)
ภาวะ hyponatremia อาจแสดงอาการซึม สับสน และเดินไม่มั่นคง งานทบทวนด้าน delirium ระบุว่ายาต้านซึมเศร้าบางกลุ่ม เช่น SSRI และ SNRI อาจมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของเกลือแร่ดังกล่าว

- ความเสี่ยงจากการใช้ “ยาหลายชนิดร่วมกัน”
ความเสี่ยงต่ออาการเวียนศีรษะ สับสน หรือหกล้มมักเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
* การใช้ยากดประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองหลายชนิดพร้อมกัน
* การใช้ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic มากกว่าหนึ่งชนิด
แนวทาง Beers แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือจำกัดจำนวนยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic ให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากการใช้มากกว่าหนึ่งชนิดสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อ cognitive impairment, delirium และการหกล้มในผู้สูงอายุ

02/06/2025

ยากลุ่ม PDE-5 Inhibitors กับข้อบ่งใช้ใหม่ที่นอกเหนือจากภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ: แนวโน้มทางคลินิกและข้อควรระวัง

บทนำ

ยากลุ่ม Phosphodiesterase type 5 inhibitors (PDE-5 inhibitors) ได้แก่ sildenafil, tadalafil, vardenafil และ avanafil เป็นกลุ่มยาที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายสำหรับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction; ED) อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการศึกษาและหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนการประยุกต์ใช้ยากลุ่มนี้ในข้อบ่งใช้อื่น ๆ นอกเหนือจาก ED มากขึ้น เช่น ภาวะความดันโลหิตสูงในระบบไหลเวียนเลือดปอด (pulmonary arterial hypertension; PAH) ภาวะต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplasia; BPH) และภาวะอื่น ๆ

กลไกการออกฤทธิ์

ยากลุ่ม PDE-5 inhibitors ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase type 5 ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลาย cyclic guanosine monophosphate (cGMP) ส่งผลให้ระดับ cGMP เพิ่มสูงขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบและหลอดเลือด กระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดและการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบบริเวณอวัยวะเป้าหมาย เดิมใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศชายในการรักษาภาวะ ED แต่ด้วยกลไกนี้เองทำให้เกิดแนวโน้มการนำไปประยุกต์ใช้ในภาวะอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อเรียบ

ข้อบ่งใช้นอกเหนือจากภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

1. ภาวะความดันโลหิตสูงในระบบไหลเวียนเลือดปอด (Pulmonary Arterial Hypertension; PAH)

- Sildenafil และ tadalafil ได้รับการอนุมัติสำหรับการรักษา PAH โดยช่วยลดแรงต้านในหลอดเลือดปอดและเพิ่มสมรรถนะการออกกำลังกายของผู้ป่วย
- มีการศึกษาพบว่าการใช้ PDE-5 inhibitors สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม (1)

2. ภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH)

- PDE-5 inhibitors เช่น tadalafil มีการนำมาใช้เพื่อลดอาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (lower urinary tract symptoms; LUTS) ในผู้ป่วย BPH
- เชื่อว่ากลไกการขยายหลอดเลือดและการคลายกล้ามเนื้อเรียบบริเวณทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาอาการ (2)

3. ภาวะ Raynaud’s Phenomenon

- แม้ว่าจะยังไม่ใช่มาตรฐานการรักษาหลัก แต่มีรายงานการใช้ sildenafil หรือ tadalafil ในผู้ป่วย Raynaud’s phenomenon ชนิดรุนแรง ที่ไม่ตอบสนองต่อยาขยายหลอดเลือดชนิดอื่น
- กลไกสำคัญคือการเพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปลายมือปลายเท้าเย็น (3)

4. การใช้ด้านอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการวิจัย

- มีรายงานการศึกษาว่า PDE-5 inhibitors อาจมีประโยชน์ในโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือภาวะความดันโลหิตสูงทั่วร่างกายบางรูปแบบ

ข้อควรระวัง

1. ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions)
- ยาในกลุ่มนี้ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่ม nitrate (เช่น nitroglycerin) เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
- ควรระวังการใช้ร่วมกับยากลุ่ม alpha-blockers ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ หรือผู้ป่วยสูงอายุ (5)

2. ผลข้างเคียง (Side Effects)
- อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ หน้าแดง คัดจมูก แน่นท้อง และในบางรายอาจมีการมองเห็นสีฟ้าหรือสีเขียวผิดปกติ (cyanopsia) ชั่วคราว
- อาการรุนแรงอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น การสูญเสียการได้ยินกะทันหัน หรือภาวะการแข็งตัวของอวัยวะเพศถาวร (priapism) (2,5)

3. ภาวะโรคร่วมและข้อจำกัดในการใช้ยา
- ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำเป็นพื้นเดิมควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่มยา
- ควรระวังการใช้ยากับผู้ป่วยที่มีภาวะตับหรือไตบกพร่อง เพราะอาจส่งผลต่อการกำจัดยา (5)

บทสรุป

ยากลุ่ม PDE-5 inhibitors ไม่ได้ถูกจำกัดใช้เพียงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอีกต่อไป หากแต่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพในภาวะอื่น ๆ อาทิ PAH, BPH และ Raynaud’s phenomenon อย่างไรก็ตามควรพิจารณาข้อควรระวังโดยเฉพาะปฏิกิริยากับยาอื่น และประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายในผู้ป่วยที่มีโรคร่วม การใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง

1. Galiè N, Brundage BH, Ghofrani HA, Olschewski H, Scelsi L, Roecker EB, et al. Tadalafil therapy in pulmonary arterial hypertension. Circulation. 2019;139(25):2800-12.
2. McVary KT, Monnig W, Camps JL, Young JM, Tseng LJ, van den Ende G. Sildenafil citrate improves erectile function and urinary symptoms in men with erectile dysfunction and LUTS: A randomized, double-blind trial. J Urol. 2020;203(4):885-92.
3. Khan F, Belch JJ, Struthers AD. Effects of phosphodiesterase type 5 inhibitors in treatment-resistant Raynaud’s phenomenon: A double-blind, placebo-controlled study. Rheumatology (Oxford). 2021;60(8):3767-73.
4. Ben-Yehuda O, White HD, Cunningham J, Frishman WH. PDE-5 inhibitors in cardiac disease: Current indications and emerging applications. Am J Cardiovasc Drugs. 2022;22(4):383-92.
5. Hackett G, Kirby M, Wylie K, Heald AH. Pivotal PDE5 inhibition therapy and the interplay with concomitant medications: A focus on safety and tolerability. Int J Clin Pract. 2023;77(3)\:e14895.

ที่อยู่

11 Chang Moi Road
Chiang Mai
50300

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66949811991

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านขายยาจิรเวช เชียงใหม่ Jiravej Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์