CMU Surgical ICU CMU Surgical Critical Care, Metabolism and Nutrition

 การกู้ชีพผู้ป่วย Shock ด้วย Tissue Perfusion ดีกว่าการไล่ตาม Lactate/MAP จริงหรือไม่? สรุป Systematic Review & Meta-Ana...
25/08/2026



การกู้ชีพผู้ป่วย Shock ด้วย Tissue Perfusion ดีกว่าการไล่ตาม Lactate/MAP จริงหรือไม่? สรุป Systematic Review & Meta-Analysis ล่าสุดใน Annals of Intensive Care (2026)

1. Research Question & Methodological Framework

- Study Design: Systematic Review and Meta-Analysis วิเคราะห์เฉพาะ RCTs

- Population: ผู้ป่วย Shock ใน ICU จำนวน 8 RCTs รวม 2,394 ราย (95% เป็น Septic Shock)

- Intervention: Tissue-Perfusion-Guided Therapy (TP-GT) เช่น Capillary Refill Time (CRT), Perfusion Index (PI), หรือ Sublingual SDF microscopy

- Comparator: Standard/Macrohemodynamic care (MAP-targeted หรือ Lactate clearance-targeted)

Statistical Model: Random-effects model ประเมินความเสี่ยงอคติด้วย Cochrane RoB-2 และ GRADE system

2. Key Findings: ผลลัพธ์ทางสถิติและตัวเลขสำคัญ

Mortality (Primary Outcomes):

30-Day Mortality: ไม่ต่างกันทางสถิติ (RR 0.96; 95% CI 0.83–1.10; P = 0.49)

90-Day Mortality: ไม่ต่างกันทางสถิติ (RR 0.94; 95% CI 0.82–1.07; P = 0.17)

Early Fluid Administration (0–8 ชั่วโมงแรก):

ลดการให้สารน้ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ: Mean Difference (MD) -466.95 mL (95% CI -917.17 to -16.72; P = 0.046)

แต่สำหรับ 24-hour Fluid Balance รวม พบว่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (MD -211.15 mL; P = 0.08)

Intensive Care Unit Length of Stay (ICU LOS):

ลดลงเฉลี่ย -0.72 วัน (95% CI -1.42 to -0.01; P = 0.048)

Hospital LOS ไม่แตกต่างกัน (P = 0.93)

Organ Support Requirements:

Vasopressor-free days, Mechanical ventilation-free days, Renal Replacement Therapy (RRT), และการลดลงของ SOFA score ที่ 72 ชม. ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

3. Methodological Caveats & Critical Appraisal

Fragility of ICU LOS: ผลของ ICU LOS ที่ลดลงถือว่าเปราะบาง (Fragile) มาก เมื่อทำ Sensitivity Analysis โดยตัด Landmark trial อย่าง ANDROMEDA-SHOCK-2 หรือ DAMIS trial ออก ค่า P-value จะหลุดนัยสำคัญทันที
Performance & Discharge-Decision Bias: เนื่องจากเป็น Intervention ที่ไม่สามารถทำ Blind ผู้รักษาได้ (Open-label) ปลายทางที่เป็น Subjective endpoint อย่าง ICU discharge จึงอาจได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจของแพทย์
Heterogeneity of Modalities: เครื่องมือวัดมีความต่างกันมาก ตั้งแต่ Low-cost/Rapid bedside (CRT) ไปจนถึง Complex instrumental visualization (SDF microscopy)
4. Intensive Care Insights & Clinical Takeaways

Hemodynamic Coherence & Stop Signs: การกู้ชีพที่ตามแค่ Macrocirculation (MAP) หรือการมองแค่ Lactate clearance มักทำให้เกิด Over-resuscitation เนื่องจาก Lactate ตอบสนองช้าและมีสาเหตุแบบ Non-hypoperfusion ได้บ่อย
CRT as Fluid Stewardship: การประเมิน Peripheral perfusion เช่น CRT ทำหน้าที่เป็น "สัญญาณเตือนให้หยุดให้สารน้ำ (Stop sign)" แบบ Real-time ที่รวดเร็ว ช่วยตัด Early fluid overload ได้เกือบ 500 mL ในช่วงชั่วโมงแรกๆ โดยไม่เพิ่ม Mortality
แม้ TP-GT จะยังไม่ลด Hard clinical endpoint อย่างอัตราการเสียชีวิต แต่เป็นเครื่องมือที่มีความปลอดภัยสูง เข้าถึงง่าย (โดยเฉพาะ CRT) และช่วยสนับสนุนแนวคิด Restrictive & Personalized Fluid Resuscitation ในผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างชัดเจน
Reference
https://doi.org/10.1016/j.aicoj.2026.100106

 : อาจได้ผลเสียได้🔥💊 ยากระเพาะ (PPIs) ในผู้ป่วยแผลไฟไหม้... อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและแผลหายยาก?ในผู้ป่วยแผลไฟไหม้-น้...
25/08/2026

: อาจได้ผลเสียได้

🔥💊 ยากระเพาะ (PPIs) ในผู้ป่วยแผลไฟไหม้... อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและแผลหายยาก?

ในผู้ป่วยแผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก (Burn patients) การให้ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs) มักถูกสั่งใช้เป็นประจำเพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารจากความเครียด (Stress Ulcer Prophylaxis)

แต่งานวิจัยใหม่ล่าสุดปี 2026 จากวารสาร JPRAS ที่ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยกว่า 84,000 ราย (จับคู่ Propensity Score Matching) เผยผลลัพธ์ที่น่าจับตามอง:

🚨 กลุ่มที่ได้รับยา PPI ภายใน 1 เดือนแรก มีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ที่ 90 วัน):• เสี่ยงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ($\text{RR} = 2.91)• ปอดอักเสบ/ปอดติดเชื้อ เพิ่มขึ้น 2.38 เท่า• แผลติดเชื้อ (Wound Infection) เพิ่มขึ้น 2.68 เท่า• แผลแยก / เกิดก้อนเลือดคั่ง (Hematoma) เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า• อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า ($\text{RR} = 1.95)

🔬 ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?การที่ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป อาจไปทำลายด่านป้องกันเชื้อโรคตามธรรมชาติของทางเดินอาหาร ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนและกระจายตัวเข้าสู่ระบบร่างกายได้ง่ายขึ้น

💡 ข้อคิดทางคลินิก:แพทย์อาจต้องชั่งน้ำหนักและพิจารณาข้อบ่งชี้ในการสั่งยา PPI ในผู้ป่วย Burn อย่างรอบคอบมากขึ้น หรือพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การเริ่มให้อาหารทางสายยางตั้งแต่ระยะแรก (Early Enteral Nutrition) เพื่อปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารแทน

📌 ที่มา: JPRAS (2026) - Impact of proton pump inhibitors on infectious and wound outcomes in burn patients #งานวิจัยทางการแพทย์

#แผลไฟไหม้ #การใช้ยาอย่างสมเหตุผล

  paper คนไทยน่าอ่าน “Remove the cytokines. Reverse the shock?” HA-330 Hemoadsorption ใน Septic Shock: กรอง cytokines แล...
25/08/2026

paper คนไทยน่าอ่าน
“Remove the cytokines. Reverse the shock?” HA-330 Hemoadsorption ใน Septic Shock: กรอง cytokines แล้วช่วยลดการเสียชีวิตได้จริงหรือไม่?

Septic shock เป็นภาวะวิกฤตที่เกิดจาก dysregulated inflammatory response ส่งผลให้เกิด circulatory failure และ multiorgan dysfunction จึงเกิดแนวคิดในการใช้ hemoadsorption เพื่อกำจัด inflammatory mediators และ cytokines ออกจากกระแสเลือด

📌CLEANSE Trial (2026) เป็น prospective multicenter randomized controlled trial จาก ICU 2 แห่งในประเทศไทย ศึกษาผู้ป่วย septic shock 128 ราย ซึ่งต้องใช้ norepinephrine ≥0.2 µg/kg/min โดยเปรียบเทียบ standard treatment เพียงอย่างเดียว หรือ standard treatment ร่วมกับ HA-330 hemoadsorption จำนวน 2 sessions ที่ hour 0 และ hour 24 โดยแต่ละ session ใช้เวลา 3 ชั่วโมง

📊ผลการศึกษาพบว่า 28-day mortality ลดลงจาก 58% เป็น 44% ในกลุ่ม HA-330 แต่ยังไม่ถึง statistical significance (RR 0.76; 95% CI 0.54–1.07; P=0.16) นอกจากนี้ ยังไม่พบความแตกต่างด้าน ICU mortality, hospital mortality, shock reversal, vasopressor requirement, organ support-free days รวมถึงระดับ CRP และ IL-6

⚠️แม้ post-hoc adjusted analysis จะพบแนวโน้ม mortality benefit แต่เป็น exploratory finding จึงยังไม่สามารถใช้ยืนยัน efficacy ได้ โดยเฉพาะเมื่อการศึกษายุติก่อนกำหนดจาก recruitment ล่าช้าและข้อจำกัดด้านงบประมาณ หลังรับผู้ป่วยได้เพียง 128 จากเป้าหมาย 206 ราย ทำให้การศึกษามี statistical power ไม่เพียงพอ

💡 ข้อสรุปคือ HA-330 แสดง potential treatment signal แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้เป็น routine therapy ใน septic shock และยังต้องรอ RCT ขนาดใหญ่เพื่อยืนยันประโยชน์ต่อ survival ต่อไป

Ref: Wongtirawit N, et al. CLEANSE Trial. Crit Care. 2026;30:426. doi:10.1186/s13054-026-06121-7.

ทบทวนโดย: พญ.สวิตา ยังวัฒนา แพทย์ประจำบ้านต่อยอด critical care medicine

ควบคุมโดย

ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์

พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา

พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล

นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

 Automatic Cuff Pressure & Subglottic Secretion Drainage ช่วยลด VAP ได้จริงหรือไม่?🫁 Background- ventilator associated p...
25/08/2026



Automatic Cuff Pressure & Subglottic Secretion Drainage ช่วยลด VAP ได้จริงหรือไม่?

🫁 Background

- ventilator associated pneumonia(VAP) เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ โดย microaspiration ของ secretion รอบ ETT cuff เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ก่อให้เกิด VAP

การรักษา cuff pressure ให้อยู่ในช่วง 20–30 cmH₂O และการดูด subglottic secretion อาจช่วยลดการสำลักและ VAP ได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนว่า การใช้ระบบอัตโนมัติจะดีกว่าการดูแลแบบ manual หรือไม่
🎯 วัตถุประสงค์ (Objective)
- เพื่อศึกษาว่าการใช้ระบบ Automatic cuff pressure control + Automatic subglottic secretion drainage (SSD) สามารถลดการเกิด bacterial tracheal colonization และ VAP ได้ดีกว่าการดูแลแบบ manual หรือไม่

👥 รูปแบบการศึกษา (PICO)

· P (ประชากร): ผู้ป่วยผู้ใหญ่ใน ICU 270 คน จาก 10 ICUs ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและคาดว่าจะใช้เครื่องช่วยหายใจ >48 ชั่วโมง
· I (กลุ่มทดลอง): ใช้ระบบอัตโนมัติควบคุม cuff pressure และดูด subglottic secretion
· C (กลุ่มควบคุม): ตรวจและปรับ cuff pressure แบบ manual + ดูด secretion แบบ manual
· O (ผลลัพธ์หลัก): Bacterial tracheal colonization ในวันที่ 3 หลังใส่ท่อ

📊 ผลการศึกษา (Results)

🔹 ผลลัพธ์หลัก:
ไม่พบความแตกต่างของ bacterial tracheal colonization ระหว่างทั้งสองกลุ่ม
· Automatic: 37.0%
· Manual: 41.5%
➡️ P = 0.52

แต่อย่างไรก็ตามจากงานวิจัยนี้พบว่ามีผลลัพธ์รองที่น่าสนใจ 👀

🫁 Clinical VAP (automatic vs manual)
12.6% vs 24.4%
➡️ ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในกลุ่ม Automatic (P = 0.016)

🦠 Microbiologically confirmed VAP (automatic vs manual)
10.2% vs 19.5%
➡️ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.039)

🎈 Cuff pressure หลุดจากช่วง 20–30 cmH₂O (automatic vs manual)
10.2% vs 24.4%
➡️ กลุ่ม Automatic ควบคุม cuff pressure ได้ดีกว่า (P < 0.001)

💧 ปริมาณ Subglottic secretion ที่ระบายได้/วัน (automatic vs manual)
25 vs 10.5 mL/day
➡️ กลุ่ม Automatic ระบาย secretion ได้มากกว่า (P < 0.001)

💡 บทสรุป (Conclusion)
การใช้ระบบ Automatic ไม่ได้ลด bacterial tracheal colonization เมื่อเทียบกับการดูแลแบบ manual

แต่ช่วยให้ ควบคุม cuff pressure ได้ดีขึ้น + ระบาย subglottic secretion ได้มากขึ้น และพบอัตรา VAP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

🌟Take-home message:

Automation ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสามารถลด tracheal colonization ได้ แต่มีผลวิจัยที่น่าสนใจว่าสามารถช่วยลด VAP ได้ โดยอาจเกิดจากการควบคุม cuff pressure และ drainage ที่สม่ำเสมอขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลในแง่ของการลดอัตราการเกิด VAP ยังต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลต่อไป
👉 ดังนั้น Automatic system อาจมีประโยชน์ในการป้องกัน VAP แต่ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าควรใช้เป็น routine ในผู้ป่วย ICU ทุกคน

📌 Reference:
De Pascale G, et al. Personalized automatic management of tracheal cuff pressure and subglottic secretions drainage to prevent pneumonia in critically ill intubated patients: The MICROINHALO multicenter randomized controlled trial.Intensive Care Med. 2026;52:1235–1247.

 🫁🪑 การพาผู้ป่วย ICU ลุกจากเตียงไปนั่งเก้าอี้ ช่วยเพิ่มออกซิเจนได้หรือไม่?งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม ตีพิมพ์ในวารสาร I...
25/08/2026


🫁🪑 การพาผู้ป่วย ICU ลุกจากเตียงไปนั่งเก้าอี้ ช่วยเพิ่มออกซิเจนได้หรือไม่?

งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม ตีพิมพ์ในวารสาร Intensive Care Medicine ศึกษาผลของการนั่งเก้าอี้ต่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในผู้ป่วย ICU ที่ยังหายใจได้เองและได้รับการช่วยหายใจ

รูปแบบการศึกษา

การศึกษาดำเนินการใน ICU อายุรกรรมแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี 2020–2024 มีผู้ป่วยถูกสุ่มทั้งหมด 284 คน และนำมาวิเคราะห์แบบ Intention-to-Treat 282 คน อายุมัธยฐาน 67 ปี

ผู้ป่วยได้รับการช่วยหายใจด้วย

High-flow nasal oxygen หรือ HFNO
Non-invasive ventilation หรือ NIV
เครื่องช่วยหายใจแบบใส่ท่อในโหมด Pressure Support
ผู้ป่วยถูกสุ่มเป็น 2 กลุ่ม

🪑 กลุ่มนั่งเก้าอี้: ย้ายออกจากเตียงไปนั่งเก้าอี้พนักพิงประมาณ 70 องศา เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
🛏️ กลุ่มบนเตียง: อยู่ในท่ากึ่งนั่ง โดยยกศีรษะเตียง 30–45 องศา เป็นเวลา 3 ชั่วโมง

ไม่มีการปรับค่าการช่วยหายใจตามแผนของการศึกษา

ผลลัพธ์หลัก

นักวิจัยประเมินค่า PaO₂/FiO₂ หรือ P/F ratio ซึ่งสะท้อนความสามารถของปอดในการนำออกซิเจนเข้าสู่เลือด โดยวัดก่อนและหลังการจัดท่า

ก่อนเริ่มการศึกษา ค่า P/F ratio ของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หลังผ่านไป 3 ชั่วโมง พบว่า

กลุ่มนั่งเก้าอี้มีค่า P/F ratio เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 13 mmHg
กลุ่มบนเตียงมีค่า P/F ratio ลดลงเฉลี่ย 13 mmHg
ความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลุ่มเท่ากับประมาณ 26 mmHg โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p=0.002
ค่า P/F ratio หลังการจัดท่าเท่ากับ

กลุ่มนั่งเก้าอี้ 241 mmHg
กลุ่มบนเตียง 206 mmHg
p=0.004
ผลการวิเคราะห์แบบ Per-protocol และ Complete-case ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน จึงสนับสนุนความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์หลัก

ความปลอดภัย

✅ ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงในทั้งสองกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรงตามเกณฑ์การศึกษาพบในกลุ่มนั่งเก้าอี้มากกว่า

กลุ่มนั่งเก้าอี้ 72%
กลุ่มบนเตียง 49%
p

  (Restraint strategies)🔒 ผูก หรือ ไม่ผูก? กลยุทธ์การ Restraint ในผู้ป่วย ICU ส่งผลต่อ Delirium และความปลอดภัยจริงไหม?หน...
25/08/2026

(Restraint strategies)
🔒 ผูก หรือ ไม่ผูก? กลยุทธ์การ Restraint ในผู้ป่วย ICU ส่งผลต่อ Delirium และความปลอดภัยจริงไหม?

หนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอดใน ICU คือการผูกยึดข้อมือ (Wrist-strap physical restraint) ในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ว่าจะช่วยลดการดึงท่อ หรือจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ Delirium/Coma มากขึ้นกันแน่?

ล่าสุดมีงานวิจัยระดับ RCT ตีพิมพ์ใน JAMA (R2D2-ICU Trial) ศึกษาใน ICU 10 แห่งในฝรั่งเศส (กลุ่มตัวอย่าง 405 ราย) เปรียบเทียบ 2 กลยุทธ์:
1️⃣ Restrictive (Low-use): เลี่ยงการผูกยึดเป็นหลัก จะผูกเฉพาะเมื่อกระสับกระส่ายรุนแรง (RASS ≥ 3) เท่านั้น
2️⃣ Liberal (High-use): ผูกยึดตามปกติและประเมินปลดสายรัดเป็นรายวัน

📊 ผลการศึกษาพบว่า:

Days alive without coma/delirium (14 วันแรก): กลุ่มผูกน้อย (6.67 วัน) vs กลุ่มผูกปกติ (6.30 วัน) 👉 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.51)

Unplanned Self-extubation: กลุ่มผูกน้อย 9.2% vs กลุ่มผูกปกติ 8.5% 👉 แทบไม่ต่างกัน

อัตราการเสียชีวิตที่ 90 วัน: 37.2% vs 41.0% 👉 ไม่ต่างกัน

💡 Takeaway:
การจำกัดการผูกยึด (Restrictive restraint) ไม่ได้ทำให้ Delirium ลดลงชัดเจน แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้เพิ่มอุบัติการณ์การดึงท่อช่วยหายใจหลุดอย่างที่หลายคนกังวล

ICU ของแต่ละท่านมี protocol ในการ restraint ผู้ป่วย on ET tube อย่างไรบ้าง มาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

  งานดี ๆ จากหน่วยของเรา📌 การให้อาหารทางสายให้อาหารในผู้ป่วยศัลยกรรมวิกฤต: ทำอย่างไรให้ได้พลังงานและโปรตีนตามเป้าหมายอย่...
18/08/2026

งานดี ๆ จากหน่วยของเรา

📌 การให้อาหารทางสายให้อาหารในผู้ป่วยศัลยกรรมวิกฤต: ทำอย่างไรให้ได้พลังงานและโปรตีนตามเป้าหมายอย่างปลอดภัย?

ผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม (SICU) มักได้รับอาหารทางสายให้อาหารไม่ครบตามแผน เนื่องจากต้องหยุดให้อาหารเพื่อทำหัตถการ การส่งตรวจ ภาวะไม่ทนต่ออาหาร หรือการดูแลทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดการขาดพลังงานและโปรตีนสะสม ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย

งานวิจัยจากทีมสหสาขาวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้พัฒนาแนวทาง Volume-Based Plus (VBF+) สำหรับการให้อาหารทางสายให้อาหาร โดยเปลี่ยนจุดเน้นจาก “การให้อาหารด้วยอัตราคงที่ต่อชั่วโมง” เป็นการมุ่งให้ผู้ป่วยได้รับ “ปริมาณอาหารรวมตามเป้าหมายใน 24 ชั่วโมง”

แนวทางนี้ประกอบด้วย

การประเมินความเสี่ยงต่อ refeeding syndrome ก่อนเริ่มให้อาหาร

การเพิ่มพลังงานอย่างเป็นขั้นตอนตามระดับความเสี่ยง

การกำหนดแนวทาง trophic feeding ในผู้ป่วยที่ยังมีข้อจำกัดด้าน hemodynamic stability

การชดเชยปริมาณอาหารที่ขาดหายหลังมีการหยุดให้อาหาร โดยมีอัตราการให้สูงสุดเพื่อความปลอดภัย

การใช้สูตรอาหารชนิด semi-elemental เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลแบบเป็นระบบ

การศึกษาเปรียบเทียบผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม 96 ราย ระหว่างการดูแลแบบเดิมกับการใช้ VBF+ พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับ VBF+ ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 31.2 percentage points ของเป้าหมายที่กำหนด และได้รับโปรตีนเพิ่มขึ้น 0.168 g/kg/day หลังปรับปัจจัยด้านภาวะโภชนาการ ความรุนแรงของโรค และโรคร่วมแล้ว นอกจากนี้ การได้รับโปรตีนยังเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่ากลุ่มดูแลตามปกติในช่วงการรักษาใน ICU

ในด้านความปลอดภัย ไม่พบว่า VBF+ เพิ่มความเสี่ยงของความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ที่เกี่ยวข้องกับ refeeding syndrome ขณะเดียวกันพบอุบัติการณ์อาหารค้างในกระเพาะมากกว่า 300 mL ต่ำกว่าในกลุ่มควบคุม (2.1% เทียบกับ 16.7%) และไม่พบอาการท้องเสียเป็นน้ำมากกว่า 5 ครั้ง/วันในกลุ่ม VBF+ เทียบกับ 12.5% ในกลุ่มดูแลเดิม

ผลการศึกษานี้สนับสนุนว่า การมีโปรโตคอลที่ชัดเจนในการประเมินความเสี่ยง กำหนดเป้าหมายโภชนบำบัด และชดเชยอาหารที่ขาดหาย สามารถช่วยเพิ่มความเพียงพอของการได้รับพลังงานและโปรตีนในผู้ป่วยศัลยกรรมวิกฤตได้ โดยยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบก่อนและหลังการนำแนวทางไปใช้ในศูนย์เดียว และ VBF+ เป็นชุดการดูแลที่รวมทั้งระบบชดเชยปริมาณอาหารและการใช้สูตร semi-elemental ดังนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าส่วนประกอบใดมีบทบาทมากที่สุดต่อผลลัพธ์ด้านการทนต่ออาหาร จึงควรมีการศึกษาแบบสุ่มและหลายศูนย์ในอนาคตเพื่อยืนยันผลลัพธ์ดังกล่าว

download ได้ที่ https://www.mdpi.com/1648-9144/62/8/1591

#งานวิจัยไทย

 #มารู้ความรู้ทางสถิติในงานตีพิมพ์เกี่ยวกับไอซียู ทั้งสามอย่างเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา overfitting ของ linear regression ...
22/07/2026

#มารู้ความรู้ทางสถิติในงานตีพิมพ์เกี่ยวกับไอซียู

ทั้งสามอย่างเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา overfitting ของ linear regression เดิมที่ Regression ปกติหรือ ordinary least squares (OLS) จะหาค่าสัมประสิทธิ์ที่ทำให้ผลรวมความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด โดยไม่มี penalty เพิ่มเติม แต่ มี penalty เพิ่มเข้ามา จึงทำให้ค่าสัมประสิทธิ์ถูก shrink และบางตัวกลายเป็น 0 ได้ ซึ่ง regression ปกติทำไม่ได้

#ทำไมถึงนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะLASSO
เทคนิคนี้ทำให้ความซับซ้อนของโมเดลลดลง LASSO ย่อมาจาก Least Absolute Shrinkage and Selection Operator และใช้การลงโทษแบบ L1 regularization โดยเพิ่มโทษจากผลรวมค่าสัมบูรณ์ของค่าสัมประสิทธิ์เข้าไปในสมการ ผลคือโมเดลจะพยายามลดความซับซ้อน ลด overfitting และมักได้โมเดลที่ตีความง่ายขึ้น โดยใช้วิธีการลงโทษแบบ L1 คือ L1 penalty: จะทำให้บางตัวแปรหายไปเลย เหมือนตัดของที่ไม่จำเป็นออก ในขณะวิธีการอื่นจะ ยังคงตัวแปรเดิมไว้แต่ละค่าสัมประสิทธิ์

#เปรียบเทียบให้เข้าใจเรื่อง_Penalty
นักเรียนที่กำลังทำข้อสอบ แล้ว penalty คือ “กติกาที่บอกว่าอย่าพยายามโกงโดยจำทุกอย่างเกินจำเป็น”
- Regression ปกติ เหมือนนักเรียนที่พยายามเดาคำตอบให้ตรงกับชุดข้อสอบที่เห็นให้มากที่สุด
- Penalty เหมือนครูบอกว่า ถ้าจะใช้วิธีที่ซับซ้อนหรือ “มั่วปรับน้ำหนัก” เยอะเกินไป จะโดนหักคะแนน
- ดังนั้นโมเดลจะไม่พยายาม “จำทุกจุด” แต่จะเลือกวิธีที่เรียบง่ายและใช้ได้กับข้อสอบใหม่ด้วย
- L1 penalty เหมือนให้คะแนนเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ของงาน ถ้าอะไรไม่ค่อยสำคัญก็ “ตัดออกไปเลย” ในทางคลินิกเราชอบมากเพราะใช้ตัวแปรน้อยสุดเพื่อพยากรณืให้ใกล้เคียงที่สุด
- L2 penalty เหมือนครูไม่ตัดใครทิ้ง แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันแบบพอดี ๆ อย่าให้ใครแบกงานหนักเกินไป

#ตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน
สมมติคุณเตรียมสอนและมีสไลด์ 100 หน้า
แบบ ไม่มี penalty คือพยายามใส่ทุกอย่างลงไปหมดจนสไลด์แน่นเกินไป
แบบ L1 คือคัดเหลือเฉพาะสไลด์ที่จำเป็นจริง ๆ
แบบ L2 คือยังใช้ทุกสไลด์ แต่ลดรายละเอียดลงทุกหน้าให้พอดีขึ้น

 🌙 Melatonin ช่วยป้องกัน Delirium ใน ICU ได้หรือไม่?Meta-analysis ล่าสุดจาก 24 RCTs รวมผู้ป่วย 3,680 คน พบว่า melatonine...
22/07/2026


🌙 Melatonin ช่วยป้องกัน Delirium ใน ICU ได้หรือไม่?
Meta-analysis ล่าสุดจาก 24 RCTs รวมผู้ป่วย 3,680 คน พบว่า melatoninergic agonists สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงเกิด ICU delirium ประมาณ 23%
📉 RR 0.77 (95% CI 0.62–0.94)
👥 NNT ประมาณ 13 คน
ผลดูเด่นขึ้นใน
• ผู้ป่วย Surgical ICU
• การให้ยานาน ≥7 วัน
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของหลักฐานยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่พบผลลดการเสียชีวิต วันนอน ICU/โรงพยาบาล หรือระยะใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างมีนัยสำคัญ
🔎 Clinical takeaway: อาจพิจารณา melatonin เป็น adjunct ในผู้ป่วยที่คัดเลือก ร่วมกับ multicomponent delirium-prevention bundle และติดตามความปลอดภัย แต่หลักฐานปัจจุบัน ยังไม่สนับสนุน routine prophylaxis ในผู้ป่วย ICU ทุกราย
⚠️ Cumulative dose 22 mg และระยะเวลา ≥7 วันยังเป็นเพียง exploratory findings ไม่ใช่ขนาดยาหรือระยะเวลาที่ผ่านการยืนยันสำหรับการสั่งใช้
อ้างอิง: Chaves-Filho et al. Critical Care. 2026;30:334

ทบทวนโดย พญ.จณิสตา คำแก้ว แพทย์ใช้ทุนภาควิชาวิสัญญี ปีที่2

  ่วยไหมในคนไข้ที่ออกซิเจนในเลือดต่ำ : A multicenter trial comparing high-flow (HFNC) and standard oxygen therapy for ac...
21/07/2026


่วยไหมในคนไข้ที่ออกซิเจนในเลือดต่ำ

: A multicenter trial comparing high-flow (HFNC) and standard oxygen therapy for acute hypoxemic respiratory failure.

: Adults in French ICUs with high respiratory rates and hypoxemia.
: The primary outcome of mortality was 14.6% for both groups; HFNC showed no significant difference in mortality.
: HFNC was associated with a lower incidence of intubation (42.4% vs 48.4%).
: After 1 hour, HFNC patients reported greater dyspnea alleviation and a larger reduction in respiratory rate.
: Serious adverse events (pneumothorax or cardiac arrest during spontaneous breathing) were infrequent but occurred in 2.3% of HFNC patients versus 1.1% of standard oxygen patients.
: While not reducing mortality, HFNC improved patient experience and reduced the need for intubation.

Link: https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2516087

ที่อยู่

Department Of Surgery, Faculty Of Medicine, CMU
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CMU Surgical ICUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์