How to Breathe: Respiratory Physiotherapy

How to Breathe: Respiratory Physiotherapy ทบทวน แบ่งปัน ความรู้ทางกายภาพบำบัดระบบหายใจ

EP.23 🔬นวัตกรรมกายภาพบำบัดยุคดิจิทัล: ประสิทธิภาพของ “การฝึกระบายเสมหะทางไกลแบบผสมผสาน (Hybrid Tele Airway Clearance)” ใ...
17/05/2026

EP.23 🔬นวัตกรรมกายภาพบำบัดยุคดิจิทัล: ประสิทธิภาพของ “การฝึกระบายเสมหะทางไกลแบบผสมผสาน (Hybrid Tele Airway Clearance)” ในผู้ป่วยหลอดลมโป่งพอง

สวัสดีครับพี่น้องชาว PT และผู้สนใจทุกท่าน
วันนี้เอางานวิจัยมาฝากเช่นเคยครับ
https://doi.org/10.3390/reports7030057

เราทราบกันดีว่า "การระบายเสมหะ (Airway Clearance Techniques: ACTs)" เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผู้ป่วยหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis)
แต่ปัญหาในหน้างานคือ ผู้ป่วยมักไม่สามารถทำเทคนิคได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องเมื่อต้องกลับไปทำเองที่บ้าน
ครั้นจะให้นัดมาโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและเวลา

ทีมวิจัยของเราจึงได้พัฒนารูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า "Hybrid Tele Airway Clearance" โดยนำร่องศึกษาในผู้ป่วย 3 รายที่มีเสมหะปริมาณมาก การทดลองใช้เวลา 3 วัน รวม 6 เซสชัน (ลงพื้นที่สอนที่บ้าน 1 ครั้ง + วิดีโอคอลติดตามผลอีก 5 ครั้ง) โดยใช้เทคนิคการหายใจออกแบบแรงที่นำมาประยุกต์ (modified FET: mFET) ผ่านการเน้นย้ำการทำ Low-lung volume huffing เพื่อระบายเสมหะส่วนปลาย

📊 3 ข้อค้นพบสำคัญที่น่าประทับใจ:

1️⃣ เพิ่มประสิทธิภาพการขับเสมหะได้อย่างชัดเจน (Increased Sputum Expectoration)
ข้อมูลชี้ชัดว่า ในช่วงที่มีการทำ ACT (ทั้งช่วงเช้าและเย็น) รวมถึงช่วง 2 ชั่วโมงหลังทำ อัตราการขับเสมหะของผู้ป่วยทั้ง 3 รายเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเข้าโปรแกรม (Run-in phase) แสดงให้เห็นว่าการฝึกผ่านวิดีโอคอลมีความเป็นไปได้

2️⃣ ยกระดับคุณภาพชีวิต (Improved CAT Scores)
คะแนนประเมินคุณภาพชีวิตผ่านแบบสอบถาม CAT (COPD Assessment Test) ของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก (ลดลง 16, 8 และ 8 คะแนนตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่า MCID ที่กำหนดไว้ที่ 3 คะแนน) ผู้ป่วยมีอาการไอลดลง เสมหะในอกลดลง และรู้สึกกระฉับกระเฉงในการใช้ชีวิตมากขึ้น

3️⃣ ความพึงพอใจสูงและสร้างความมั่นใจ (High Satisfaction & Confidence)
ผู้ป่วยทุกรายประเมินความพึงพอใจในระดับ "พึงพอใจมากที่สุด" โดยให้ความเห็นว่าการทำกายภาพบำบัดผ่านวิดีโอคอลให้ความรู้สึก "ไม่ต่างจาก" การมีนักกายภาพบำบัดมายืนดูแลข้างๆ ที่สำคัญคือ โปรแกรมนี้ช่วย "สร้างความมั่นใจ" ให้พวกเขาสามารถทำเทคนิค mFET ด้วยตัวเองได้อย่างถูกต้องในระยะยาว

✅ บทสรุปและมุมมองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ (Clinical Application):

Tele-PT is Feasible: แม้งานวิจัยนี้จะเป็น Pilot Case Series (มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนกลุ่มตัวอย่างเพียง 3 รายและไม่มีกลุ่มควบคุม) แต่ก็เป็น "Proof of Concept" ที่สำคัญว่า การทำ Telerehabilitation ทางระบบหายใจสามารถทำได้จริง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง

Empowering Patients: จุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำ ACT ไม่ใช่แค่พึ่งพามือของนักกายภาพบำบัด แต่คือการสร้างทักษะ (Skill) และความมั่นใจ (Confidence) ให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้
การใช้เทคโนโลยี Tele-supervision ระยะสั้น ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อผลลัพธ์ระยะยาวที่ดีขึ้นของผู้ป่วย โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึงสถานพยาบาลมีข้อจำกัด

ขอแสดงความชื่นชมในความทุ่มเทของลูกศิษย์และทีมผู้นิพนธ์ทุกท่าน ที่ร่วมกันปูทางสู่นวัตกรรมการให้บริการกายภาพบำบัดระบบหายใจในอนาคตครับ

Reference: Nwe, A.A., Kosura, N., Phimphasak, C., et al. (2024). The Effects of Hybrid Tele Airway Clearance in Bronchiectasis Patients: A Case Series. Reports, 7, 57.


#กายภาพบำบัดระบบหายใจ #มข

EP.22 🔬 แนะนำให้ผู้ป่วยระบายเสมหะตอนไหนดีที่สุด? ถอดรหัสวงจรการผลิตและขับเสมหะรายวันในผู้ป่วยหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectas...
10/05/2026

EP.22 🔬 แนะนำให้ผู้ป่วยระบายเสมหะตอนไหนดีที่สุด? ถอดรหัสวงจรการผลิตและขับเสมหะรายวันในผู้ป่วยหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis)

Weekly share กลับมาเมื่อมีแรงครับ 555+ 😅

ในคลินิกกายภาพบำบัด เราทราบดีว่าการทำเทคนิคระบายเสมหะ (Airway Clearance Therapy: ACT) เป็นเรื่องจำเป็นในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่คำถามโลกแตกที่ยังไม่มี Guideline ชัดเจนคือ...

"เราควรให้ผู้ป่วยทำ ACT ตอนไหนถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด?"

ส่วนใหญ่มักจบลงที่การสั่งทำตาม "เวลาที่สะดวก" ใช่ไหมครับ?

งานวิจัยชิ้นนี้จึงตั้งใจหาคำตอบโดยการ "ตามติดชีวิตผู้ป่วย" หลอดลมโป่งพองที่มีอาการคงที่ จำนวน 10 ท่าน
โดยให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะที่บ้านอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง 3 วัน
แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา:
🌅 เช้า (6.00-9.00 น.)
☀️ กลางวัน (9.00-18.00 น.)
🌙 เย็น/ค่ำ (18.00-21.00 น.)
จากนั้นนักวิจัยจะนำเสมหะกลับมาที่ห้องปฏิบัติการเพื่อชั่งน้ำหนักอย่างละเอียด

📊 ข้อค้นพบที่น่าสนใจ (Sputum Expectoration Patterns):

1️⃣ "ช่วงเช้า" คือนาทีทองของการระบายเสมหะ (Peak in the Morning) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (8 ใน 10 คน) มีอัตราการขับเสมหะ "สูงที่สุดในช่วงเช้า" สาเหตุหลักอาจมาจากเมื่อผู้ป่วยหลับ การทำงานของขนกวาด (Cilia) จะลดลง การระบายอากาศต่อนาทีลดลง และการหายใจที่ตื้นขึ้น ทำให้เสมหะพอกพูนสะสมมาตลอดทั้งคืน ทันทีที่ตื่นนอนและเริ่มขยับตัว ร่างกายจึงพยายามขับเสมหะก้อนใหญ่นี้ออกมา

2️⃣ "ช่วงกลางวัน" เสมหะออกน้อยที่สุด (Least in Daytime) น่าแปลกใจที่ช่วงกลางวันที่ยาวนาน กลับมีอัตราการขับเสมหะน้อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ กิจวัตรประจำวัน การเดิน การขยับตัว และการเปลี่ยนท่าทาง (Positioning) เปรียบเสมือนการทำกายภาพบำบัดกลายๆ ที่ช่วยกระตุ้นกลไก Mucociliary Clearance ตามธรรมชาติให้ทำงานได้ดี เสมหะจึงถูกขับหรือกลืนลงคอไปเรื่อยๆ โดยไม่สะสม เป็นเหตุให้เสมหะที่เก็บได้ช่วงกลางวันมีปริมาณน้อยลง

3️⃣ "ช่วงเย็น" โอกาสรอบสองก่อนเข้านอน (Second Peak in the Evening) เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น กิจกรรมทางกายเริ่มน้อยลง โอกาสที่เสมหะจะเริ่มกลับมาคั่งค้างจึงสูงขึ้น อัตราการขับเสมหะในช่วงเย็นจึงสูงกระเตื้องขึ้นมาเป็นอันดับสองรองจากช่วงเช้า

(หมายเหตุ: อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วย 2 ท่านที่มีปริมาณเสมหะมากผิดปกติ และขับเสมหะได้มากสุดในช่วงกลางวัน ทีมวิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะปริมาณที่ล้นเกินจนกลไกธรรมชาติรับไม่ไหว ประกอบกับผู้ป่วยมีการเดินเคลื่อนไหวมากในช่วงกลางวัน จึงส่งเสริมให้ขับออกได้มากระหว่างวัน)

✅ บทสรุปและมุมมองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ (Clinical Application)

🛑 ด้วยข้อจำกัดของจำนวนผู้ป่วยในงานวิจัย แต่งานวิจัยนี้อาจเป็นหลักฐานสนับสนุนขั้นต้นว่า

ในผู้ป่วยโรคหลอดลมโป่งพอง การแนะนำว่าให้ "ทำเทคนิคระบายเสมหะเวลาใดก็ได้ตามสะดวก" อาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของโรค

✌️ The "Twice Daily" Rule (เช้าและเย็นคือหัวใจ):

ตื่นปุ๊บ ทำปั๊บ: เน้นย้ำผู้ป่วยให้ทำ ACT ทันทีในช่วงเช้า เพื่อเร่งเคลียร์เสมหะก้อนใหญ่ที่สะสมมาทั้งคืน ก่อนที่จะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจตลอดวัน

เคลียร์ก่อนนอน: ทำ ACT อีกครั้งในช่วงเย็น/ค่ำ เพื่อเคลียร์ปอดให้โล่งที่สุดก่อนเข้านอน ลดการคั่งค้างของเสมหะตอนกลางคืน และช่วยให้ผู้ป่วยหลับสบายขึ้น

กรณีพิเศษ: หากผู้ป่วยมีปริมาณเสมหะมากจริงๆ ระหว่างวันก็สามารถเพิ่มเซสชันทำเทคนิคระบายเสมหะช่วงกลางวันเป็นรอบเสริมได้ครับ

ขอขอบคุณทีมงาน IICP ทุกท่าน สำหรับความทุ่มเทในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ตอบโจทย์ Pain point ในหน้างานคลินิกได้อย่างตรงจุดครับ!

https://doi.org/10.12982/JAMS.2025.064
Reference: Nwe, A.A., Kosura, N., Phimphasak, C., et al. (2025). Variation of sputum expectoration within day in bronchiectasis: Preliminary observational descriptive study. Journal of Associated Medical Sciences, 58(2), 297-304.

#กายภาพบำบัดระบบหายใจ #มข

EP21.🔬ถอดรหัสจากงานวิจัย เจาะลึกพลศาสตร์การ "เคาะปอด" (Manual Percussion): ความถี่มีผลจริงหรือ? สวัสดีครับพี่น้องชาว PT ...
03/05/2026

EP21.🔬ถอดรหัสจากงานวิจัย เจาะลึกพลศาสตร์การ "เคาะปอด" (Manual Percussion): ความถี่มีผลจริงหรือ?

สวัสดีครับพี่น้องชาว PT และผู้สนใจทุกท่าน
วันนี้ผมขออนุญาตนำงานวิจัยของทีมเรามาสรุปสาระสำคัญให้ฟังกันครับ

การเคาะปอด (Manual Percussion: MP) เป็นหัตถการพื้นฐานทางกายภาพบำบัดระบบหายใจที่เราคุ้นเคย แต่คำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ยังค้างคาใจคือ "ความถี่ในการเคาะ (Oscillation Frequency) ที่ต่างกัน ส่งผลต่ออัตราการไหลของอากาศและระบบหัวใจและหลอดเลือดต่างกันหรือไม่?"

เราได้ทำการศึกษาคลินิกแบบไขว้ (Crossover design) ในอาสาสมัครสุขภาพดี 21 ท่าน โดยเปรียบเทียบการเคาะปอด 3 ระดับความถี่ ได้แก่ 4.0 Hz (ช้า), 5.5 Hz (ปานกลาง) และ 6.5 Hz (เร็ว) โดยควบคุมแรงเคาะให้คงที่ไว้ที่ประมาณ 5 กิโลกรัม และนี่คือสิ่งที่เราค้นพบครับ:

📊 3 ข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัย:

1️⃣ "ความถี่" ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้ปริมาณอัตราการไหลของอากาศ (Flow Rate) แตกต่างกัน
เราพบว่าการเคาะปอดทั้ง 3 ระดับความถี่ สามารถเพิ่มอัตราการไหลของอากาศขณะหายใจออกสูงสุด (PEFR) และแรงดันทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงพัก แต่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างระดับความถี่ นอกจากนี้ PEFR ที่ได้จากการเคาะปอดยังมีค่าสูงเพียงพอที่จะช่วยระบายเสมหะตามกลไก Airflow-dependent clearance ได้

2️⃣ พลังของ "มือ" เทียบเคียงอุปกรณ์ OPEP ได้ นัยสำคัญที่น่าสนใจมากคือ ค่าแอมพลิจูดการแกว่งของอากาศ (Flow Oscillation Amplitude - FOA) ที่เกิดจากการเคาะด้วยมือ (เฉลี่ย 0.22 - 0.24 L/s) มีค่าใกล้เคียงกับการใช้อุปกรณ์ก่อแรงดันบวกขณะหายใจออกที่ให้แรงสั่น (Osilation-PEP) Acapella หรือ Aerobika สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า หากใช้เทคนิคมือเปล่าด้วยแรงที่เหมาะสม ก็สามารถสร้างพลศาสตร์ของอากาศเพื่อช่วยระบายเสมหะได้ไม่ต่างกับอุปกรณ์ครับ

3️⃣ ข้อสังเกตด้านการตอบสนองของร่างกาย (ข้อควรระวังในการแปลผล) ในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี เราพบว่าการเคาะปอดไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนเลือดและค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนส่วนปลาย (HR, BP, SpO2 คงที่) และผู้รับการรักษามีระดับความไม่สุขสบายบริเวณที่ถูกเคาะน้อยมากๆ

⚠️ ความสำคัญเชิงคลินิก:
เนื่องจากงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลเฉพาะใน "อาสาสมัครสุขภาพดี" เราจึง ไม่อาจอนุมานผลด้านความปลอดภัยนี้ไปยังผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ป่วยอื่นๆ ได้โดยตรง

💡 แต่คุณค่าหลักที่ได้จากผลการวิจัยนี้ คือการทำหน้าที่เป็น "Proof of Concept" ที่แสดงภาพให้เราเห็นกลไก การเปลี่ยนแปลงของพลศาสตร์ของอากาศ (Airflow dynamics) ในขณะที่กำลังทำเทคนิคได้อย่างชัดเจนครับ

✅ บทสรุปและมุมมองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ (Clinical Application):

1. มุมมองต่อ "ความถี่" (Frequency):
แม้ผลการศึกษาจะชี้ว่าระดับความถี่ที่ต่างกัน (ในขอบเขตที่มนุษย์ทำได้) ไม่ได้ทำให้อัตราการไหลของอากาศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เราจึง "ไม่จำเป็นต้องฝืนเร่งจังหวะเคาะให้เร็วที่สุดจนร่างกายล้า"

ข้อสังเกตเชิงทฤษฎีจากการอภิปรายผล:
อย่างไรก็ตาม ความถี่ก็ยังคงมีความสำคัญในแง่ของการกำหนด "จำนวนครั้ง" ที่ทำให้เกิดแรงเฉือนกระทำต่อเสมหะ โดยเฉพาะการเคาะที่ตรงกับช่วงการหายใจออก นอกจากนี้การเคาะในช่วงหายใจเข้ายังช่วยชะลออัตราการไหลขาเข้า (สอดคล้องกับทฤษฎี Expiratory flow bias) ส่วนความคาดหวังที่จะใช้ความถี่สูงๆ (≥ 13 Hz) เพื่อลดความหนืดของเสมหะ (Mucolytic effect) ตามที่มีในบางงานวิจัย In vitro นั้น ถือเป็นข้อจำกัดที่ทักษะการเคาะด้วยมือของมนุษย์ไม่สามารถทำได้จริง (In vivo) ครับ

2. นัยสำคัญที่อนุมานได้ของ "แรงเคาะ" (Percussion Force): แม้ว่าในงานวิจัยชิ้นนี้ "แรงเคาะ" จะไม่ใช่ตัวแปรต้นที่เรานำมาเปรียบเทียบ (เนื่องจากถูกควบคุมไว้คงที่) แต่จากภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของพลศาสตร์อากาศที่เกิดขึ้น พอจะอนุมานได้ว่า "แรงเคาะ" น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดแรงเฉือนและขยับเคลื่อนเสมหะ

ข้อเสนอแนะ:
ในทางปฏิบัติ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการฝึกควบคุมน้ำหนักมือให้คงที่และสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการส่งผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักสำคัญคือ
"ต้องเป็นแรงที่มากพอ แต่ผู้ป่วยต้องยอมรับได้และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด" ครับ

ขอแสดงความชื่นชมความมุ่งมั่นของลูกศิษย์และทีมวิจัย (IICP Research Group) ที่ช่วยกันสร้างสรรค์หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) เพื่อยกระดับวิชาชีพของเราครับ

Reference: Audsavachulamanee B., et al. (2024). The Flow-Pressure and Cardiopulmonary Responses of Manual Chest Percussion with Different Ranges of Oscillation Frequency in Healthy Subjects. Trends in Sciences, 21(3), 7345.

#กายภาพบำบัด #มข

🚀 ยกระดับความเป็นมืออาชีพ สะสมหน่วยกิตสู่บัณฑิตศึกษา!🫁❤️ อบรมระยะสั้น "ทักษะระดับวิชาชีพกายภาพบำบัดระบบหายใจและไหลเวียน"...
12/03/2026

🚀 ยกระดับความเป็นมืออาชีพ สะสมหน่วยกิตสู่บัณฑิตศึกษา!
🫁❤️ อบรมระยะสั้น
"ทักษะระดับวิชาชีพกายภาพบำบัดระบบหายใจและไหลเวียน" (รุ่นที่ 4)
คะแนน PTCEU สูงถึง 55.75 คะแนน! 🎯
โอกาสทองสำหรับนักกายภาพบำบัดที่ต้องการ Upskill เข้มข้น
ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รับปี 2026
👀 แอบส่อง! รายนามผู้เข้าร่วม Class ปีนี้... จากสถาบันชั้นนำทั่วประเทศ
ปีนี้คลาสของเราคึกคักและเข้มข้นมากครับ เพราะได้รับเกียรติจากอาจารย์และนักกายภาพบำบัดจากสถาบันระดับประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อาทิ:
🔹 อ.กภ.ศาสวัต กาสกูล (ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มช.)
🔹 อ.ดร.กภ.อัมพร นันทาภรณ์ศักดิ์ (คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล)
🔹 อ.ดร.กภ.นฤพนธ์ ขันบูตรศรี (สาขาวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู มข.)
🔹 อ.กภ.สุภิศา สุขดี (งานกายภาพบำบัด รพ.วชิระ ภูเก็ต)
🔹 อ.กภ.ธิติวุฒิ เด่นประเสริฐ (รพ.จุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์)
🔹 อ.กภ.ญานิกา แช่มเพชร (รพ.ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี)
มาร่วมสร้าง Network และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษา (Case Sharing) กับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากทั่วประเทศไปพร้อมกันครับ!
🔥 ทำไมหลักสูตรนี้ถึง "พลาดไม่ได้"?
✅ Credit Bank System: เก็บหน่วยกิตเพื่อใช้ศึกษาต่อระดับ ป.โท-เอก รหัสวิชา AM 208 323
✅ Intensive Workshop: บรรยาย 30 ชม. และฝึกปฏิบัติการหน้างานจริง 30 ชม. (เทียบเท่า 3 หน่วยกิต)
✅ Full Spectrum Skills: ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงเทคนิคขั้นสูง (Ventilator, Imaging, Lab Interpretation, ECG) เรียนได้ทั้งมือใหม่และรุ่นพี่ที่ต้องการ Update ความรู้
🔬 ไฮไลท์การเรียนรู้ (ทฤษฎี & ปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง)
Deep Analysis: วิเคราะห์ Clinical Reasoning, อ่านผลแล็บ และ Chest Imaging อย่างมืออาชีพ
Specialized Therapy: เทคนิค Lung Volume Therapy และ Airway Clearance ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
Medical Integration: การทำงานร่วมกับเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) และความรู้เรื่องยาที่ส่งผลต่อการทำ PT
Case Study: ฝึกวิเคราะห์เคสจริงภายใต้การดูแลของทีมวิทยากร
📅 รายละเอียดการอบรม
🗓 วันที่: 27 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2569
📍 สถานที่: คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
💰 ค่าลงทะเบียน: 16,000 บาท (เบิกต้นสังกัดได้ตามระเบียบ)
👥 รับจำนวนจำกัด: เหลือเพียงไม่กี่ที่นั่งแล้ว! (รับรวม 22 ท่าน)
📌 ช่องทางการสมัครและข้อมูลเพิ่มเติม
🔗 เว็บไซต์: https://sites.google.com/kku.ac.th/ams-kku-training/
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: คุณจีระนันท์ (บริการวิชาการ) 📱 Line: cheeranan. | 📞 โทร: 091-878-4739
#กายภาพบำบัด #อบรมกายภาพบำบัด #มข

EP.20🔬 เบื้องหลังเทคนิค "เคาะปอด" (Manual Percussion): สิ่งที่เราค้นพบจากการสำรวจนักกายภาพบำบัดไทย👋 สวัสดีครับเพื่อนพี่น...
10/03/2026

EP.20🔬 เบื้องหลังเทคนิค "เคาะปอด" (Manual Percussion): สิ่งที่เราค้นพบจากการสำรวจนักกายภาพบำบัดไทย

👋 สวัสดีครับเพื่อนพี่น้องชาว PT ทุกท่าน

ในฐานะทีมวิจัยและผู้รับผิดชอบบทความวิจัยฉบับนี้ (Corresponding Author) ผมอยากมาชวนคุยถึงหัตถการพื้นฐานที่เราทำกันจนเป็น "สัญชาตญาณ" อย่างการเคาะปอด (Manual Percussion: MP) ครับ

เราสงสัยกันมาตลอดว่า ในหน้างานจริง นักกายภาพบำบัดแต่ละท่านเคาะด้วยแรงและความถี่เท่าไหร่? และขีดความสามารถของมนุษย์ในการทำหัตถการนี้มีลักษณะอย่างไร? ทีมวิจัย IICP มหาวิทยาลัยขอนแก่น ของเราจึงได้ทำการสำรวจผ่านปอดเทียม (Artificial Lung) และนี่คือประเด็นสำคัญที่น่าสนใจครับ:

📊 ถอดรหัสการทำงานของ "มือ" ผ่านงานวิจัยเชิงสำรวจ
ต้องออกตัวก่อนนะครับว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็น "งานวิจัยเชิงสำรวจ" (Exploratory Study) เพื่อหาบรรทัดฐาน (Benchmark) ว่าเราทำกันอย่างไรในปัจจุบัน
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟันธงว่าค่าไหนดีที่สุด แต่ผลที่ได้ให้ความหมายที่เป็นนัยสำคัญเมื่อเทียบเคียงกับทฤษฎีครับ:

1️⃣ "ความถี่" ที่ทำได้จริง กับการเสริมแรงตวัดของ Cilia
เราพบว่าความถี่เฉลี่ยที่นักกายภาพบำบัดทำได้คือ 5.4 Hz (ประมาณ 324 ครั้ง/นาที) โดยมีช่วงตั้งแต่ 3.9 - 6.5 Hz

นัยสำคัญทางทฤษฎี: ถึงแม้ความถี่ที่มนุษย์ทำได้นี้จะไม่สูงเท่าความถี่การโบกสะบัดของขนกวัด (Ciliary Beat Frequency) ตามธรรมชาติ แต่ตามหลักฟิสิกส์แล้ว "การสั่นสะเทือนในทุกช่วงความถี่" มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) ซึ่งจะเข้าไปช่วยเสริมแรงตวัดของ Cilia ให้มีพลังในการเคลื่อนย้ายเสมหะได้ดียิ่งขึ้นในทางทฤษฎีครับ

2️⃣ "แรงเคาะ" (Percussion Force): ความสม่ำเสมอและแรงเฉือน ข้อมูลชี้ชัดว่า มือข้างที่ถนัด (5.2 kg) มักสร้างแรงเคาะได้มากกว่ามือข้างที่ไม่ถนัด (3.8 kg) อย่างมีนัยสำคัญ

ความสม่ำเสมอของสองมือ (Symmetry): นัยสำคัญที่สำคัญมากคือ "ความไม่เท่ากันของแรง" ระหว่างมือซ้าย-ขวา ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของพลังงานที่ส่งไปยังปอด หากเราเคาะด้วยแรงที่หนักสลับเบาอย่างเห็นได้ชัด อาจทำให้แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นขาดความสม่ำเสมอและลดประสิทธิภาพในการระบายเสมหะ

การสร้างแรงเฉือน (Shear Force): ยิ่งแรงเคาะมาก จะยิ่งเพิ่มความสั่นสะเทือนของอากาศในหลอดลม (Flow Oscillation Amplitude: FOA) ซึ่งส่งผลต่อการสร้างแรงเฉือนที่กระทำต่อเสมหะ ช่วยให้เสมหะหลุดร่อนได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นแรงที่ผู้ป่วยยอมรับได้ ไม่ก่อให้เกิดความไม่สุขสบายหรือเจ็บปวดครับ

3️⃣ ปัจจัยเรื่อง "ความเหนื่อยล้า" (Fatigue Perception) เราสังเกตเห็นทิศทางของคะแนนความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในจังหวะความถี่สูง

นัยสำคัญ: ข้อมูลนี้ช่วยบอกเราเป็นนัยว่า การรักษาคุณภาพของแรงและความถี่ให้สม่ำเสมอเป็นเรื่องท้าทาย เราจึงควรวางแผนระยะเวลาการทำ (Duration) ให้เหมาะสมกับสมรรถภาพของตนเอง เพื่อรักษาคุณภาพการรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดตลอด Session

✅ บทสรุปและมุมมองเพื่อการนำไปใช้ (Clinical Reflection): งานวิจัยชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็น "กระจกสะท้อน" ให้พวกเราได้เห็นว่า:

Awareness: ขณะทำ MP เราควรมีสติรับรู้ถึงความสม่ำเสมอของจังหวะ (Frequency) และน้ำหนักมือ (Force) ของตนเอง
Standardization: พยายามฝึกฝนให้น้ำหนักมือทั้งสองข้างใกล้เคียงกันที่สุด เพื่อความต่อเนื่องของแรงสั่นสะเทือน (Resonance & FOA) ที่ส่งถึงผู้ป่วย
Human Limit: ตระหนักถึงขีดจำกัดด้านความล้า เพื่อรักษามาตรฐานการรักษาในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

🔬 หากท่านสนใจเจาะลึก Evidence-Based Practice และฝึกฝนทักษะกายภาพบำบัดระบบหายใจร่วมกัน... พบกันในโครงการ อบรมระยะสั้นทางกายภาพบำบัดระบบหายใจและไหลเวียน (รุ่นที่ 4) 27 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครับ
🔗 เว็บไซต์: https://sites.google.com/kku.ac.th/ams-kku-training/

#กายภาพบำบัด #มข


Reference: Audsavachulamanee B, et al. Thai physiotherapists’ performance of manual chest wall percussion on an artificial lung: frequency, force, and fatigue perception. Arch AHS 2023; 35(1): 23-34.

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ How to Breathe: Respiratory Physiotherapyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์