สั่งจิตทำงาน เพื่อความร่ำรวยที่ยั่งยืน

สั่งจิตทำงาน เพื่อความร่ำรวยที่ยั่งยืน เรียนรู้ การสั่งจิต เพื่อดึงดูด ควา?

ศึกษา เรียนรุ้ เข้าใจ ขบวนการสั่งจิตใต้สำนึก ให้เกิดพลังแห่งการดึงดูด ความสุข ความสงบ ความร่ำรวย อย่างยั่งยืน เป็นการใช้พลังจิตเพื่อเชื่อมกับพลังจักรวาล ไม่ง่าย แต่มีวิธีปฎิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง

21/10/2022

เรื่อง “เพื่อนรักของช่างทำเก้าอี้"

อาเฟยเดินถือเก้าอี้มาฝากภรรยาซึ่งมีฐานะระดับเศรษฐี

คุณดูสิผมบังเอิญไปเจอเพื่อนรักสมัยเด็กเป็นช่างทำเก้าอี้ในตลาด แถมผมสามารถต่อรองราคาเหลือเพียงครึ่งเดียวโดยจ่ายเพียงสิบห้าหยวนเท่านั้น ดูงานนี่สิฝีมือประณีตมาก เพื่อนผมเค๊าตั้งใจมากทำได้แค่วันละตัวเองนะ

ภรรยาของอาเฟยเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเป็นดูหดหู่ แล้วถามว่า

เพื่อนรักกันเลยใช่มั้ย...

สามีตอบใช่แถมหัวเราะร่าสายตาก็ชื่นชมแต่ความงามของเก้าอี้...

ภรรยาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง...สงบ...

พี่ไปทำร้ายเพื่อนพี่ทำไม เค้าทำเก้าอี้ได้แค่วันละตัว สามสิบหยวนตรงนั้นคงไม่ได้ทำให้เค้าร่ำรวยอยู่สุขสบาย แต่เค้าถูกเพื่อนรักเอาเงินไปครึ่งนึงเค้าจะมีความสุขเยี่ยงไร...

สามีได้ฟังถึงกับจุกว่าสิ่งที่เค๊าทำลงไปเป็นการทำร้ายเพื่อนแบบไม่ได้ตั้งใจ...

ทำไมเค้าถึงเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่าเพียงเพราะความเป็นเพื่อน...อาเฟยน้ำตาซึมขึ้นมาทันที...

วันรุ่งขึ้นอาเฟยเดินไปหาเพื่อนเก่าพร้อมภรรยาและสั่งเก้าอี้เพิ่มอีกสิบตัวโดยอ้างว่าขอปรับแบบนิดนึงเพื่อให้นั่งสบายขึ้นแต่จะจ่ายเพิ่มให้ในราคาตัวละสี่สิบหยวนจากราคาเดิมสามสิบหยวนแทน...

ภรรยาหันไปมองหน้าสามีแล้วยิ้มให้อย่างมีความสุข...

#การเป็นเพื่อนคือการส่งเสริมมิใช่การเอาเปรียบ...!!!

01/01/2021

"สวัสดีปีใหม"๒๕๖๔
่ปีแห่งความอุดมสมบูรณ์
ฮวงจุ้ยดี จิตใจดี เป็นคนดี...
นักพรตผู้มีวิชาเปลี่ยนฮวงจุ้ยเดินทางผ่านมาหลายหมู่บ้าน จนรู้สึกกระหายน้ำ
เมื่อเห็นบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า จึงเข้าไปเคาะประตูเพื่อขอน้ำดื่ม

เด็กรับใช้ออกมาสอบถาม เมื่อรู้เจตนาของนักพรต จึงให้นักพรตรออยู่นอกบ้าน จากนั้นคนรับใช้ก็เข้าไปเอาน้ำ
นักพรตรอเป็นนานสองนาน เด็กรับใช้ก็ยังไม่ออกมา เขากล่าวโทษในใจว่าเจ้าของบ้านนี้คงแกล้งเขาเป็นแน่ ปล่อยให้เขากระหายน้ำอยู่หน้าบ้านเป็นเวลานาน

ครู่ใหญ่ เด็กรับใช้เดินออกมา พร้อมด้วยมือข้างหนึ่งถือแก้วน้ำ มืออีกข้างถือน้ำเต้าหู้

นักพรตยิ่งรู้สึกโมโห เพราะน้ำแก้วนั้นที่กำลังจะยกดื่ม กลายเป็นน้ำอุ่นที่หนักไปทางร้อน ส่วนน้ำเต้าหู้ก็เช่นกัน มันย้ำความคิดเมื่อครู่ที่ว่า เจ้าของบ้านคงมีเจตนาแกล้งเขาเป็นแน่ แต่เพราะความหิวและกระหาย จึงได้แต่เป่าน้ำให้เย็นลงและค่อยๆดื่มจนหมดทั้งสองแก้ว

หลังจากดื่มเสร็จ นักพรตก็ได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาตอบแทนความชั่วร้ายของเจ้าบ้านที่ปฏิบัติต่อเขา โดยเปลี่ยนฮวงจุ้ยให้กลายเป็นป่าช้า เพื่อไม่ให้ครอบครัวนี้ได้ลืมตาอ้าปาก

ผ่านไปหลายปี
นักพรตมีโอกาสเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้อีกครั้ง ก็อยากจะไปดูสภาพของบ้านหลังนั้นว่าเป็นอย่างไร
แต่กลับเป็นที่ประหลาดใจ เพราะบ้านหลังนี้ไม่เพียงแต่ไม่ใช่สภาพของป่าช้า แต่กลับเป็นฮวงจุ้ยที่บอกถึงรุ่งเรือง ดอกไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มงดงาม แถมอบอวลไปด้วยความเป็นศิริมงคล

เขาเคาะประตูบ้านและแจ้งแก่คนรับใช้ว่าขอพบเจ้าของบ้านสักครู่ จากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่ตนเองได้กระทำไว้เมื่อหลายปีก่อนให้เจ้าของบ้านฟัง

เจ้าของบ้านเป็นหญิงชรา
เมื่อได้ฟังนักพรตเล่าเสร็จ นางจึงยิ้มให้และกล่าวว่า
“แถบนี้มีคนพักอาศัยอยู่น้อย จากบ้านของข้าไปถึงจะมีหมู่บ้าน ท่านเดินทางมาไกลต้องทั้งหิวและกระหาย หากให้ท่านดื่มกินทันที เกรงว่าจะให้โทษแทนให้คุณ ที่ให้ท่านรออยู่หน้าบ้านก็เพื่อให้ท่านหยุดพักให้หายเหนื่อยก่อน ส่วนน้ำเย็นก็มีผลกับร่างกาย ข้าจึงเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นแทน ส่วนน้ำเต้าหู้ก็ช่วยให้ท่านอิ่มท้องและไม่เป็นภาระกับการเดินทางมากเกินไป ที่อุ่นให้ร้อนก็เพื่อให้ท่านค่อยๆดื่ม จะได้ไม่จุก ไม่งั้นทั้งน้ำและน้ำเต้าหู้จากให้คุณจะกลายเป็นให้โทษแก่ท่านแทน”

เมื่อนักพรตได้ยิน ก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่กล้าใช้วิชาเปลี่ยนฮวงจุ้ยให้แก่ใครๆอีก ตั้งใจบำเพ็ญฝึกฝนตนเองให้ดีแทน เพราะเขากระจ่างแล้วว่า “ต่อให้ฮวงจุ้ยไม่ดี ความดีกลับสามารถเปลี่ยนฮวงจุ้ยให้ดีได้”
....
มองเหมือนกัน อาจคิดได้ไม่เท่ากัน
คิดได้เท่ากัน อาจลงมือทำได้ไม่เท่ากัน
ก่อนจะเปลี่ยนฮวงจุ้ย เปลี่ยนความคิด คำพูด และการกระทำให้ดีก่อนเถิด

02/02/2020

"แตงโมครึ่งซีก ดูอุปนิสัย”

บ่ายวันหนึ่ง ผมเลิกงานกลับบ้าน ร้อนจนเหงื่อโชก เปิดตู้เย็น พบแตงโมแช่เย็นอยู่ครึ่งซีก ดีใจจนคว้าออกมา แทะกินจนเรียบ

ขณะนั้นเอง ภรรยาผมก็กลับมาถึงด้วย เข้าประตูก็บ่น “กระหายน้ำ ร้อนมาก!” เธอเปิดตู้เย็น และชะงัก ผมบอกเธอว่า แตงโมซีกนั้นผมกินไปแล้ว สีหน้าเธอมีแววไม่พอใจ รีบเอาถ้วยไปรินน้ำ หยิบกระติกขึ้นมา ก็พบว่าในกระติกแห้งสนิท

เธอพูดขึ้นมาทันที “เธอกลับบ้านมาก่อนทำไมไม่ต้มน้ำไว้บ้าง มัวทำอะไรอยู่?”

ผมโกรธบ้าง “ทำไมอะไรก็ต้องให้ฉันทำ?”

เราสองคนทำสงครามเย็นกันอยู่เป็นอาทิตย์จึงยอมคืนดีกัน

วันเสาร์ ผมกลับบ้านพ่อแม่ไปคนเดียว พอเห็นหน้า ทั้งคู่ก็ถามว่า “ทำไมไม่เห็นเมตตาเลยอาทิตย์นี้?” ผมเล่าเรื่องที่โกรธกันให้ฟัง แม่ฟังแล้วตำหนิผม “ทำอะไรไม่ควรห่วงแต่ตัวเอง ควรใส่ใจคนอื่น"

ผมไม่เห็นด้วย “แค่กินแตงโมไปครึ่งซีก จะอะไรนักหนา?”

พ่อหัวเราะ “แกไม่ต้องแก้ตัว พรุ่งนี้วันอาทิตย์ พากันมากินข้าวที่นี่”

รุ่งขึ้น ผมพาครอบครัวมาหาพ่อแม่ พอเข้าบ้าน พ่อก็ใช้ผมไปซื้อน้ำส้มสายชู พอผมกลับมา พ่อบอกว่า เมตตาพาลูกออกไปข้างนอก บอกแล้วพ่อก็เอาแตงโมครึ่งซีกมาให้ผม “แกร้อนซะเหงื่อโชก กินแตงโมดับกระหายหน่อยเถอะ" แตงซีกนั้นใหญ่ทีเดียว น่าจะหนักราวกิโลสองกิโลได้ พ่อส่งช้อนให้คันหนึ่ง “กินไม่หมดก็เหลือไว้ให้เมียแกกลับมากิน”

ผมหยิบช้อนแล้วก็ตักกินใหญ่ กินไม่ถึงครึ่งก็พุงกาง

หลังกินอาหารเที่ยง พ่อเอาแตงโมงสองซีกออกมาวางบนโต๊ะ บอกผมว่า “แกดูทีรึว่า มันต่างกันตรงไหน?”

ผมงง ดูอย่างละเอียด ซีกหนึ่งเป็นซีกที่ผมกินไป อีกซีกก็ถูกกินไปด้วย ดูอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นว่ามันต่างกันอย่างไร จึงส่ายหัว

พ่อชี้ให้ดูแตงแล้วอธิบายว่า “ซีกนี้แกกิน อีกซีกนี่เมตตากิน พ่อบอกแกทั้งสองว่า ถ้ากินไม่หมดให้เหลือไว้ ดูสิว่าเมียแกใช้ช้อนยังไง? เธอเริ่มตักจากตรงกลาง กินไปถึงขอบครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งไม่ถูกแตะต้อง แล้วดูของแกนี่ แกควักกินเนื้อตรงกลางจนหมด เหลือขอบไว้ให้คนอื่น ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเนื้อแตงโมหวานตรงกลาง?
จากเรื่องเล็กๆ เรื่องนี้ ก็เห็นได้ว่าเมตตามีใจใหญ่กว่าแกมาก”

ผมหน้าแดงทันที พ่อพูดอย่างมีความหมายว่า

“คนสองคนอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต จะมีเรื่องสำคัญอะไรนัก? ความรักความใส่ใจระหว่างผัวเมียอยู่ที่ไหน? มันก็อยู่ในน้ำมันหยดเดียว ข้าวช้อนเดียว น้ำแกงทัพพีเดียว คราวก่อนแกโกรธกันเรื่องกินแตงโม แล้วยังมีข้ออ้างมากมายทั้งที่เป็นฝ่ายผิด ถ้าเมตตาเป็นฝ่ายกลับถึงบ้านก่อน รับรองว่าเธอจะต้องเก็บไว้ให้แกครึ่งหนึ่ง อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กที่ไม่สำคัญ แต่มันสะท้อนให้เห็นหัวใจคน แตงโมชิ้นเดียวนั่นแหละให้ความรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน หัวใจคนต่อให้เย็นชาแค่ไหน แกค่อยๆ ให้ความอบอุ่น มันจะร้อนขึ้นสักวัน แต่หัวใจที่ต่อให้ร้อนเท่าร้อน แกสาดน้ำเย็นใส่ทีละช้อนทีละช้อน สักวันก็จะทำให้เย็นชาลงโดยสมบูรณ์
คิดดูนะ ถ้าเมตตาเป็นเหมือนแก ทำอะไรไม่เคยใส่ใจ นานวันเข้า แกจะรู้สึกยังไง?”

คำพูดคำเดียวนั้นปลุกคนตื่นโดยแท้ ผมพบในทันใดว่า รองเท้าแตะที่วางไว้ให้ทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน น้ำชาที่ชงไว้ให้ ร่มที่วางหน้าประตูยามฝนตก ล้วนแล้วแต่เป็นความรักความใส่ใจของเมตตา แต่ผมกลับไม่เคยเห็น ไม่รู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา ...

คิดแล้วก็ละอาย รีบยกชามเกี๊ยวมาให้เมตตา "เธอกินก่อนเถอะ”

เธอหัวเราะ “ไม่ต้องมาทำไก๋ต่อหน้าพ่อกับแม่”

พ่อก็หัวเราะ “ถ้าทำไก๋อย่างนี้ได้ทั้งชีวิตก็ถือว่าเป็นสามีที่ดี”

ในใจมีรัก ความรักนั้นต้องให้กันและกัน เราพึงใส่ใจอีกครึ่งของเรา อย่าคิดว่าทุกปัญหาเป็นการหาเรื่องโดยไร้เหตุผล ลองคิดถึงความผิดของตนดู

ใช้ชีวิตธรรมดาของตนให้ดี

ความสุขไม่ได้อยู่ที่บ้านใหญ่เพียงใด แต่อยู่ที่เสียงหัวเราะในบ้านหวานแค่ไหน

ความสุขไม่ใช่ได้ขับรถหรูเพียงใด แต่อยู่ที่ขับรถกลับถึงบ้านได้ปลอดภัย

ความสุขไม่ใช่มีคนรักสวย แต่อยู่ที่รอยยิ้มของคนรักสดใสเพียงใด

ความสุขไม่ได้อยู่ที่ได้ฟังคำหวานมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ยามโศกเศร้าเสียใจมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร ฉันอยู่เคียงข้างเธอเสมอ!

27/09/2019

บิดาผู้หนึ่ง ก่อนตายเขาได้บอกกับลูกชายว่า

:นี่คือนาฬิกาของปู่ของปู่ของปู่ของเจ้า อายุมันมากกว่า200ปี แต่ก่อนที่ข้าจะให้มันแก่เจ้า เจ้าจงไปที่ร้านนาฬิกาต้นถนนและบอกเขาว่า:ฉันอยากขายมันและจงดูซิว่าเขาจะให้ราคาเท่าไหร่?

ลูกชายออกไปแล้วกลับมาบอกพ่อว่า

:เขาจ่ายห้าดอลลาร์เท่านั้นเพราะมันเก่าแล้ว!

เขาจึงบอกกับลูกว่า

:เจ้าจงไปที่ร้านขายของเก่าและลองเสนอขายนาฬิกานี้แก่เขาดู.

เขาไปแล้วกลับมาบอกว่า

:เขาให้ห้าพันดอลลาร์!!!!

ผู้เป็นพ่อจึงบอกลูกว่า

:เจ้าจงไปที่พิพิธภัณฑ์และเสนอขายนาฬิกาเรือนนี้แก่พวกเขาดู.
เขาไปแล้วกลับมาบอกว่า

:พวกเขาได้ตามผู้เชี่ยวชาญมาประเมินและเสนอราคาให้ฉันหนึ่งล้านดอลลาร์แลกกับของชิ้นนี้!!!!!!!!

พ่อจึงกล่าวกับลูกชายว่า

:ข้าต้องการสอนเจ้าว่า สถานที่ที่ถูกต้องจะประเมินค่าของเจ้าอย่างถูกต้อง

ดังนั้นเจ้าอย่าได้วางตัวเจ้าผิดที่ผิดทางแล้วโมโหโทโสว่าคนอื่นไม่ให้เกียรตเจ้า.

คนที่รู้ค่าของเจ้าเท่านั้นที่จะให้เกียรติเจ้า ดังนั้นอย่าอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะกับเจ้า.

05/07/2019

ณ สนามบินนาริตะ ผู้บริหารชาวอเมริกันโบกรถ Taxi คันหนึ่ง "ไปโรงแรม Four season"
"ครับ!" ลุงโชเฟอร์โค้งรับอย่างสุภาพ
เมื่อก้าวขึ้นรถ ผู้บริหารแปลกใจมาก ข้างในรถขาวสะอาด มีผ้าลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์หุ้มเบาะ แถมลุงคนขับสวมถุงมือสีขาวสะอาด พร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม เขาจึงถามคุณลุงว่า
"ถุงมือหรือผ้าหุ้มเบาะนี่ บริษัทบังคับให้ซักเหรอครับ"
ลุงยิ้มและตอบว่า "เปล่าครับ ผมซักเอง อยากให้ลูกค้ารู้สึกดีเวลาขึ้นรถผม"
ผู้บริหารอเมริกันยิ้มแห้งๆ และส่ายหน้าเบาๆ ค่าซักพวกนี้ก็เป็นต้นทุนทั้งนั้น เดี๋ยวก็ได้กำไรน้อยลงกันพอดี
เมื่อขับไปได้สักพัก คุณลุงก็ชี้ให้ผู้บริหารดูสองข้างทาง "นั่น พระราชวังโตเกียว สร้างขึ้นเมื่อปี ###X ส่วนสะพานตรงนั้น ชื่อสะพาน YYY คุณทราบไหม สองแห่งนี้เกี่ยวข้องกันยังไง เรื่องมีอยู่ว่า สมัยเอโดะ....."
ผู้บริหารฟังอย่างสนอกสนใจ แต่ก็เผลอถามคุณลุงอีกว่า "ทำไมคุณถึงรู้ละเอียดและเล่าได้ขนาดนี้"
ลุงยิ้มและตอบว่า "วันหยุดหรือช่วงเวลาว่าง ผมก็นั่งศึกษาเพิ่มเติมเอง ไปเดินหาซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือท่องเที่ยวมาดูบ้าง เวลาลูกค้านั่ง จะได้มีอะไรเล่าให้แขกฟังเพลินๆ"
ระหว่างฟัง ผู้บริหารอเมริกันคำนวณตัวเลขในใจ ค่าหนังสือก็คงแพงอยู่ เพราะลุงรู้หลายเรื่อง คงจะอ่านหลายเล่ม แถมวันหยุด แทนที่ลุงจะได้พักสบายๆ กลับต้องมานั่งอ่านตำราเยอะแยะ เสียเวลาแท้ๆ คนญี่ปุ่นนี่จะทำงานไปถึงไหนกัน
"แล้ววันหยุด คุณทำอะไรอีกบ้าง นอกจากอ่านหนังสือ"
"ก็อยู่กับภรรยาและลูกๆ ครับ ส่วนใหญ่ ก็พาครอบครัวขับรถเล่นในโตเกียว ศึกษาเส้นทางใหม่ๆ ไปด้วยในตัว ผมชอบหาเส้นทางลัด ทางที่สั้นๆ หรือรถไม่ติด จะได้ไปส่งผู้โดยสารได้เร็วๆ ใครๆ ก็อยากถึงที่หมายให้เร็วที่สุด ใช่ไหมครับ"
ผู้บริหารเริ่มคิดต่อ ... ขับรถตัวเองหาเส้นทาง เปลืองน้ำมัน แถมถ้าพาผู้โดยสารไปเส้นทางลัด คนขับก็จะได้ค่าแท็กซี่น้อยลง ลุงนี่ ... ช่างไม่รู้อะไรเลย
เมื่อถึงโรงแรม Four Season คุณลุงเปิดหลังรถ และหยิบกระเป๋าของผู้บริหารลงมาวางอย่างนิ่มนวล
ผู้บริหารประทับใจเรื่องราวและความใส่ใจของคุณลุงมาก จึงตั้งใจจะให้ทิปแก 1 หมื่นเยน คุณลุงยิ้มและกล่าวปฏิเสธอย่างแข็งขัน "ที่ญี่ปุ่น ไม่มีธรรมเนียมการทิปครับ"
ผู้บริหารอเมริกันยิ่งเกาหัวแกรกๆ ... คุณลุงจะเสียเงินทำความสะอาดรถบ่อยๆ ทำไม จะซื้อหนังสือมานั่งศึกษาเรื่องโตเกียวหรือจะหาเส้นทางใหม่ๆ ไปทำไม ทิปก็ไม่เอาอีก.. กำไรก็ยิ่งลดลง
คุณลุงเห็นผู้บริหารอเมริกันทำหน้างุนงงจึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "แค่คุณมีความสุข แค่คุณประทับใจ แค่คุณรักโตเกียว รักประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น ผมก็มีความสุขแล้วครับ"
ผู้บริหารอเมริกันก็ยังคงไม่เข้าใจ... ยังไงๆ คุณลุงก็ขาดทุนอยู่ดี กำไรน้อย ไม่มีเวลาพักเป็นของตัวเอง เจ้านายก็ไม่รู้ว่าคุณลุงตั้งใจทำงานขนาดนี้ คุณลุงทำงานไปเพื่ออะไร?
ผู้บริหารอเมริกันลากกระเป๋าเดินเข้าโรงแรมไปพร้อมคำถามในใจ เขาคงไม่ทันสังเกตว่ามีพนักงานโรงแรมหญิงเดินมาหาคุณลุงพร้อมบอกว่า "ซุซุกิซังคะ คราวที่แล้ว ขอบพระคุณมากนะคะ แขกติดใจคุณกันใหญ่ บอกว่าคุณรู้สถานที่ต่างๆ ในโตเกียวดีมากอย่างกับเป็นไกด์ทัวร์ ดิฉันอยากให้คุณช่วยไปรับแขก VIP ท่านหนึ่งที่สนามบินค่ะ"
ผู้บริหารอเมริกัน คงไม่ทันสังเกตอีกว่าในรถ Taxi ของคุณลุง มีแฟ้มสีเหลือง ข้างใน เป็นตารางเวลาไปรับลูกค้าประจำ ตารางแน่นเอี้ยด
คุณลุงแทบไม่ต้องขับรถวนหาลูกค้าเลย มีแต่คนจะจองตัวคุณลุง เพราะประทับใจในตัวแก แถมยังบอกต่อเพื่อนๆ ให้ใช้บริการคุณลุงอีกด้วย
ถ้าผู้บริหารอเมริกันอ่านถึงตอนจบตรงนี้ เขาคงคำนวณต่อว่า แล้วลูกค้าเก่ามีกี่ % สร้างรายได้ได้กี่ % คุ้มกับการลงทุนค่าน้ำมัน ค่าหนังสือ ค่าซักผ้าของคุณลุงไหม
การสร้างคุณค่า คุณภาพ การใส่ใจ การสร้างความประทับใจ การให้บริการที่ดี กับลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ โดยใส่ใจรายละเอียด และการแสวงหาความรู้เพื่อใช่ในงานเพิ่มเติม ย่อมสร้างมูลค่าเพิ่มเสมอ
คุณลุงแอบกระซิบบอกว่า ผู้บริหารลืมบวกตัวแปรไป 3 ตัว ตัวแปรตัวนี้มีค่ามาก ถ้าใส่ลงไปในสมการ "กำไร = รายได้-ต้นทุน" ยังไงๆ กำไรแกก็เป็นบวกมหาศาล
ตัวแปรนั้นคือ "ความสุขจากการเห็นผู้อื่นมีความสุข ความอิ่มใจกับผลงานที่ตัวเองสร้าง และความภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง แถมยังช่วยประเทศชาติอีกทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ"
นี่สิ คือ "ความสุข และความยั่งยืนในธุรกิจ"
ที่มา-Japan Gossip by เกตุวดี Marumura
ปล.นี่คือประเทศที่ grab ไปทำแท๊กซี่แล้วเจ๊ง

22/04/2019

犯 錯
ทำผิดพลาด

作者:尤金
ผู้เขียน: อิ๋วจิน

在上海的一家餐館裡,負責為我們上菜的那位女侍
,年輕得像是樹上的一片嫩葉。
ณ ห้องอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ สาวเสิร์ฟที่รับผิดชอบเสิร์ฟอาหารให้กับพวกเรา ยังอ่อนเยาว์ดุจดังใบไม้อ่อนของต้นไม้

她捧上蒸魚時,盤子傾斜。
เมื่อเธอยกถาดปลานึ่งมานั้น จานลาดเอียง

腥羶的魚汁魯魯莽莽地直淋而下,潑灑在我擱於椅子的皮包上。
น้ำคาวของปลาก็ไหลหยดลง บนกระเป๋าหนังที่อยู่บนเก้าอี้

我本能地跳了起來,陰霾的臉,變成欲雨的天。
ข้าพเจ้าโดดขึ้นมาตามสัญชาติญาณ หน้าดำคล้ำดุจดังท้องฟ้าใกล้ฝนตก

可是,我還沒有發作,我親愛的女兒便以旋風般的速度站了起來,
แต่ทว่าข้าพเจ้ายังไม่ทันได้บันดาลโทสะ บุตรสาวของข้าพเจ้า ได้ลุกขึ้นรวดเร็วปานพายุ

快步走到女侍身旁,露出了極為溫柔的笑臉,
เดินตรงไปข้างตัวสาวเสิร์ฟ ทั้งยังส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นยิ่ง

拍了拍她的肩膀,說:「不礙事,沒關係。」
พร้อมทั้งตบบ่าเธอเบาๆ พูดว่า 「ไม่มีปัญหาไม่เป็นไร]

女侍如受驚的小犬,手足無措地看著我的皮包,
囁嚅地說:「我,我去拿布來抹……」
สาวเสิร์ฟเหมือนลูกสุนัขที่ตกใจกลัว มือเท้าทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนมองกระเป๋าของข้าพเจ้า พูดละล่ำละลักว่า หนู หนู จะเอาผ้ามาเช็ดให้

萬萬想不到,女兒居然說道:「沒事,回家洗洗就乾淨了。
แต่คาดไม่ถึงว่า บุตรสาวของข้าพเจ้าได้พูดขึ้นว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับบ้านล้างๆ ก็สะอาดแล้ว

你去做事吧,真的,沒關係的,不必放在心上。」
เธอไปทำงานของเธอเถอะ ไม่เป็นไรจริงๆ อย่าเอามากังวลใจ

女兒的口氣是那麼的柔和,倒好似做錯事的人是她。
น้ำเสียงของบุตรสาวที่พูดนั้นอ่อนโยนมาก คล้ายดังผู้ทำผิดเป็นตัวเธอเสียเอง

我瞪著女兒,覺得自己像一隻氣球,氣裝得過滿,
要爆炸卻又爆不了,不免辛苦。
ข้าพเจ้าเพ่งมองดูบุตรสาว รู้สึกว่าตนเองคล้ายดังลูกโป่งลูกหนึ่ง บรรจุแก๊สจนมากเกิน อยากจะระเบิดก็ระเบิดไม่ออก รู้สึกเป็นทุกข์มาก

女兒平靜地看著我,在餐館明亮的燈火下,
บุตรสาวมองข้าพเจ้าอย่างสงบ ภายใต้แสงสว่างในห้องอาหาร

我清清楚楚地看到,她大大的眸子里,竟然鍍著一層薄薄的淚光。
ข้าพเจ้าได้มองเห็นอย่างชัดเจน ถึงภายในดวงตากลมโตของเธอ ได้เคลือบเอาหยาดน้ำตาบางๆ ไว้ชั้นหนึ่ง

當天晚上,返回旅館之後,母女倆齊齊躺在床上,她這才亮出了葫蘆里所賣的藥:
ในคืนนั้นหลังจากได้กลับถึงโรงแรม เราสองแม่ลูกนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน เธอจึงได้พูดถึงสิ่งที่เธอได้ทำลงไป

女兒倫敦求學三年,為了訓練她的獨立性,
บุตรสาวได้ไปเรียนที่ลอนดอน 3 ปี เพื่อให้เธอฝึกฝนการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

我和先生在大學的假期里不讓她回家,我們要她自行策劃背包旅行,
也希望她在英國試試兼職打工的滋味兒。
ข้าพเจ้าและสามีจึงให้เธอไม่ต้องกลับบ้านตอนปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย พวกเราต้องการให้เธอรู้จักการวางแผนแบกเป้ท่องเที่ยวด้วยตนเอง และยังหวังให้เธอรู้ถึงรสชาติของการเรียนพร้อมกับการทำงานในอังกฤษด้วย

活潑外向的女兒,在家裡十指不沾陽春水,
บุตรสาวที่อุปนิสัยร่าเริงและกระตือรือร้นต่อสิ่งภายนอก ขณะอยู่บ้านไม่เคยต้องซักผ้าถูบ้าน

粗工細活都輪不到她,
และไม่เคยต้องข้องแวะกับงานหนักงานเบาใดๆ

然而來到人生地不熟的英國 卻選擇當女侍來體驗生活。
ครั้นเมื่อมาอยู่ประเทศอังกฤษอันเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย กลับเลือกมาเป็นสาวเสิร์ฟเพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิต

第一天上工,便闖禍了。
เพียงวันแรกที่เข้าทำงาน ก็ก่อเรื่องขึ้น

她被分配到廚房去清洗酒杯,
เธอถูกจัดสรรให้ทำหน้าที่ล้างแก้วเหล้าในห้องครัว

那些透亮細緻的高腳玻璃杯,一隻只薄如蟬翼,
แก้วเหล้าทรงสูงที่ประณีตและใสแจ๋วเหล่านั้น แต่ละใบบางดุจปีกจักจั่น

只要力道稍稍重一點,便會分崩離析,化成一堆晶亮的碎片。
เพียงแต่จับแรงไปนิดหน่อย ก็ทำให้แตกได้ กลายเป็นเศษแผ่นแก้วทันที

女兒戰戰兢兢,如履薄冰,บุตรสาวทำงานด้วยความหวาดหวั่น เหมือนยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ

好不容易將那一大堆好似一輩子也洗不完的酒杯洗乾淨了,
กว่าจะล้างแก้วเหล้ากองโตซึ่งดูเหมือนล้างชั่วชีวิตก็ล้างไม่หมดนั้น ก็ได้ล้างสะอาดจนหมดสิ้น

正松了一口氣時,沒有想到身子一歪,一個踉蹌,
ขณะที่กำลังถอนใจอย่างโล่งอกนั้น คาดไม่ถึงว่าขณะที่เอียงตัวนั้น ได้เซไป

撞倒了杯子,杯子應聲倒地,
ชนแก้วเหล้าจนล้มลง แก้วเหล้วทั้งหมดล้มลงกับพื้นเสียงดัง

「哐啷、哐啷」連續不斷的一串串清脆響聲過後,
酒杯全化成了地上閃閃爍爍的玻璃碎片。
โครงเครง โครงเครง หลังจากเสียงดังกังวาลต่อเนื่อง
อันสดใสผ่านไปแล้ว แก้วเหล้าทั้งหมดได้แปรสภาพเป็นเศษกระจกระยิบระยับบนพื้น

「媽媽,那一刻,我真有墮入地獄的感覺。」
「คุณแม่ ชั่วขณะนั้นหนูรู้สึกเหมือนตกลงสู่นรก」

女兒的聲音還殘存著些許驚悸。
เสียงเล่าของบุตรสาวยังเหลือไว้ซึ่งความหวาดหวั่นตกใจอยู่

「可是,您知道領班有什麼反應嗎?她不慌不忙地走了過來,
摟住了我。說:親愛的,你沒事吧?
「แต่ว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า หัวหน้างานมีปฏิกิริยาเช่นใด
เธอเดินเข้ามาหาอย่างไม่รีบร้อน กอดหนูเอาไว้ พูดว่า ที่รัก เธอไม่เป็นไรนะ?

接著,又轉過頭去吩咐其他員工:趕快把碎片打掃乾淨吧!
จากนั้น ก็หันไปสั่งคนงานอื่นๆ ให้รีบเก็บกวาดเศษกระจกจนหมดสิ้น

對我,她連一字半句責備的話都沒有
กับหนูแล้ว เธอไม่ได้ต่อว่าต่อขานแม้แต่คำเดียว

又有一次,女兒在倒酒時,
และอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่หนูรินเหล้า

不小心把鮮紅如血的葡萄酒倒在顧客乳白色的衣裙上,
ไม่ระวัง เหล้าองุ่นซึ่งแดงดังสีเลือด ได้หกลงไปบนกระโปรงชุดสีขาวของลูกค้า

好似刻意為她在衣裙上栽種了一季殘缺的九重葛。
คล้ายดั่งจงใจปลูกดอกเฟื่องฟ้าบนกระโปรงของเธอ

原以為顧客會大發雷霆,沒想到她反而倒過來安慰女兒,
ทีแรกคิดว่าลูกค้าคงจะโกรธจัด ไม่คาดคิด เธอกลับมาปลอบใจหนู

說:「沒關係,酒漬嘛,不難洗。」
พูดว่า 「ไม่เป็นไร คราบเหล้าล้างไม่ยาก」

說著,站起來,輕輕拍拍女兒的肩膀,
พูดแล้ว ก็ลุกขึ้น ตบไหล่หนูเบาๆ

便靜悄悄地走進了洗手間,不張揚,更不叫囂,
เดินไปห้องน้ำอย่างเงียบๆ ไม่โพนทะนา ไม่เอะอะโวยวาย

把眼前這只驚弓之鳥安撫成梁上的小燕子。
ทำเอาเบื้องหน้าซึ่งเหมือนดังลูกนกที่หวาดหวั่นต่อลูกศรของนายพรานได้รับการปลดปล่อย จนเหมือนดังนกนางแอ่นตัวน้อยบนขื่อ

女兒的聲音,充滿了感情:「媽媽,既然別人能原諒我的過失,
เสียงของบุตรสาวเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก「คุณแม่ ในเมื่อผู้อื่นยังสามารถให้อภัยต่อความผิดของหนูได้

您就把其他犯錯的人當成是您的女兒,原諒她們吧!」
ขอให้ท่านถือเสียว่าผู้ที่ทำผิดเหล่านั้นเป็นบุตรสาวของท่านเอง ให้อภัยพวกเธอเถอะ

此刻,在這靜謐的夜裡,我眼眶全濕。
ขณะนั้นในคืนที่เงียบสงัด เบ้าตาของขัาพเจ้าเต็มไปด้วยน้ำตา

原諒別人便是放過自己。
การให้อภัยผู้อื่นคือการปลดปล่อยตนเอง

這個故事,讀了一遍眼角有淚,
บทความเรื่องนี้ อ่านไปเที่ยวหนึ่งปลายตาน้ำตาซึม

再讀一遍,依然有淚珠滑落 ...
อ่านอีกเที่ยว น้ำตาหยดไหลริน…

我想此刻,你的內心也無法平靜吧 ...
ข้าพเจ้าคิดว่าในใจของท่านก็ไม่อาจสงบนิ่งได้

檢視一下自己平日的言行,
ลองตรวจตราการพูดการกระทำของตนเองในแต่ละวัน

原來還有這麼大的提升空間 ...
ที่แท้ยังมีช่องว่างที่จะขยับเลื่อนขึ้นได้อีกมาก

原來,善意可以如此美妙 ...
ที่แท้ เจตนาดีมีความงดงามเช่นนี้

原來,善意可以如此接力般地傳遞 ...
ที่แท้ เจตนาดีสามารถผลัดกันส่งต่อได้

親愛的朋友,既然我們有幸欣賞到這篇文章,
เพื่อนที่รัก ในเมื่อพวกเรามีโชคได้มาอ่านบทความนี้

既然我們感動著對方的感動,
ในเมื่อพวกเราซาบซึ้งต่อความซาบซึ้งของอีกฝ่ายหนึ่ง

讓我們從當下改變自己的言行,
ทำให้พวกเราเปลี่ยนแปลงการพูดการกระทำในปัจุบัน

把這份善意長長久久地傳遞下去...,
ให้นำเอาเจตนาดีส่วนนี้ถ่ายทอดต่อไปให้นานแสนนาน

如此,我們每一天都是幸福和幸運的!
ดังนั้น พวกเราทุกๆ วันก็จะมีความสุข มีโชคดี

生活如此美好!好好珍惜身邊出現的每一個人,
การดำรงชีวิตที่งดงามเช่นนี้ ให้ทะนุถนอมทุกๆ คนที่ปรากฏขึ้นข้างกายคุณ

他們是來幫助我們修行的人。
พวกเขาล้วนมาช่วยในการบำเพ็ญตบะธรรมของพวกเราทั้งสิ้น™

21/04/2019

“แก้วเปล่า เรือเปล่า ตะกร้าเปล่า
ชามเปล่า และกล่องเปล่า”

1/ แก้วเปล่า

นักศึกษาเข้าขอคำแนะนำจากอาจารย์นิกายเซนผู้อาวุโส
แต่กลับนำเสนอข้อคิดเห็นของตนแบบไม่ยอมหยุดนิ่ง

อาจารย์ได้แต่นั่งเงียบ ก้มหน้าก้มตาเทน้ำชาใส่แก้วไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งน้ำชาแทบจะล้นแก้วอยู่แล้ว

นักศึกษารีบบอกอาจารย์ว่า "น้ำชาใกล้ล้นแก้วแล้ว หยุดเทได้แล้ว"

อาจารย์ตอบอย่างใจเย็น "เธอก็เหมือนแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำชาใบนี้
ลำพังแค่ความรู้สึกและความเห็นของตัวเองก็แทบเต็มความจุอยู่แล้ว
แล้วนี่จะให้อาจารย์แนะนำอะไรอีก"

ขีวิตเรา ควรจะมีจิตใจที่เปิดกว้าง และมีความตั้งใจที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา
จงปรับสภาพจิตใจให้ว่างเปล่าเหมือนแก้วเปล่าใบหนึ่ง
แล้วจะมีน้ำชารสเลิศพร้อมสิ่งดีๆรอท่านอยู่เสมอ

2/ เรือเปล่า

จวงจื่อ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนเคยเล่านิทานสั้นๆไว้ว่า

ชายคนหนึ่งกำลังถ่อเรือข้ามฟาก เหลือบไปเห็นเรืออีกลำกำลังแล่นตรงมาปะทะกับเรือของตน

เขารีบตะโกนเตือนไปแบบรัวๆ แต่เรือลำนั้นก็ยังตรงมาไม่มีท่าทีจะเบนหัวเรือไปทางไหน จนเขาต้องตะโกนด่าออกไปด้วยความโกรธ

แต่พอเรือทั้งสองลำเข้าใกล้กัน เขาจึงรู้ว่าแท้จริงเรืออีกลำเป็นแค่เรือเปล่า ความโกรธเคืองทั้งหมดแทบหายไปจนเกือบหมดสิ้น แล้วเขาก็ปรับหัวเรือตนให้เบนไปอีกทางอย่างง่ายดาย

บ่อยครั้ง ความโกรธเคืองเกิดเพราะจิตเราเองเป็นคนกำหนดขึ้นมา หาได้มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมันไม่

พยายามอย่าวางตัวเป็นจุดศูนย์กลาง อย่าเอาแต่โกรธเคืองสิ่งรอบข้าง
ปล่อยขีวิตให้อยู่ในสภาพจิตใจที่เป็นสุข โกรธไปทำไมให้เสียอารมณ์

3/ ตะกร้าเปล่า

ปู่กับหลาน ตื่นเช้ามาก็จะนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน

มีอยู่วันหนึ่ง หลานถามปู่ว่า "ปู่ครับ ผมก็อ่านหนังสือเช่นเดียวกับปู่ทุกวัน แต่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่อ่านมากนัก พอปิดหนังสือก็ลืมเกือบหมด แล้วแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร"

ปู่ไม่ได้พูดอะไร แต่หันไปหยิบตะกร้าหวายที่ปกติเอาไว้ใส่ถ่านหิน แล้วยื่นให้หลานชาย
"ไปตักน้ำมาตะกร้าหนึ่ง"

หลานชายนำตะกร้าไปตักน้ำที่บ่อน้ำ แต่น้ำก็ไหลทิ้งจนหมดทุกครั้งก่อนถึงบ้าน ลองกี่ครั้งก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

เมื่อเห็นหลานชายได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง ปู่จึงชี้ให้หลานชายมองดูที่ตะกร้า ก็ปรากฏว่าตะกร้าใบนั้นสะอาดหมดจดไม่สกปรกมากมายเหมือนเดิมอีก

อ่านหนังสือให้มากเข้าไว้ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจหรือจำไม่ค่อยได้ แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงท่านไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกหรือสภาพจิตใจที่ดีขึ้น

ทุกความพยายามย่อมมีผล แม้จะนำตะกร้าหวายไปตักน้ำก็ยังมีปฏิกิริยาในแง่บวก

4/ ชามเปล่า

ลูกศิษย์ถามอาจารย์เซน "อาจารย์ครับ ผมเหนื่อยมาก ยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน แต่ไม่เห็นมีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักที"

อาจารย์นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะนำเอาชามเปล่าใบใหญ่ขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วนำเอาไข่ไก่ค่อยๆวางลงไปทีละฟองจนเต็ม

ลูกศิษย์บอกว่า "เต็มแล้วครับ ใส่ไม่ได้อีกแล้ว"

อาจารย์ตักข้าวสารมาเทใสอีก แล้วทุกช่องว่างก็ถูกอัดเต็มไปด้วยเม็ดข้าวสาร ลูกศิษย์เริ่มเข้าใจ

แล้วอาจารย์ก็ยกเอาแก้วน้ำค่อยๆเทน้ำใส่ลงไปในชามใบนั้นอีก น้ำค่อยๆซึมลงไปช้าๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าชามใบนั้นถูกเติมความจุอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ

อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า "คราวนี้เต็มหรือยัง"
ลูกศิษย์ไม่กล้าตอบ

อย่างไม่ได้คาดคิดมาก่อน อาจารย์หยิบเอาเกลือกำย่อมๆขึ้นมาค่อยๆโรยใส่ชามใบนั้น ก็ปรากฏว่าน้ำไม่ได้ล้นออกมาเลย

อาจารย์สรุปให้ลูกศิษย์ฟังว่า "ชีวิตเราก็เหมือนชามเปล่าใบหนึ่ง เรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็เหมือนสิ่งที่เราใส่เข้าไปในชามเมื่อสักครู่นี้ เรื่องสำคัญเรื่องจำเป็นต้องใส่ให้เต็มก่อน เรื่องเล็กเรื่องน้อยค่อยว่ากันทีหลัง หากชีวิตมัวแต่ไปสนใจแต่เรื่องจุกจิกหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆเป็นหลัก แล้วจะเอาพื้นที่ที่ไหนมาบรรจุเรื่องสำคัญหรือเรื่องจำเป็น"

จะวางอะไรใส่ไปในเส้นทางชีวิตก่อนหรือหลัง ตรึกตรองให้ดี เพราะมันมีผลต่ออนาคตแน่นอน

5/ กล่องเปล่า

สุนัขจิ้งจอกกับลิงไม่มีอาหารตกถึงท้องเป็นเวลาหลายวันมาแล้ว เลยพากันไปกราบไหว้พระพุทธรูปให้ท่านช่วยเหลือ

พระพุทธรูปตรัสว่า "มีกล่องอยู่สองใบวางอยู่บนหิ้ง ใบหนึ่งบรรจุอาหารไว้เต็ม อีกใบเป็นกล่องเปล่า พวกเจ้าจะเลือกเอากล่องใบไหน"

สุนัขจิ้งจอกมองดูกล่องทั้งสองใบอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า "สงสัยจะเป็นกล่องเปล่าทั้งสองใบ"

กล่องใบหนึ่งรีบตอบว่า "ข้าไม่ใช่กล่องเปล่านะ"

พอสุนัขจิ้งจอกได้ยินเช่นนั้น ก็คว้าเอากล่องอีกใบไปทันที และก็ปรากฏว่ากล่องใบนั้นบรรจุอาหารไว้เต็มจริงๆ

เมื่อมองดูท่าทีของลิงที่งุนงงเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก สุนัขจิ้งจอกจึงบอกลิงว่า
"กล่องที่มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น ที่จะกลัวว่าคนจะนินทาเขาเป็นแค่กล่องเปล่าที่ไร้คุณค่า"

คนไร้กึ๋น มักวางความฉลาดไว้ที่ปาก
แต่คนมีกึ๋น จะวางความฉลาดไว้ที่ใจ

"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง

17/04/2019

มีเรื่องเล่าว่า ...

วิศวกรออกแบบรถได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชอบ
เป็นที่ยกย่องของทุกฝ่าย.

จนกระทั่งรถมาถึงห้อง
โชว์รูม
ถึงได้รู้ว่า...
รถสูงเกินประตูทางเข้าโชว์รูม

วิศวกร ช่างสี ตลอดจน
ทุกฝ่ายและ Ceo ผู้บริหารต่างสับสน&ผิดหวัง

วิศวกรบอกจะทุบฝาผนังบนวงกบประตูทางเข้าเพื่อเอารถเข้า แล้ว
ซ่อมประตูทางเข้าใหม่ทีหลัง

ช่างสี บอกว่าดันรถเข้าไปก่อนแม้จะมีรอยขีดข่วนบ้าง
ก็สามารถโป้วสีทำใหม่ทีหลังให้เหมือนเดิมได้

Ceo ไม่เห็นด้วยกับแนว
คิดเหล่านี้
เพราะมองว่าเป็นสัญญาณเลวร้าย

ยามเฝ้าประตูสังเกต
ความวุ่นวายเหล่านี้อยู่
พักหนึ่ง

จึงค่อยๆถ่อมตัว
เข้าหา Ceo เพื่อขออนุ
ญาตเสนอแนวคิด

ยังความแปลกประ
หลาดใจให้ทุกฝ่ายที่มอง
อยู่

ยามบอกว่า
"รถมันสูงกว่าประตูแค่2นิ้วเอง
วิธีแก้ง่ายนิดเดียว แค่ปล่อยลมยางล้อรถออก รถก็จะต่ำลงแล้วจะ
เข้าประตูได้"

ทุกคนปรบมือให้ยาม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
จงอย่ายึดมุมมองหรือแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญ
ร่ำไป
เวลาแก้ปัญหา จงมองหาแนวคิด
หรือมุมมองของชาวบ้านธรรมดาบ้าง.

ปัญหาต่างๆที่ประ
สบในชีวิตมักคล้ายคลึงกัน

ขอให้คิดแบบ
เรียบง่ายเสียก่อนเพราะพื้นเพมนุษย์เป็นสุขอยู่กับความเรียบง่ายอยู่แล้ว

แค่ปล่อยลมแห่งความโกรธ
ลมแห่งความผิดหวัง
ลมแห่งอัตตาออกเสียบ้าง
แล้วปรับท่าทีที่ยืดสูงเกินไปลงมาเสียบ้าง ทุกอย่างก็แก้ไขได้.

"ชีวิตนี้น่าจะงดงาม"
"พึงเป็นสุขกับทุกขณะจิต"
"ฤดูกาลย่อมเปลี่ยน"
"สถานะการณ์ย่อมเปลี่ยน"

18/01/2019

“แตงโมครึ่งซีก..ในชีวิตคู่”

บ่ายวันหนึ่ง…

ผมเลิกงานกลับบ้าน ร้อนจนเหงื่อโชก เปิดตู้เย็น

พบแตงโมแช่เย็นอยู่ครึ่งซีก ดีใจจนคว้าออกมา แทะกินจนเรียบ

ครู่ต่อมา…

ภรรยาผมก็กลับมาถึงด้วย เข้าประตูก็บ่น “กระหายน้ำ ร้อนมาก!”

เธอเปิดตู้เย็น และชะงัก ผมบอกเธอว่า แตงโมซีกนั้นผมกินไปแล้ว สีหน้าเธอมีแววไม่พอใจ

รีบเอาถ้วยไปรินน้ำ หยิบกระติกขึ้นมา ก็พบว่าในกระติกแห้งสนิท!

เธอพูดขึ้นมาทันที “เธอกลับบ้านมาก่อนทำไมไม่ต้มน้ำไว้บ้าง มัวทำอะไรอยู่?”

ผมโกรธบ้าง “แล้วทำไมอะไรๆ ก็ต้องให้ฉันทำ?”

เราสองคนทำสงครามเย็นกันอยู่เป็นอาทิตย์ กว่าจะยอมคืนดีกัน

วันเสาร์ ผมกลับบ้านพ่อแม่ไปคนเดียว

พอเห็นหน้า ทั้งคู่ก็ถามว่า “ทำไมไม่เห็นเมตตามาเลยอาทิตย์นี้?”

ผมเล่าเรื่องที่โกรธกันให้ฟัง แม่ฟังแล้วตำหนิผม

“ทำอะไรไม่ควรห่วงแต่ตัวเอง ควรใส่ใจคนอื่นบ้าง”

ผมไม่เห็นด้วย “แค่กินแตงโมไปครึ่งซีก จะอะไรนักหนา?”

พ่อหัวเราะ “แกไม่ต้องแก้ตัว พรุ่งนี้วันอาทิตย์ พากันมากินข้าวที่นี่นะ”

รุ่งขึ้น ผมพาครอบครัวมาหาพ่อแม่…

พอเข้าบ้าน พ่อก็ใช้ผมไปซื้อน้ำส้มสายชู พอผมกลับมา

พ่อบอกให้เมตตาพาลูกออกไปข้างนอกก่อน บอกแล้วพ่อก็เอาแตงโมครึ่งซีกมาให้ผม

“แกร้อนซะเหงื่อโชก กินแตงโมดับกระหายหน่อยเถอะ”

แตงซีกนั้นใหญ่ทีเดียว น่าจะหนักราวกิโลสองกิโลได้ พ่อส่งช้อนให้คันหนึ่ง

“กินไม่หมดก็เหลือไว้ให้เมียแกกินบ้าง”

ผมหยิบช้อนแล้วก็ตักกินใหญ่ กินไม่ถึงครึ่งก็พุงกาง

หลังกินอาหารเที่ยง…

พ่อเอาแตงโมงสองซีกออกมาวางบนโต๊ะ บอกผมว่า “แกดูทีซิว่า มันต่างกันตรงไหน?”

ผมงง ดูอย่างละเอียด ซีกหนึ่งเป็นซีกที่ผมกินไป อีกซีกก็ถูกกินไปด้วย

ดูอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นว่ามันต่างกันอย่างไร จึงส่ายหัว

พ่อชี้ให้ดูแตงแล้วอธิบายว่า…

“ซีกนี้แกกิน อีกซีกนี่เมตตากิน พ่อบอกแกทั้งสองว่า ถ้ากินไม่หมดให้เหลือไว้

ดูสิว่าเมียแกใช้ช้อนกินยังไง เธอเริ่มตักจากตรงกลาง กินไปถึงขอบครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งไม่ถูกแตะต้อง

แล้วดูของแกนี่ แกควักกินเนื้อตรงกลางจนหมด เหลือขอบไว้ให้คนอื่น

ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเนื้อแตงโมหวานตรงกลาง?

จากเรื่องเล็กๆ เรื่องนี้ ก็เห็นได้ว่าเมตตามีใจใหญ่กว่าแกมาก”

ผมหน้าแดงทันที พ่อพูดอย่างมีความหมายว่า…

“คนสองคนอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต จะมีเรื่องสำคัญอะไรนัก? ความรักความใส่ใจระหว่างผัวเมียอยู่ที่ไหน?

มันก็อยู่ในน้ำมันหยดเดียว..ข้าวช้อนเดียว..น้ำแกงทัพพีเดียว..คราวก่อนแกโกรธกันเรื่องกินแตงโม

แล้วยังมีข้ออ้างมากมายทั้งที่เป็นฝ่ายผิด ถ้าเมตตาเป็นฝ่ายกลับถึงบ้านก่อน รับรองว่า เธอจะต้องเก็บไว้ให้แกครึ่งหนึ่ง”

“อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กที่ไม่สำคัญ แต่มันสะท้อนให้เห็นหัวใจคน แตงโมชิ้นเดียวนั่นแหละให้ความรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

หัวใจคนต่อให้เย็นชาแค่ไหน แกค่อยๆ ให้ความอบอุ่น มันจะร้อนขึ้นสักวัน หรือหัวใจที่ต่อให้ร้อนเท่าไร

แกสาดน้ำเย็นใส่ทีละช้อน..ทีละช้อน สักวันก็จะทำให้เย็นลงโดยสมบูรณ์

คิดดูนะ ถ้าเมตตาเป็นเหมือนแก ทำอะไรไม่เคยใส่ใจ นานวันเข้า แกจะรู้สึกยังไง?”

……………………………
คำพูดคำเดียวนั้นปลุกคนตื่นโดยแท้ ผมพบในทันใดว่า

รองเท้าแตะที่วางไว้ให้ทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน..น้ำชาที่ชงไว้ให้..ร่มที่วางหน้าประตูยามฝนตก

ล้วนแล้วแต่เป็นความรักความใส่ใจของเมตตา แต่ผมกลับไม่เคยเห็น ไม่รู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา …

คิดแล้วก็ละอาย รีบยกชามเกี๊ยวมาให้เมตตา “เธอกินก่อนเถอะ”

เธอหัวเราะ “ไม่ต้องมาทำไก๋ต่อหน้าพ่อกับแม่”

พ่อก็หัวเราะ “ถ้าทำไก๋อย่างนี้ได้ทั้งชีวิตก็ถือว่าเป็นสามีที่ดีนะลูก”

ในใจมีรัก ความรักนั้นต้องให้กันและกัน เราพึงใส่ใจอีกครึ่งของเรา

อย่าคิดว่าทุกปัญหาเป็นการหาเรื่องโดยไร้เหตุผล ลองคิดถึงความผิดของตนดู

ใช้ชีวิตธรรมดาของตนให้ดี ใส่ใจคนในครอบครัว อย่ามัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่น

ความสุข..ไม่ได้อยู่ที่บ้านใหญ่เพียงใด แต่อยู่ที่เสียงหัวเราะในบ้านหวานแค่ไหน

ความสุข..ไม่ใช่ได้ขับรถหรูเพียงใด แต่อยู่ที่ขับรถกลับถึงบ้านได้ปลอดภัย

ความสุข..ไม่ใช่มีคนรักสวย แต่อยู่ที่รอยยิ้มของคนรักสดใสเพียงใด

ความสุข..ไม่ได้อยู่ที่ได้ฟังคำหวานมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ยามโศกเศร้าเสียใจ..มีคนบอกฉันว่า ไม่เป็นไร ยังมีฉันอยู่..

อย่ามัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นในโลกโซเชียล จนห่างเหินกับคนในครอบครัวนะครับ

Via : Internet / เพื่อนส่งมาใน Line

05/12/2018

I read the below post several times before, but still eager to carefully read it again when someone share it again and again to me!
ฉันเคยอ่านเรื่องราวข้างล่างนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ฉันยังคงอยากอ่านมันอีก เมื่อมีใครก็ตามส่งมาให้อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก!
A 24-year old boy looking out through a train's window shouted,
เด็กหนุ่ม อายุ 24 ปี ทอดสายตามองไปที่หน้าต่างรถไฟ และตะโกนร้องว่า
Dad, look, "the trees are going behind; they are moving very fast"
พ่อ ดูนี่ซิ “ต้นไม้มันวิ่งไปข้างหลัง มันวิ่งเร็วมากเลยนะ”
his Dad simply stared at him with so much joy and smiled!
ผู้เป็นพ่อได้แต่จ้องมองเขาเขม็งด้วยแววตาเปี่ยมสุขและเปื้อนรอยยิ้ม
A young couple seated nearby looked at the 24-year old and thought to themselves,
คู่สามี-ภรรยาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ มองเด็กหนุ่ม อายุ 24 ปีคนนี้ และคิดในใจ
he's so grown up but so childish, he must have a mental disorder for his father not to be bothered.
อะไรกัน โตขนาดนี้แล้ว ยังทำตัวเหมือนเด็ก สงสัยจะมีปัญหาทางจิต ดูซิ แม้แต่พ่อเค้ายังไม่สนใจเลย
Suddenly the young man exclaimed again;
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มอุทานเสียงดังขึ้นมาอีก
Dad, look, "the clouds are running with us"
พ่อ ดูโน่น “ก้อนเมฆมันวิ่งมากับพวกเราด้วย”
the couple could not resist and said to the old man,
คู่สามี-ภรรยาอดใจไม่ไหว จึงพูดกับผู้เป็นพ่อว่า
why don't you take your son to a good doctor may be a psychiatrist?
ทำไมคุณไม่พาลูกชายไปหาหมอดี ๆ เช่น จิตแพทย์ ก็น่าจะดีนะ?
The old man smiled and said I just did.
ชายชราผู้เป็นพ่อยิ้มและตอบว่าผมเพิ่งพาไปครับ
We are just coming from a doctor but not a psychiatrist ;
เราเพิ่งพบแพทย์กันมาแต่ไม่ใช่จิตแพทย์หรอกครับ
we are just coming from the hospital.
เราเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลกันครับ
My son was blind from birth.
ลูกชายผมตาบอดมาแต่กำเนิด
He just got his sight today for the very first time,
เค้าเพิ่งจะมองเห็นวันนี้เป็นครั้งแรก
his behavior may seem stupid to you, it's more than a miracle to me.
พฤติกรรมของเค้าอาจจะดูงี่เง่าสำหรับพวกคุณ แต่มันคือปาฏิหารย์สำหรับผมครับ
The young couple just sat down there, lost for words
คู่สามี-ภรรยา ต่างนั่งอึ้ง พูดไม่ออก
with a mixture of tears and shame in their eyes..
น้ำตาเอ่อท้น และรู้สึกเสียใจ-อับอายเป็นอย่างยิ่ง
Everybody on earth has a story;
ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างมีเรื่องราว
don't judge people so fast or jump into conclusion about their private affairs;
อย่าตัดสินผู้อื่นเร็วเกินไป อย่าด่วนสรุปสิ่งที่คุณไม่รู้จริงในเรื่องที่เป็นส่วนตัวของเขา
you don't know where they are coming from or what they have to deal with.
คุณไม่มีทางทราบหรอกว่าเขามีความเป็นมาอย่างไร หรือเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง
The truth behind their story might surprise you.
เมื่อความจริงเบื้องหลังเรื่องราวของเขาถูกเปิดเผย คุณอาจจะแปลกใจ
Take it easy with others, even if you have a perfect life.
โปรดทำตัวสบาย ๆ กับคนอื่น (นัยคือ อย่าคิดไม่ดี อย่าหาเรื่อง) แม้ว่าคุณจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
Let us keep working towards the good of all.
โปรดช่วยกันทำสิ่งดี ๆ ต่อกัน
This story inspired me and I have shared it with you to inspire you too.
เรื่องราวนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับฉัน และฉันขอส่งเรื่องนี้มาให้คุณเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คุณด้วย
I hope you will share it to inspire others.
ฉันหวังว่าคุณจะเผยแพร่มันออกไปเพื่อสร้างแรงบันดาลใจคนอื่น ๆ ต่อไป

27/10/2018

น้ำใจสร้างคน!!

มีหญิงสาวคนหนี่ง
ด้วยฐานะยากจนเธอจึงมาทำงานในเมืองด้วยอาชีพรับจ้าง ใครจ้างอะไรก็ทำ
มีวันนึง..มีคนจ้างไปซักผ้าผู้หญิงพึ่งคลอด
เป็นครอบครัวมีฐานะ เค้าจ้างให้ซักผ้าอ้อม5วันเพราะแม่บ้านเค้าลากลับบ้านด่วน
ขณะซักผ้าอยู่ แม่สามีแม่ลูกอ่อนได้มายืนดูการซักผ้าเหมือนเฝ้ากลัวจะโขมยของ กระทั่งวันสุดท้ายอยู่ๆเค้าก็มาบอกว่า...ตุ้มหูทองเค้าหาย ขอค้นตัว แต่ไม่เจอ
ถ้าแกเอาไปก็เอาคืนมา ถ้าตุ้มหูฉันไม่เจอฉันจะไม่ให้เงินค่าจ้างแก??
ฉันไม่ได้ขโมยนะคะ คุณยืนเฝ้าตลอดเวลาจะไปเอาตอนไหน?? เรื่องถึงประมุขของบ้าน...เอาเงินให้เค้าไป...ประมุขของบ้านสั่ง

ภรรยาโยนเงิน150หยวน ลงพื้น
ประมุขของบ้านไม่พูดอะไรมองคนโยนเงิน
แล้ว ค่อยๆก้มลงเก็บเงินให้คนรับจ้างซักผ้า แล้วควักเพิ่มอีก500หยวน
เธอฟังฉันนะ จริงอยู่เธอยากจนในวันนี้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปเธอจะไม่มีเหมือนเรามีในวันนี้...ทุกอย่างต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน,ความขยันและอดออม อายุเธอยังน้อยเธอถูกล่าวหาว่าขโมยตุ้มหูเมียฉันๆมองแล้วเธอไม่มีสันดานแบบนั้นหรอก เงิน500หยวนมันจะเป็นเงินทุนให้เธอได้ลืมตาอ้าปากได้หากเธอมีพรสวรรค์และพรแสวง เงินนี้มันจะทำให้เธอเหมือนเดิมหากเธอเก็บไว้เฉยๆ เงินนี้มันจะพาเธอสบายหรือลำบากขึ้นอยู่กับการใช้ เลือกเอาจะทำงานต่ำต้อยตลอดไปหรือจะกล้าได้กล้าเสียเพื่ออนาคตที่ดีกว่านี้!!! ไปได้ ขอบใจที่มาช่วย

นางกำเงิน650หยวน คิดวนไปเวียนมา...ว่าประมุขบ้านนี้กำลังสื่ออะไร ท้องก็ร้อง หิวก็หิว หนาวก็หนาว ในเมืองนี้ไม่มีขายอาหารที่บ้านนางมีเลย นางหิวมากและอยากกินเหลือเกิน... นางเดินเข้าร้านขายบะหมี่ ขอซื้อบะหมี่สักชามแก้ความหนาวหน่อยเถอะ ได้บะหมี่ชามใหญ่ใสๆน้ำซุปกลมกล่อมก็จริง..แต่สู้ของที่บ้านนางไม่ได้เลย
อร่อยกว่าเยอะ กินไปก็คิดถึงคำพูดของนายท่านนั้นไปด้วย หัวคิด ปากเคี้ยว ตามอง หม้อก๋วยเตี๋ยว การตีแป้ง อุปกรณ์ไม่เยอะ ทำคนเดียวได้นี่ ปิ๊งงงง!!!
ลงทุนซื้อหม้อ3ใบ ไม่ถึง100หยวน จานชามตะเกียบและอุปกรณ์ต่างๆไม่น่าเกิน50หยวน เราถูกแม่เคี่ยวเข็ญให้นวดแป้งจนรู้เทคนิคการทำให้แป้งเหนียวนุ่ม เรามีสูตรของครอบครัวเราใครมากินก็ชมว่าอร่อย ซุปหม้อแรกทำแบบทุกคนที่นี่กิน ซุปหม้อที่2ทำซุปของหมู่บ้านเรากิน อีกหม้อควรเป็นน้ำซุปตระกูลเรากิน...

ว่าแล้วนางก็รีบกิน กินแล้วนางก็ตรงดิ่งไปตลาดซื้อหม้อ3ใบ กระทะใหญ่1ใบ เตา4อัน ชามก๋วยเตี๋ยวเลือกขนาดใหญ่สีน้ำเงินแพงนิดหน่อยแต่สวยดีซื้อมา 30ใบ ตะเกียบ100คู่ เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว แป้ง พริกแห้ง น้ำมันและอื่นๆหมดเงินไป220หยวน ได้ของครบ ของได้แล้วแต่ร้านยังไม่ได้ทำไงดี??
นางเดินหาร้าน2วัน เจอร้านนึงเปิดให้เช่าค่าเช่า100หยวนต่อเดือน ร้านเล็กๆแต่สภาพยังดี ทำความสะอาดให้ดีๆ แล้วซื้อโต๊ะ-เก้าอี้ไม้ไผ่วางได้6โต๊ะ เก้าอี้ได้24ตัว
มีเด็กสาวมาขอทำงานด้วยช่วงที่นางกำลังทำความสะอาดร้าน นางก็กำลังต้องการคนช่วยพอดี จึงให้เดือนละ50หยวนก่อน..หากขายดีค่อยจ้างประจำและเพิ่มคน
นางตกแต่งร้านด้วยมือนางเอง..ใช้เวลาตกแต่งร้าน1อาทิตย์ใช้ไม้ไผ่มาขัดแล้วแขวนไว้ปกปิดรอยดำของผนังมีพริกแห้ง ข้าวโพดแห้ง หัวหอมมัดประดับไว้และถือเป็นที่เก็บไปด้วยเลย กลางวันจัดร้าน กลางคืนเคียวน้ำซุปเข้มข้น และทดลองกินดู นางทำก๋วยเตี๋ยว..แม่นางได้ชิมก็บอกเสมอว่าอร่อย
เมื่อถึงเวลาเปิดร้าน นางไปจ้างให้เค้าเขียนป้ายให้10แผ่น เอาไปแปะทั่วตลาด "ร้านบะหมี่พื้นเมืองเปิดใหม่ ฟรีบะหมี่รสชาติฉงชิ่ง เผ็ดเข้มหายหนาว"

ได้ผลคนมาทานบะหมี่ที่ร้านจนนางทำไม่ทัน บะหมี่หมดภายในครึ่งวัน ลูกน้องนางแนะนำให้ทำเพิ่มอีก
แต่นางไม่ทำ "วันนี้เราขายได้100ชาม ฟรี100ชาม เราจะทำโปรแบบนี้อีก7วัน " บะหมี่ราคาชามละ1.5หยวน ต้นทุนไม่ถึง0.5หยวน คนได้กินบะหมี่รสชาติจัดจ้านแล้วของหมู่บ้าน และอีกรสชาติเข้มข้นของครอบครัวเรา
7วันนี้คงทำให้คนเปิดใจทานรสชาตินี้ได้แน่ๆ เราต้องไม่ขี้เหนียวน้ำซุป ใครๆก็ทานได้อิ่ม...
เปิดได้10วันนางก็คืนทุนทั้งหมดที่ลงไป แต่นางก็ยังไม่เพิ่มปริมาณของ แต่ลูกค้านางเพิ่มทุกวัน และซุปหมู่บ้านนางขายดีมาก ยิ่งวันไหนหนาวๆยิ่งขายดีมาก นางรับคนงานชายเพิ่มอีก1คน และเพิ่มค่าจ้างให้เด็กสาวที่มาช่วย นางปรับจ้างเดือนละ80หยวน กินกับนาง ทุกวันนางให้พิเศษลูกจ้างด้วยการให้ห่อบะหมี่กลับบ้านได้คนละ2ห่อ คนงานชายหน้าที่นวดแป้ง ทำเส้นให้นางที่หลังบ้าน ดูน้ำซุป คนงานหญิงล้างจานเสริฟ ส่วนตัวนางเองทำทุกอย่าง กิจการรุ่งเรืองมากคนรอเข้าแถวกินบะหมี่นาง นางไม่ได้แถมบะหมี่แล้วก็จริง..แต่นางแถมถั่วต้มเค็มบนโต๊ะ ถ้วยเล็กๆมันได้ผลมาก ลูกค้าติดใจถั่วต้มเค็มนาง

แล้ววันนึงคนที่นางรอคอยก็มายืนตรงหน้านาง...

ได้ยินข่าวว่าบะหมี่หมู่บ้านนี้รสชาติจัดจ้านมาก ขอสักชามนะ นางโค้งตัวรับคำสั่งแล้วทำอย่างสุดใจ นางทำมาทั้งหมดที่นางมี3น้ำซุปในร้าน ท่านค่อยๆดื่มน้ำซุปของนางไปอย่างอร่อย
เหนื่อยมั้ย?? คำถามสั้นๆแต่รู้สึกอยอุ่นไปถึงสะดือ

นางกำ650หยวนไว้ในมือยื่นให้ท่านดู นางแจงไปว่าหลังจากที่ลงทุนทุกอย่างนางเหลือเงินในมือ 80หยวน จ่ายค่าเช่า2เดือน เหมือนเงินที่ท่านให้มาลงทุนหมดหน้าตัก ไม่คิดว่าจะขายไม่ดีเพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองทำอร่อยทำเหมือนที่ตัวเองกิน เน้นความสะอาด เน้นให้เค้าอิ่ม เน้นให้เค้ามาได้บ่อยๆ และเพิ่มเติมความรู้สึกด้วยการให้ของเล็กๆน้อยๆเช่นถั่วต้มเค็ม นอกจากจะได้ถั่วต้มเค็มแล้วคนขายถั่วยังปลูกผักชีให้ด้วย รับซื้อผักจากเค้าทั้งหมด เค้าจะล้างมัดให้เรียบร้อยแล้วถึงเอามาส่ง ลูกน้องก็เลี้ยงไก่มาขายให้ทำน้ำซุป ร้านขายแป้งก็จะมาส่งแป้งถึงที่ คนส่งแป้งขอให้ภรรยามาทำงานด้วยช่วยล้างจาน และทำความสะอาดร้านให้ เพราะนางพูดไม่ได้ หนูรู้สึกดีใจที่หนูหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่มีคนช่วยเหลือหลายคน

ท่านกล่าวว่า " ยินดีด้วยที่ประสบผลสำเร็จนะ รักษาความสำเร็จนี้ไว้ให้ได้

อดออมและยื่นโอกาสให้คนอื่นถ้ามีกำลังและโอกาส

ฉันให้เธอในวันนั้นเพราะฉันดูมือเธอ ซักผ้ามากมายแต่มือไม่แตกแสดงว่าเธอรู้จักดูแลตัวเอง ผิดกับคนบ้านนอกคนอื่นที่สกปรกไม่รู้จักดูแลตัวเอง

ความสำเร็จนี้มาจากเธอฉันแค่ยื่นโอกาสให้เธอเท่านั้น

แต่การเดินไปมันคือหน้าที่ของเธอต่างหาก

ท่านจ่ายค่าบะหมี่ 100หยวน
แม้เธอจะคิดว่าฉันมีบุญคุณต่อเธอก็ตาม เมื่อเธอเปิดกิจการฉันมาอุดหนุนเธอ
มาให้กำลังใจ ไม่ได้ต้องการมากินฟรีฉันต้องการมาอุดหนุนและที่ฉันให้เธอ100หยวน เพราะจะแสดงให้เธอรู้ว่า

" ค้าขายต้องซื่อสัตย์ ต้องรู้จักให้ อย่าคิดแต่จะเอา ฉันสั่งก๋วยเตี๋ยวชามเดียวแต่เธอทำให้3ชาม

แสดงว่าเธอใจกว้าง เก็บ100นี้ไว้ มันคือเงินของเมียฉันที่เค้าว่าเธอขโมยตุ้มหู เค้าละอายใจ เค้าพบตุ้มหูแล้ว ราคาตุ้มหู50หยวน แต่เค้าจ่ายให้เธอ95หยวนอีก5หยวนคือค่าบะหมี่เธอ"

นางขายบะหมี่จนตั้งตัวได้
มีสามีแต่ไม่มีลูก ปัจจุบันอายุ80ปีแล้ว กิจการตกทอดให้กับเด็กสาวที่มาของานทำในวันนั้น
บะหมี่ฉงชิ่ง ณ อำเภอฉางผิง อาตี๋เล่าประวัติของญาติห่างๆของคุณย่าให้ฟัง แม่เลยเอามาถ่ายทอดให้คนได้อ่านยาวๆๆ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ

ที่อยู่

Klong Toey

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สั่งจิตทำงาน เพื่อความร่ำรวยที่ยั่งยืนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์