ปรีชาเวชภัณฑ์ ทางเข้าบขส.ลพบุรี

ปรีชาเวชภัณฑ์ ทางเข้าบขส.ลพบุรี ยินดีให้คำปรึกษาด้านยา
ขายปลีกยา เวชภัณฑ์
ไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือ อาหารเสริม

15/03/2026

ตอนเช้าหน้าท้องแบนราบ แต่ตกเย็นท้องพองจนต้องปลดกระดุม...ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยคุณไม่ได้อยู่ค.....

14/03/2026

ภาวะอ้วน คือศัตรูตัวฉกาจของการนอนเลย
รบกวนการนอนแทบจะทุกกลไก
(มีอ่านเพิ่มใน comment)


เพราะอะไร?


1️⃣ ไขมันบริเวณคอด้านหน้ามีมากขึ้น
➜ เนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจหนาขึ้น
➜ เมื่อนอนหงาย น้ำหนักของเนื้อเยื่อเหล่านี้จะกดลงบนทางเดินหายใจส่วนบน
➜ ช่องทางที่อากาศต้องผ่านจึงแคบลง

เหมือนท่อที่ถูกกดบีบจากด้านนอก ยิ่งแรงกดมาก อากาศก็ยิ่งผ่านได้ยากขึ้นค่ะ


2️⃣ ไขมันแทรกในเนื้อเยื่อลิ้นมากขึ้น
➜ ลิ้นจึงมีขนาดใหญ่และหนาขึ้นกว่าปกติ
➜ เวลานอนหงาย แรงโน้มถ่วงจะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลัง
➜ พื้นที่ที่อากาศต้องผ่านจึงแคบลงมาก
➜ อากาศเข้าออกได้ลำบาก และเกิดเสียงกรนตามมา

หลายคนไม่รู้ว่าลิ้นเองก็สามารถมีไขมันแทรกอยู่ได้เหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกาย ยิ่งน้ำหนักมาก โครงสร้างเล็กๆ ในช่องปากก็ยิ่งเบียดกันมากขึ้นค่ะ


3️⃣ ไขมันในช่องท้อง (VAT) เพิ่มขึ้น
➜ ความดันในช่องท้องสูงขึ้น
➜ เวลาหายใจเข้า กะบังลมต้องเลื่อนตัวลงมาเพื่อให้ปอดขยาย
➜ แต่แรงดันจากช่องท้องดันกลับขึ้นมา ทำให้กะบังลมขยับได้ไม่เต็มที่

ยิ่งตอนนอนราบ แรงโน้มถ่วงที่ช่วยดึงอวัยวะลงด้านล่างก็แทบไม่มี
ปอดจึงขยายตัวได้น้อยลง หายใจได้ตื้นกว่าปกติค่ะ


4️⃣ ถ้าทางเดินหายใจตีบมากพอ
➜ ร่างกายจะพยายาม “ดึงอากาศเข้า” อย่างแรง
➜ เกิดการหายใจเฮือกเป็นช่วงๆ
➜ ความดันลบในทรวงอกเพิ่มขึ้น
➜ ผนังหัวใจถูกดึงและยืด

หัวใจจึงตีความเหมือนมีเลือดคั่งอยู่มาก
➜ จึงหลั่งฮอร์โมนขับน้ำขับเกลือ (Atrial natriuretic peptide: ANP / Brain natriuretic peptide: BNP)
➜ ไตถูกสั่งให้ขับน้ำออกมากขึ้น

หลายคนจึงต้อง “ตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน” บ่อยกว่าปกติค่ะ


ผลสุดท้ายคือ
แม้นอนหลายชั่วโมง
แต่การนอนถูกสะดุดเป็นช่วงๆ ตลอดคืน

สมองจึงไม่ได้เข้าสู่ช่วงพักฟื้นเต็มที่
ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเลยรู้สึกเหมือนพักผ่อนไม่พอ
ทั้งที่นอนครบเวลาแล้ว


🌿 คนไข้จำนวนไม่น้อยที่ลดน้ำหนักลง
มักเล่าว่าคุณภาพการนอนดีขึ้นอย่างชัดเจน
บางคนถึงกับบอกว่าชีวิตเหมือนได้พลังกลับมาอีกครั้งค่ะ

แต่ถ้ามีอาการกรนดัง หยุดหายใจเป็นช่วงๆ
ควรไปตรวจการนอน (sleep test) ด้วยนะคะ

เพราะภาวะนอนกรนรุนแรงสามารถส่งผลต่อหัวใจ สมอง และหลอดเลือดได้ในระยะยาว


ปล. การนอนกรนไม่ได้เกิดจากน้ำหนักตัวอย่างเดียวค่ะ
บางคนเกิดจากโครงหน้าแคบ ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต หรือโครงสร้างทางเดินหายใจเฉพาะบุคคลได้เช่นกันค่ะ

… สามารถอ่านเพิ่มใน comment ได้ …
1. ทำไมคนที่กรน ถึงมักตื่นมาแล้วคอแห้งมาก
2. ทำไมนอนตะแคง ถึงช่วยลดการกรนได้
3. ทำไมคนกรนบางคน ถึงเหงื่อออกตอนกลางคืน
4. วิธีควบคุมน้ำหนัก

14/03/2026

สงสัยไหมครับว่าทำไมเดินเยอะแต่ขาก็ยังอ่อนแรง? วันนี้ผมจะมาเฉลยความลับจากญี่ปุ่นว่าทำไมการเดินอย่างเดี....

14/03/2026

คุณถูกหลอกมาทั้งชีวิตว่าต้องกิน 3 มื้อ! คลิปนี้จะเปิดเผยความจริงที่จะเปลี่ยนร่างกายคุณไปตลอดกาล กับการกิ...

14/03/2026

30 วันที่หยุดกินน้ำตาลจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายและสมอง? มาหาคำตอบในวิดีโอนี้ที่ผมจะพาคุณไปเจาะลึกไทม์ไลน....

14/03/2026

คลิปนี้หมอหนึ่งจะมาเล่าเคสจริง ลดน้ำหนักไป 20 กิโล จาก 89 เหลือ 67 กิโล ด้วยการปรับการกินข้าวง่าย ๆ แถมมีเทคนิค....

24/02/2026

ชาย 62 ปี เบ่งอุจจาระแรง จนล้มตึงไป ปากเบี้ยว ตรวจพบเลือดออกกลางสมอง

“เช้านี้เค้าเข้าห้องน้ำเหมือนทุกวัน
แต่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ เค้าไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”


ชายอายุ 62 ปี มีโรคประจำตัวที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีคือ ความดันโลหิตสูง ซึ่งคุมความดันได้ไม่ดีเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค่าความดันตัวบนของเขามักอยู่แถว ๆ 160–180 mmHg มาโดยตลอด

นัดไปบ้างไม่ไปบ้าง รับยามาแล้วก็ไม่ค่อยกิน วันไหนที่รู้สึกเวียนหัว คิดเอาเองว่าความดันขึ้น ถึงจะค่อยกินยา ดังนั้นกินจริงๆ คือน้อยมาก


วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก การไปวัดความดันแล้วเจอว่าความดันประมาณนี้ ก็คิดว่าเป็นปกติของตัวเองแล้วค่ะ รู้สึกผิดปกติ อาการอะไรแปลกๆ เค้าจะค่อยกินยา

ช่วงหนึ่งเดือนมานี้ เขามีปัญหาเรื่องท้องผูก เข้าห้องน้ำค่อนข้างนาน ภรรยาว่าจะพาไปส่องกล้องตรวจเพิ่มเติม และกลับไปรักษาความดันต่อ แกก็ปฏิเสธ


เช้าวันเกิดเหตุ แกเดินเข้าห้องน้ำเหมือนทุกวัน แต่ภรรยารู้สึกว่าแกเบ่งดังกว่าปกติ หลายรอบติดกัน

ซักพักก็เงียบไป เหมือนได้ยินเสียงกระทบพื้นห้องน้ำ ภรรยาเลยรีบเข้าไปดู พบว่าแกนอนเอียงอยู่กับพื้นห้องน้ำ เรียกชื่อเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ แถมปากเบี้ยว

เธอรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที


ที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์ประเมินอย่างรวดเร็วแล้วพบว่าน่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จึงรีบส่ง CT สมองทันที


ผลคือมีเลือดออกในใจกลางสมองส่วนที่เรียกว่า
Thalamus แถมเลือดทะลักเข้าโพรงสมอง

ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่ง ‘ขาประจำ’ ของเลือดออกในสมองจากความดันโลหิตสูง (รองจาก Basal ganglia) เพราะเป็นตำแหน่งที่หลอดเลือดได้รับแรงเฉือนสูงสุด เมื่อทุกช่วงเวลาของชีวิต ความดันอยู่ในระดับสูงตลอด มันจะค่อยๆ ทำลายผนังไปเรื่อยๆ จนเส้นใยพัง กล้ามเนื้อเรียบที่เสริมความแข็งแรงอยู่ก็พัง

ในที่สุดมันจะโป่งออกเป็นกระเปาะเล็กๆ (Charcot-Bouchard aneurysm) ซ่อนตัวอยู่ในความเงียบ รอวันที่ความดันพุ่งขึ้นมาเฉียบพลัน จะฉีกกระเปาะนี้แล้วเลือดทะลักออกมา

ซึ่งผู้ป่วยรายนี้มีปัญหาท้องผูกและกลั้นเบ่งพอดี เพราะการกลั้นเบ่ง (Valsalva maneuver) พอคลายการเบ่งเมื่อไร ความดันจะพุ่งกระฉูดทันที

ซึ่งเดิมทีความดันผู้ป่วยก็สูงอยู่แล้ว ก็จะพุ่งขึ้นไปอีก ในที่สุดก็ฉีกกระเปาะที่มีไว้อยู่เดิมขาดแล้วเลือดออกท่วมสมองส่วน Thalamus ก้อนเลือดดันไปกดใยประสาทการเคลื่อนไหว (Internal capsule) ซึ่งทำให้เกิดการอ่อนแรงครึ่งซีกเฉียบพลัน


สิ่งที่อยากฝากไว้จากเคสนี้คือ

1️⃣ ความดันโลหิตสูง โคตรน่ากลัว มันกัดกินหลอดเลือดของเราทีละน้อย รู้ตัวอีกทีเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว ต้องคุมความดันทั้งการปรับพฤติกรรมแบบจริงจัง ถ้าถึงที่สุดแล้วปรับยังไงก็ไม่ลง ควรรับยาไปกินคุมอาการค่ะ ถ้าทุกอย่างเข้าที่แล้ว เดี๋ยวแพทย์จะลดยาแล้วสุดท้ายหยุดยาได้

2️⃣ ถ้าท้องผูก ควรปรับพฤติกรรมเคร่งครัดค่ะ
– กินผักผลไม้ (หวานน้อย) ที่มีเส้นใย
– ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลด ADH ทำให้ร่างกายไม่ดึงน้ำกลับมากเกินไป ส่งผลให้ก้อนอุจจาระไม่แข็งจนเกินไปค่ะ
– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– ถ้าท้องผูกมาก ควรพบแพทย์หาสาเหตุและใช้ยาระบายที่เหมาะสม

3️⃣ ถ้ามีอาการ
– ปวดหัวเฉียบพลันมากผิดปกติ
– หน้ามืด แขนขาอ่อนแรง
– พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว
หรืออาการใดที่ไม่ปกติแบบเฉียบพลัน
เรียกคนช่วย / โทร 1669 ทันที

22/02/2026

เคสหญิง 16 ปี ใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงมาตลอด 16 ปี จนกระทั่งรู้สึกว่าประจำเดือนไม่มาซักที จึงรู้ว่าภายหลังว่าตัวเองเป็น XY


ณ วันเกิดของเธอ แพทย์และผู้ปกครอง
ยืนยันชัดเจนว่าอวัยวะเพศภายนอกเป็นหญิงชัดเจน

จนกระทั่งเธออายุได้ 1 ขวบ
เริ่มมีไส้เลื่อนที่ขาหนีบ (Inguinal hernia)
หลังจากรักษาไปแล้ว

เวลาผ่านไปจนกระทั่งอายุ 14 ก็กลับมาเป็นซ้ำ
แต่ไม่มีเอกสารบันทึกไว้ว่า
ได้มีการตรวจละเอียดอะไร



👩 จนเธออายุ 16 ปี

เพื่อน ๆ รอบตัวเริ่มมีประจำเดือน
แต่เธอยังไม่มี พ่อแม่จึงมาปรึกษาแพทย์

ด้วยประวัติประจำเดือนยังไม่มา
ร่วมกับประวัติไส้เลื่อนแปลกๆ

แพทย์เลยตัดสินใจตรวจยกชุด
▪️ ช่องคลอดตื้น ปลายตัน
▪️ ไม่พบมดลูก
▪️ ไม่พบรังไข่
▪️ ตรวจโครโมโซม → 46,XY

ณ ตอนนั้น เธอได้ทราบความจริงแล้วว่า
เพศทางชีววิทยาเป็น XY

แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อ
เธอขอกลับไปชีวิตเหมือนเดิม
และไม่ได้กลับมา รพ. อีกเลย



👩‍⚕️ เวลาผ่านไปจนเธออายุ 31 ปี

เธอตัดสินใจมาพบแพทย์ที่ แผนกสูตินรีเวช
ณ โรงพยาบาลที่เป็นเจ้าของ case report นี้

โดยเธอไม่ได้มีอาการอะไรผิดปกติ
แต่อยากตรวจให้ครบ
และเคลียร์เรื่องของเธอตั้งแต่เด็ก

การตรวจร่างกาย
▪️สูง 166 นน. 55 รูปร่างเหมือนผู้หญิงทั่วไป
▪️ไม่มีขนที่ลับ ไม่มีขนรักแร้ ‘เลย’
▪️เต้านมเหมือนหญิงวัยผู้ใหญ่ทั่วไป (Tanner stage V)
▪️อวัยวะเพศภายนอกคือ ญ ทุกประการ
▪️ช่องคลอดตื้น และปลายตัน คลำไม่ได้ปากมดลูก
▪️คลำได้ก้อนที่ขาหนีบลึกๆ 2 ข้าง
(ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเหตุไส้เลื่อน)


ผลฮอร์โมนพบว่า testosterone เท่ากับเพศชาย
ผลตรวจอื่นๆ ทางภาพคล้ายกับที่เคยเจอ
คือไม่มีมดลูก ไม่มีรังไข่

และก้อนที่ขาหนีบนั้นน่าจะเป็นอัณฑะที่ไม่ลงถุง
เพราะไม่มี ‘ถุงอัณฑะให้ลง’ เพราะจุดนั้นเป็น
‘แคมใหญ่’ ไปเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งยืนยันโดยการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อน
พบว่าเป็นเนื้อเยื่ออัณฑะที่ฝ่อ
ยังไม่มีลักษณะของเนื้อร้าย


สรุปคือเธอถูกวินิจฉัยเป็นภาวะ
‘ฮอร์โมนเพศชายออกฤทธิ์ไม่ได้เลย
🧬 Complete Androgen Insensitivity Syndrome (CAIS)

เป็นภาวะที่
▪️ โครโมโซมเป็นชาย (46,XY)
▪️ ร่างกาย “ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชาย”
▪️ จึงพัฒนาเป็นรูปร่างผู้หญิงภายนอกทุกประการ
▪️ testosterone ที่ออกฤทธิ์ไม่ได้ สามารถเปลี่ยนเป็น estrogen แล้วออกฤทธิ์ได้ ทำให้มีการพัฒนาลักษณะทางเพศ เช่น เต้านม เหมือนหญิงทุกประการ
▪️ แต่ไม่มีมดลูกและรังไข่



แพทย์ได้อธิบายทั้งหมด
รวมถึงการพูดถึงอัณฑะที่ค้างว่าต้องตรวจติดตามต่อ
เพราะอัณฑะที่ค้างผิดที่มีความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น
ซึ่งเพิ่มตามอายุ อาจจะต้องตัดทิ้งและให้ฮอร์โมนทดแทน

แต่เธอรับรู้และไม่ได้ทำอะไรต่อ ณ ตอนนี้
และกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมต่อค่ะ

20/02/2026

🕛 หญิง 84 ปี แขนขวาอ่อนแรง เดินเซ เหมือนโรคหลอดสมองมาก แต่ไม่ใช่ ตรวจหาแทบตๅย สุดท้ายคิดไม่ถึงว่าเป็น “ซิฟิลิสขึ้นสมอง” ที่ซ่อนตัวมานาน
(เคสต่างประเทศ)


ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
คุณยายวัย 84 ปี เริ่มมีอาการแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
มาทีละอาการ แบบค่อยเป็นค่อยไป
▪️ เวียนหัว บ้านหมุน เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่
▪️ บางวันพูดไม่ชัดเหมือนลิ้นแข็ง
▪️ แขนขวาเริ่มอ่อนแรง
▪️ ปวดหัวเรื้อรัง
▪️ นอนไม่หลับ สมาธิสั้น

ตอนแรกครอบครัวคิดว่า “แก่แล้วก็เป็นแบบนี้แหละ” แต่พอผ่านไป 5–6 เดือน อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คุณยายเริ่มยืนเองไม่ได้ ทรงตัวได้ไม่กี่นาที ก็เหมือนโลกหมุน พูดไม่ชัดมากขึ้น แขนขวายกได้ไม่เต็ม


คือเดิมทีคุณยายมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ซึ่งรักษาอยู่ ญาติเริ่มกลัวว่า “นี่มันโรคหลอดเลือดสมองรึเปล่าหรือเปล่า” จึงรีบพาไป รพ


พอมาถึงโรงพยาบาล
แพทย์เริ่มตรวจระบบประสาททันที

สิ่งที่พบคือ
▪️ เดินลำบากมาก
▪️ ยืนเองได้ไม่เกิน 7 นาที
▪️ มีอาการบ้านหมุน
▪️ ตากระตุก (nystagmus)
▪️ ทรงตัวเสียทั้งตอนนิ่งและตอนเดิน
▪️ แขนขวาอ่อนแรงแบบไม่เต็มที่
▪️ พูดติดขัดคล้ายเหมือนไม่ค่อยเรียงประโยค (คล้าย aphasia)
▪️ ปวดหัวแบบกระจายทั่วศีรษะ
▪️ รู้สึกเหมือนมีไข้เป็นๆ หายๆ แต่ไม่แน่ใจ

คืออาการดูมีบางส่วนที่คล้ายหลอดเลือดสมองอยู่บ้าง ที่มันเลือกทำลายเฉพาะที่ (เช่น แขนขวาอ่อนแรงเฉพาะข้าง) แต่ดูอาการค่อนข้างกระจายมาก เหมือนโดนหลายระบบหลอดเลือด


แต่จุดที่ทำให้แพทย์ “สะดุด” จริงๆ
คือ คุณยายมีรอยแดงบริเวณจมูกและโหนกแก้ม
หน้าตาคล้ายผื่นปีกผีเสื้อ ซึ่งญาติก็บอกเป็นมาซักพัก
แล้ว แต่ไม่ได้เอะใจอะไร

และมีแผลเป็นผ่าตัดที่ จมูก และหลังหูขวา ญาติให้ข้อมูลว่า 2 เดือนก่อน คุณยายเพิ่งไปผ่าตัด “ก้อนเนื้อที่ผิวหนัง” แต่ไม่รู้ว่าเป็นชนิดอะไร


เอาล่ะ ยังไงก็ต้องตัดโรคหลอดเลือดสมอง
และโรคในกะโหลกที่พอจะตรวจได้ก่อนเลย

แพทย์ส่ง CT สมองผลคือ
ไม่พบเลือดออก
ไม่พบหลอดเลือดผิดรูป
ไม่พบ Stroke เฉียบพลัน

พบเพียงรอยโรคเป็นหย่อมๆ คล้ายโรคหลอดเลือดเล็กๆ ผิดปกติ ซึ่งอธิบายได้ด้วยความดันสูงเรื้อรัง อาจทำให้เกิดอะไรแบบนี้ได้ แต่ตำแหน่งก็ไม่ได้อธิบายอาการทั้งหมด


แพทย์จึงส่งตรวจเลือดชุดใหญ่
ผลเลือดพื้นฐานออกมาปกติแทบทั้งหมด
✔️ CBC ปกติ ไตปกติ ตับปกติ
✔️ น้ำตาลปกติ เกลือแร่ปกติ ไทรอยด์ปกติ

แต่มีค่าเดียวที่ชี้ว่ามีอะไรผิดปกติเรื้อรังอยู่จริง
⚠️ ESR สูงถึง 69 ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายมีการอักเสบจากอะไรบางอย่าง


แพทย์เริ่มคิดถึงโรคที่ทำให้ “หลอดเลือดสมองอักเสบ” เช่นกลุ่ม vasculitis

จึงส่งตรวจภูมิคุ้มกันหลายชนิดเลย พวกกลุ่มแอนติบอดีที่ทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง แต่ผลกลับออกมา ไม่พบอะไรเลย


ตรงนี้เองที่แพทย์เริ่มเปลี่ยนแนวคิดค่ะ เพราะถ้าไม่ใช่หลอดเลือดอักเสบจากภูมิคุ้มกัน
ก็อาจเป็นหลอดเลือดอักเสบจาก “การติดเชื้อ” และโรคติดเชื้อหนึ่งที่เป็นตำนานเรื่องการปลอมตัว คือโรคที่แพทย์เรียกกันว่า “The great imitator” คือมันชอบสร้างอาการที่เลียนแบบบบ หลายโรคมาก

ซึ่งก็คือซิฟิลิสที่ลุกลามเข้าสมองค่ะ
แต่ตอนแรกไม่ค่อยคิดถึงเพราะอายุคนไข้
มัก common ในคนอายุน้อยกว่านี้


แพทย์จึงส่งตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส
ผลออกมาก็นั่นแหละค่ะ เจอตัวซักที
✔️ VDRL 1:128
✔️ TPPA > 1:800


แพทย์รีบเจาะน้ำไขสันหลัง (lumbar puncture)
ผลพบว่า
✔️ โปรตีนสูง 99 mg/dl
✔️ เม็ดเลือดขาว 29 cells/mm³
✔️ น้ำตาลต่ำ 40 mg/dl

ซึ่งผิดปกติชัดเจนว่าเป็นการอักเสบในระบบประสาท
แน่นอนเพราะว่ามีเม็ดเลือดขาวเข้าไปเยอะ
ใช้น้ำตาลจนต่ำ (หรืออาจจะมีตัวอื่นช่วยใช้)


เพื่อหาหลักฐานขั้นสุดท้าย
แพทย์ส่ง MRI สมอง
MRI พบว่า
▪️ มีจุดขาดเลือดเป็นหย่อมๆ หลายจุดในสมองส่วน basal ganglia
▪️ มีเรืองแสงของหลอดเลือดเยื่อหุ้มสมองบริเวณกลีกหน้า-กะหม่อมซ้าย
▪️ มีสัญญาณผิดปกติแบบ T2/FLAIR hyperintensity ในเนื้อสมองบริเวณนั้น

ซึ่งพมรวมกันแล้ว ผู้ป่วยน่าจะโดนเชื้อซิฟิลิส ลุกลามถึงในหลอดเลือดที่วิ่งตามแนวเยื่อหุ้มสมอง แล้วมีลามเข้าเนื้อสมองใกล้ๆ จนเกิดอาการต่างๆ

แพทย์จึงวินิจฉัยว่า
🧠 ซิฟิลิสขึ้นสมองชนิดหลอดเลือดอักเสบ
(Meningovascular neurosyphilis)


และนี่คือจุดที่เคสนี้เปลี่ยนจาก “กำลังจะพิการ”
เป็น “กลับมาหายได้” แพทย์รีบเริ่มยาฆ่าเชื้อทันที

ผลคือคุณยายค่อยๆ ฟื้นกลับมา

อาการทางระบบประสาทดีขึ้น
อาการมึนงงและการทรงตัวกลับมา
ความจำดีขึ้น และในระยะติดตาม 6 เดือน
คุณยายไม่มีอาการเหลือเลย

ผลเลือดทางซิฟิลิสกลับเป็นลบ


🧩 สิ่งที่ได้จากเคสนี้นะคะ

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคที่ไม่ได้จบแค่ผื่น
หรือแผลอวัยวะเพศ

แต่ถ้าปล่อยไว้นานมากพอ
มันสามารถขึ้นไปถึงระบบประสาทได้

และเมื่อขึ้นสมองแล้ว
มันอาจปลอมตัวเป็น
▪️ Stroke
▪️ สมองเสื่อม
▪️ โรคจิตเวช
▪️ อารมณ์แปรปรวน
▪️ ความจำพัง
▪️ เดินเซ

โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ยิ่งทำให้คนรอบตัวเข้าใจผิดว่า “แก่แล้วก็เป็นแบบนี้”


สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่ากลัวคือ
ถ้าแพทย์หยุดแค่ CT แล้วสรุปว่าเป็นความดันสูง
คุณยายอาจค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ

แต่โชคดีที่แพทย์ไม่หยุด
และขุดต่อจนเจอ “ตัวจริง”


และนี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดค่ะ

บางครั้ง Stroke ที่ดูเหมือนหลอดเลือดตีบ
อาจเป็นหลอดเลือด “อักเสบ” จากการติดเชื้อ

และถ้าเจอทัน
มันรักษาหายได้จริงๆ ค่ะ

19/02/2026

กรมการแพทย์ สธ. เตือนให้สังเกตอาการป้องกัน “โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น”หากนอนกรนเสียงดังเป็นประจำ พบการหยุดหายใจ สำลักหายใจไม่ออกหรือต้องหายใจเฮือก หายใจสะดุดตื่นกลางคืน ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน ไม่สดชื่นหลังตื่นนอน หากเป็นบ่อยควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา
------------------------------
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea, OSA) นั้น มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนต้นยุบตัวตีบแคบลง ภาวะพร่องออกซิเจนและภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของสมองเป็นระยะ และไม่สามารถนอนหลับได้ รู้สึกไม่สดชื่น ปวดมึนศีรษะหลังตื่นนอน มีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทางด้านอารมณ์ อาทิ ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย สมาธิและความจำ เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดและทางเมตะบอลิกส์ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจวาย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเส้นเลือดสมอง ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง และกลุ่มอาการอ้วนลงพุง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากยานพาหนะหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

ที่อยู่

457
Lop Buri
15000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 22:00
อังคาร 08:00 - 22:00
พุธ 08:00 - 22:00
พฤหัสบดี 08:00 - 22:00
ศุกร์ 08:00 - 22:00
เสาร์ 08:00 - 22:00
อาทิตย์ 08:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66988962026

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปรีชาเวชภัณฑ์ ทางเข้าบขส.ลพบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ปรีชาเวชภัณฑ์ ทางเข้าบขส.ลพบุรี:

แชร์