Be Energized, Be You

Be Energized, Be You สัมผัสสุขภาพดี จากภายในสู่ภายนอก

โพสต์นี้อธิบายถึงการทำงานของฮอร์โมนแต่ละตัว ที่สัมพันธ์กับการนอน ฮอร์โมนตัวไหนหลั่งน้อยไปมากไปมีผลยังไงบ้าง เชิงลึกได้ดี...
28/06/2025

โพสต์นี้อธิบายถึงการทำงานของฮอร์โมนแต่ละตัว ที่สัมพันธ์กับการนอน ฮอร์โมนตัวไหนหลั่งน้อยไปมากไปมีผลยังไงบ้าง เชิงลึกได้ดีมากค่ะ

การนอนหลับเป็นกระบวนการพื้นฐานของร่างกายที่มีความสำคัญต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างยิ่งยวด

ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดพัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาทและฮอร์โมน เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ซ่อมแซม และปรับสมดุล

ในเชิงจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ มีหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่า “คุณภาพของการนอน” มีผลโดยตรงต่ออารมณ์ การตัดสินใจ การควบคุมความเครียด และความสามารถในการปรับตัวต่อปัจจัยกดดันในชีวิตประจำวัน ผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพ มักพบว่าตนเองมีความเปราะบางทางอารมณ์มากขึ้น อารมณ์แปรปรวนง่าย และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองของผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพจิต การนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของ “จำนวนชั่วโมง” แต่หมายรวมถึง “คุณภาพของการพักผ่อน” ว่าลึกเพียงพอหรือไม่ มีการตื่นกลางดึกหรือไม่ และสมองได้รับช่วงเวลาฟื้นฟูอย่างเต็มที่หรือไม่ หากการนอนไม่ตอบโจทย์ในมิติเหล่านี้ ย่อมส่งผลสะสมต่อทั้งสุขภาวะทางกายและใจในระยะยาว



🛌 วันนี้ขอมาย้ำอีกครั้งค่ะว่า การนอนหลับจำเป็นมากในการบูสต์ Hippocampus ทั้งในคนปกติวัยเรียน/วัยทำงาน และคนที่มีโรคซึมเศร้าเลยค่ะ


🧠 Hippocampus ไม่ใช่มหาวิทยาลัยของหมูเด้งนะคะ
มันคือโครงสร้างในสมองคล้ายหนอนน้อย แต่หน้าตัดคล้ายม้าน้ำ
หน้าที่หลักของน้องคือ
✔️ เปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นระยะยาว
✔️ ขุดความจำออกมาใช้
✔️ ประสานเรื่องความจำและอารมณ์


กระบวนการสำคัญที่น้องทำคือ
🎯 สร้างวงจรใหม่ โดยการแตกแขนงของปลายประสาท (Neuroplasticity)
🎯 สร้างเซลล์ประสาทใหม่ จากเซลล์ต้นกำเนิด (Neurogenesis)
🎯 ใช้วงจรเหล่านี้สร้างกระแสประสาทเป็นรหัสจำเพาะ เพื่อฝังความจำและทำงานด้านอื่นๆ


⚠️ จุดสำคัญของสมองส่วนนี้คือ เปราะบางมาก ฝ่อง่าย

แค่คุณนอนน้อย ➞ ระบบระบายของเสีย (Glymphatic) ทำงานแย่ ➞ สะสมของเสียใน hippocampus ➞ รบกวนการทำงาน/เพิ่มการอักเสบ ➞ ทำงานได้ลดลง

ถ้ามีเครียดเรื้อรังหรือโรคซึมเศร้าด้วย ➞ cortisol สูงลอย + microglia ปล่อยสารก่ออักเสบ ➞ ทำงานลดลง และฝ่อ


การนอนจึงสำคัญมากๆ ค่ะ ในการ
✅ บูสต์ระบบระบายของเสียในสมอง ซึ่งทำงานได้ดีสุดๆ ตอนหลับลึก
✅ เพิ่มเม็ดเลือดขาวชื่อ Treg ที่ช่วยปล่อยสารลดการอักเสบในสมอง

ทำให้ลดปัจจัยการทำร้ายให้หมดไป
ซื้อเวลาให้น้องกลับมาแตกแขนงทำงานได้เต็มที่ค่ะ


สำหรับคนที่เครียดเรื้อรัง/ซึมเศร้า เข้าใจว่าการนอนเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการรักษาซึมเศร้า

👩‍⚕️ แพทย์มักจะให้ยานอนหลับไปด้วย ซึ่งถ้าใช้แล้วตอบสนองดี หลับดี ผลลัพธ์ไม่ต่างกับนอนปกติเลยค่ะ จนกว่าจะกำจัดซึมเศร้าออกไป นอนเองได้อีกครั้ง


และอย่าลืมทำอย่างอื่นด้วยนะคะ

✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เร่งการงอกของ hippocampus (ผ่าน BDNF)
✅ ทำจิตบำบัด เพื่อ cope กับ stress ให้ได้ ชีวิตเลี่ยงบรรยากาศ stress ยากมาก เราต้องมีวิธีคิด วิธีรับมือกับมัน ไม่ให้สมองกลับไปสั่งให้ cortisol หลั่งเรื้อรังอีก
✅ ปรับการกินให้พอเหมาะ อย่ากินเยอะเกินเรื้อรัง เพราะมันเปลี่ยนแปลงแบคทีเรียในลำไส้ เป็นหนึ่งในต้นตอของซึมเศร้ารวมถึงการนอนไม่หลับด้วย
✅ การทำสมาธิ การฟังเพลงแนวที่ชอบ (ที่ไม่ trigger น่ะนะ) ช่วยได้ค่ะ ในตอนที่เริ่มดีขึ้นแล้ว
✅ ถ้ามีปัญหาในการนอนหลับอื่นๆ ต้องรีบแก้ค่ะ โดยเฉพาะนอนกรน ตัวดีเลย


แค่คุณได้นอนดี สมองก็พร้อมเริ่มใหม่ในทุกเช้าแล้วค่ะ

07/06/2025

นมแม่คือโพรไบโอติกส์แรกของการเติบโต
สารพิเศษในนมแม่ (HMO) ไม่ได้เลี้ยงลูก แต่เลี้ยงจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เกิด

01/06/2025

รู้หรือไม่ โพรไบโอติกส์บางสายพันธุ์ช่วย “ลดไขมัน” ได้จริงไม่ใช่แค่เรื่องขับถ่ายแต่ส่งผลต่อการดูดซึมไขมัน การอักเสบ การเผาผลาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์จึงให้ความสำคัญเรื่อง สายพันธุ์ ไม่ใช่ปริมาณ

25/05/2025

จากการศึกษาแผนที่ของแบคทีเรียในร่างกายมนุษย์ บรรดาจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อยู่ภายในและภายนอกร่างกาย เรามีจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้มากถึง 99 %! เพราะลำไส้เป็นศูนย์กลางของ Microbiome

ทานโพรไบโอติกส์อย่างไร ให้ “แบคทีเรียดี” ทำงานเต็มประสิทธิภาพ และไม่เสียเงินเปล่า? โพรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทร...
24/05/2025

ทานโพรไบโอติกส์อย่างไร ให้ “แบคทีเรียดี” ทำงานเต็มประสิทธิภาพ และไม่เสียเงินเปล่า?

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ
แต่รู้ไหมว่าการทานแบบไม่ถูกวิธี อาจทำให้ “จุลินทรีย์ดี” เหล่านี้ไม่รอดไปถึงลำไส้ และกลายเป็นเพียงของแพงที่ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร

มาดู แนวทางง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณได้ผลจากโพรไบโอติกส์แบบเต็มที่กันค่ะ

✅ 1. ทาน “ตอนท้องว่าง” ได้ผลดีที่สุด
เช่น ตอนเช้าก่อนอาหาร หรือก่อนนอน
เพื่อให้แบคทีเรียรอดจากกรดในกระเพาะ และไปถึงลำไส้ได้มากที่สุด
❕ยกเว้น ถ้าผลิตภัณฑ์ระบุว่า “ทานพร้อมอาหารได้” ซึ่งมักมีเทคโนโลยีพิเศษ เช่น
- Enteric-coated
- Microencapsulation ที่ช่วยให้แบคทีเรียปล่อยตัวเมื่อถึงลำไส้โดยตรง

✅ 2. เลือก “สายพันธุ์ให้ตรงกับปัญหา”
ไม่ใช่ทุกโพรไบโอติกส์จะให้ผลเหมือนกัน การเลือก “สายพันธุ์” ให้เหมาะกับปัญหาเฉพาะ จะช่วยให้ได้ผลชัดเจนกว่า เช่น:

สายพันธุ์: Lactobacillus rhamnosus GG
ประโยชน์: เสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลจุลินทรีย์
พบในร่างกายมนุษย์: 👍🏻 พบในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่

สายพันธุ์; Bifidobacterium lactis
ประโยชน์: ช่วยระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก
พบในร่างกายมนุษย์: 👍🏻 พบมากในลำไส้ใหญ่

สายพันธุ์: Saccharomyces boulardii
ประโยชน์: ลดท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ
พบในร่างกายมนุษย์: ไม่พบในร่างกายโดยธรรมชาติ (เป็นยีสต์โพรไบโอติกส์)

💡 การเลือกสายพันธุ์ที่ “ร่างกายคุ้นเคย” หรือ “มีอยู่ตามธรรมชาติ” อาจช่วยให้แบคทีเรียตั้งตัวและทำงานได้ดีกว่าในระบบย่อยอาหาร

**งานวิจัยที่สนับสนุน**
• Lactobacillus rhamnosus GG: สายพันธุ์นี้ถูกแยกออกจากลำไส้ของมนุษย์ในปี 1983 และมีความสามารถในการยึดเกาะกับเยื่อบุลำไส้ของมนุษย์ได้ดี ซึ่งช่วยให้แบคทีเรียอยู่รอดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• Bifidobacterium lactis: เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ และมีบทบาทสำคัญในการย่อยใยอาหารและการผลิตกรดไขมันสายสั้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพลำไส้

• Saccharomyces boulardii: เป็นยีสต์ที่ไม่พบในร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติ แต่มีการใช้เป็นโพรไบโอติกส์เพื่อช่วยลดอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ โดยมีการศึกษาที่สนับสนุนประสิทธิภาพของจุลินทรีย์สายพันธุ์นี้

✅ 3. ดูปริมาณ CFU ให้เพียงพอ
• CFU (Colony-Forming Units) คือหน่วยวัดจำนวนจุลินทรีย์มีชีวิตในผลิตภัณฑ์
• ปริมาณที่แนะนำมักอยู่ที่ 1–10 พันล้าน CFU ต่อวัน แล้วแต่จุดประสงค์ เช่น

→ หากเน้น ฟื้นฟูหลังใช้ยาปฏิชีวนะ อาจต้องใช้ในระดับสูงขึ้น
→ ถ้าต้องการ ดูแลระบบขับถ่ายประจำวัน หรือ เสริมภูมิคุ้มกัน ปริมาณต่ำกว่านี้ก็อาจเพียงพอ
→ กรณีมีปัญหา ลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือ ภูมิแพ้ผิวหนัง ควรเลือกสูตรเฉพาะพร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

✅ 4. ต้อง “ทานสม่ำเสมอ” และต่อเนื่อง
• โพรไบโอติกส์ไม่ใช่ยาวิเศษ ต้องใช้เวลา
• ควรทาน อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์
• เมื่อหยุดทาน จุลินทรีย์จะลดลง จึงควรรักษาด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่

✅ 5. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ “ทำลายจุลินทรีย์ดี”
• ยาปฏิชีวนะ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังทานโพรไบโอติกส์ เพื่อไม่ให้ยาฆ่าแบคทีเรียดี
• น้ำร้อนหรืออาหารร้อนจัด อาจทำลายแบคทีเรียมีชีวิตในโพรไบโอติกส์ ควรทานตอนอุณหภูมิหรือน้ำเย็นถึงอุ่นเท่านั้น
• แอลกอฮอล์และน้ำตาลสูง สามารถรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียดีทำงานได้ไม่เต็มที่

✅ 6. ทานร่วมกับ “พรีไบโอติกส์” เพื่อเสริมฤทธิ์
พรีไบโอติกส์ = อาหารของจุลินทรีย์ดี เช่น
• อินูลิน (Inulin)
• ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS)
พบใน: กล้วย หัวหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง
หรือจะเลือกแบบ Synbiotic (รวม Probiotic + Prebiotic) ก็สะดวกและได้ผลดี

✅ 7. เก็บให้ถูกวิธี
• บางชนิดต้องแช่เย็น
• บางชนิดเก็บอุณหภูมิห้องได้
อ่านฉลาก และทำตามคำแนะนำผู้ผลิตเสมอ

✅ 8. เลือกแบรนด์ที่ “เชื่อถือได้”
• ผ่านมาตรฐานคุณภาพ: GMP / HACCP / งานวิจัยรองรับ
• ใช้บรรจุภัณฑ์ที่กันแสงและความชื้น
• มีเทคโนโลยี Microencapsulation เพิ่มการปกป้องแบคทีเรียจากกรดในกระเพาะ

“ไม่ใช่แค่ ‘กินอะไร’ แต่ ‘กินยังไง’ ก็สำคัญ”


#โพรไบโอติกส์

̈lsa



สวัสดีค่ะสมัยนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” หรือ “โพรไบโอติกส์”แต่…คุณรู้ไหมว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” ...
17/05/2025

สวัสดีค่ะ

สมัยนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” หรือ “โพรไบโอติกส์”
แต่…คุณรู้ไหมว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” ไม่ใช่แค่เรื่องของการย่อยอาหารเท่านั้น?

ในร่างกายเรามีจุลินทรีย์อยู่มหาศาล จนถึงขั้นที่นักเวชศาสตร์ชะลอวัยเคยพูดไว้ว่า
“เราไม่ได้แค่มีจุลินทรีย์อยู่ในตัว…แต่เราอาศัยอยู่ร่วมกับพวกมัน หรืออาจจะพูดได้ว่า เราอาศัยพวกมันอยู่ก็ว่าได้” 😂

ในลำไส้ของเรามีจุลินทรีย์อยู่มากกว่า 100 ล้านล้านตัว
มากกว่าจำนวนเซลล์ของร่างกายเราถึง 10 เท่า
และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ทำหน้าที่หลากหลายที่ส่งผลกับสุขภาพเราแทบทุกด้าน เช่น:

• ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เพราะลำไส้เป็นแหล่งที่มีการทำงานและอยู่รวมกันของเซลล์ภูมิคุ้มกันมากที่สุดในร่างกาย

• ผลิตวิตามินบางชนิด เช่น วิตามิน B และ K

• ส่งผลต่ออารมณ์และสมอง ผ่านระบบ gut-brain axis

• ควบคุมน้ำหนักและระบบเผาผลาญ

• ลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน หรือโรคหัวใจ

นี่แหละคือเหตุผลที่ “โพรไบโอติกส์” (Probiotics)
จุลินทรีย์ดีที่เราสามารถเติมเข้าไปได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญของคนรักสุขภาพในยุคนี้

เราสามารถเติมโพรไบโอติกส์ได้ง่ายๆ ผ่านมื้ออาหารในแต่ละวัน เช่น โยเกิร์ต กิมจิ หรือผักดองต่างๆ
แต่ถ้าใครมีข้อจำกัดในการเลือกรับประทานอาหาร เช่น ไม่มีเวลาปรุงเอง หรือมื้ออาหารไม่หลากหลาย
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกส์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์เช่นกัน

แต่อะไรล่ะคือ “โพรไบโอติกส์ที่ดี”?
เพราะโพรไบโอติกส์จะมีประโยชน์จริง ก็ต่อเมื่อยังมีชีวิตอยู่ตอนที่เราทานเข้าไป!
ถ้าเลือกไม่ถูกหรือเผลอทานโพรไบโอติกส์ที่ตายไปแล้ว ร่างกายก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ แถมเสียเงินฟรีอีกต่างหาก

โพสต์หน้าเราจะมาแชร์วิธีเลือกโพรไบโอติกส์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด
ช่วยให้คุณเลือกได้เหมาะกับร่างกาย และเห็นผลจริงแบบไม่เสียเปล่า
อย่าลืมติดตามกันนะคะ สุขภาพดี เริ่มง่ายๆ จากลำไส้ของคุณเอง!



#โพรไบโอติกส์
̈lsa



สวัสดีค่ะสมัยนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” หรือ “โพรไบโอติกส์”แต่…คุณรู้ไหมว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” ...
17/05/2025

สวัสดีค่ะ

สมัยนี้คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” หรือ “โพรไบโอติกส์”
แต่…คุณรู้ไหมว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” ไม่ใช่แค่เรื่องของการย่อยอาหารเท่านั้น?

ในร่างกายเรามีจุลินทรีย์อยู่มหาศาล จนถึงขั้นที่นักเวชศาสตร์ชะลอวัยเคยพูดไว้ว่า
“เราไม่ได้แค่มีจุลินทรีย์อยู่ในตัว…แต่เราอาศัยอยู่ร่วมกับพวกมัน หรืออาจจะพูดได้ว่า เราอาศัยพวกมันอยู่ก็ว่าได้” 😅 อันนี้เรื่องจริงเลยค่ะ

ในลำไส้ของเรามีจุลินทรีย์อยู่มากกว่า 100 ล้านล้านตัว
มากกว่าจำนวนเซลล์ของร่างกายเราถึง 10 เท่า เลยทีเดียว!
และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ทำหน้าที่หลากหลายที่ส่งผลกับสุขภาพเราแทบทุกด้าน เช่น:
• ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เพราะลำไส้เป็นแหล่งที่มีการทำงานและอยู่รวมกันของเซลล์ภูมิคุ้มกันมากที่สุดในร่างกาย

• ผลิตวิตามินบางชนิด เช่น วิตามิน B และ K

• ส่งผลต่ออารมณ์และสมอง ผ่านระบบ gut-brain axis

• ควบคุมน้ำหนักและระบบเผาผลาญ

• ลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน หรือโรคหัวใจ

นี่แหละคือเหตุผลที่ “โพรไบโอติกส์” (Probiotics)
จุลินทรีย์ดีที่เราสามารถเติมเข้าไปได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญของคนรักสุขภาพในยุคนี้

เราสามารถเติมโพรไบโอติกส์ได้ง่ายๆ ผ่านมื้ออาหารในแต่ละวัน เช่น โยเกิร์ต กิมจิ หรือผักดองต่างๆ

แต่ถ้าใครมีข้อจำกัดในการเลือกรับประทานอาหาร เช่น ไม่มีเวลาปรุงเอง หรือมื้ออาหารไม่หลากหลาย
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกส์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์เช่นกัน

แต่อะไรล่ะคือ “โพรไบโอติกส์ที่ดี”?
เพราะโพรไบโอติกส์จะมีประโยชน์จริง ก็ต่อเมื่อยังมีชีวิตอยู่ตอนที่เราทานเข้าไป!

ถ้าเลือกไม่ถูกหรือเผลอทานโพรไบโอติกส์ที่ตายไปแล้ว ร่างกายก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ แถมเสียเงินฟรีอีกต่างหาก

โพสต์หน้าเราจะมาแชร์วิธีเลือกโพรไบโอติกส์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด
ช่วยให้คุณเลือกได้เหมาะกับร่างกาย และเห็นผลจริงแบบไม่เสียเปล่า

อย่าลืมติดตามกันนะคะ สุขภาพดี เริ่มง่ายๆ จากลำไส้ของคุณเอง!


#โพรไบโอติกส์




คำถาม:จริงหรือไม่ที่ 70% ของภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ที่ลำไส้?คำตอบ:จริง…แต่ไม่ทั้งหมดคำว่า “70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำ...
11/05/2025

คำถาม:

จริงหรือไม่ที่ 70% ของภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ที่ลำไส้?

คำตอบ:

จริง…แต่ไม่ทั้งหมด
คำว่า “70% ของภูมิคุ้มกันอยู่ที่ลำไส้” หมายถึงว่า เซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ของร่างกายกระจุกตัวอยู่ในบริเวณลำไส้ โดยเฉพาะในระบบที่เรียกว่า GALT (Gut-Associated Lymphoid Tissue) ซึ่งเป็นโครงข่ายของเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในทางเดินอาหาร ไม่ได้หมายความว่า “ภูมิคุ้มกันสร้างที่ลำไส้ทั้งหมด” แต่หมายถึง ที่นี่คือศูนย์รวมการเฝ้าระวังและตอบสนองของภูมิคุ้มกันมากที่สุดแห่งหนึ่งในร่างกาย

แล้วทำไมลำไส้จึงสำคัญต่อภูมิคุ้มกัน?

1.ลำไส้ไม่ใช่ด่านแรก แต่เป็น “ด่านใหญ่” ในแนวป้องกัน
ด่านแรกของภูมิคุ้มกันจริงๆ คือ ผิวหนัง และ เยื่อบุช่องปาก/จมูก

เมื่อสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้ามาทางอาหาร ลำไส้จะเป็นแนวป้องกันสำคัญที่ต้อง แยกแยะว่าอะไรควรดูดซึม และอะไรควรกำจัด

2.มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่หนาแน่น
ใน GALT มีเซลล์ภูมิคุ้มกันมากมาย เช่น
•T cells, B cells ทำหน้าที่เหมือนทหารตรวจจับ
•Macrophages, Dendritic cells ทำหน้าที่กลืนกินเชื้อโรค และกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงาน
ทำให้โดยรวมแล้ว ประมาณ 70% ของเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในระบบทางเดินอาหาร

3.จุลินทรีย์ดี (โพรไบโอติกส์) มีบทบาทในการฝึกและควบคุมภูมิคุ้มกัน
ลำไส้ไม่เพียงแต่เป็น “สนามรบ” ของภูมิคุ้มกัน แต่ยังเป็น “โรงเรียน” ที่ระบบภูมิคุ้มกันได้เรียนรู้ว่าอะไรคือภัยจริง และอะไรควรปล่อยผ่าน เช่น แยกแยะระหว่างแบคทีเรียดี vs. เชื้อโรคร้าย
อะไรควรปล่อยผ่าน (อาหาร หรือจุลินทรีย์ดี)
ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันโรคทั้งทางเดินอาหารและระบบอื่นๆ ทั่วร่างกาย

ดังนั้น ถ้าระบบนิเวศในลำไส้ของเราแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะทำงานได้ดีตามไปด้วย การดูแลลำไส้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรใส่ใจในทุกๆ วัน




̈lsa

#โพรไบโอติกส์

05/05/2025

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในแวดวงวิทยาศาสตร์แล้วว่า คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมักป่วยเป็นโรคทางระบบประสาทร่วมด้วย อันเป็นผลมาจากลำไส้ที่ผิดปกตินั่นเอง

คอร์ติซอลสูงทำให้นอนไม่หลับจริงไหม? แชร์ประสบการณ์พร้อมวิธีดูแลตัวเองคุณเคยไหม? ง่วงมาก แต่นอนไม่หลับหัวถึงหมอนแต่กลับรู...
04/05/2025

คอร์ติซอลสูงทำให้นอนไม่หลับจริงไหม?
แชร์ประสบการณ์พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

คุณเคยไหม? ง่วงมาก แต่นอนไม่หลับ
หัวถึงหมอนแต่กลับรู้สึกว่าร่างกายยังตื่น ไม่สงบ ทั้งที่ก็ไม่ได้กินกาแฟ หรือดูอะไรน่ากลัวๆ ก่อนนอน

สำหรับใครหลายคน คืนที่นอนไม่หลับ มักมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ “ดูหรือเสพเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์มากเกินไป”

บางคืนดูซีรีส์ที่มีฉากการสูญเสีย บางคืนดูคลิปเกี่ยวกับโรคร้ายต่างๆ แม้จะรู้ว่าแค่ข้อมูลทั่วไป แต่พออินแล้วใจมันพาลคิดไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีคือ…หลับไม่ได้

พอศึกษาเพิ่มเติม ก็พบว่าทั้งหมดนี้มีชื่อเรียกอยู่ในร่างกายเราเอง นั่นคือ “คอร์ติซอล” (Cortisol)

คอร์ติซอลคือฮอร์โมนความเครียด ที่ร่างกายหลั่งออกมาเวลาที่เรารู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือแม้แต่แค่ “อินจัด” กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เศร้า เสียใจ หรือกังวลมากๆ

เมื่อคอร์ติซอลสูง ร่างกายจะเข้าสู่โหมด “ตื่นตัว” ทำให้ หัวใจเต้นเร็ว หายใจตื้น โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

สมองสั่งว่า “ยังไม่ปลอดภัย อย่าเพิ่งหลับ” แม้เราจะง่วง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมหลับง่ายๆ

แล้วเราจะลดคอร์ติซอลก่อนนอนได้อย่างไร?

จากการลองผิดลองถูก และรวมกับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ นี่คือวิธีที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นแบบรู้สึกได้จริง

1. หยุดเสพสื่อกระตุ้นอารมณ์ก่อนนอน

งดดูซีรีส์เครียด คลิปโรคภัย หรือข่าวเศร้า ก่อนนอนอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อสมองมากกว่าที่คิด

2. อาบน้ำอุ่น

น้ำอุ่นช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และเมื่อร่างกายเย็นลงหลังอาบ จะส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า “ถึงเวลานอนแล้ว”

3. หายใจลึก ๆ หรือฝึกสมาธิสั้น ๆ

ลองฝึกหายใจแบบ 4-7-8:
• หายใจเข้า 4 วินาที
• กลั้นไว้ 7 วินาที
• ผ่อนออกช้า ๆ 8 วินาที
ทำแบบนี้ 3–5 รอบ จะรู้สึกว่าสมองนิ่งขึ้นชัดเจน!

4. เขียนบันทึกก่อนนอน

เขียนสิ่งที่กังวลลงกระดาษ
เพื่อการจัดระเบียบความคิด เหมือนสั่งสมองให้หยุดคิดชั่วคราว และเคลียร์ความกังวลช่วยลดคอร์ติซอล

5. ใช้น้ำมันหอมระเหย

กลิ่นลาเวนเดอร์ คาโมมายล์ หรือกลิ่นไม้หอมอ่อน ๆ ช่วยให้รู้สึกสงบลงได้จริง ลองหยดใส่หมอนหรือใช้เครื่องพ่นก็ได้

6. ยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ

ท่าบิดตัว ยืดไหล่ หรือโยคะเบาๆ 5–10 นาที ช่วยปล่อยความตึงเครียดในร่างกาย

7. ฟังเสียงช้า ๆ

เช่น เพลงเปียโน เสียงคลื่น เสียงฝน หรือคลิป ASMR เสียงพึมพำเบาๆ จะช่วยเปลี่ยนโหมดสมองเข้าสู่ภาวะสงบ

8. เข้านอน-ตื่นให้เป็นเวลา

การนอนเวลาเดิมทุกวันช่วยให้นาฬิกาชีวิตสมดุล ร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนินและลดคอร์ติซอลโดยอัตโนมัติ

จากข้างบน

ข้อ 1 –เป็นการลดการกระตุ้นคอร์ติซอล ทำให้เมลาโทนินไม่ถูกกดไว้ ช่วยให้หลั่งตามธรรมชาติได้ดีขึ้น

ข้อที่ 2,7 และ 8 เป็นกระตุ้นเมลาโทนินเพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะง่วง

คอร์ติซอลไม่ใช่ศัตรู แต่มันเป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งมาเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือเครียด
สิ่งที่เราทำได้ คือเข้าใจมัน และเลือกดูแลตัวเองอย่างอ่อนโยน ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยให้ร่างกายไว้วางใจว่า “ปลอดภัยแล้ว หลับได้แล้วนะ”






ที่อยู่

Muang Nonta Buri
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Be Energized, Be Youผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์