เชิญพิมายเภสัช Chernphimai Pharmacy

เชิญพิมายเภสัช Chernphimai Pharmacy ร้านขายยามีเภสัชกรประจำตลอดเวลา ร้านขายยา มีเภสัชกรบริการตลอดเวลาทำการ

CHERN CLUBสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกสมัครสมาชิก Chern Club ใช้เบอร์โทรศัพท์เป็นรหัสสมาชิก เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากร้านเชิ...
29/08/2026

CHERN CLUB
สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก

สมัครสมาชิก Chern Club ใช้เบอร์โทรศัพท์เป็นรหัสสมาชิก เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากร้านเชิญชิลบิสโตร และเชิญพิมายเภสัช ตามเงื่อนไขของแต่ละร้าน

การสะสมแต้ม

ทุกยอดซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 100 บาท รับ 1 แต้ม
เศษยอดที่ยังไม่ครบ 100 บาท สามารถสะสมต่อในครั้งถัดไปได้

1 แต้ม มีค่าเท่ากับส่วนลด 1 บาท

สามารถเริ่มใช้แต้มได้เมื่อมีอย่างน้อย 10 แต้ม และใช้แต้มได้ไม่เกิน 20% ของยอดสินค้าที่ร่วมรายการในบิลนั้น

ใน 1 รายการ สามารถเลือกใช้ “แต้ม” หรือ “คูปอง” ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามเงื่อนไขที่ระบบกำหนด

สิทธิ์สำหรับเชิญชิลบิสโตร

ยอดค่าอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และสินค้าที่ร่วมรายการ สามารถนำมาสะสมแต้มและใช้แต้มได้ตามปกติ

สมาชิกอาจได้รับคูปองส่วนลด คูปองต้อนรับ คูปองวันเกิด และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามโปรโมชั่นของร้านในแต่ละช่วงเวลา

สิทธิ์สำหรับเชิญพิมายเภสัช

เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับยา หลักวิชาชีพเภสัชกรรม และมาตรฐาน GPP การสะสมแต้ม การใช้แต้ม และการได้รับคูปองของร้านเชิญพิมายเภสัช จะใช้เฉพาะสินค้าที่ไม่ใช่ยาและสินค้าที่ร้านกำหนดว่าเข้าร่วมรายการเท่านั้น

ยอดซื้อยาไม่นำมาคำนวณแต้ม

แต้มและคูปองไม่สามารถใช้เป็นส่วนลดค่ายา

ยอดซื้อยาไม่ใช้เป็นเงื่อนไขในการได้รับคูปอง รางวัล หรือการเลื่อนระดับสมาชิก

การซื้อสินค้าที่ไม่ใช่ยาและร่วมรายการของเชิญพิมายเภสัช อาจได้รับแต้ม คูปอง หรือสิทธิพิเศษตามเงื่อนไขที่กำหนด

คูปองข้ามร้าน

สมาชิกอาจได้รับคูปองสำหรับนำไปใช้กับอีกหนึ่งร้าน ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น เมื่อมียอดซื้อที่เชิญชิลบิสโตรครบตามเงื่อนไข อาจได้รับคูปองสำหรับใช้กับสินค้าที่ไม่ใช่ยาและร่วมรายการที่เชิญพิมายเภสัช

ในทางกลับกัน เมื่อมียอดซื้อสินค้าที่ไม่ใช่ยาและร่วมรายการของเชิญพิมายเภสัชครบตามเงื่อนไข อาจได้รับคูปองสำหรับใช้ที่เชิญชิลบิสโตร

สิทธิ์ทางเภสัชกรรม

การซักประวัติ ประเมินอาการ เลือกยา ให้คำแนะนำเรื่องยา ตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ยา เฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ และการแนะนำให้ส่งต่อ เป็นบริการตามมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม

ผู้รับบริการทุกคนจะได้รับบริการทางเภสัชกรรมตามความเหมาะสม ไม่ขึ้นอยู่กับการเป็นสมาชิก Chern Club และไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับบริการดังกล่าว

เงื่อนไขทั่วไป

สิทธิประโยชน์ แต้ม คูปอง และโปรโมชั่นอาจแตกต่างกันตามร้าน ประเภทสินค้า ระยะเวลา และเงื่อนไขของแต่ละรายการ

แต้มและคูปองไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

ร้านขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของ Chern Club เพื่อให้เหมาะสมกับการให้บริการ กฎหมาย และมาตรฐานวิชาชีพ โดยจะแจ้งเงื่อนไขที่มีผลใช้งานให้สมาชิกทราบ

CHERN CLUB
กิน ชิล ดูแลสุขภาพ
สิทธิ์เดียว เชื่อมสองร้าน
เชิญชิลบิสโตร × เชิญพิมายเภสัช

💙 สวัสดีวันศุกร์ความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว😴 ยาแก้แพ้บางชนิดทำให้ง่วงก่อนขับรถหรือทำงานเสี่ยง ต้องอ่านฉลากให้ดียาแก้แพ...
27/08/2026

💙 สวัสดีวันศุกร์
ความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว

😴 ยาแก้แพ้บางชนิดทำให้ง่วง
ก่อนขับรถหรือทำงานเสี่ยง ต้องอ่านฉลากให้ดี

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนช่วยลดอาการจาม น้ำมูกไหล คัน ผื่นลมพิษ และอาการแพ้ต่าง ๆ แต่ยาแก้แพ้แต่ละชนิดทำให้ง่วงไม่เท่ากัน

ยาแก้แพ้ชนิดง่วง เช่น คลอร์เฟนิรามีนหรือยาบางสูตรที่ใช้แก้หวัด อาจทำให้

• ง่วงซึมและมึนศีรษะ
• ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง
• สมาธิและการตัดสินใจลดลง
• ตามัว ปากแห้ง หรือปัสสาวะลำบาก
• เพิ่มความเสี่ยงหกล้ม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

แม้ผู้ใช้จะรู้สึกว่า “ไม่ได้หลับ” ความสามารถในการขับรถหรือควบคุมเครื่องจักรก็อาจลดลงแล้ว จึงไม่ควรทดลองขับรถเพื่อดูว่าจะง่วงหรือไม่

ส่วนยาแก้แพ้ที่เรียกว่า “ชนิดไม่ง่วง” มีโอกาสทำให้ง่วงน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครง่วงเลย ครั้งแรกที่ใช้ควรสังเกตอาการของตนเองก่อนทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วง

❌ ขับรถหรือขี่รถจักรยานยนต์
❌ ใช้เครื่องจักร ทำงานบนที่สูง หรือทำงานเสี่ยง
❌ ดื่มเบียร์ เหล้า ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
❌ ใช้ร่วมกับยานอนหลับหรือยาที่ทำให้ง่วง โดยไม่ตรวจสอบ
❌ กินยาแก้แพ้สองชนิดพร้อมกันเอง

ยาหวัด ยาแก้ไอ และยาแก้เมารถบางสูตรอาจมีตัวยาที่ทำให้ง่วงผสมอยู่ แม้หน้ากล่องจะไม่ได้เขียนคำว่า “ยาแก้แพ้” เด่นชัด จึงควรอ่านส่วนประกอบหรือสอบถามเภสัชกรก่อนใช้

จำไว้นะครับ

“คำว่าไม่ง่วง หมายถึงง่วงน้อยกว่า ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสง่วง”

หากจำเป็นต้องขับรถ ทำงานกลางคืน หรือทำงานกับเครื่องจักร แจ้งเภสัชกรก่อนรับยา เพื่อเลือกยาที่เหมาะกับกิจวัตรของคุณครับ

ด้วยความห่วงใย
เภสัชกรดิว
เชิญพิมายเภสัช
ยาทุกเม็ดจ่ายโดยเภสัชกร

#เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #ยาแก้แพ้ #ยาทำให้ง่วง #ขับรถปลอดภัย #ใช้ยาอย่างปลอดภัย

🧡 สวัสดีวันพฤหัสบดีความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว⚠️ ยาบางชนิดต้องเว้นระยะห่างกันอย่ากินพร้อมกัน หากยังไม่ได้ตรวจสอบหลายคน...
26/08/2026

🧡 สวัสดีวันพฤหัสบดี
ความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว

⚠️ ยาบางชนิดต้องเว้นระยะห่างกัน
อย่ากินพร้อมกัน หากยังไม่ได้ตรวจสอบ

หลายคนคิดว่ายาทุกชนิดสามารถเทรวมกันแล้วกินพร้อมกันได้ แต่ความจริงยา วิตามิน อาหารเสริม สมุนไพร และเครื่องดื่มบางอย่าง อาจรบกวนกันได้

ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นได้ทั้ง

• ยาถูกดูดซึมน้อยลง จนรักษาไม่ได้ผล
• ระดับยาในเลือดสูงขึ้น จนเกิดอาการไม่พึงประสงค์
• ผลข้างเคียงของยาหลายชนิดเสริมกัน
• เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ง่วงซึม ความดันต่ำ หรือน้ำตาลต่ำ

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ “ยาลดกรด” บางประเภท อาจรบกวนการดูดซึมยาอื่น จึงอาจต้องเว้นจากยาอื่นประมาณ 2–4 ชั่วโมง แต่ระยะที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับยาที่ใช้ร่วมกัน ไม่ควรจำตัวเลขเดียวแล้วนำไปใช้กับยาทุกชนิด

ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ก็อาจจับกับยาบางตัวในทางเดินอาหาร ทำให้ยาถูกดูดซึมน้อยลง เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มหรือยาฮอร์โมนไทรอยด์

ยาที่ทำให้ง่วงหลายชนิด หากใช้ร่วมกันอาจทำให้ง่วงมาก มึนงง เดินเซ หรือกดการหายใจ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือยาแก้ปวดบางประเภท

วิธีลดความเสี่ยงจากยาตีกัน

✅ แจ้งยาทุกตัวที่ใช้อยู่ รวมถึงวิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม
✅ ถ่ายรูปฉลากหรือเก็บรายชื่อยาไว้ในโทรศัพท์
✅ อย่าปรับเวลา หยุดยา หรือเว้นยาเองโดยไม่มีคำแนะนำ
✅ อย่าคิดว่ายาที่ซื้อเองหรือสมุนไพรจะไม่เกิดปฏิกิริยากับยา
✅ หากรับยาจากหลายโรงพยาบาล ควรนำยาทั้งหมดมาให้เภสัชกรตรวจสอบ

จำไว้นะครับ

“ยาที่กินได้ทุกตัว ไม่ได้แปลว่าจะกินพร้อมกันได้ทุกตัว”

หากไม่แน่ใจว่ายาตัวใดต้องเว้นจากกันกี่ชั่วโมง นำยา ซองยา หรือรูปฉลากมาสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ครับ

ด้วยความห่วงใย
เภสัชกรดิว
เชิญพิมายเภสัช
ยาทุกเม็ดจ่ายโดยเภสัชกร

#เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #ยาตีกัน #ปฏิกิริยาระหว่างยา #ใช้ยาอย่างปลอดภัย #ความรู้เรื่องยา

💚 สวัสดีวันพุธความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว⏰ “ยาก่อนอาหาร–หลังอาหาร” กินตอนไหนจึงจะถูก?หลายคนได้รับยากลับบ้านแล้วจำไม่ได...
25/08/2026

💚 สวัสดีวันพุธ
ความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว

⏰ “ยาก่อนอาหาร–หลังอาหาร” กินตอนไหนจึงจะถูก?

หลายคนได้รับยากลับบ้านแล้วจำไม่ได้ว่า ตัวไหนกินก่อนอาหาร ตัวไหนกินหลังอาหาร บางคนจึงนำยาทุกอย่างมากินพร้อมกันเพื่อความสะดวก แต่เวลาในการกินยาอาจมีผลต่อการดูดซึม ประสิทธิภาพ และอาการไม่พึงประสงค์ของยาได้

💊 ยาก่อนอาหาร

โดยทั่วไปหมายถึงกินขณะท้องว่าง มักกินก่อนอาหารประมาณ 30–60 นาที เพื่อไม่ให้อาหารรบกวนการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยา

แต่ยาแต่ละชนิดอาจกำหนดเวลาไม่เท่ากัน บางชนิดต้องกินก่อนอาหาร 30 นาที บางชนิด 1 ชั่วโมง หรืออาจกำหนดว่าต้องกินหลังมื้ออาหารครั้งก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จึงควรยึดฉลากยาเป็นหลัก

💊 ยาพร้อมอาหาร

หมายถึงกินระหว่างมื้ออาหาร อาจกินพร้อมอาหารคำแรก ๆ หรือระหว่างที่กำลังกิน ยาบางชนิดต้องอาศัยอาหารช่วยในการดูดซึม บางชนิดใช้พร้อมอาหารเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ และยาบางกลุ่มต้องสัมพันธ์กับปริมาณอาหารในมื้อนั้น

💊 ยาหลังอาหาร

โดยทั่วไปหมายถึงกินหลังรับประทานอาหารไม่นาน มักอยู่ในช่วงทันทีถึงประมาณ 15–30 นาที ยาบางชนิดให้กินหลังอาหารเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่ายาทุกชนิดที่เขียนว่า “หลังอาหาร” จะใช้เวลาเดียวกันทั้งหมด

💊 ยาก่อนนอน

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกินเวลาเดียวกันทุกคน แต่หมายถึงช่วงใกล้เวลาเข้านอน ยาบางชนิดอาจทำให้ง่วง จึงควรกินเมื่อพร้อมพักผ่อน และต้องหลีกเลี่ยงการขับรถ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากยานั้นมีฤทธิ์กดประสาท

ถ้าลืมกินยาควรทำอย่างไร?

โดยทั่วไป หากเพิ่งนึกได้และยังไม่ใกล้เวลามื้อถัดไป อาจกินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้เวลามื้อถัดไปแล้ว มักให้ข้ามมื้อที่ลืมและกินมื้อต่อไปตามปกติ

❌ ไม่ควรกินเพิ่มเป็นสองเท่าเพื่อชดเชยเอง

อย่างไรก็ตาม ยาบางชนิดมีวิธีจัดการเมื่อลืมกินแตกต่างกัน เช่น ยาคุมกำเนิด ยาละลายลิ่มเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยาฮอร์โมน หรือยาปฏิชีวนะ จึงควรตรวจฉลากหรือสอบถามเภสัชกรเป็นรายตัว

เคล็ดลับช่วยไม่ให้ลืมยา

✅ อ่านฉลากทุกครั้งก่อนกิน
✅ แยกยาเป็นชุดตามมื้อ
✅ ตั้งนาฬิกาเตือนในโทรศัพท์
✅ ทำตารางบันทึกการกินยา
✅ อย่าแกะยาหลายชนิดมารวมกัน หากจำลักษณะยาไม่ได้
✅ เมื่อได้รับยาใหม่ แจ้งรายชื่อยาประจำ สมุนไพร และอาหารเสริมที่ใช้อยู่ด้วย

จำไว้นะครับ

“ยาถูกตัว แต่กินผิดเวลา อาจทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่”

หากฉลากไม่ชัด จำไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าควรกินก่อน หลัง หรือพร้อมอาหาร อย่าเดาเอง นำยา ซองยา หรือถ่ายรูปฉลากมาสอบถามเภสัชกรได้ครับ

ด้วยความห่วงใย
เภสัชกรดิว
เชิญพิมายเภสัช
เปิดถึงตี 2
ยาทุกเม็ดจ่ายโดยเภสัชกร

#เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #กินยาให้ถูกเวลา #ยาก่อนอาหาร #ยาหลังอาหาร #ใช้ยาอย่างปลอดภัย #ความรู้เรื่องยา

🩷 สวัสดีวันอังคารความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว⚠️ ระวัง “พาราเซตามอลซ้ำซ้อน”ยาหลายชื่อ หลายซอง อาจเป็นตัวยาเดียวกัน!พาราเ...
25/08/2026

🩷 สวัสดีวันอังคาร
ความรู้เรื่องยา จากเภสัชกรดิว

⚠️ ระวัง “พาราเซตามอลซ้ำซ้อน”
ยาหลายชื่อ หลายซอง อาจเป็นตัวยาเดียวกัน!

พาราเซตามอลเป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่ใช้กันแพร่หลาย หากใช้ในขนาดที่เหมาะสมถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้ป่วยอาจได้รับพาราเซตามอลจากยาหลายรายการพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น กินพาราเซตามอลลดไข้แล้วไปกินยาหวัด ยาแก้ปวด หรือยาสูตรผสมเพิ่มเติม ซึ่งยาเหล่านั้นอาจมีพาราเซตามอลผสมอยู่แล้ว ทำให้ได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ

ก่อนกินยา ควรตรวจดูคำว่า

🔎 Paracetamol
🔎 Acetaminophen
🔎 หรืออักษรย่อ APAP

ถ้าพบคำเหล่านี้ในยามากกว่าหนึ่งรายการ ต้องนำปริมาณทั้งหมดมารวมกัน ไม่ควรนับแยกว่าเป็นยาคนละชื่อหรือคนละยี่ห้อ

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป พาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม มักใช้ครั้งละ 1–2 เม็ด โดยเว้นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 8 เม็ด หรือ 4,000 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ควรใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผลและใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ผู้ที่น้ำหนักต่ำกว่า 50 กิโลกรัม มีโรคตับ โรคไต ภาวะขาดสารอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้สูงอายุ หรือใช้ยาหลายชนิด อาจต้องจำกัดขนาดยาให้น้อยกว่าคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

พาราเซตามอลเกินขนาดอาจทำลายตับอย่างรุนแรง ที่น่ากังวลคือระยะแรกอาจยังไม่มีอาการ หรือมีเพียงคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องเล็กน้อย จึงไม่ควรรอดูอาการเอง

หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที พร้อมนำซองยา แผงยา หรือขวดยาทั้งหมดไปด้วย แม้ขณะนั้นจะยังรู้สึกปกติก็ตาม

จำง่าย ๆ ก่อนกินยาแก้ไข้หรือยาแก้หวัด

✅ อ่านชื่อส่วนประกอบทุกครั้ง
✅ นับพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิด
✅ เว้นระยะระหว่างมื้อยาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
✅ ไม่เพิ่มขนาดยาเองเมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ลด
✅ ไม่แน่ใจ นำยาทั้งหมดมาให้เภสัชกรตรวจสอบ

“ยาคนละชื่อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนละตัวยา”

ด้วยความห่วงใย
เภสัชกรดิว
เชิญพิมายเภสัช
ยาทุกเม็ดจ่ายโดยเภสัชกร

#เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #พาราเซตามอล #ยาหวัด #ยาซ้ำซ้อน #ใช้ยาอย่างปลอดภัย #ความรู้เรื่องยา

ซื้อยา…ไม่ควรต้องลุ้น 💊✅ ไม่ยัดเยียดยาเกินความจำเป็น✅ เลือกยาให้เหมาะกับอาการป่วยจริง✅ ราคายามาตรฐาน✅ เภสัชกรดิวเป็นผู้ซ...
24/08/2026

ซื้อยา…ไม่ควรต้องลุ้น 💊

✅ ไม่ยัดเยียดยาเกินความจำเป็น
✅ เลือกยาให้เหมาะกับอาการป่วยจริง
✅ ราคายามาตรฐาน
✅ เภสัชกรดิวเป็นผู้ซักอาการและจ่ายยาด้วยตัวเอง
✅ ที่จอดรถสะดวก
🌙 เปิดบริการถึงตี 2 ทุกวัน

เจ็บป่วยช่วงดึก ต้องการคำแนะนำเรื่องยา หรือไม่แน่ใจว่าอาการแบบนี้ควรใช้ยาอะไร แวะมาปรึกษาได้ครับ

“ยาทุกเม็ด จ่ายโดยเภสัชกร”
เชิญพิมายเภสัช
📍 ใกล้สี่แยกไฟแดงโรงเรียนพิมายวิทยา
📞 081-877-8945

#เชิญพิมายเภสัช #เภสัชกรดิว #ร้านยาเปิดดึก #ร้านยาเปิดถึงตี2 #ร้านยาพิมาย #ปรึกษาเภสัชกร #ไม่ยัดเยียดยา

💛 ความรู้วันจันทร์ จากเภสัชกรดิว“ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ”หลายคนคุ้นเคยกับการเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” จนเข้า...
23/08/2026

💛 ความรู้วันจันทร์ จากเภสัชกรดิว
“ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ”

หลายคนคุ้นเคยกับการเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” จนเข้าใจว่า เมื่อมีอาการเจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก แผลบวม หรือปวดอักเสบ จะต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอ ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ

ยาปฏิชีวนะมีหน้าที่ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ และอาการเจ็บคอส่วนหนึ่งที่เกิดจากไวรัส จึงไม่ดีขึ้นจากยาปฏิชีวนะ

ส่วนคำว่า “ยาแก้อักเสบ” อาจหมายถึงยาที่ช่วยลดการอักเสบ ลดปวด หรือลดบวม ซึ่งเป็นยาคนละกลุ่มกับยาปฏิชีวนะ การเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” จึงอาจทำให้เข้าใจผิดและใช้ยาโดยไม่จำเป็น

ทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง?

เพราะอาการคล้ายกันอาจเกิดจากคนละสาเหตุ ยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดครอบคลุมเชื้อไม่เหมือนกัน หากเลือกยาผิด ใช้ขนาดไม่เหมาะสม หรือใช้นานไม่ถูกต้อง นอกจากโรคอาจไม่ดีขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ผื่นแพ้ยา หรือแพ้ยารุนแรง

ที่สำคัญคือการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นหรือใช้ไม่ถูกต้อง จะเพิ่มแรงกดดันให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาการดื้อยา เมื่อถึงวันที่ติดเชื้อจริง ยาที่เคยใช้ได้ผลอาจรักษาไม่ได้ ทำให้ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น ราคาแพงขึ้น รักษานานขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง

หากได้รับยาปฏิชีวนะ ควรปฏิบัติดังนี้

✅ ใช้ยาเฉพาะเมื่อแพทย์หรือเภสัชกรประเมินแล้วว่าจำเป็น
✅ กินตามขนาด เวลา และระยะเวลาที่กำหนด
✅ ไม่หยุดยา เพิ่มยา หรือลดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้น
✅ ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น และไม่นำยาเก่าที่เหลือมากินกับอาการครั้งใหม่
✅ หากลืมกินยา มีผื่น หายใจลำบาก หน้าหรือปากบวม หรือมีอาการผิดปกติ ให้รีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

จำไว้นะครับ
“ไม่ได้ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ต้องใช้เมื่อจำเป็น เลือกยาให้ถูก และใช้ตามคำแนะนำ”

ก่อนซื้อยาปฏิชีวนะ ลองให้เภสัชกรซักประวัติและประเมินอาการก่อน เพื่อให้ได้รับยาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

ด้วยความห่วงใย
เภสัชกรดิว
เชิญพิมายเภสัช
เปิดถึงตี 2
ยาทุกเม็ดจ่ายโดยเภสัชกร

#เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #ยาปฏิชีวนะ #ยาแก้อักเสบ #ใช้ยาอย่างสมเหตุผล #เชื้อดื้อยา #ความรู้เรื่องยา

ร้านยาเปิดถึงตี 2 เชิญพิมายเภสัช
20/08/2026

ร้านยาเปิดถึงตี 2 เชิญพิมายเภสัช

ทำไม…ถึงยังไม่สวมถุงยางกัน?เวลาพลาด หลายคนกลัวแค่ “ท้อง”แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บางโรคต...
20/08/2026

ทำไม…ถึงยังไม่สวมถุงยางกัน?

เวลาพลาด หลายคนกลัวแค่ “ท้อง”
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่บางโรคติดแล้วอาจต้องรักษาหรือกินยาไปอีกนาน

HIV • ซิฟิลิส • หนองใน • เริม • หูดหงอนไก่ • ไวรัสตับอักเสบบี
บางโรค ดูจากหน้าตาไม่ได้
บางคน ไม่มีอาการ แต่แพร่เชื้อได้

⚠️ อย่าคิดว่า “ครั้งเดียวคงไม่เป็นไร”
⚠️ อย่าคิดว่า “ดูสะอาด ไม่น่ามีโรค”
⚠️ อย่าฝากอนาคตไว้กับคำว่า “น่าจะปลอดภัย”

รักได้ มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ต้องรับผิดชอบตัวเองและคนที่เรารัก

ถุงยางหนึ่งชิ้นราคาไม่กี่บาท
แต่ความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตไปอีกนาน

🔥 ไม่สวม = ไม่เสี่ยงแค่ท้อง แต่เสี่ยงโรคด้วย
❤️ รักกันจริง ต้องกล้าป้องกัน

#สวมถุงยาง #ถุงยางอนามัย #โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ #วัยรุ่นต้องรู้ #เภสัชกรดิว #เชิญพิมายเภสัช #พิมาย

HYROX: เมื่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กลายเป็นการแข่งขันกับขีดจำกัดของร่างกายบทความเชิงวิชาการเพื่อการดูแลสุขภาพ โดย เภส...
18/08/2026

HYROX: เมื่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กลายเป็นการแข่งขันกับขีดจำกัดของร่างกาย

บทความเชิงวิชาการเพื่อการดูแลสุขภาพ โดย เภสัชกรดิว เชิญพิมายเภสัช เปิดถึงตี 2

ช่วงนี้ HYROX และการแข่งขันออกกำลังกายความเข้มข้นสูงกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในประเทศไทย เกาหลี และหลายประเทศทั่วโลก ภาพของคนธรรมดาที่ฝึกจนแข็งแรง สามารถวิ่ง ดันลากน้ำหนัก แบกของ ทำ burpee และ wall ball จนเข้าเส้นชัย เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนอยากลุกขึ้นมาออกกำลังกาย

ในมุมสุขภาพ นี่เป็นเรื่องที่ดีครับ

แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากเตือนกันเบา ๆ ว่า

“การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ” ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งหนัก ยิ่งดี” และความพร้อมของคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเป็นความพร้อมของเรา

HYROX ไม่ใช่กิจกรรมที่อันตรายโดยตัวมันเอง และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ดีพอที่จะกล่าวว่า HYROX ทำให้ผู้แข่งขันหัวใจล้มเหลวหรือไตวาย “เป็นจำนวนมาก” เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด

สิ่งที่ควรระวังคือ การแข่งขันประเภทนี้สามารถผลักระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบควบคุมอุณหภูมิ กล้ามเนื้อ และไตให้ทำงานหนักพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสริม เช่น อากาศร้อน ขาดน้ำ พักผ่อนไม่พอ เจ็บป่วย ฝึกไม่เพียงพอ หรือมีโรคที่ยังไม่ทราบมาก่อน

ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่

“HYROX ดีหรือไม่ดี?”

แต่คือ

“ร่างกายของเราพร้อมสำหรับ HYROX ระดับที่กำลังจะทำหรือยัง?”

การออกกำลังกายหนัก ดีต่อหัวใจหรือทำร้ายหัวใจ?

หลักฐานทางการแพทย์ค่อนข้างชัดเจนว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการออกกำลังกายระดับ vigorous intensity ช่วยเพิ่มสมรรถภาพหัวใจและปอด และสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและการเสียชีวิต

ดังนั้นไม่ควรตีความว่า “ออกกำลังหนัก = อันตราย”

ในคนที่ได้รับการฝึกอย่างเหมาะสม ร่างกายสามารถปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง

แต่ exercise dose มีทั้งความหนัก ระยะเวลา ความถี่ และความสามารถของแต่ละคนในการรับภาระนั้น

การแข่งขันเพื่อ performance จึงไม่เหมือนกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทั่วไป

โดยเฉพาะในนักกีฬาอายุมากกว่า 35 ปี หรือกลุ่มที่เรียกว่า Masters athletes ประเด็นเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และความผิดปกติของหัวใจบางชนิดมีความสำคัญมากขึ้น แนวทางร่วมของ European Association of Preventive Cardiology และ American College of Cardiology ปี 2026 ยังคงยืนยันว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อหัวใจอย่างมาก แต่การประเมินนักกีฬากลุ่มนี้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความผิดปกติทางหัวใจเป็นรายบุคคล

ก่อนสมัครแข่ง อย่าเพิ่งถามว่า “จบกี่นาที”

ลองถามตัวเองก่อนว่า “ร่างกายเราพร้อมหรือยัง?”

1. ประวัติสุขภาพสำคัญกว่านาฬิกา Smartwatch

ควรทบทวนอย่างน้อยว่าเคยมีหรือไม่

เจ็บ แน่น หรือบีบหน้าอกขณะออกกำลัง

เหนื่อยผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับการออกแรง

ใจสั่นผิดปกติ

หน้ามืดหรือเป็นลม โดยเฉพาะขณะออกกำลัง

ความดันโลหิตสูง

เบาหวาน ไขมันสูง โรคไต หรือโรคหัวใจ

เคยมี myocarditis/pericarditis

เคยมี rhabdomyolysis

มีสมาชิกครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย

มีประวัติ cardiomyopathy หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะในครอบครัว

ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ควรใช้คำว่า

“ปกติผมก็ออกกำลังได้”

เป็นการตรวจคัดกรองแทนแพทย์

แล้วควรตรวจอะไรประจำปี?

ไม่มีชุดตรวจ HYROX ที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันทั้งหมด การตรวจควรอิงอายุ อาการ โรคประจำตัว ประวัติครอบครัวและระดับการแข่งขัน

สำหรับคนที่ออกกำลังหนักเป็นประจำ การตรวจสุขภาพพื้นฐานอาจประกอบด้วย

การตรวจทั่วไป

ความดันโลหิต ชีพจร น้ำหนัก รอบเอว การตรวจหัวใจและปอด รวมถึงการประเมิน cardiovascular risk factors

การตรวจเลือดตามความเหมาะสม

CBC, fasting glucose หรือ HbA1c, lipid profile และการประเมิน renal function/electrolytes ในผู้ที่มีข้อบ่งชี้หรือความเสี่ยง

Ferritin/iron studies ควรพิจารณาในผู้ที่สงสัย iron deficiency มากกว่าตรวจหรือกินธาตุเหล็กแบบเหมารวม

Vitamin D, B12 หรือ micronutrients อื่น ๆ ก็ควรตรวจเมื่อมีเหตุผลทางคลินิกหรือด้านโภชนาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกตัวในทุกคน

IOC เน้นหลักเดียวกันว่า การเสริม micronutrients ควรเริ่มจากการประเมินภาวะโภชนาการและหาความบกพร่องจริง มากกว่าการกินวิตามินหลายตัวแบบ “เผื่อไว้ก่อน”

ECG จำเป็นไหม?

ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทุกคนที่จะแข่ง HYROX ต้องทำ ECG, Echo, CT coronary หรือ MRI หัวใจทุกปี

แต่ resting 12-lead ECG อาจมีประโยชน์มากขึ้นในผู้ที่มีอาการ มีประวัติครอบครัวผิดปกติ มี cardiovascular risk สูง หรือเป็นนักกีฬาที่ฝึกหนักในวัย Masters

ถ้าพบความผิดปกติบางประเภท อาจต้องตรวจต่อด้วย

Echocardiography / Exercise stress test / Holter monitoring / Cardiac MRI หรือการตรวจ coronary disease

ตามข้อบ่งชี้

ตัวอย่างเช่น consensus ESC/ACC ปี 2026 แนะนำว่า Masters athlete ที่พบ PVC ผิดปกติหรือมีอาการ อาจต้องประเมินด้วยประวัติอย่างละเอียด echocardiography, exercise testing และ ambulatory rhythm monitoring และบางกรณีจึงขยายไปถึง cardiac MRI หรือการตรวจ ischemia

ตรงกันข้าม การนำคนแข็งแรงไม่มีอาการและความเสี่ยงต่ำไปทำ CT coronary calcium ทุกคนก็ไม่ได้เป็นคำแนะนำมาตรฐานเช่นกัน

การตรวจจึงควร “ตามความเสี่ยง” ไม่ใช่ “ตรวจเยอะที่สุดแล้วปลอดภัยที่สุด”

สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเหนื่อย คือ “เหนื่อยแล้วไม่ยอมหยุด”

การแข่งขันมีเสียงเชียร์ มีคู่แข่ง มีเวลา มีอันดับ และมี adrenaline

สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เราเพิกเฉยต่อสัญญาณจากร่างกาย

คำว่า

“อีกนิดเดียว”

บางครั้งดีสำหรับ performance

แต่ไม่ควรใช้กับทุกอาการ

อาการที่ควรหยุดออกกำลังกายทันที

เจ็บ แน่น บีบ หรือหนักหน้าอก

โดยเฉพาะถ้าร้าวไปแขน กราม หลัง หรือร่วมกับเหงื่อแตก คลื่นไส้ หรือหายใจไม่ออก

หน้ามืด จะเป็นลม หรือหมดสติ

ไม่ควรตีความว่า “เหนื่อยธรรมดา”

ใจสั่นผิดปกติอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะถ้าร่วมกับเจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือหายใจลำบาก

หอบผิดปกติ

เช่น workload เดิมที่เคยทำได้แต่วันนี้กลับหอบอย่างผิดสังเกต

และในอากาศร้อน ต้องระวัง

สับสน เดินเซ พฤติกรรมเปลี่ยน หมดแรงผิดปกติ หรือหมดสติ

เพราะอาจเป็น heat-related illness ที่รุนแรง

อย่าฝืนเพื่อเข้าเส้นชัย

อย่ายึดตัวเลข Heart Rate ตัวเดียวเป็น “เส้นตาย”

สูตรยอดนิยม

HRmax ≈ 220 − อายุ

เป็นเพียงค่าประมาณระดับประชากร ไม่ใช่ขีดอันตรายเฉพาะบุคคล

คนสองคนอายุเท่ากันอาจมี maximal HR ต่างกันมาก

ดังนั้นอย่าคิดว่า

“นาฬิกายังไม่ถึง 180 แสดงว่ายังปลอดภัย”

หรือ

“เกิน 180 แสดงว่าอันตรายแน่นอน”

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการกำหนด training zones อย่างจริงจัง การประเมินสมรรถภาพด้วย exercise testing/CPET หรือวิธีที่เหมาะสม สามารถให้ข้อมูลที่เฉพาะตัวกว่าสูตรคำนวณจากอายุ

และที่สำคัญกว่าเลข HR คือ

อาการของตัวเราเอง

ไตวายจากการแข่งขัน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เวลาฝึกหนัก กล้ามเนื้อเกิด microscopic damage เป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้ารุนแรงมากจนกล้ามเนื้อสลายจำนวนมาก จะเกิด

Exertional rhabdomyolysis

เซลล์กล้ามเนื้อปล่อย CK, myoglobin และสารต่าง ๆ ออกสู่กระแสเลือด

ในกรณีรุนแรงสามารถนำไปสู่

acute kidney injury (AKI)

และความผิดปกติของ electrolyte ที่อาจเป็นอันตรายได้

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อ

ออกกำลังหนักกว่าที่เคยทำอย่างมาก + อากาศร้อน + dehydration + กล้ามเนื้อไม่เคยชินกับท่านั้น + เจ็บป่วย + ยาบางชนิด

ดังนั้นคนที่เพิ่งเริ่มฝึกไม่ควรเห็นคลิปคนอื่นแล้วทดลอง workout ระดับการแข่งขันเต็มรูปแบบทันที

ปัสสาวะสีชา/โคล่า หลังออกกำลัง ไม่ใช่เหรียญแห่งความภูมิใจ

ถ้าหลังฝึกหนักเกิด

ปวดกล้ามเนื้อรุนแรงผิดปกติ

กล้ามเนื้อบวมมาก

อ่อนแรงผิดปกติ

ปัสสาวะน้อยลง

ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้มคล้ายชา/โคล่า

โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกัน

ควรหยุดออกกำลังและไปโรงพยาบาลเพื่อประเมิน rhabdomyolysis/AKI

อย่ารอว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้คงหาย”

น้ำก็สำคัญ แต่ “ยิ่งดื่มมากยิ่งดี” ก็ไม่ถูก

อีกด้านหนึ่งของการแข่งขัน endurance คือ exercise-associated hyponatremia

บางคนกลัว dehydration จนดื่มน้ำมากเกินความต้องการ ขณะออกกำลังกายนาน ๆ จน sodium ในเลือดลดลง

อาการอาจเริ่มจาก

คลื่นไส้ ปวดศีรษะ มึนงง สับสน

และกรณีรุนแรงอาจชักหรือหมดสติได้

ดังนั้นหลักการที่ดีกว่า “บังคับดื่มน้ำมหาศาล” คือวางแผน hydration ตามระยะเวลา อากาศ อัตราเหงื่อ และความต้องการของแต่ละคน

โดยเฉพาะการแข่งขันในประเทศไทยที่มีทั้ง ความร้อนและความชื้น

ยาที่อยากเตือนเป็นพิเศษ: NSAIDs

นักกีฬาหลายคนมีอาการปวดเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง แล้วกิน

Ibuprofen
Diclofenac
Naproxen

ก่อนแข่งเพื่อ

“กันปวดไว้ก่อน”

ผมไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เป็นกิจวัตร

NSAIDs สามารถลด renal perfusion ผ่านการยับยั้ง prostaglandins และในสภาวะที่มี dehydration, heat stress หรือการออกกำลังหนัก ไตกำลังอยู่ภายใต้ภาระอยู่แล้ว

การเติม NSAID เข้าไปจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ยาแก้ปวดไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดสัญญาณเตือนของร่างกาย เพื่อให้เราฝืนแข่งต่อ

แล้วพาราเซตามอลล่ะ?

Paracetamol ไม่มีผลต่อ renal prostaglandins แบบ NSAIDs จึงไม่ใช่ความเสี่ยงแบบเดียวกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควรกิน prophylactically ก่อนแข่ง

เพราะการกินยาเพื่อกดความเจ็บปวดแล้วฝืนออกแรงต่อ อาจทำให้เราไม่รับรู้ injury หรือความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น

ถ้าเจ็บจนต้องกินยาเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

ควรถามก่อนว่า

“เราควรแข่งขันวันนี้จริงหรือ?”

Pre-workout และ Energy Drink ต้องระวังอะไร?

ส่วนที่อยากให้ระวังคือผลิตภัณฑ์ที่รวม stimulant หลายชนิด

เช่น

caffeine ปริมาณสูง + guarana + stimulant อื่น ๆ

แล้วก่อนแข่งยังดื่มกาแฟหรือ energy drink เพิ่มอีก

Caffeine มีหลักฐานว่าสามารถช่วย performance ในบางสถานการณ์จริง และเป็นหนึ่งใน supplements ที่ IOC ระบุว่ามีหลักฐานสนับสนุน

แต่

“มีหลักฐานว่าได้ผล” ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งเยอะยิ่งดี”

ขนาดสูงอาจทำให้ใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย คลื่นไส้ นอนไม่หลับ และเพิ่ม cardiovascular stress ในบางคน

อย่าทดลอง pre-workout ตัวใหม่ในวันแข่งขัน

Creatine กินได้ไหม?

Creatine monohydrate เป็นหนึ่งใน sports supplements ที่มีหลักฐานรองรับค่อนข้างมาก

ไม่ควรเหมารวมว่า

“Creatine ทำให้ไตพัง”

ในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ใช้ในขนาดมาตรฐาน หลักฐานไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนั้น

แต่ผู้ที่มีโรคไตหรือความเสี่ยงเฉพาะตัวควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรก่อนใช้

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้คือ creatine สามารถทำให้ serum creatinine เปลี่ยนแปลงได้ จึงควรแจ้งผู้ประเมินผลเลือดว่ากำลังใช้ creatine

โปรตีนและเวย์

ถ้ารับโปรตีนจากอาหารครบตามความต้องการอยู่แล้ว

ไม่ได้จำเป็นต้องกิน whey

Whey เป็นเพียงอาหารในรูปแบบที่สะดวก

สำหรับคนออกกำลัง resistance/endurance อย่างหนัก การได้รับโปรตีนเพียงพอมีความสำคัญต่อ recovery และ adaptation แต่ควรคิดจาก โปรตีนรวมทั้งวัน ไม่ใช่คิดจากจำนวน scoop

คนที่มีโรคไตหรือข้อจำกัดทางการแพทย์ไม่ควรลอก protein target ของนักกีฬาคนอื่นมาใช้เอง

วิตามิน: อย่ากินเพราะคำว่า “นักกีฬา”

สิ่งที่พบบ่อยมากคือ

Vitamin B complex
Vitamin C
Vitamin D
Magnesium
Zinc
Iron
Multivitamin

กินรวมกันเพราะคิดว่าออกกำลังหนักจึงต้องการมากกว่าคนทั่วไปทุกอย่าง

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

IOC แนะนำให้แก้ documented nutritional deficiency มากกว่าการกิน micronutrient supplement แบบไม่เลือก

โดยเฉพาะ ธาตุเหล็ก

ไม่ควรกิน iron dose สูงเพียงเพราะรู้สึกเหนื่อย

ควรหาสาเหตุก่อนและประเมิน CBC/ferritin/iron status ตามความเหมาะสม

สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ “เพิ่มพลัง” ยิ่งต้องระวัง

คำว่า

ธรรมชาติ

ไม่ได้แปลว่า

ปลอดภัยสำหรับการแข่งขันหนัก

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมสูตรผสมบางชนิดอาจมี stimulant หลายตัว มีส่วนประกอบไม่แน่นอน หรือมีสารที่ไม่ได้ระบุบนฉลาก

สำหรับนักกีฬาที่อยู่ภายใต้กฎ anti-doping ยังมีความเสี่ยงเรื่องผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนสารต้องห้ามอีกด้วย

IOC จึงแนะนำให้ทำ risk-benefit assessment ก่อนใช้ supplement และให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีการควบคุมคุณภาพ

สิ่งที่ควรกินจริง ๆ อาจธรรมดากว่าที่คิด

ก่อนคิดถึง supplement ให้จัดการพื้นฐานก่อน

อาหารเพียงพอ
คาร์โบไฮเดรตเพียงพอกับ training load
โปรตีนเพียงพอ
ผักผลไม้หลากหลาย
น้ำและ electrolyte เหมาะกับการเสียเหงื่อ
และนอนให้เพียงพอ

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ดูหวือหวาเท่า pre-workout กระป๋องสวย ๆ

แต่เป็นรากฐานของ performance และ recovery

อาหารเสริมควรเป็น “ส่วนเสริม”

ไม่ใช่สิ่งที่นำมาอุดรูรั่วของการกิน การนอน และการฝึกที่ไม่เหมาะสม

“วันนี้ไม่ควรแข่ง” ก็เป็นการตัดสินใจของนักกีฬาที่ดี

ถ้าวันแข่งขันมี

ไข้
ท้องเสีย/อาเจียน
ขาดน้ำ
นอนน้อยมาก
เจ็บหน้าอก
ใจสั่นผิดปกติ
หน้ามืด
หอบผิดปกติ
ป่วยติดเชื้ออย่างชัดเจน
หรือยังมี injury ที่การออกแรงอาจทำให้รุนแรงขึ้น

การถอนตัวไม่ได้แปลว่าแพ้

บางครั้งเป็นการตัดสินใจที่มีวุฒิภาวะที่สุดในการเล่นกีฬา

สิ่งที่อยากฝากถึงคนที่กำลังอยากแข่ง HYROX

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อบอกว่า

“อย่าแข่ง HYROX”

ตรงกันข้าม ผมดีใจที่กระแสนี้ทำให้คนจำนวนมากหันมาออกกำลังกาย ฝึกกล้ามเนื้อ วิ่ง ลดน้ำหนัก และดูแลสุขภาพ

แต่อยากให้แยกระหว่าง

Fitness — Health — Performance — Competition

ให้ออกจากกัน

คนที่สุขภาพดีไม่จำเป็นต้องแข่งขันเก่ง

และคนที่แข่งขันเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโรคซ่อนอยู่

เราเห็นคนอื่นวิ่งเร็ว แบกหนัก และจบการแข่งขันในเวลาที่ดี

สิ่งที่เราไม่เห็นในคลิปสั้น ๆ คือ

เขาฝึกมากี่ปี
พักอย่างไร
กินอย่างไร
มีโค้ชหรือไม่
เคยตรวจสุขภาพอะไรมา
และร่างกายของเขาเหมือนเราหรือไม่

เพราะฉะนั้น...

อย่าแข่งขันเพียงเพราะมันกำลังเป็นกระแส

ถ้าอยากแข่ง — แข่งได้ครับ

แต่ค่อย ๆ สร้างร่างกายให้พร้อม
เพิ่ม training load อย่างมีระบบ
รู้โรคและความเสี่ยงของตัวเอง
พักให้เป็น
กินให้พอ
ดื่มให้เหมาะ
ไม่ใช้ยาเพื่อฝืนความเจ็บปวด
และรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด

จำไว้ว่า

เส้นชัยที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เวลาบนนาฬิกา แต่คือการที่หัวใจ ไต กล้ามเนื้อ และตัวเรากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

การหยุดเมื่อร่างกายส่งสัญญาณอันตรายไม่ใช่ความอ่อนแอ

เพราะคนที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่คนที่ฝืนร่างกายได้มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง

บทความเพื่อการให้ความรู้ด้านสุขภาพ
โดย เภสัชกรดิว — เชิญพิมายเภสัช

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทางวิชาการทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยเฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีอาการผิดปกติ หรือวางแผนแข่งขันความเข้มข้นสูง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสมก่อนการแข่งขัน

เอกสารวิชาการประกอบ

Eijsvogels TMH, et al. Masters Athletes With Abnormal Cardiovascular Findings: A Clinical Consensus Statement of the European Association of Preventive Cardiology of the ESC and the American College of Cardiology. European Heart Journal / JACC, 2026.

Maughan RJ, et al. IOC Consensus Statement: Dietary Supplements and the High-Performance Athlete. British Journal of Sports Medicine / International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism.

ที่อยู่

149 M. 1 Sureeya-usadong Road, Nai-Maung, Phimai
Muang Phimai
30110

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 02:00
อังคาร 10:00 - 02:00
พุธ 10:00 - 02:00
พฤหัสบดี 10:00 - 02:00
ศุกร์ 10:00 - 02:00
เสาร์ 10:00 - 02:00
อาทิตย์ 10:00 - 02:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818778945

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เชิญพิมายเภสัช Chernphimai Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์